Friday, 17 July 2026
NewsFeed

สมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์ฯ จัดงานพระราชทานรางวัล 'เทพทอง' ครั้งที่ ๒๑ แก่องค์กรดีเด่น นักวิทยุกระจายเสียงดีเด่น นักวิทยุโทรทัศน์ดีเด่น และผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ

นางสาวชุติพันธุ์ ลิมปะพันธุ์ นายกสมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เผยต่อผู้สื่อข่าวว่า  สมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ได้ดำเนินการจัดงานพระราชทานรางวัลเทพทองครั้งที่ ๒๑ สำหรับปีนี้ทางสมาคมฯ ได้นำความขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสนำผู้แทนองค์กรดีเด่น จำนวน ๑๗ คน บุคคลดีเด่นด้านวิทยุโทรทัศน์ จำนวน ๑๑ คน บุคคลดีเด่นด้านวิทยุกระจายเสียงจำนวน ๗ คน เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานรางวัลเทพทองครั้งที่ ๒๑ ประจำปี ๒๕๖๕ กับผู้ทำคุณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง  และให้การสนับสนุนการจัดงานพระราชทานรางวัลเทพทอง ครั้งที่ ๒๑ จำนวน ๒๐ คน เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานรางวัลและโล่เกียรติยศ 

การนี้ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ นายจรัลธาดา  กรรณสูต องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ในการดังกล่าว ในวันอังคารที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๖ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

สำหรับงานมอบรางวัลเทพทอง ทางสมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดขึ้นเพื่อสร้างเสริมความภาคภูมิใจให้กับบุคลากรในวงการวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ ที่เป็นแบบอย่างที่ดีทั้งในด้านความประพฤติ และการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง รวมถึงองค์กรที่สนับสนุนการผลิตรายการเพื่อประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งปัจจุบันสื่อวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์มีบทบาทเกี่ยวข้องกับงานหลายด้าน และบุคลากรมีอยู่เป็นจำนวนมาก ก่อผลดีผลเสียต่อสังคมได้ หากปราศจากความรับผิดชอบและไม่คำนึงถึงจรรยาบรรณวิชาชีพ

ประเภทองค์กรดีเด่นได้รับพระราชทานรางวัลฯ (รายนามบางส่วน) อาทิ 
๑. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี สถานีวิทยุกระจายเสียง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ผู้ช่วยศาสตราจารย์กุลกนิษฐ์ ทองเงาผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียง    
๒. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย นายบุญญนิตย์  วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

๓. สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดสระแก้ว นางมุทิตา  อิทธิผล ผู้อำนวยการสถานี
๔. บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด (ช่องวัน ๓๑) นางสาวกรอบแก้ว  ปันยารชุน รองกรรมการผู้อำนวยการ
๕. บริษัท เวลเนส เอเซีย จำกัด (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เบญจออยล์) นายอรุณพร  อนุกูลไพบูลย์  กรรมการผู้จัดการ 

ประเภทบุคคลดีเด่นด้านวิทยุโทรทัศน์ จำนวน ๑๑ คน อาทิ
๑. นางสาวสมพิศ  บุตรสาระ        
บรรณาธิการบริหารกำกับดูแลสายข่าวในพระราชสำนัก
สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง ๕
 ๒. นางสาวชญาณ์ทิพย์  วิจิตรกุลภรณ์    
บรรณาธิการข่าวภาค ๔ สถานีข่าวภาค ๔
 ๓. นายสัมฤทธิ์  เจียมเจริญพรกุล    
บรรณาธิการข่าว  สถานีข่าวเอทีวี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
 ๔. นางสาวร่มเกล้า  อมาตยกุล    
ผู้ประกาศข่าว รายการเกาะติดข่าว  สถานีโทรทัศน์ ช่อง ๘
    
๕. นายอติรุจ  กิตติพัฒนะ    
ผู้ประกาศข่าว รายการข่าววันใหม่ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง ๓
๖. นายจุลภควัฒน์  ศรีสุวรรณ    
พิธีกรข่าว  รายการข่าว ๕ จี   สถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง ๕
๗. นางสาวรสริน  ประกอบธัญ     
ผู้ประกาศข่าว  รายการข่าวเช้าหัวเขียว สถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี
๘. นายกรกันต์  สุทธิโกเศศ    
พิธีกร  รายการห้องข่าวบันเทิง  สถานีโทรทัศน์เวิร์คพอยท์ หมายเลข ๒๓

