Friday, 17 July 2026
NewsFeed

“ป่อเต็กตึ๊ง สร้างสุข ใส่ใจ ผู้สูงวัย” มอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นแก่ผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์ 10 แห่ง รวม 7 จังหวัด เนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี 2566

วันนี้ (11 เมษายน 2566) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ นำทีมสังคมสงเคราะห์ลงพื้นที่สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งนนทบุรี จ.นนทบุรี ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุปทุมธานี จ.ปทุมธานี สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งชายธัญบุรี  จ.ปทุมธานี สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี  จ.ปทุมธานี  สถานสงเคราะห์คนพิการและทุพพลภาพพระประแดง จ.สมุทรปราการ สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) จ.นครปฐม และสถานสงเคราะห์คนชรานครปฐม จ.นครปฐม เพื่อมอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ประกอบด้วย ผ้าอ้อมสำเร็จรูป แผ่นรองซับ หน้ากากอนามัย น้ำยาฆ่าเชื้อโรค ผงซักฟอก ผ้าเช็ดตัว และ แป้งเย็น รวม 7 รายการ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้สูงอายุ เนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี 2566 โดยมี ผู้บริหารของสถานสงเคราะห์แต่ละแห่งเป็นผู้รับมอบ

และในวันพุธที่ 12 เมษายน 2566 เจ้าหน้าที่ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ลงพื้นที่มอบสิ่งของฯ แก่สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการการุณยเวศม์ จ.ชลบุรี  สถานสงเคราะห์คนชราบ้านเขาบ่อแก้ว จ.นครสวรรค์ และ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ จ.พระนครศรีอยุธยา 

รวมการมอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นแก่ผู้สูงอายุ เนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี 2566 ในสถานสงเคราะห์ 10 แห่ง รวม 7 จังหวัด คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 828,500 บาท (แปดแสนสองหมื่นแปดพันห้าร้อยบาทถ้วน)

‘จีน’ เตรียมเปิด ‘ทางรถไฟจีน-ลาว’ ขนส่งผู้โดยสารข้ามแดน เชื่อมการเดินทางจาก ‘นครคุนหมิง’ สู่ ‘เมืองหลวงเวียงจันทน์’

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 66 สำนักข่าวซินหัว, ปักกิ่ง รายงานว่า บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัด รายงานแผนการเปิดบริการรถไฟขนส่งผู้โดยสารข้ามพรมแดนบนทางรถไฟจีน-ลาว ซึ่งเชื่อมโยงนครคุนหมิง เมืองเอกของมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และนครหลวงเวียงจันทน์ของลาว ตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย. เป็นต้นไป

รายงานระบุว่า การบริการรถไฟขนส่งผู้โดยสารข้ามพรมแดนดังกล่าว จะเดินรถจากคุนหมิงไปยังเวียงจันทน์หนึ่งเที่ยวต่อวัน และจากเวียงจันทน์ไปยังคุนหมิงอีกหนึ่งเที่ยวต่อวัน โดยรถไฟจะหยุดจอดตามสถานีรายทาง 8 แห่ง และการเดินทางจะใช้ระยะเวลา 10 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งนับรวมระยะเวลาที่ใช้ผ่านพิธีการศุลกากรด้วย

'รศ.ดร.ปิติ' เผยความประทับใจใน 'อ.สมเกียรติ โอสถสภา' หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ที่เชี่ยวชาญที่สุดคนหนึ่งของไทย

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่ให้ความเคารพ อ.สมเกียรติ โอสถสภา อย่างสูง สำหรับ ‘รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม’ ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยไม่นานมานี้ อ.ปิติ ได้โพสตฺ์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กราบลา อ.สมเกียรติ ความว่า...

