Saturday, 18 July 2026
NewsFeed

ภูมิใจไทยเมืองคอน คาดหวังทุกเขตทั้ง 10 เขตเลือกตั้ง หลัง ‘อารี’ นั่งแท่นขุนพล หมายมั่นปั้นมือต้องปักธงให้ได้

แม้เวลาของการหาเสียงเลือกตั้งจะเหลืออยู่เพียง 10 กว่าวัน แต่สำหรับสนามเลือกตั้ง 10 เขต ของนครศรีธรรมราช ถือเป็นสนามหินสำหรับทุกพรรคการเมือง ไม่ใช่สนามหญ้า หรือถนนที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่เว้นแม้แต่พรรคการเมืองเก่าอย่างประชาธิปัตย์ที่เคยยึดครองเมืองคอนมายาวนาน

การเลือกตั้งปี 2562 พรรคประชาธิปัตย์ได้มีแค่ 4 ที่นั่งจากทั้งหมด 8 ที่นั่ง กล่าวได้ว่า ได้มาแค่ครึ่งเดียว ยกให้พลังประชารัฐไปครึ่งหนึ่ง คือ ดร.รงค์ บุญสวยขวัญ สายัณห์ ยุติธรรม สัญหพจน์ สุขศรีเมือง และมาได้เพิ่มอีก 1 ในการเลือกตั้งซ่อม แทนเทพไท เสนพงศ์ ที่อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ได้รับเลือกตั้งเข้ามาแทนในครึ่งเทอดหลัง

กล่าวสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ (2566) นครศรีธรรมราชได้ ส.ส.เพิ่มจาก 8 คน เป็น 10 คน แน่นอนว่ามีพรรคการเมืองหลายพรรคหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องมาแย่งเก้าอี้ตรงนี้ไป และมีหลายพรรคการเมืองหวังว่าจะปักธงในเมืองคอนให้ได้ แน่นอนว่าประชาธิปัตย์ในฐานะเจ้าของพื้นที่เดิมจะต้องรักษาฐานไว้ให้ได้ และทำอย่างไรจะขยายฐานเพิ่มขึ้นจาก 4 เป็น 5 เปึน 6 เป็น 7 หรือมากกว่า

แต่ไม่ง่ายสำหรับสถานการณ์ที่เปราะบาง มีหลายพรรคการเมืองจ้องเข้ามายึดครองแทน ทั้งพลังประชารัฐ, รวมไทยสร้างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคภูมิใจไทย และหรือพรรคก้าวไกล, เพื่อไทย

กล่าวสำหรับพรรคภูมิใจไทย หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องปักธงเมืองคอนให้ได้ โดยเฟ้นหาตัวผู้สมัครฯ จัดจ้านมาลงสนาม และขุนพลที่เข้ามาคุมทัพ คือ ‘อารี ไกรนรา’ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อชาติ ซึ่งถูกวางตัวให้เป็นมือวาง ขุนพลมือหนึ่งเข้ามาคุมยุทธศาสตร์นครศรีธรรมราช ด้วยความเป็นคนทุ่งใหญ่ แห่งตระกูล ‘ไกรนรา’

‘ไกรนรา’ ถือเป็นตระกูลใหญ่ย่านทุ่งใหญ่ ทุ่งสง และด้วยชื่อเสียงของ ‘อารี’ ถือว่าขายได้ ‘อารี’ ก้าวเดินออกจากเพื่อชาติ เดินเข้าสู่ภูมิใจไทย ด้วยเหตุผล คือ ‘ภูมิใจไทย’ คือคำตอบสำหรับคนใต้ ยิ่งมีวลีโดนใจ “พูดแล้วทำ” ยิ่งประทับใจ และภูมิใจในการก้าวเดินไปกับภูมิใจไทย

‘อารี’ คาดหวังว่าในช่วงบั้นปลายของชีวิตในวัย 70 ปี จะได้มีโอกาสกลับมารับใช้แผ่นดินเกิด เคยทำงานเพื่อที่อื่นมาเยอะมากแล้ว วันนี้เวลานี่ขอโอกาสกลับบ้าน มาทำงานเพื่อถิ่นกำเนิด

ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในภูมิใจไทย ‘อารี’ ลุยพื้นที่มา 4 เดือน ดึงทีมงานเก่า-ใหม่ เข้ามาร่วมทีม