๙. นายภานุพันธ์  ครุฑโต 
พิธีกร ผู้ดำเนินรายการ  รายการเพชรตัดเพชร,รายการคุณพระช่วย
สถานีโทรทัศน์เวิร์คพอยท์ หมายเลข ๒๓
๑๐. นายศิวัฒน์  โชติชัยชรินทร์    
พิธีกร ผู้ดำเนินรายการ  รายการเพลงเอก
สถานีโทรทัศน์เวิร์คพอยท์ หมายเลข ๒๓    
๑๑. นายกิตติ  เชี่ยววงศ์กุล    
พิธีกร ผู้ดำเนินรายการ  รายการ เดอะ โกลเด้นซอง  
เวทีเพลงเพราะ  ช่องวัน ๓๑

'จีน-รัสเซีย' ดันราคา 'ทองคำโลก-หยวน' ศึกการเงินระลอกใหม่ หวังทุบดอลลาร์

(10 เม.ย.66) ศึกการเงินโลกของจีน-รัสเซีย จะสามารถทุบดอลลาร์ได้จริงหรือไม่ ?? งานนี้ใครกันแน่ที่จะพัง ?!? เมื่อจีนเดินหน้าซื้อ 'ทองคำ' เพิ่มอีกราว +5 หมื่นล้านบาท !!! ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 แล้ว ซึ่งทำให้มูลค่าทองคำสำรองในคลังพุ่งเฉียด 5 ล้านล้านบาทหรือประมาณ 2,068 ตัน ! ขณะที่เงินรูเบิลรัสเซียเสื่อมค่ายับ จากอดีตเคยอยู่ที่ 25 ต่อ 1 ดอลลาร์ แต่ตอนนี้เทรดอยู่ 81.2 ต่อ 1 ดอลลาร์แล้ว ! (พูดง่าย ๆ ว่าอ่อนค่ากว่า -3x เท่า) 

ไม่นานมานี้ World Maker เผยถึงยอดรวมของการซื้อทองคำของจีนในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมาว่า เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 102 ตัน ! ในขณะที่ทางรัสเซียเองก็ดูเหมือนกำลังพยายามสะสมทองคำอยู่โดยไม่ได้รายงานตัวเลขอย่างเป็นทางการ ! พร้อมกับที่นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าราคาทองคำกำลังจะพุ่งทะลุเพดาน ? และฝ่ายปฏิบัติการของกองทัพฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็กำลังใช้สื่อออกมาแนะนำให้คนรีบไปซื้อทองคำเก็บเอาไว้ ! โดยเฉพาะการกระพือข่าวว่าดอลลาร์กำลังจะล่มสลาย ??

ยกตัวอย่างเช่นในไทย ตอนนี้เราจะเห็นนักวิเคราะห์และสื่อมากมายออกมาเชียร์ให้ซื้อทองคำ บางคนกล่าวชัดเจนว่าดอลลาร์กำลังจะกลายเป็นกงเต็กไร้ค่า แต่บางคนก็กล่าวว่าควรถือทองคำเอาไว้ในช่วงเวลาที่โลกมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ! โดยพวกเขามองว่าทองคำเป็นเพียง 1 ในสินทรัพย์เพียงไม่กี่อย่างบนโลกที่สามารถรักษามูลค่าได้ในระยะยาว และมีแนวโน้มจะทำ All Time High ใหม่เหนือ 2,075 $/Oz ??

มีการกล่าวอีกว่าหลายประเทศกำลังจะเลิกใช้เงินดอลลาร์ รวมถึงประเทศในตะวันออกกลางที่ดูเหมือนจะหันมาจับมือกับจีน-รัสเซียเพื่อตกลงรับเงินหยวน-ทองคำเข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจและการค้ามากขึ้น พร้อมกับลดอำนาจและความเชื่อมโยงกับเงินดอลลาร์ไปในตัว ?