ผมพบอาจารย์สมเกียรติตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะท่านจะมารับส่งลูกชายที่เป็นรุ่นน้องที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ เสมอๆ แม้ตอนนั้นจะไม่รู้ว่าท่านเป็นใคร แต่เด็กสาธิตจุฬาฯ ก็จะแสดงความเคารพเสมอๆ เพราะส่วนใหญ่พ่อแม่พวกเรามักจะเป็นอาจารย์จุฬาฯ

จนผมเข้าเรียนที่คณะเศรษฐศาสตร์ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ 1997-1998 Asian Financial Crisis หรือที่คนไทยเรียกว่า #วิกฤตต้มยำกุ้ง นั่นคือช่วงเวลาที่ผมได้เรียนกับท่านอาจารย์สมเกียรติ

จำได้ว่า ขณะนั้นท่านสอนวิชา International Monetary Policy เรื่องแรกที่ท่านสอน คือ 'หากพวกคุณเป็นลูกหนี้แล้วไม่มีเงินจ่ายหนี้ เทคนิคในทางปฏิบัติเพื่อไปขอเจรจาปรับลดยอดหนี้กับสถาบันการเงินต้องทำอย่างไร' 

โคตรสนุกครับ!! อาจารย์เริ่มตั้งแต่เสื้อผ้าหน้าผม ว่าต้องแต่งตัวยังไง ที่ห้ามเด็ดขาดคือ ห้ามใส่นาฬิกา แล้วออกจากบ้านไปแบงก์ ให้นั่งรถเมล์ไป ให้ไปสายประมาณ 20 นาที ให้เดินไปแบงก์จากป้ายรถเมล์เอาให้เหงื่อออก เพื่อเวลาไปคุยกับ Banker เขาจะได้รู้ว่าคุณไม่เหลืออะไรแล้วจริงๆ เจรจาลดหนี้จะง่ายขึ้น เพราะนายแบงก์จะคิดทันทีว่ากำขี้ดีกว่ากำตด จ่ายคืนบางส่วน แบงก์ยังได้เงิน ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

เวลานั้นคือ โคตรสนุก ตลอดเทอมอาจารย์จะค่อยๆ เอาประสบการณ์ต่างๆ ตั้งแต่ช่วงที่ท่านไปเรียนที่เนเธอร์แลนด์ ช่วงที่ทำงานกับองค์ระหว่างประเทศ และช่วงที่ลงพื้นที่ 

อาจารย์สมเกียรติเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกโครงการ #หกเหลี่ยมเศรษฐกิจ ปัจจุบันเรานิยมเรียกกันว่า #GMS Greater Mekong Subregional อาจารย์ลงพื้นที่ ศึกษาข้อมูลกับคน กับสิ่งแวดล้อม กับหน้างานจริงๆ แล้วคิด วิเคราะห์กับทฤษฎี รวมกับประสบการณ์จริงจากการทำงานในระดับนานาชาติ เพื่อหวังจะเห็นการพัฒนาประเทศ อาจารย์เป็นหนึ่งในบุคคลต้นแบบที่ทำให้ผมอยากจะลงพื้นที่ทำงานวิจัยในชนบทและประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อผมเรียนจบ กลับมาเป็นอาจารย์ สถานที่ที่ๆ มักจะพบกับอาจารย์บ่อยๆ คือ อาจารย์จะมานั่งตรงม้าหินของ รปภ. ใกล้กับตู้โทรศัพท์สาธารณะ ตรงที่จอดรถหน้าตึกคณะเศรษฐศาสตร์ นั่นคือสถานที่ที่ผมมักจะลงไปคุยเรื่องราวต่างๆ ฟังการวิเคราะห์ของอาจารย์อย่างสนุกสนานเป็นกันเอง 

บางคนอาจมองว่าท่านคือ ลุงคนนึงมารอรับหลานที่หน้าคณะ แต่สำหรับพวกเรา นั่นคือ หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์เอกอุใน Mainland ASEAN เพียงแต่ท่านชอบมานั่งตรงที่นั่ง รปภ ก็เท่านั้นเอง

นอกนั้นก็จะมีโอกาสได้พบท่านบ้างในงานเสวนาต่างๆ โดยเฉพาะของกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งอ่านข้อเขียนของท่านอาจารย์ผ่าน FB

จนปัจจุบันไม่มีแล้วทั้งตู้โทรศัพท์ ที่จอดรถหน้าคณะ และท่านอาจารย์สมเกียรติ

‘นพวรรณ’ แจง กรณี ‘ชัยวุฒิ’ ปราศรัยโจมตียกเลิกเกณฑ์ทหาร ชี้!! ยังมีความสำคัญ เพื่อป้องกันประเทศจากอาชญากรรมข้ามชาติ