10 ผู้สมัครผ่านการคัดเลือก กลั่นกรองแบบ ‘คั้นหัวกะทิ’ มาแล้ว มากความรู้ มากประสบการณ์ พร้อมก้าวเดินรับใช้ชาติ-แผ่นดิน ด้วยลมหายใจของนักการเมืองที่พร้อมจะเสียสละ

“พรรคภูมิใจไทย คาดหวังทุกเขตทั้ง 10 เขตเลือกตั้ง สู้เต็มที่ ส่วนจะแพ้-ชนะ เป็นอำนาจของประชาชน และวันนี้พรรคภูมิใจไทย ถือเป็นคู่แข่งสำคัญในทุกเขตเลือกตั้ง” อารี กล่าว

‘ลุงตู่’ พบ ‘ตั๊น จิตภัสร์’ กลางสนามบิน ขณะลงพื้นที่หาเสียง จ.ตรัง พร้อมอวยพรให้อาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุโดดร่มหายดีโดยเร็ว

(29 เม.ย. 66) น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร หรือ ‘ตั๊น’ รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ผู้สมัคร ส.ส แบบบัญชีรายชื่อ ได้ลงพื้นที่หาเสียงให้กับนายกาญจน์ ตั้งปอง ผู้สมัคร ส.ส.ตรัง เขต 4 เบอร์ 2 พร้อมด้วย น.ส สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ อดีต ส.ส.ตรัง ผู้สมัคร ส.ส.ตรัง เขต 3 เบอร์ 2 ณ ตลาดสดย่านตาขาว อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง โดยมีพี่น้องประชาชน พ่อค้า แม่ค้า ในตลาดให้การต้อนรับ มอบดอกไม้ และถ่ายภาพเป็นจำนวนมากก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสนามบินตรังว่า ระหว่างที่ น.ส จิตภัสร์ เดินทางกลับ กทม. ได้พบกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และแคนดิเดตนายกฯพรรค รทสช.ที่ได้เดินทางมายังจังหวัดตรังเพื่อช่วยสมาชิกพรรคหาเสียง จึงได้ทักทายกันบริเวณประตูทางออก โดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้อวยพร น.ส จิตภัสร์ว่า ขอให้โชคดี หายป่วยจากอาการบาดเจ็บจากการโดดร่ม และขอให้ช่วยกันทำการเมืองสร้างสรรค์ ทั้งนี้ มีประชาชนทั่วไปให้ความสนใจทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ น.ส จิตภัสร์ ร่วมขอถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกด้วย


ที่มา : https://www.naewna.com/politic/727562

‘สวนดุสิตโพล’ เผย คนไทยนิยมพรรคการเมืองใดก่อนเลือกตั้ง ชี้ ‘เพื่อไทย’ อันดับ 1 ทิ้งห่างที่ 2 อย่าง ‘ก้าวไกล’ เท่าตัว!!

(29 เม.ย. 66) ‘สวนดุสิตโพล’ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศต่อกรณี “คนไทยนิยมพรรคการเมืองใด (ก่อนเลือกตั้ง)” ระหว่างวันที่ 10-20 เมษายน 2566 เก็บข้อมูลทางภาคสนาม จำนวน 162,454 คน เป็นเพศชาย จำนวน 74,073 คน ร้อยละ 45.60 เพศหญิง จำนวน 88,381 คน ร้อยละ 54.40 โดยมีอายุระหว่าง 18 – 30 ปี จำนวน 31,627 คน ร้อยละ 19.47 อายุ 31 – 50 ปี จำนวน 72,808 คน ร้อยละ 44.82 และอายุ 51 ปีขึ้นไป จำนวน 58,019 คน ร้อยละ 35.71

โดยสำรวจในพื้นที่กรุงเทพฯ จำนวน 13,368 คน ร้อยละ 8.23 ภาคกลาง จำนวน 43,023 คน ร้อยละ 26.48 ภาคเหนือ จำนวน 27,664 ร้อยละ 17.03 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 53,865 ร้อยละ 33.16 และภาคใต้ จำนวน 24,534 คน ร้อยละ 15.10

พรรคการเมืองที่นิยมมากที่สุดในช่วงก่อนเลือกตั้ง คือ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 41.37 รองลงมาคือ พรรคก้าวไกล ร้อยละ 19.32 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 9.55 พรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 8.48 พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 7.49 พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 7.30 พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 2.41 พรรคเสรีรวมไทย ร้อยละ 1.74 พรรคชาติไทยพัฒนา ร้อยละ 1.25 และพรรค อื่น ๆ ร้อยละ 1.09