แน่นอนว่าสิ่งที่คนเหล่านี้ต้องการก็คือทำให้คนแห่ไปซื้อทองคำกันเยอะ ๆ เพื่อดันราคาทองคำให้สูงขึ้นไปอีกและทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงไปพร้อม ๆ กัน เช่นการใช้เงินที่ได้จากการซื้อทองคำของผู้คนหรือเงินจากการเก็งกำไรในตลาดไปทุบดอลลาร์ต่อ

เหตุผลตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่มา Support ทองคำนั้นยังคงเป็นดังนี้...

1. ความเสี่ยงจากการเสื่อมค่าของดอลลาร์
2. คาดการณ์ที่ว่าดอกเบี้ย FED ใกล้ถึงจุด Peak และจะลดลงในอนาคต
3. การที่จีน-รัสเซียพยายามดันหยวน-ทองคำขึ้นมาแทนที่ดอลลาร์ 
4. อัตราเงินเฟ้อและความไม่มั่นคงทางการเงินที่อยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้คล้าย ๆ กับตอนที่ Bitcoin และ Tesla เคยเป็นกระแสข่าวในไทย ซึ่งมีสื่อปั่นกระแสอยากหนักและเชียร์ให้ซื้อ โดยกล่าวว่าราคาจะพุ่งขึ้นอีกมาก แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ร่วงยับ -80% ซึ่งก็ต้องรอดูกันว่าฉากนี้จะเกิดขึ้นกับทองคำที่กำลังเป็นกระแสโหมกระหน่ำด้วยหรือไม่ ??

'อลงกรณ์' เชื่อมั่นนโยบาย 'ธนาคารหมู่บ้าน ธนาคารชุมชน' ของ 'พรรคประชาธิปัตย์' ดีกว่ายั่งยืนกว่านโยบาย 'เงินดิจิตอล1หมื่น' ของ 'พรรคเพื่อไทย'

กรณีการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายแจกเงินดิจิตอล1 หมื่นของพรรคเพื่อไทยทั้งแง่บวกแง่ลบอย่างกว้างขวาง วันนี้นายอลงกรณ์ พลบุตรรองหัวหน้าพรรคและทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์เป็นอีกคนหนึ่งที่ออกมาให้ความเห็นในอีกแง่มุมที่น่าสนใจโดยเขียนบทความสั้นในเฟสบุ้ค 'อลงกรณ์ พลบุตร' และไลน์ส่วนตัวเรื่อง 'เงินดิจิตอล & ธนาคารหมู่บ้าน-ชุมชน: ความต่างของนโยบายพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์' เป็นการนำเสนอวิสัยทัศน์และนโยบายธนาคารหมู่บ้าน-ธนาคารชุมชนของพรรคประชาธิปัตย์ในเชิงเปรียบเทียบกับนโยบายเงินดิจิตอลของพรรคเพื่อไทยไว้อย่างชัดเจนพร้อมเปิดโอกาสนายเศรษฐา ทวีสินโต้แย้งชี้แจงแลกเปลี่ยนมุมมอง โดยนายอลงกรณ์เขียนไว้ดังนี้

“เงินดิจิตอล VS 
ธนาคารหมู่บ้าน-ชุมชน
ความต่างของนโยบายพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์”

กรณีมีการวิจารณ์กันมากเรื่องนโยบายแจกเงินดิจิตอล1 หมื่นของพรรคเพื่อไทยนั้น ผมสงวนความเห็นไม่กล่าวถึงประเด็นทำได้หรือไม่ ขัดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ แต่จะเสนอนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ให้เห็นเป็นการเปรียบเทียบ นั่นคือ นโยบายธนาคารหมู่บ้านธนาคารชุมชนทุกหมู่บ้านทุกชุมชนใน77 จังหวัด เป็นการจัดตั้งระบบธนาคารท้องถิ่นเพื่อให้บริการเงินฝากและสินเชื่อรวมทั้งบริการอื่นๆใช้เทคโนโลยีธนาคารดิจิตอล(Fintech) ปัญญาประดิษฐ์(AI)และบล็อคเชน (Blockchain)แบคอัพการบริหาร โดยใช้เงิน 2 แสนล้าน เป็นทุนประเดิมเริ่มต้นเป็นเงินหมุนเวียน ไม่ใช่จ่ายครั้งเดียวจบแบบเงินดิจิตอล1หมื่นของพรรคเพื่อไทย