(11 เม.ย. 66) น.ส.นพวรรณ หัวใจมั่น ผู้สมัคร ส.ส. กทม.เขต 12 เขตบางเขน (เฉพาะแขวงท่าแร้ง เขตลาดพร้าว (เฉพาะแขวงจรเข้บัว) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า จากกรณีที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรค พปชร.ว่าได้ปราศรัยโจมตีการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เป็นการบิดเบือน ใส่ร้าย เพราะนโยบายที่พรรค พท.นำเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สนับสนุนการเกณฑ์ทหาร เป็นระบบสมัครใจนั้น ว่า

ขอยืนยันว่า ประเด็นการเกณฑ์ทหารเป็นการปราศรัยในภาพรวม ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นนโยบายของพรรคใด โดยสะท้อนให้เห็นว่ากำลังพลของทหาร มีบทบาทและหน้าที่สำคัญนอกเหนือจากปกป้องอธิปไตยแล้ว ยังต้องทำหน้าที่ปกป้องอาชญากรรมข้ามชาติ ที่มาในรูปแบบค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ เนื่องจากพื้นที่ชายแดนมีอาณาเขตติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่ยังพบการลักลอบ ยาเสพติด และแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายเข้ามาจำนวนมาก เนื่องจากไทย เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจที่เติบโต มีความสงบ จำเป็นต้องอาศัยกำลังพลทหารปกป้องประชาชนคนไทย ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากภัยร้ายแรงจากอาชญากรรม

“การพูดถึงนโยบายนี้ของนายชัยวุฒิ ไม่ได้วิจารณ์เจาะจงเฉพาะพรรค พท.เเต่พูดในภาพรวมเพื่อเเสดงจุดยืนว่าพรรค พปชร. ไม่สนับสนุนการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เเต่อยากให้คงไว้เพื่อการฝึกความรักชาติเเละความเสียสละให้กับคนรุ่นใหม่ หากจะออกมาตอบโต้ประเด็นนี้ อยากให้ ย้อนกลับไปดูการขึ้นเวทีดีเบตของคนพรรค พท.เอง ที่เคยระบุว่า อาจจะยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ซึ่งได้ปรากฏข้อความดังกล่าวผ่านสื่อต่าง ๆ ที่ได้นำเสนอออกไปแล้ว แบบนี้ จะบอกว่าทางพรรค พปชร. ตั้งใจบิดเบือนข้อเท็จจริงนั้นไม่เป็นความจริง” น.ส.นพวรรณ กล่าว

APM ยื่นไฟลิ่ง เพื่อนแท้ แคปปิตอล ออกหุ้นกู้ฯ มีประกัน ดอกเบี้ย 7.50% หลักประกัน 1.5 เท่า เตรียมขยายธุรกิจให้บริการสินเชื่อ

APM ยื่นไฟลิ่ง เพื่อนแท้ แคปปิตอล ต่อ ก.ล.ต. เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ ครั้งที่ 1/2566 ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ มีประกัน มีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ อายุ 2 ปี อัตราดอกเบี้ย คงที่ 7.50% ต่อปี เสนอขายแก่ผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ มูลค่าหุ้นกู้รวมไม่เกิน 100 ล้านบาท หลักประกันทางธุรกิจมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1.5 เท่า เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ขยายธุรกิจให้บริการสินเชื่อ ขยายสาขา และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง คาดจองซื้อวันที่ 9-11 พ.ค. 2566 และคาดออกหุ้นกู้วันที่ 12 พ.ค. 2566

นายวุฒิศิลป์ จรัสบวรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพื่อนแท้ แคปปิตอล จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเป็นผู้ดำเนินธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันทางการเงิน ดำเนินธุรกิจด้วยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจหลักในการให้บริการสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัด และ ธุรกิจนายหน้าธุรกิจประกันวินาศภัย โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง มีสาขาการให้บริการจำนวน 21 สาขา ครอบคลุมพื้นที่ 15 จังหวัดทั่วประเทศ อาทิ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมถึงพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ในนาม “เพื่อนแท้ เงินด่วน” โดยมีพอร์ตสินเชื่อประมาณ 347.12 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2565) 