เมื่อพิจารณาจำแนกตามอายุ พบว่า กลุ่มอายุ 18-30 ปี นิยมพรรคก้าวไกลมากที่สุด ร้อยละ 50.20 กลุ่มอายุ 31-50 ปี และกลุ่มอายุ 51 ปีขึ้นไป นิยมพรรคเพื่อไทยมากที่สุด ร้อยละ 44.59 และ ร้อยละ 44.92 ตามลำดับ

เมื่อพิจารณาจำแนกตามภูมิภาค พบว่า ในพื้นที่กรุงเทพฯ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นิยมพรรคเพื่อไทยมากที่สุด ร้อยละ 41.99, ร้อยละ 42.11, ร้อยละ 49.24 และร้อยละ 48.92 ตามลำดับ ส่วนภาคใต้นิยมพรรคประชาธิปัตย์มากที่สุด ร้อยละ 24.20

จากผลการสำรวจครั้งนี้ ภาพรวมกระแสความนิยมของพรรคเพื่อไทยแม้จะลดลงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจของสวนดุสิตโพลช่วงก่อนยุบสภา แต่ก็ยังคงเป็นที่นิยมในทุกภูมิภาคแม้แต่ในภาคใต้ก็ถือได้ว่าได้รับผลตอบรับที่ไม่แย่นัก ส่วนพรรคก้าวไกลกระแสความนิยมเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาคก็ต้องมาติดตามกันต่อว่าจะเปลี่ยนกระแสเป็นคะแนนในวันเลือกตั้งจริงได้เท่าใด ส่วนพรรคอื่น ๆ กระแสความนิยมไม่ต่างจากเดิมมากนัก

สส. ผนึกพลัง ยกระดับความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ACE Dialogue)

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการการเสริมพลังความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ACE Dialogue) ในวันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน 2566 ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และผ่านระบบการประชุมทางไกล Video Conference เพื่อสร้างการรับรู้ ความตระหนัก รวมถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การมีส่วนร่วมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเปิดโอกาสในการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน นำพาประเทศไทยไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำที่พร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นายวรพล จันทร์งาม รองอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถือเป็นเรื่องวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อทุกคนบนโลกนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดภัยแล้ง พายุ คลื่นความร้อน ธารน้ำแข็งละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น รวมถึงอุณภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งมีชีวิต ทำลายสถานที่อยู่อาศัย สร้างความเสียหายต่อวิถีชีวิตและชุมชนของเราในระดับโลก ประเทศไทยได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยในการประชุม World Leaders Summit ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 (UNFCCC COP26) นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ประกาศเจตนารมณ์ยกระดับการดำเนินการของไทย ที่จะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emission) ภายในปี ค.ศ. 2065


กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) ในฐานะหน่วยประสานงานกลางของประเทศ ดำเนินการตามกรอบมาตรา 6 ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (National Focal Point of Action for Climate Empowerment (ACE) under UNFCCC Framework) มีหน้าที่ในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ความตระหนักด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยให้กับทุกภาคส่วน

วิเคราะห์แก่นแห่งศาสนา ผ่านปมดรามา ‘เฌอเอม VS ณวัฒน์’ ‘รสนิยม’ หรือ ‘คุณค่าแห่งชีวิต’ อยู่ที่สิทธิอันชอบธรรมของแต่ละบุคคล

ควันหลงประเด็นดรามาที่เหล่าแฟนๆ นางงามและคนทั่วไปยังติดตามกันอยู่ห่างๆ กรณี ‘เฌอเอม’ มิสแกรนด์ลำพูน 2023 ปฏิเสธการดูดวงพร้อมขอวางไมค์ จนทำให้ นายณวัฒน์ อิสรไกรศีล บอสใหญ่ต้องร่ายยาวสั่งสอน ว่า “ศาสนาเป็นเพียงรสนิยม ไม่ใช่ชีวิต ไม่ใช่จิตใจ” พร้อมทั้งยังบอกว่าทางเวทีต้องการนางงามที่มีความพร้อมใช้งาน ไร้เงื่อนไข จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมาจากบรรดาแฟนนางงาม

ล่าสุด ได้มีผู้ใช้ ติ๊กต๊อก ชื่อ ‘papernonsaint’ ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงดรามาดังกล่าว โดยเฉพาะในประเด็นคำพูดของนายณวัฒน์ ที่กล่าวว่า “ศาสนาเป็นเพียงรสนิยม” โดยผู้ใช้ติ๊กต๊อกรายนี้ได้มองว่า…

