Thursday, 16 July 2026
NewsFeed

‘บิ๊กป้อม’ ฟิตจัด เร่งแก้ปัญหาน้ำเน่าเสีย จ.เพชรบุรี หลังกระทบหอยแครงพื้นบ้าน-ความเป็นอยู่ของชาวบางตะบูน

(31 มี.ค. 66) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) พร้อมคณะได้ลงพื้นที่ปฏิบัติราชการต่อเนื่องจากช่วงเช้า โดยในช่วงบ่ายได้เดินทางไปยัง เทศบาลตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เพื่อร่วมหารือกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับฟังการบรรยายสรุปภาพรวมของจังหวัดเพชรบุรี จาก ผวจ.และสภาพปัญหาผลกระทบของน้ำเน่าเสีย ในพื้นที่ตำบลบางตะบูน จากนายกเทศมนตรี รวมทั้ง รับทราบรายงานแผนงานและโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่สำคัญ และแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย ใน 3 จังหวัด (ราชบุรี, สมุทรสงคราม และเพชรบุรี) จากเลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)

‘บิ๊กตู่’ เตรียมหารือ ‘เลขาธิการอาเซียน’ แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

เมื่อวานนี้ (30 มี.ค.66) ผู้สื่อข่าวรายงาน่วา ดร.เกา กิม ฮวน (Dr. Kao Kim Hourn) เลขาธิการอาเซียน เข้าเยี่ยมคารวะพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งนายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ว่า นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีในการเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการอาเซียนอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เชื่อมั่นว่าด้วยความสามารถและประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ ไทยพร้อมสนับสนุนและร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อความสำเร็จและความเข้มแข็งร่วมกันของประชาคมอาเซียน พร้อมย้ำว่าไทยยังยึดมั่นในระบบพหุภาคีและภูมิภาคนิยม ซึ่งอาเซียนจะเป็นส่วนสำคัญในนโยบายต่างประเทศของไทยต่อไป

ทางด้านเลขาธิการอาเซียน กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรี พร้อมเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือภูมิภาคอาเซียนจะเดินหน้าได้อย่างมั่นคงและเข้มแข็งในอนาคต ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งได้เห็นความก้าวหน้าของอาเซียนในทุกด้าน ขณะเดียวกันภาคีภายนอกก็ให้ความสนใจและต้องการเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับภูมิภาคอาเซียนเป็นอย่างมาก ขอบคุณไทยในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียนที่สำคัญ ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันในการส่งเสริมความร่วมมือและการบูรณาการในภูมิภาคเสมอมา

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและเลขาธิการอาเซียน ได้หารือในประเด็นที่มีความสนใจร่วมกัน ดังนี้

ไทยยินดีที่อาเซียนยังคงบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ท่ามกลางความท้าทายมากมาย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นควรที่จะเร่งฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีที่มีอยู่อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะ RCEP นอกจากนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายยังเห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นดิจิทัลของอาเซียน เพื่อสร้างความเข้มแข็งและความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานของอาเซียน รวมทั้งยกระดับเศรษฐกิจของภูมิภาคให้ทันสมัย สอดรับกับบริบทใหม่ของการค้าโลก โดย พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ไทยสนับสนุนการดำเนินการภายใต้ข้อริเริ่มด้านดิจิทัลของอาเซียน ส่วนเลขาธิการอาเซียน ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นดิจิทัลถือเป็นประเด็นสำคัญที่อาเซียนให้ความสำคัญ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ อาทิ ทางไซเบอร์ เป็นความท้าทายที่อาเซียนควรร่วมกันจัดการ โดยขอให้เลขาธิการอาเซียนหารือเพื่อดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม การดำเนินการในภาพรวม ในฐานะภูมิภาคจะทำให้เกิดผลสำเร็จที่เห็นผลลัพธ์อย่างจริงจังได้ ขณะเดียวกัน ยังได้มีการหารือถึงการเพิ่มขีดความสามารถ และการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายที่ส่งผลต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น โรคระบาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภัยธรรมชาติ ซึ่งไทยพร้อมร่วมมือกับทุกฝ่ายอย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนอาเซียนในการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที โดยเลขาธิการอาเซียนย้ำความพร้อมของสำนักเลขาธิการอาเซียนที่จะสนับสนุนและส่งเสริมความร่วมมือนี้อย่างเต็มที่ โดยยังได้ขอบคุณและชื่นชมไทยที่เป็นที่ตั้งของศูนย์ต่างๆ ของอาเซียน

จากนั้น พลเอกประยุทธ์ กล่าวขอบคุณสำนักเลขาธิการอาเซียนที่สนับสนุนการทำหน้าที่ผู้ประสานงานของอาเซียนในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทยมาโดยตลอด จนนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่างๆ ซึ่งทั้งสองยังเห็นถึงความจำเป็นที่ต้องร่วมกันขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนให้เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของอาเซียนต่อไป ส่งเสริมความร่วมมือที่จะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความยั่งยืนของภูมิภาค ซึ่งไทยยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากสำนักเลขาธิการอาเซียนในการส่งเสริมความร่วมมือของอาเซียนในด้านนี้