ทั้งนี้ บริษัทมุ่งเน้นการให้บริการการปล่อยสินเชื่อที่มีโฉนดที่ดินหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนลูกหนี้เงินให้สินเชื่อที่มีโฉนดเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันจำนวน 97% นอกนั้นเป็นการบริหารความเสี่ยงโดยการอนุมัติสินเชื่อที่มีทะเบียนรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ หรือ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ตามลำดับ ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของกลุ่มผู้บริหารในด้านการบริหารความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลโดยมีโฉนดค้ำประกันมากกว่า 20 ปี สะท้อนให้เห็นจากความสามารถในการบริหารอัตราการผิดนัดชำระของสินเชื่อ (Non-Performing Loans: NPL) ของบริษัทอยู่ในระดับ 3.62% โดยในปี 2565 ที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตของยอดปล่อยสินเชื่อประมาณ 42.33% 

นายสมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ APM กล่าวว่าบริษัทได้ยื่นแบบแสดงรายการต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำหรับการเสนอขายหุ้นกู้มีประกันของ บริษัท เพื่อนแท้ แคปปิตอล จำกัด ครั้งที่ 1/2566 ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2568 ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ มีอายุ 2 ปี อัตราดอกเบี้ย 7.50% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ มูลค่าหุ้นกู้รวมไม่เกิน 100 ล้านบาท โดยจดทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจสิทธิเรียกร้องที่ผู้ออกหุ้นกู้มีอยู่กับลูกหนี้การค้า ประเภทไม่เฉพาะเจาะจงลูกหนี้แห่งสิทธิ โดยมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1.5 เท่า ของมูลค่าหุ้นกู้ที่ออกและเสนอขายได้ทั้งหมด

นายสุริยา ธรรมธีระ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ APM กล่าวว่า บริษัทยื่นแบบแสดงรายการต่อ ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2566 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการขออนุมัติจาก ก.ล.ต. คาดว่าจะกำหนดวันจองซื้อในช่วงระหว่างวันที่ 9-11 พ.ค. 2566 และคาดว่าสามารถออกหุ้นกู้ในวันที่ 12 พ.ค. 2566 

การออกและเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินที่ได้ เป็นเงินทุนหมุนเวียนของกิจการ เพื่อขยายธุรกิจให้บริการสินเชื่อ และ ขยายสาขาการให้บริการ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง 

‘พิธา’ วอนชาวตราด เลือก ‘ศักดินัย นุ่มหนู’ รักษาแชมป์เขต 1 ย้ำชัด ‘ก้าวไกล’ ไม่มีนโยบายตัดเงินบำนาญข้าราชการแน่นอน

‘พิธา’ ลุยหาเสียงภาคตะวันออก ขอโอกาสชาวตราด กาก้าวไกลไปเปลี่ยนประเทศ ส่ง ‘ศักดินัย นุ่มหนู’ รักษาแชมป์เขต 1

(11 เม.ย. 66) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ลงพื้นที่จังหวัดตราด ช่วยหาเสียงให้ นายศักดินัย นุ่มหนู ผู้สมัคร ส.ส.ตราด เขต 1 พรรคก้าวไกล เบอร์ 1 โดยขึ้นรถแห่ทั่วเมืองตราด ขอโอกาสให้ชาวตราดเลือกศักดินัยกลับเข้าสภาฯ อีกครั้ง โดยนายพิธากล่าวว่า 4 ปีที่ผ่านมา นายศักดินัยแสดงให้เห็นว่าเป็น ส.ส. ที่ทำงานคุ้มค่าเงินภาษีประชาชน ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ‘ซื่อสัตย์ ชัดเจน และโคตรขยัน’ ได้ร่วมผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เช่น การแก้ไข พ.ร.บ.ประมง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ทำให้เกิดข้อจำกัดในการทำประมงพื้นบ้าน ทำให้พี่น้องชาวประมงทั่วประเทศต้องประสบปัญหาในการออกทะเล หรือหลายคนต้องยุติอาชีพประมงไป