“ศาสนาเป็นเพียงรสนิยมใช่หรือไม่? อันนี้ก็แล้วแต่ปัจเจกเลยครับ ผมมองว่า หากคนคนหนึ่งเลือกที่จะให้ศาสนาเป็นเพียงรสนิยม มันก็อยู่ในสิทธิอันชอบธรรมของเขา แต่ถ้าหากว่าคุณศึกษาศาสนาของคุณอย่างลึกซึ้งจริงๆ ไม่ว่าจะศาสนาใดก็ตาม ผมยังไม่เจอศาสนาไหนที่เคลมว่าตัวเองเป็นแค่รสนิยมเลย เพราะฉะนั้น ผมก็ไม่อาจทราบได้เหมือนกันว่า หลักคิดของคุณณวัฒน์ ที่กล่าวว่า “ศาสนาเป็นเพียงรสนิยม” นี้ ไปเจอมาจากที่ไหน"

อีกคำพูดถึงหนึ่งของคุณณวัฒน์ ที่กล่าวว่า “ศาสนาไม่ใช่ชีวิต ไม่ใช่จิตใจ” ผู้ใช้ติ๊กต๊อกได้กล่าวด้วยว่า…

“ในแต่ละศาสนาแทบจะสอนในเรื่องนี้หมดเลย คือ พยายามที่จะชี้ในผู้คนเห็นถึงชีวิตและจิตใจ ผ่านคุณค่าทางศาสนานั้นๆ และสุดท้ายแล้ว คนที่ยึดมั่นในศานาใดก็ตาม ศาสนานั้นก็จะกลายเป็นชีวิตและจิตใจส่วนหนึ่งของเขาไปเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาสนาคริสต์ ซึ่งสำหรับศาสนาอื่นผมไม่ทราบ แต่ผมก็เชื่อว่าพุทธศาสนาก็เป็นชีวิตและจิตใจของพระพุทธเจ้าเช่นกันครับ”


ที่มา : https://vt.tiktok.com/ZS8Td5ptL/

“กรมทะเลชายฝั่ง” จับมือ “กรมอุทยานฯ” ร่วมสนับสนุนโครงการ SEA YOU STRONG ทะเลคือหัวใจของไทย อาสาสมัครพิทักษ์ทะเล ว่ายน้ำข้ามทะเล 70 กม. กระตุ้นจิตสำนึกรักษ์ทะเล กระบี่- พังงา-ภูเก็ต

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2566 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) ร่วมให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมภายใต้ “โครงการ SEA YOU STRONG ทะเลคือหัวใจของไทย อาสาสมัครพิทักษ์ทะเล” ซึ่งเป็นโครงการที่นายสิรณัฐ สก๊อต หรือ “ทราย สก๊อต” จัดขึ้นโดยนำทีมนักอนุรักษ์ 36 คน ว่ายน้ำข้ามทะเลอันดามันเป็นระยะทางกว่า 70 กิโลเมตร ผ่าน 3 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ พังงา และภูเก็ต เริ่มจากหาดยาว จ.กระบี่ ไปสิ้นสุดที่อ่าวปอ จ.ภูเก็ต ในระหว่างทางก็จะแวะพักตามเกาะท่องเที่ยวชื่อดังของแต่และจังหวัด โครงการดังกล่าวจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 – 29 เมษายน 2566 โดยทางกรม ทช. จัดเรือราชการ 2 ลำ พร้อมเจ้าหน้าที่ประจำเรือ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช  คอยอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยในกิจกรรม รวมทั้งจัดเจ้าหน้าที่ร่วมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ทำกิจกรรม Big Cleaning Day ลด ละ เลิกใช้พลาสติก