สรุปคือ ธนาคารหมู่บ้านและธนาคารชุมชน

1.เป็นการปฏิรูประบบธนาคารใหญ่ที่สุดโดยให้มีระบบธนาคารหมู่บ้านธนาคารชุมชนเป็นครั้งแรกในรอบกว่า100ปีที่มีแต่ระบบธนาคารพาณิชย์ระดับชาติ
2.เป็นสถาบันการเงินเพื่อสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ชุมชนและครัวเรือนเพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเขื่อและทุนของชาวบ้านทั้งในชนบทและในเมือง

‘ใบเตย’ ขอเลื่อนฟังคำสั่งฟ้องคดี Forex-3D หลังเครียดหนัก จนต้องแอดมิตโรงพยาบาล

(10 เม.ย.66) ที่สำนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก พนักงานอัยการ ได้นัด ‘ดีเจแมน พัฒนพล มินทะขิน’ และ ‘ใบเตย อาร์สยาม’ สุธีวัน กุญชร สองสามีภรรยาผู้ต้องหากับพวกรวม 8 คน ฟังการสั่งคดี ฉ้อโกงแชร์ Forex-3D ท่ามกลางสื่อที่มารอทำข่าวเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก 

ขณะที่มีรายงานว่า ‘ใบเตย สุธีวัน’ เครียดหนัก จนเข้าโรงพยาบาลเมื่อคืนที่ผ่านมา สอบถามไปยัง ผู้จัดการส่วนตัวของ ‘ดีเจแมน’ ได้รับการยืนยันว่า ใบเตยเครียดจนเข้าโรงพยาบาลจริง ส่วนวันนี้ดีเจแมนจะเลื่อนเข้ามาฟังคำสั่งฟ้องหรือไม่ ทางผู้จัดการยังไม่ทราบ แต่มีรายงานว่า ใบเตยได้ส่งตัวแทนยื่นเอกสารเรียบร้อยแล้ว

ต่อมา ‘นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง’ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ออกมาเผยว่าใบเตยได้ขอเลื่อนรับฟังคำสั่ง เนื่องจากป่วยเข้ารพ.จริง เตรียมตรวจสอบเอกสารและพิจารณาคำร้อง

“ใบเตยมาไม่ได้ เนื่องจากป่วยเข้ารพ.เมื่อสักครู่ได้พบผู้แทน ปรากฏว่าป่วยอยู่ที่รพ. เดี๋ยวรอสักครู่ประมาณ 9 โมงเช้ากำลังตรวจเอกสารและพิจารณาคำร้องขอเลื่อนการรับฟังคำสั่ง ทีนี้เห็นสื่อมวลชนมาเยอะ โทร.เข้ามา (หัวเราะ) เลยมาบอกให้ก่อน” รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าว

PDF รุ่น 1 ผู้สร้างตราบาปแก่ God’s Army ให้เด็กออกหน้า ส่วนผู้ใหญ่อยู่ข้างหลัง

สงครามระหว่างกองทัพเมียนมาและกะเหรี่ยงมีมานานมากแล้ว และเกือบทุกครั้งไทยคือ ผู้ที่ได้รับผลกระทบแทบทุกครั้ง เช่นเดียวกับเหตุการณ์การบุกยึดสถานทูตเมียนมา ในครั้งนั้นกลุ่มกะเหรี่ยงคริสต์หัวรุนแรงที่ปฎิบัติการแบบกองโจรอยู่แล้วได้มีกลุ่มกองกำลังที่เรียกว่านักรบนักศึกษาพม่า ซึ่งเป็นองค์กรที่ต่อต้านการปกครองของกองทัพพม่า โดยองค์กรนี้กลายเป็นองค์กรก่อการร้าย  