“วันนี้มาที่ตราด เพื่อช่วยรักษาแชมป์ ขอโอกาสให้ ส.ส.คนเดิมคนเก่งเข้าสภาฯ ต้องกาศักดินัย นุ่มหนู กาพรรคก้าวไกล” นายพิธา กล่าว

โดยในช่วงเช้าของวัน นายพิธา พร้อมด้วยนายศักดินัย เริ่มเดินหาเสียงบริเวณตลาดเช้าซอยไร่รั้ง อำเภอเมืองตราด ตลอดเส้นทางมีพี่น้องประชาชนเข้ามาขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึกและต้อนรับอย่างอบอุ่น จากนั้น หัวหน้าพรรคก้าวไกลและผู้สมัคร ส.ส.ตราด ได้ขึ้นรถแห่รอบอำเภอเมืองตราด ก่อนจะเดินทางต่อไปยังศูนย์วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านน้ำเชี่ยว ซึ่งมีจุดเด่นคือความเป็นพหุวัฒนธรรมของพี่น้องไทย จีน และมุสลิม ผนวกกับเป็นพื้นที่ป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์และมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก โดยนายพิธาได้แสดงวิสัยทัศน์ในการยกระดับและพัฒนาจังหวัดตราดว่า จังหวัดตราดมี 4 เสาหลักค้ำยันทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น การท่องเที่ยว, ประมง, ผลไม้ และการค้าชายแดน แต่ที่ผ่านมารายได้กว่า 10 ปีของชาวตราดกลับไม่เพิ่มขึ้น

ดังนั้น เพื่อการเปลี่ยนแปลง ตนมีข้อเสนอ 4 แนวทาง ประการที่หนึ่ง ต้องเปลี่ยนแนวทางการเกษตรไทย ให้เป็นเกษตรเพิ่มมูลค่า ยกระดับชาวสวนผลไม้ในจังหวัด ประการที่สอง แก้ไขกฎหมายประมง กระจายอำนาจการตัดสินใจสู่ท้องถิ่น ให้ประมงพื้นบ้านสามารถทำมาหากินได้ ประการที่สาม ต้องมีการปลดล็อก SMEs ด้านการท่องเที่ยว ประการที่สี่ เสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.โรงแรม ให้ท้องถิ่นมีอำนาจแก้ปัญหาการขอใบอนุญาตที่เป็นคอขวด

‘ตร.สืบสวน’ รวบ ‘นวพร’ หัวหน้าใหญ่ ‘อุ้มบุญ-สวมบัตร’ แก๊งจีนเทา พบเอี่ยวค้ามนุษย์ทั้งในจีน-ไทย-กัมพูชา เผย ได้ค่าจ้างหัวละ 5 แสน!!

กรณีเมื่อวันที่ 4 เม.ย.66 เจ้าหน้าที่สืบสวนขยายผลกรณีชายชาวจีนสวมบัตรประจำตัวคนไม่มีสัญชาติไทย (บัตรชมพู) และเข้าตรวจค้นอาคาร 5 ชั้นย่านถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กทม. พื้นที่รับผิดชอบของ สน.บางรัก พบบุคคลต่างด้าวจำนวน 7 ราย และตรวจพบว่าสภาพภายในมีการแบ่งซอยเป็นห้องพัก และมีอุปกรณ์ไว้สำหรับดูแลหญิงไทยที่รับอุ้มบุญให้กับชาวจีน ตามที่สื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียนำเสนอไปนั้น

ล่าสุด วันที่ 11 เม.ย. 66 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. สั่งการให้เจ้าหน้าที่สืบสวน ขยายผลให้ทราบถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสวมบัตรชมพู และกรณีการอุ้มบุญดังกล่าว จากการสืบสวนทราบว่า ชื่อเจ้าของสถานที่ ดังกล่าวคือ น.ส.นวพร อายุ 53 ปี ซึ่งเป็นบุคคลที่ทำหน้าที่นำรายชื่อบุคคลต่างด้าวเข้ามาอยู่ภายในบ้านเลขที่ดังกล่าว