 
นายอภิชัย เอกวนากุล รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

นายอภิชัย รรท.อทช. กล่าวหลังจากพิธีเปิดโครงการ SEA YOU STRONG ทะเลคือหัวใจของไทย อาสาสมัครพิทักษ์ทะเล ว่า กิจกรรมที่จัดขึ้นภายใต้โครงการดังกล่าวนี้ เป็นการสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมในการดูแล รักษา ฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงความหลากหลายทางชีวิภาพสำหรับแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ ทั้งนี้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มีภารกิจที่สอดรับกับนโยบายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เน้นย้ำเรื่อง “การส่งเสริมการมีส่วนร่วม” ของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ และประชาชน กรมพร้อมให้การสนับสนุนเครือข่ายอาสาสมัครที่ถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนปลุกจิตสำนึกการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพราะตนเชื่อมั่นว่าการรวมพลังในสังคมเป็นจุดเริ่มต้นของพลังที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะ “คนรุ่นใหม่” ที่มีแนวคิดสร้างสรรค์กลายเป็น “Soft Power” ที่กระตุกจิต กระชากใจ เปลี่ยนแปลงความคิด ทำให้ผู้คนมีส่วนร่วม หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม อย่างกิจกรรมในครั้งนี้ที่คุณทราย สก๊อต นักอนุรักษ์รุ่นใหม่ได้นำทีมนักว่ายน้ำอาสาสมัครพิทักษ์ทะเลว่ายน้ำข้ามทะเลอันดามัน นอกจากจะกระตุ้นให้คนหันมาเห็นมุมต่างๆ ของทะเลไทย ที่ประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมหลายเรื่อง ทั้งที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ และธรรมชาติแล้ว ยังเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลในฝั่งอันดามันให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติได้รู้จักมากขึ้นอีกด้วย โอกาสนี้ จึงอยากฝากถึงพี่น้องประชาชนให้เห็นความสำคัญ และช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเพื่อให้คงความอุดมสมบูรณ์สืบต่อไป

‘ปชป.’ ยัน!! ดำเนินคดีเอาผิดคนทำลายป้ายหาเสียง ย้ำ!! ทุกพรรคโปรดแข่งขันการเมืองอย่างใสสะอาด

(29 เม.ย. 66) ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย พร้อมด้วยนายจิตกร บุษบา ทีมโฆษกศูนย์อำนวยการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกันแถลงข่าวว่า ขณะนี้ในภาพรวมยังพบการทำลายป้ายหาเสียงของพรรคในเขตกรุงเทพฯ บางพื้นที่โดนเก็บและนำป้ายของผู้สมัครของพรรคอื่นมาติดตั้งแทน โดยเฉพาะพื้นที่ของผู้สมัครหน้าใหม่ ถือเป็นบรรยากาศการหาเสียงที่ไม่สร้างสรรค์ และที่สำคัญเป็นการทำผิดกฎหมายอาญา

นางดรุณวรรณ กล่าวว่า การจงใจทำลายป้ายถือเป็นการทำผิดกฎหมายอาญา มาตรา 358 ฐานทำให้เสียทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่ว่าจะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือประชาชนทั่วไปก็มีโทษในอัตราเดียวกัน เนื่องจากป้ายหาเสียงในการเลือกตั้งถือเป็นทรัพย์สินของผู้สมัคร การปลดป้ายหาเสียงไปทิ้งทำลายจึงเป็นการทำให้เสียทรัพย์ พรรคประชาธิปัตย์จึงยืนยันเอาผิดและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และต้องการเห็นการหาเสียงเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ แข่งขันกันด้วยนโยบาย และตัวผู้สมัคร ซึ่งท้ายที่สุดประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน

โดยนายธีรวิทย์ ภูมิดิษฐ์ ผู้สมัคร ส.ส.เขตบางเขน จตุจักร หลักสี่ เบอร์ 5 กล่าวว่า ป้ายหาเสียงของตนที่ถูกเก็บ ถูกทำลาย ส่วนใหญ่ติดตั้งอยู่บริเวณซอยรัชดา 36 แยก 11 มีการนำปากกามาขีดเขียนเพื่อทำลายป้ายและระบุว่า จะเลือกพรรคการเมืองอื่น ล่าสุดยังพบว่า มีการตัดป้ายหาเสียงบางส่วนของตนเพื่อนำไปติดบังโคลนรถมอเตอร์ไซค์ ตนจึงได้แจ้งความดำเนินคดีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ซึ่งกรณีนี้พบตัวผู้กระทำผิดจึงได้พูดคุย ยอมถอนแจ้งความเนื่องจากผู้กระทำผิดได้ขอโทษ และระบุว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ บางกรณียังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลเพื่อหาตัวผู้กระทำผิด ซึ่งตนได้ยื่นหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งภาพถ่ายและภาพจากกล้องวงจรปิด มั่นใจว่าจะสามารถเอาผิดกับผู้กระทำได้อย่างแน่นอน