เมื่อเข้าร่วมกับกองกำลังกะเหรี่ยงคริสต์และสถาปนาเด็กแฝด นาม 'จอห์นนี่ ทู' และ 'ลูเธอร์ ทู' ซึ่งในตอนนั้นทั้งสองอายุเพียง 12 ปีว่า เป็นผู้ส่งสารจากพระเจ้า โดยอาวุธใดๆ ก็ไม่สามารถทำอันตรายพวกเขาได้ เพียงแต่ในความเป็นจริงนั้น ก่อนที่ทั้งสองจะได้ขึ้นมาเป็นตัวแทนของกองกำลังนี้ กองกำลังนี้ได้เด็กคนหนึ่งนามว่า 'จอปาซูปรี' เป็นเด็กชายอายุ 10 ปี มีลิ้นดำตรงตามลักษณะของมหาบุรุษแบบพม่าเฉกเช่นเดียวกับ พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ที่มีลิ้นดำ แต่ จอปาซูปรี ก็เสียชีวิตไปด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ ซึ่งนั่นทำให้กองกำลังกะเหรี่ยงคริสต์ยก 'จอห์นี่ ทู' และ 'ลูเธอร์ ทู' ขึ้นมาแทน

และแล้วในวันที่ 1 ตุลาคม 2542 ในเวลา นักศึกษาพม่าจำนวน 12 คนพร้อมอาวุธปืนและระเบิด บุกเข้าไปที่สถานเอกอัครราชทูตพม่าประจำประเทศไทย ที่ถนนสาทร จับเจ้าหน้าที่สถานทูตและผู้มาติดต่อเป็นตัวประกันรวม 20 คน แล้วชักธงชาติพม่าลงจากยอดเสา ชักธงของพรรคสันนิบาติเพื่อประชาธิปไตยหรือ NLD ขึ้นแทน พร้อมประกาศให้กองทัพพม่าในขณะนั้นปล่อยนาง 'อองซาน ซูจี' ที่โดนจับอยู่

เหตุการณ์ในครั้งนั้นจบที่นายจอห์นนี่ได้ต่อรองขอเฮลิคอปเตอร์ให้ไปส่งตนและพรรคพวกที่ชายแดนไทย-พม่า ที่จังหวัดราชบุรี ทางรัฐบาลไทยได้ตอบรับ โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศ เสนอตัวเป็นตัวประกันนั่งโดยสารไปด้วย เพื่อรับรองความปลอดภัยจนกระทั่งถึงที่หมาย เพื่อแลกกับความปลอดภัยของตัวประกันทั้งหมดในสถานทูต ซึ่งนั่นเป็นวันที่ทำให้ทุกคนในโลกรู้จัก 'กองกำลังของพระเจ้า' หรือ God’s Army

จากนั้น 3 เดือนในวันที่ 24 มกราคม 2543 นายเบดาห์ นำกองกำลังนักรบนักศึกษาพม่าจำนวน 10 รายบุกยึดโรงพยาบาลราชบุรีและจับแพทย์ พยาบาลและคนไข้จำนวน 1,000 คนเป็นตัวประกัน ซึ่งเหตุการณ์นี้จบด้วยการจู่โจมของกองกำลังอรินทราชและทั้ง 10 ถูกสังหาร แต่ในเหตุการณ์ครั้งนี้ทุกคนป้ายความผิดให้กองกำลังก๊อดอาร์มีว่าอยู่เบื้องหลังการกระทำในครั้งนี้โดยแทบไม่มีใครรู้เลยว่านี่คือ ผลงานก่อการร้ายของกองกำลังนักศึกษาพม่า  

เปิดหลักฐานความพยายามให้สยามเกิด Thailand Spring เรื่องจริง!! อันตรายพุ่งเป้าต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์ อดีตผู้อำนวยการ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ

หลักฐานความพยายามในการทำให้เกิด Thailand Spring จากบทความ ‘ประชาชนคือป้อมปราการ’ โดย ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์ อดีตผู้อำนวยการ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ

มีนักการเมือง นักเคลื่อนไหว หลายคนที่พยายามถามหาหลักฐานการที่มีกล่าวหาว่า มีต่างชาติให้การสนับสนุนความพยายามในการจาบจ้วง ล่วงละเมิดสถาบันฯ ครั้งนี้จึงขอนำหลักฐาน ซึ่งเป็นบทความชื่อ ‘ประชาชนคือป้อมปราการ' ของคุณภุมรัตน ทักษาดิพงศ์ อดีตผู้อำนวยการ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งได้ลงใน Post Today เมื่อหลายปีแล้วมาเล่าเพื่อให้ผู้อ่านได้พอเห็นภาพและเกิดความเข้าใจในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องและเป็นไปดังนี้