โดยใช้วิธีการแจ้งเท็จต่อเจ้าหน้าที่ว่าเป็นญาติของตน และสำแดงเอกสารเท็จต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ย้ายชื่อบุคคลดังกล่าวเข้ามาในทะเบียนบ้าน และออกบัตรชมพูให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติหมายจับ น.ส.นวพรดำเนินคดีในความผิดฐาน ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม, ร่วมกันแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน และร่วมกันปลอมและใช้ดวงตรา รอยตรา หรือแผ่นปะตรวจลงตรา การเดินทางระหว่างประเทศ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุม น.ส.นวพร ได้เมื่อวันที่ 8 เม.ย. ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบว่า น.ส.นวพร เป็นบุคคลสัญชาติจีนที่ได้รับสัญชาติไทยจากการแต่งงานกับคนไทย จากนั้นหย่าร้าง และมีสามีใหม่เป็นคนสัญชาติจีน ก่อนจะมีลูกด้วยกัน 3 คน โดยบุตรทุกคนได้รับสัญชาติไทยตามแม่ทั้งหมด ซึ่งทำให้ได้รับสิทธิเช่นเดียวกับคนไทยในการประกอบธุรกิจต่าง ๆ ได้ตามปกติ

น.ส.นวพร เคยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการหลอกลวงคนจีนมาลงทุนทำธุรกิจ ความเสียหายมากกว่า 700 ล้านบาท ถูกดำเนินคดีที่ สน.ประเวศ นอกจากนี้ จากการประสานข้อมูลกับทางการจีนพบว่า น.ส.นวพรมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ทั้งในจีน ไทย และกัมพูชา เป็นระยะเวลามากกว่า 10 ปี และมีทรัพย์สินในครอบครองเป็นบริษัทหลายแห่ง ซึ่งมีชื่อของญาติและลูกของ น.ส.นวพร เป็นกรรมการบริหาร รวมทั้งที่ดินและรถหรูอีกจำนวนมาก ทั้งยังทำหน้าที่เป็นคนประสานงานอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้กับกลุ่มทุนจีนสีเทาอีกด้วย

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า หลังจากที่เจ้าหน้าที่สืบสวนขยายผลกรณีกลุ่มทุนจีนสีเทามาเป็นเวลานาน ทำให้ทราบว่าเครือข่ายทุนจีนเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกัน โดยมีเครือข่ายของ น.ส.นวพรในการอำนวยความสะดวกช่วยเหลือคนจีนเหล่านี้ ในการสวมบัตรและอุ้มบุญ เพื่อให้ทุนจีนสีเทาเหล่านี้สามารถประกอบธุรกิจหรือทำธุรกรรมต่างๆ เสมือนเป็นคนไทยคนหนึ่ง และเข้ามากระทำผิดในราชอาณาจักรไทย

และทราบว่าเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตแห่งหนึ่ง ออกบัตรสีชมพูต่างด้าวไว้ให้ พบว่ามีน.ส.นวพรที่มาแต่งกับคนไทย เพื่อให้ได้สัญชาติก่อนเลิกรา แล้วไปอยู่กินกับคนจีน ซึ่ง น.ส.นวพรเป็นตัวการสำคัญในการอุ้มบุญ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเบอร์ 1 เรื่องอุ้มบุญจีนในไทย

“น.ส.นวพรมีการถ่ายภาพกับผู้ใหญ่ในประเทศไทย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือคนจีนและร่วมมือกับอาหม่า ซึ่งอดีตเลขาฯปปง.รู้จักดี จากการตรวจค้นพบว่ามีการแบ่งห้อง และมีเตียงจำนวนมาก และพฤติการณ์มีการทุจริตกับเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตในการออกบัตรสีชมพู วันนี้จะขอออกหมายจับเจ้าหน้าที่เขต และผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้อง

กก.1 บก.สส.สตม. ร่วมกับ สภ.บ่อวิน จับผู้ต้องหามีอาวุธปืนและยาบ้าไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต  