“เมื่อเราเข้ามาทำงานการเมือง ก็ควรทำให้ใสสะอาด ไม่ควรมีการทำลายป้ายหาเสียงของพรรคคู่แข่ง ซึ่งการลงสมัครรับเลือกตั้งนั้นก็เหมือนการแข่งขันอย่างหนึ่ง ผมเองก็เป็นนักกีฬาที่ร่วมแข่งขันในรายการระดับโลกมาแล้ว จึงยึดถือเรื่องความมีน้ำใจนักกีฬา และทุกคนต้องเคารพกติกาการแข่งขัน” นายธีรวิทย์ กล่าว

ขณะที่ นพ.พลวิทย์ เจริญพงศ์ ผู้สมัคร ส.ส. เขตทวีวัฒนา ตลิ่งชัน เบอร์ 3 กล่าวว่า ป้ายหาเสียงของตน พบว่ามีการทำลายด้วยการนำแผ่นพับของผู้สมัครพรรคการเมืองอื่นมาติดที่ป้ายหาเสียงของตนหลายป้าย รวมทั้งขีดเขียน ทำลาย ให้เกิดความเสียหายในหลายพื้นที่เช่นกัน และหลังจากแถลงข่าวเสร็จตนจะได้นำหลักฐานที่ปรากฎไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีต่อไป

“ผมในฐานะผู้สมัครหน้าใหม่ มาลงสมัครครั้งนี้ต้องการแข่งขันตามกฎกติกา แต่การกระทำเช่นนี้ เป็นการกระทำที่ไม่น่ารัก และไม่ให้เกียรติ การที่ผมทำตามกฎ ซึ่งมีการกำหนดจำนวนป้ายไว้ แต่การที่ป้ายของผมมาถูกทำลายแบบนี้ ก็ยิ่งทำให้จำนวนป้ายหาเสียงของผมลดน้อยลง เรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครไม่ว่าจะเกิดกับผมหรือผู้สมัครท่านอื่นๆ” นพ.พลวิทย์ กล่าว


ที่มา : https://www.matichon.co.th/politics/news_3950365

‘สกลธี’ จี้ กกต.เร่งสร้างความเข้าใจบัตรเลือกตั้ง เหตุ ปชช.ยังสับสน แนะ อย่าทำงานเน้นความสะดวกส่วนตน จนกระทบผู้ใช้สิทธิ์

(29 เม.ย. 66) นายสกลธี ภัททิยกุล กรรมการบริหารพรรค และหัวหน้าทีมผู้สมัคร ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ลงพื้นที่สวนพฤกษชาติคลองจั่น ถนนนวมินทร์ เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ร่วมกับนางนฤมล รัตนาภิบาล ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 14 (บางกะปิ-วังทองหลาง) หมายเลข 5 เพื่อพบปะประชาชน

โดยนางนฤมล กล่าวว่า ตนเป็น ส.ก.มา 3 สมัย จึงรู้ปัญหาและความต้องการของคนในพื้นที่ดี เขตบางกะปิเป็นพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่น จึงมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ขาดพื้นที่สีเขียว และปัญหาน้ำท่วมเพราะท่อตัน อีกทั้งยังมีการจราจรหนาแน่น ซึ่งแม้จะมีรถไฟฟ้าเข้ามา 2 เส้นทางคือสายสีส้มและสายสีเหลือง แต่ยังขาดการเชื่อมโยงกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ทำให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวกมากอย่างที่ควร

​“ปัญหาเหล่านี้จะหวังพึ่งท้องถิ่นอย่าง กทม.อย่างเดียวไม่ได้ เพราะมีงบประมาณไม่พอ และบางปัญหาบางพื้นที่ต้องอาศัยความร่วมมือของหลายหน่วยงาน หากดิฉันได้รับโอกาสให้เข้าไปทำงานในฐานะ ส.ส. จะสามารถประสานงานกับทุกหน่วยงานและแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ ให้พี่น้องประชาชนได้มากกว่าเดิม จึงอยากขอโอกาสจากชาวบางกะปิ วังทองหลางด้วย” นางนฤมล กล่าว

สงขลา-“หาดใหญ่ปราศัยสร้างสรรค์”ประชาธิปัตย์ จัดทีมเศรษฐกิจ ขึ้นเวที ช่วย นิพัฒน์ เบอร์ 4 เป็น ส.ส.เขต 2 สงขลา ชู ศักยภาพเมืองหาดใหญ่มีความพร้อม

ด้านคมนาคม รองรับการขยายตัวเศรษฐกิจ-แก้ปัญหาจราจร ด้านนิพนธ์ฯ ขอบคุณ ประชาชนที่สนับสนุนปชป. ย้ำ พรรคไม่ทอดทิ้งหาดใหญ่ 