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เป็นต้นมา การบ่อนทำลายสถาบันสูงสุดเกิดขึ้นมากผิดปกติ เปิดเผย ไม่เกรงกลัว กลุ่มต่อต้านกษัตริย์ไม่เพียงเคลื่อนไหวในประเทศเท่านั้น แต่ยังไปเคลื่อนไหวในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐ ด้วยการป้อนชุดข้อมูลที่ดูเหมือนจริงแต่เป็นความเท็จ ส่วนหนึ่งเป็นผลงานของนักล็อบบี้จากสำนักงานกฎหมายที่มีชื่อเสียงและบริษัทประชาสัมพันธ์ ที่ถูกใครบางคนจ้างไว้ 3 บริษัท บริษัทละ 1.1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (ประมาณ 30.3 ล้านบาทในขณะนั้น) เพื่อไปล็อบบี้สมาชิกรัฐสภาและรัฐบาลอเมริกันเพื่อผลทางการเมืองของตน อย่างไรก็ดี ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น คือ เกิดกระแสต่อต้านสถาบันกษัตริย์ในหมู่นักการเมืองอเมริกันมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ฝ่ายที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์ไทยในสหรัฐทวีความเข้มแข็งมากขึ้น มีการสร้างเว็บไซต์ในรูปแบบหลากหลาย เขียนบทความภาษาต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากข้อเขียนของคนอเมริกัน 2 คน คนหนึ่งคือ เจ.เค. แห่งคณะกรรมการวิเทศสัมพันธ์ (Council on Foreign Relations) อันทรงอิทธิพลในสหรัฐ ที่ เจ.เค. ได้เขียนบทความโจมตีสถาบันกษัตริย์ และยกย่องเชิดชูฝ่ายตรงข้ามกษัตริย์สลับกันมาหลายปีแล้ว อีกคนหนึ่งคือ เอ.เอ็ม.เอ็ม. ที่ยอมรับว่าได้รับการว่าจ้างให้มาทำงานด้านนี้ และเป็นคนที่นำเอาคดีของ โจ กอร์ดอน และ อำพล ตั้งนพกุล หรือ ‘อากง’ มาเขียนโจมตี ม.112 เพื่อให้พาดพิงไปถึงพระมหากษัตริย์ไทย ในความเป็นจริง คนพวกนี้ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมาย แต่ได้รับข้อมูลจากนักประวัติศาสตร์ชาวไทยสายสาธารณรัฐที่คนไทยรู้จักดี

ในกลางปี พ.ศ. 2556 นักล็อบบี้พวกนี้วางแผนผลักดันให้มีการอภิปรายเชิงวิชาการในที่ประชุมประจำปีของสมาคมเอเชียศึกษา (Association of Asian Studies) ซึ่งมีคนไทยที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์มีอิทธิพลอยู่ การอภิปรายดังกล่าวมีเป้าหมายมุ่งโจมตีสถาบันกษัตริย์ไทยเป็นการเฉพาะ รวมทั้งมีแผนตีพิมพ์หนังสืออีกเล่มหนึ่งโดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐ ที่ผู้เขียนอ้างหลักฐานจากห้องสมุดมหาวิทยาลัย รัฐสภาของสหรัฐ ที่ดูเผิน ๆ แล้วน่าเชื่อถือ หรือเลือกเฉพาะส่วนที่สนับสนุนความคิดของตน เพื่อหาทางทำลายความเชื่อถือพระมหากษัตริย์ไทยองค์ปัจจุบัน (ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ในขณะนั้น)

ก่อนหน้านี้เมื่อปี พ.ศ. 2554 ในวาระครบ 7 รอบ 84 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นักล็อบบี้อเมริกันได้ส่งชุดข้อมูลที่ปั้นแต่งขึ้นจนทำให้สมาชิกสภาหลงเชื่อได้ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐพยายามหลีกเลี่ยงไม่ส่งหนังสือถวายพระพรตามที่เคยปฏิบัติมา จนสภาสูงต้องส่งหนังสือถวายพระพรแทน สะท้อนให้เห็นว่า นักล็อบบี้ยิสต์อเมริกันทำงานให้กับนายจ้างอย่างได้ผล ทำให้รัฐสภาชุดก่อนเข้าใจผิดและต่อต้านสถาบันกษัตริย์ไทย ตกทอดมาถึงสภาใหม่ชุดที่ 113 ในปัจจุบัน (พ.ศ.2556)