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สส.สตม. ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.อภิมุข กานตยากร รอง ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สรธรรศจ์ เอี่ยมละออ ผกก.1 บก.สส.สตม., พ.ต.ท.ณัฐสิทธิ์ ศิริรังสรรค์กุล รอง ผกก.1 บก.สส.สตม., พ.ต.ท.กิตติพงษ์ ศรีดาเดช รอง ผกก.1 บก.สส.สตม. นำโดย ว่าที่ ร.ต.อ.ศุภโชติ คลังระหัด รอง สว.(สส.) กก.1 บก.สส.สตม. พร้อมกำลัง ร่วมกับ สภ.บ่อวิน จว.ชลบุรี นำหมายค้นของศาลจังหวัดชลบุรี ไปค้นที่บ้านหลังหนึ่งในย่านหมู่ที่ 5 ต.เขาคันทรง อ.ศรีราชา จว.ชลบุรี เนื่องจากในการสืบสวนทราบว่าภายในบ้านหลังดังกล่าว มีอาวุธปืนผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ ผลการตรวจค้น ห้องพักที่ 1 พบนายสันติ (นามสมมติ) พักอาศัย และพบของกลาง อาวุธปืนสั้นแบบไทยประดิษฐ์ ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก กระสุนขนาด .38 จำนวน 1 นัด ยาบ้า จำนวน 56 เม็ด

‘แรมโบ้’ นำทีม ‘ประธานหมู่บ้านเสื้อแดง 4 ภาค’ บุกอีสาน ชู “รทสช.เบอร์ 22” อ้อนชาวมหาสารคามหนุน ‘บิ๊กตู่’ อีกสมัย

‘แรมโบ้อีสาน’ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ มอบอดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดง 4 ภาค และ ผรท. ลงพื้นที่หนักชูนโยบาย “ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ” ขณะที่ ‘อานนท์ แสนน่าน’ ขานรับวางแนวทางเข้าถึงทุกหมู่บ้าน หวังให้ ‘ลุงตู่อยู่ต่อ’ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

(11 เม.ย. 66) ณ ศาลากลางบ้านหนองโดน ตำบลนาโพธิ์ อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม นายอานนท์ แสนน่าน ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ อดีตผู้ริเริ่มก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง และ อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยอดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดง 4 ภาค ประกอบด้วย นายสมชัย แสงทอง อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงภาคเหนือ, นางนิตยา นาโล หรือ ‘นักสู้ปอสี่’ อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงภาคอีสาน, นายไวทิต ศิริสุวรรณ อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงภาคกลาง และ นายทวี ประหยัด อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงภาคใต้ พร้อมด้วย นายสุพล หมื่นศรีพรม อดีตคอมมิวนิสต์ ‘สหายธวัชชัย’ ในฐานะประธานผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) ได้ลงพื้นที่พบปะอดีตแกนนำเสื้อแดง และ อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดง เพื่อแจ้งผลการจับสลากของ ‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ ได้เบอร์ 22 เพื่อจะได้แจ้งให้แกนนำได้นำไปบอกต่อและกระจายข่าวให้สมาชิกทั้งประเทศได้รับทราบโดยทั่วกัน จากนั้นได้เดินทางไปพบปะแกนนำอดีตคนเสื้อแดงตามอำเภอต่าง ๆ ของจังหวัดมหาสารคาม ต่างพร้อมใจกันตะโกนลั่น “รวมไทยสร้างชาติ เบอร์ 22”

นายอานนท์ แสนน่าน ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า วันนี้ตนได้รับมอบหมายจาก นายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ ‘แรมโบ้อีสาน’ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้ลงพื้นที่พบปะมวลชนอดีตคนเสื้อแดง อดีตสหาย ผกค. หรือ ‘ผรท.’ และ ประชาชน ทุกภาคของประเทศไทย เพราะพรรครวมไทยสร้างชาติ ต้องการที่จะเอานายกรัฐมนตรีคนที่ทุ่มเททำงาน เอานายกฯ คนที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ ‘ลุงตู่’ พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ชัดเจนแล้วว่า “ทําแล้ว ทําอยู่ ทําต่อ” คืออะไร? เช่น…