นายนิพนธ์ บุญญามณี  รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  นำขุนพลทีมเศรษฐกิจ  ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ผู้เชี่ยวชาญด้านคมนาคมขนส่งฯ พร้อมด้วยนายเมธี อรุณ (เมธี ลาบานูน (รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์) ผู้สมัคร ส.ส.นราธิวาส เขต 2 นายไพเจน มากสุวรรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังกวัดสงขลา นายนิยม พรรณราย รองประธานสภาเทศบาลนครหาดใหญ่ นายประสิทธิ์ ช่วยชูสกุล เลขานุการนายก อบจ.สงขลา ขึ้นเวทีปราศรัยในหัวข้อ "ทิศทางเศรษฐกิจหาดใหญ่จะเป็นอย่างไร" และ เปิดวิสัยทัศน์ของนายนิพัฒน์ อุดมอักษร ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 เบอร์ 4 โดยมีพี่น้องประชาชนในเขตเทศนครหาดใหญ่ และประชาชนผู้สัญจรไปมากว่าสองหมื่นคนให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังการปราศรัยอย่างเนืองแน่น  ณ บริเวณลานหน้าหอนาฬิกาหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ซึ่งในส่วนของ ดร.สามารถกล่าวช่วงหนึ่งว่า หาดใหญ่มีทำเลยุทธศาสตร์ในการเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งภาคใต้ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องขับเคลื่อนหาดใหญ่ด้วยระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งพรรคมีนโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งในหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง อาทิ รถโมโนเรล ซึ่งหาดใหญ่จะประสบปัญหาในเรื่องการจราจรติดในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งอบจ.สงขลาในสมัยท่านนิพนธ์เป็นนายกอบจ.ได้ริเริ่มโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเดี่ยว มีระยะทางยาว 13 กิโลเมตร วงเงินประมาณ 16,000 ล้านบาท โดยเริ่มตั้งแต่บ้านพรุ-รถตู้ตลาดเกษตรควนลังในระยะแรก ซึ่งขณะนี้ได้ทำประชาพิจารณ์ และทำในสิ่งแวดล้อมเรียบร้อยหมดแล้ว ในส่วนระยะที่สองจะขยายเส้นทางจากสถานีน้ำพุ ถนนลพบุรีราเมศวร์ และจากสถานีคอหงส์ไปยังสวนสาธารณะหาดใหญ่ และระยะที่สาม จะเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างสถานีหาดใหญ่ในกับสถานีคลองเรียน จนถึงศูนย์การค้าไดอาน่า ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อรถตุ๊กตุ๊ก  รถสองแถว และวินมอเตอร์ไซด์  

ดร.สามารถ กล่าวต่ออีกว่า เวลานี้ผมมีผลการศึกษา และแบบเบื้องต้นอยู่ในมือแล้ว การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ก็ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว ซึ่งทางพรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะผลักดันให้โมโนเรลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ซึ่งก็จะแก้ปัญหารถติดในเมืองหาดใหญ่ได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นก็มีรถไฟรางคู่หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์เชื่อมต่อไปสู่กรุงเทพฯ ซึ่งจะทำให้ย่นระยะเวลาเหลือเพียง 8 -10 ชั่วโมง ซึ่งเป็นรถไฟที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า เพื่อรองรับรถไฟจากประเทศมาเลเซียที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเช่นกัน ซึ่งจะทำให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวมีความสะดวกสบายยิ่งขึ้น และจะทำให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในหาดใหญ่มากขึ้น รวมถึงจะช่วยกระตุ้นให้มูลค่าการค้าการขายชายแดนระหว่างไทย- มาเลเซียพุ่งสูงที่สุดของประเทศ ราว 660,000 ล้านบาท และในส่วนของถนนมอเตอร์เวย์ พรรคปชป.ทำสายแรกตั้งแต่กรุงเทพ - ชลบุรี โดยทำเป็นมอเตอร์เวย์ จตุรทิศ  หาดใหญ่จากสะเดาไปด่านนอก แบบเสร็จแล้วเหลือเพียงการเจราจากับทางมาเลย์เท่านั้น ซึ่งจะทำให้การค้าขายการส่งออกดีขึ้น อีกเรื่องคือเรื่องของสะพานเชื่อมเกาะสมุย ถ้ามีสะพานใช้เวลาเพียง 20 นาที ซึ่งผมเป็นคนริเริ่มคิดในเรื่องนี้มานานแล้ว โดยทำเป็นแบบสะพานขึง ถ้ามีโครงการเหล่านี้จะทำให้การเดินทางท่องเที่ยวของชาวมาเลย์และสิงคโปร์เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเราต้องการทำหาดใหญ่ให้เป็นศูนย์กลางขนส่ง และศูนย์กลางการเงินให้ได้ เนื่องจากหาดใหญ่มีความพร้อมในทุกด้าน จึงต้องอาศัยแรงผลักดันจากพี่น้องประชาชนให้ความมั่นใจในพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเลือกนายนิพัฒน์ อุดมอักษร  ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 เบอร์ 4 และเลือกพรรคประชาธิปัตย์เบอร์ 26