ไม่เพียงแต่เท่านั้น สถาบันบางแห่งของสหรัฐ เช่น กองทุนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National Endowment for Democracy) ยังจัดสรรเงินงบประมาณของรัฐคิดเป็นเงินไทยกว่า 1,500 ล้านบาท และอีกโครงการเป็นเงิน 200-300 ล้านบาท ให้กับกลุ่มต่อต้านสถาบันกษัตริย์ ตามที่กลุ่มพวกนี้ร้องขอมาโดยอ้างว่าเพื่อนำไปใช้ในการให้ความรู้ประชาชนในการพัฒนาประชาธิปไตย แต่กลับนำไปสร้างสื่อและเว็บไซต์ ปลุกระดม โฆษณาชวนเชื่อให้คนไทยบางกลุ่มต่อต้านสถาบันสูงสุด

กาดเมืองใหม่ แห่รับ 'เศรษฐา' หลังลงพื้นที่พบปะปชช. 'ชาวบ้าน' บอก!! “อยากได้นายกฯ จากพรรคเพื่อไทย”

‘เศรษฐา ทวีสิน’ เดินกาดเมืองใหม่ แวะตักบาตรเช้า ก่อนพบตัวแทนภาคประชาชนและภาคท่องเที่ยวถกปัญหาฝุ่น PM2.5

(10 เม.ย.66) ที่ตลาดเมืองใหม่ เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย, จักรพงษ์ แสงมณี กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย จักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่ เขต 1 เบอร์ 1 เดินพบปะพ่อค้า แม่ค้า และประชาชนที่มาค้าขาย และเดินตลาดในช่วงเช้า โดยเศรษฐาได้หยุดแวะตักบาตรเช้าระหว่างเดินหาเสียง ก่อนจะทำภารกิจในวันนี้

ทั้งนี้ บรรยากาศช่วงเช้าของตลาดเมืองใหม่เป็นไปด้วยความคึกคัก มีประชาชนจำนวนมากมาจับจ่ายซื้อของเนื่องจากตลาดเมืองใหม่เป็นแหล่งขายสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด และเป็นจุดศูนย์กลางในขนส่ง-กระจายสินค้าทางการเกษตรไปยังแหล่งจำหน่ายต่างๆในจังหวัด ซึ่งนายเศรษฐาได้รับการตอบรับจากทั้งพ่อค้า แม่ค้า และประชาชนเป็นอย่างมากหลายคนโบกมือทักทาย ให้กำลัง ขอถ่ายภาพคู่ บางคนบอกว่า “เบื่อนายกฯ คนเก่า”, “เบื่อลุงที่อยู่มา 8 ปี” และ “อยากได้นายกฯ จากพรรคเพื่อไทย” ในขณะที่หลายคนสะท้อนปัญหาเรื่องราคาสินค้าเกษตร

‘ช่อ พรรณิการ์’ ลุยหาเสียงสระบุรี-โคราช พร้อมผู้สมัครส.ส. มี ปชช.มอบหวย เลขท้าย 931 เผย เป็นเลขมงคลและยังสื่อถึงพรรค

(10 เม.ย.66) พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้าและผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล ลงพื้นที่หาเสียงที่ตลาดผึ้งรวง จ.สระบุรี พร้อมด้วย สรพัช ศรีปราชญ์ ผู้สมัคร ส.ส.สระบุรี เขต 1 (อำเภอเมืองสระบุรี ยกเว้นตำบลหนองโน, อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอแก่งคอย เฉพาะตำบลห้วยแห้ง) พรรคก้าวไกล เบอร์ 5 โดยมีประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น มอบปลาจ่อม ของดีเมืองสระบุรีให้ชิม และให้กลับบ้านด้วย