“ทําแล้ว” นายกรัฐมนตรีหนึ่งเดียวในรอบ 30 ปี ที่รวมใจคนไทยฝ่าวิกฤติโลกได้ เปิดประเทศแล้ว ประคับประคองเศรษฐกิจให้ผ่านช่วงโควิด ด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ พักหนี้ครัวเรือน หนี้ SME ช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน จนเศรษฐกิจฟื้นตัวทันทีหลังโควิด สร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้งถนน ระบบราง ท่าเรือ สนามบินทั่วประเทศ เปิดเส้นทางเชื่อมต่อภูมิภาคอาเซียนทุกรูปแบบ เช่น ถนน รถไฟ เปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับซาอุดิอาระเบียเป็นครั้งแรก ในรอบกว่า 30 ปี แก้ปัญหาหมักหมม ที่ทำให้สินค้าไทยโดนแบนโดยต่างประเทศ พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยให้ทันสมัยด้วยโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี ทำประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยว อันดับต้นของโลก บัตรลุงตู่/คนละครึ่ง, เที่ยวด้วยกัน, ช็อปดีมีคืน หนี้ กยศ. ไม่มีผู้ค้ำ ดอกเบี้ย 1% ให้ชำระคืนตามความสามารถ (ตามรายได้) แก้หนี้ครู ดูแลราคาน้ำมัน ราคาไฟฟ้า ลดภาระค่าไฟ แก๊สหุงต้ม ผู้มีรายได้น้อย เพิ่มสวัสดิการข้าราชการ ลูกจ้างราชการเพิ่มขึ้น เพิ่มสวัสดิการบัตรสุขภาพ นําเงินจากประกันสังคม แบ่งเบาความลำบากช่วงโควิด สวัสดิการคนสูงวัย เบี้ยคนชรา บัตรสุขภาพ แม่ลางานเลี้ยงลูกได้ 6 เดือน เพิ่มค่าตอบแทนผู้บริหาร อบต. และสมาชิก อบต. เพิ่มค่าตอบแทนกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน

นายอานนท์ กล่าวอีกว่า “ทําอยู่” คือ เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ กลับสู่ภาวะปกติ เจรจาความร่วมมือ ไทย - ซาอุดีอาระเบีย 9 ด้าน เช่น ท่องเที่ยว, แรงงาน, อาฟหาร, การค้า, การลงทุน, เปิดเที่ยวบินตรง ไทย - ซาอุดีอาระเบีย เที่ยวแรกในรอบกว่า 30 ปี (ก.พ. 2565) ทำประเทศไทยเป็นประตูเชื่อมสู่โลกของภูมิภาคอาเซียนและจีนตอนใต้ ทั้งด้านการค้าขาย บริการ ท่องเที่ยวทั้งเชิงนิเวศน์และสุขภาพ เริ่มทยอยลดราคาน้ำมัน ราคาไฟฟ้าตามสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก

เปิดตัวขุนพล ‘พรรคใหญ่’ ชิงชัยเก้าอี้ ส.ส. ชลบุรี ใครได้หมายเลขไหน? อย่าจำผิด!!

สำหรับ 10 เขตของจังหวัดชลบุรี ตามการแบ่งเขตของ กกต. มีดังนี้ 

>> เขต 1 อำเภอเมืองชลบุรี (เฉพาะตำบลแสนสุข, ตำบลเหมือง, ตำบลห้วยกะปิ, ตำบลบ้านปีก, ตำบลเสม็ด, ตำบลอ่างศิลา, ตำบลหนองข้างคอก และตำบลหนองรี)          

>> เขต 2 อำเภอเมืองชลบุรี (เฉพาะตำบลบางทราย, ตำบลบ้านโขด, ตำบลมะขามหย่ง, ตำบลบางปลาสร้อย, ตำบลบ้านสวน และตำบลนาป่า)     

>> เขต 3 อำเภอเมืองชลบุรี (เฉพาะตำบลคลองตำหรุ, ตำบลหนองไม้แดง, ตำบลดอนหัวพ่อ และตำบลสำนักบก) อำเภอพานทอง และ อำเภอบ้านบึง (เฉพาะตำบลหนองช้ำซาก, ตำบลมาบไผ่, ตำบลหนองบอนแดง และตำบลหนองชาก)        
                                                                                         
>> เขต 4 อำเภอบ้านบึง (ยกเว้นตำบลหนองซ้ำซาก, ตำบลมาบไผ่, ตำบลหนองบอนแดง และตำบลหนองชาก) อำเภอบ่อทอง และอำเภอหนองใหญ่           
                                                                                                 
>> เขต 5 อำเภอพนัสนิคม และอำเภอเกาะจันทร์                                                                          


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top