‘ส.ว.สมชาย’ เชื่อ!! สังคมไม่ติดใจ ‘พิธาคิโอ’ พูดจริงหรือเท็จ แต่คาใจ ‘มีความซื่อสัตย์-จริยธรรม’ แค่ไหน? ถึงเสนอตัวนั่งนายกฯ

(29 เม.ย.66) นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ในหัวข้อ…

#ขึ้นเครื่องบินฟรี
#ลูกหลานใครหว่า ว่า...

สงสัยอยู่หลายวันว่าทำไม เด็กหนุ่มนักเรียกนอกบ้านรวย เรียนและจบปริญญาโท การเมืองการปกครอง สาขาการบริหารภาครัฐ ที่ John F. Kennedy School of Government มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปริญญาโท การบริหารธุรกิจ Sloan สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ 

...จึงหาทางกลับเมืองไทยแบบเร่งด่วน ในวันที่พ่อเสียชีวิต กลับจากบอสตันไม่ได้ ต้องซื้อตั๋วบินจากบอสตันไปนิวยอร์ก แทนที่จะซื้อตั๋วจากบอสตันบินกลับไทยแบบเร่งด่วนในทันที

นักเรียนไทยที่เรียนที่บอสตันทุกคนเวลานั้น จนถึงวันนี้ล้วนรู้ดีว่า...

ถ้าจะบินไปกลับบอสตัน-กรุงเทพ เวลานั้นต้องบินอย่างไร? เพราะไม่มีไฟลท์ตรง ‘กทม. -บอสตัน’

มีคำถามค้างคาใจว่า ทำไมเขาจึงตัดสินใจทำเช่นนั้น ทั้งที่มีทางเลือกมากมาย อาทิ...

1.) สามารถซื้อตั๋วเครื่องบินได้หลายสายการบินเช่น KLM japanairline American Airline Lufthansa Singapore Airline ฯลฯ 
.
แม้ไม่ได้บินตรงถึง กทม.ทันที แต่ก็แวะพักแค่ 1 จุดเช่น โตเกียว, สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือดูไบ เวลาบินรวมจุดแวะพัก 22-24 ชั่วโมง ก็ถึงไทยแล้ว

2.) บินจากบอสตันไปนิวยอร์ก เพื่อซื้อตั๋วการบินไทย  ซึ่งตอนนั้นมีบินตรงนิวยอร์ก-กรุงเทพ (แอร์บัส A340-500 บินตรง 16-17 ชั่วโมง รวมเวลาบินก็ 22-24 ชั่วโมงเช่นกัน) 

ตอนหลังเส้นทางนี้ถูกยกเลิกเพราะขาดทุน 25,000 ล้าน และเป็นจุดเริ่มทำให้การบินไทยล้มละลาย และเรื่องนี้ ปปช.ชี้มูลทุจริต 

3.) ไปนิวยอร์กเพื่อใช้อภิสิทธิ์ขึ้นเครื่องบินพิเศษของราชการ 'ไทยคู่ฟ้า' ที่ใช้ภารกิจนายกรัฐมนตรีเท่านั้น (บุคคลภายนอกขึ้นบินด้วยไม่ได้ เพราะมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด) เพราะมีอาเป็นเลขาฯ ส่วนตัวทักษิณ ชื่อ 'ผดุง ลิ้มเจริญรัตน์' แต่เครื่องบินยังต้องเสียเวลาบินอ้อมไปส่งทักษิณที่ลี้ภัยการรัฐประหารไปอยู่ลอนดอนอีก ซึ่งจะต้องอนุญาตจากศูนย์การบินเปลี่ยนเส้นทางบินใหม่ทั้งหมด เสียเวลาบินรวมเกินกว่า 24-30 ชั่วโมง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top