ขณะที่พรรณิการ์เดินหาเสียงในตลาด ได้มีประชาชนมามอบสลากกินแบ่งรัฐบาลให้ 1 ใบ บอกว่าเป็นหวยพรรคก้าวไกล พร้อมบอกให้ลองดูเลขท้ายสามตัว ซึ่งปรากฏว่าสลากใบดังกล่าว มีเลขท้าย 3 ตัวคือ 931 ซึ่งเบอร์ 31 เป็นเบอร์ของพรรคก้าวไกล ส่วนเลข 9 เป็นทั้งเลขมงคลตามความเชื่อของคนไทย และยังหมายถึงพรรคก้าวไกล คณะก้าวหน้าอีกด้วย

‘อนุพงษ์’ เปิดศูนย์อำนวยการฯ ลดอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ 66 หวังลดอุบัติเหตุทางถนน-รองรับ ปชช. เดินทางอย่างปลอดภัย

(10 เม.ย.66) ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว. มหาดไทย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) เป็นประธาน เปิดศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2566 และเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 1/2566 โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้บริหาร ปภ. พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงคมนาคม ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด และหน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้าร่วมประชุมฯ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลมีความห่วงใยความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2566 โดย ศปถ. พร้อมบูรณาการขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในทุกมิติ ภายใต้แนวคิด ‘ชีวิตวิถีใหม่ ขับขี่อย่างปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ’ เพื่อให้ประชาชนเดินทางช่วงวันหยุดสงกรานต์อย่างสุขใจกับชีวิตวิถีใหม่ที่ห่างไกลอุบัติเหตุ โดย ศปถ.ได้กำหนดนโยบายให้หน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องดำเนินการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้มีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน พี่น้องประชาชนจึงมักเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

โดยปีนี้คาดว่าจะมีการเดินทางมากกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มสูงขึ้น จึงได้มอบหมายให้ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย บูรณาการหน่วยงานทุกภาคส่วนขับเคลื่อนการสร้างความปลอดภัยทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2566 ภายใต้แนวคิด ‘ชีวิตวิถีใหม่ ขับขี่อย่างปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ’ เพื่อให้ประชาชนเดินทางอย่างสุขใจกับชีวิตวิถีใหม่ที่ห่างไกลอุบัติเหตุ โดยได้กำหนดช่วงควบคุมเข้มข้นระหว่างวันที่ 11 - 17 เมษายน 2566 มุ่งลดปัจจัยเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนน ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน ภายใต้ แผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลและช่วงวันหยุด พ.ศ. 2566 ซึ่งมีเป้าหมายลดจำนวนครั้งของการเกิดอุบัติเหตุ จำนวนผู้เสียชีวิต และจำนวนผู้บาดเจ็บ (Admit) ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับสถิติในช่วงเทศกาลเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง รวมถึงได้กำหนดมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนที่มุ่งลดปัจจัยเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนนที่ครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งคน รถ ถนน และสภาพแวดล้อม โดยเน้นการบังคับใช้กฎหมายและกวดขันพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับขี่อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุและสร้างวินัยจราจรให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน 

อีกทั้งคุมเข้มความปลอดภัยของยานพาหนะทุกประเภท ทั้งสภาพรถ อุปกรณ์นิรภัย ความพร้อมของพนักงานขับรถ รวมถึงกวดขันรถกระบะที่บรรทุกน้ำหนักเกินและรถบรรทุกขนาดเล็กที่บรรทุกผู้โดยสารในลักษณะเสี่ยง พร้อมเฝ้าระวังและ ป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนนทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการขับรถเร็ว การดื่มแล้วขับ และการไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัยควบคู่กับการดำเนินมาตรการ ‘ตรวจวัดแอลกอฮอล์’ และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับมาตรการบังคับใช้กฎหมาย สถานการณ์อุบัติเหตุ การใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยให้กับประชาชนผ่านทุกช่องทางสื่อสาร ตลอดจนจัดหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน หน่วยกู้ชีพกู้ภัย และเครื่องมืออุปกรณ์ให้พร้อมช่วยเหลือ ณ จุดเกิดเหตุ และส่งต่อ ผู้ประสบอุบัติเหตุอย่างรวดเร็วในทุกพื้นที่ เพื่อลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ให้ประชาชนเดินทางอย่างมีความสุขและถึงที่หมายอย่างปลอดภัย" พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top