พร้อมกันนี้ ไทยยินดีที่การจัดทำวิสัยทัศน์ของประชาคมอาเซียนภายหลังปี ค.ศ. 2025 มีความคืบหน้าเป็นอย่างดี โดยนายกรัฐมนตรีหวังว่าวิสัยทัศน์ใหม่ของอาเซียนจะมีความครอบคลุม มองไปข้างหน้า และเกิดผลเป็นรูปธรรมต่อประชาชนในภูมิภาค สร้างความเข้มแข็งให้แก่ประชาชนเพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำถึงสถานการณ์หมอกควันข้ามแดนที่เป็นความท้าทายที่รุนแรงของภูมิภาค พร้อมขอรับการสนับสนุนจากเลขาธิการอาเซียนในการผลักดันการแก้ไขปัญหา ขอให้ช่วยประสาน หารือ หรือสนับสนุนการจัดการประชุมจัดอย่างเร่งด่วนกับประเทศสมาชิกเพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางในการแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะการลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) ให้ได้โดยเร็ว เพราะส่งผลไม่ใช่แค่ไทย แต่รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านด้วย ทั้งทางสุขภาพและการท่องเที่ยว ซึ่งเลขาธิการอาเซียนเห็นด้วยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว ซึ่งอาเซียนมีกลไก (Mechanism) ที่จะช่วยขับเคลื่อนความร่วมมือ และพร้อมสนับสนุนให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

‘ทอ.’ ส่ง ‘UAV’ วิเคราะห์แนวโน้มการลุกลามไฟป่า จ.นครนายก เพื่อส่งข้อมูลให้ จนท.วางแผน-เร่งคลี่คลายสถานการณ์โดยเร็ว

(31 มี.ค. 66) จากเหตุการณ์ไฟป่าบริเวณเขาแหลม อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยประชาชนในพื้นที่ และได้สั่งการให้หน่วยทหารสนับสนุนการคลี่คลายสถานการณ์อย่างเต็มที่นั้น พล.อ.อ.อลงกรณ์ วัณณรถ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ได้สั่งการให้คณะทำงานด้านบรรเทาสาธารณภัย ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ เสริมกำลังเข้าสนับสนุนการควบคุมไฟป่า เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว

โดยเมื่อวันที่ 30 มี.ค. 66 คณะทำงานศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ ได้เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก, กอ.รมน.จังหวัดนครนายก และส่วนปฏิบัติการส่วนหน้า เพื่อหารือถึงการนำอากาศยานและขีดความสามารถของกองทัพอากาศ เข้าร่วมปฏิบัติการควบคุมไฟป่า ตามเจตนารมณ์ของผู้บัญชาการทหารอากาศ และร่วมดำเนินการ ดังนี้

เวลา 09.30 น.จัดเครื่องบิน DA-42 ฝูงบิน 604 กองบิน 6 ทำการบินลาดตระเวนด้วยสายตา ค้นพบพื้นที่ไฟป่าบริเวณด้านหลังโรงเรียนนายร้อย จปร.

เวลา 11.00 น. จัดอากาศยานไร้คนขับ (UAV) แบบ Aerostar BP ฝูงบิน 302 กองบิน 3 ทำการบินลาดตระเวนค้นหาพื้นที่ไฟป่า ค้นพบพื้นที่ไฟป่า 3 เป้าหมาย โดยอยู่บริเวณด้านหลังโรงเรียนนายร้อย จปร. 2 เป้าหมาย และพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในเขตจังหวัดสระบุรี 1 เป้าหมาย โดยได้ VDL (Video Down Link) ส่งข้อมูลให้กับส่วนปฏิบัติการส่วนหน้า

‘ชพก.’ เปิดตัวผู้สมัคร กทม. 33 เขต คัดสรรคนรุ่นใหม่-ไฟแรง หนุนรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ช่วยคนไทยหลุดพ้นความยากจน

(31 มี.ค. 66) ที่โรงแรมรามาการ์เดนส์ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า นำทีมแถลงข่าวเปิดตัว 33 ผู้สมัคร กทม. ร่วมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรค นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายวรวุฒิ อุ่นใจ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และนายวรนัยน์ วาณิชกะ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค โดยบรรยากาศเปิดตัวเป็นแบบมวยไทยไฟต์ ผู้สมัครพร้อมชนกับปัญหาเศรษฐกิจและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

นายสุวัจน์ กล่าวว่า พรรคชาติพัฒนากล้าพร้อมแล้วที่จะต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งการเงิน สินเชื่อ น้ำมันแพง ไฟฟ้าแพง ปัญหาฝุ่น และปัญหาต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัญหาของประเทศและของพี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร เราจึงส่ง 33 ชีวิต ที่อาสาตัวมารับใช้ชาวกรุงเทพมหานคร ต้องขอบคุณนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคและนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค ที่ได้เตรียมการคัดสรรตัวผู้สมัครและนโยบายที่จะใช้ต่อสู้กับปัญหาเพื่อคนกรุงเทพมหานคร พรรคชาติพัฒนาเคยปักธงในกทม.มาแล้วเมื่อหลายปีก่อน และเราจะต้องปักธงได้อีกครั้งในนามพรรคชาติพัฒนากล้าได้อย่างแน่นอน

“ผมมั่นใจว่านโยบายเศรษฐกิจของพรรคชาติพัฒนา อยู่บนพื้นฐานของกระแสโลก ถ้าเป็นร้านอาหาร เราคือเมนูเศรษฐกิจที่พร้อมเสิร์ฟที่สุด วันนี้คนตกงานมากมาย มีหนี้สินเยอะ เราต้องเตรียมความพร้อมที่จะแข่งขันกับต่างประเทศ ดึงนักท่องเที่ยวกลับเข้ามาให้มากที่สุด เกษตรกรไทยจะต้องร่ำรวยขึ้น อะไรที่เป็นจุดแข็งของประเทศเราหยิบมาใช้ทั้งหมดผ่านนโยบายเศรษฐกิจเฉดสีของเรา” นายสุวัจน์ กล่าว

ด้านนายกรณ์ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ ทั้ง 33 เขต เป็นคนรุ่นใหม่ที่พรรคได้คัดสรรมาแล้วว่า มีความพร้อมที่จะมาร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทย รื้อโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ให้คนไทยมีโอกาส มีความเสมอภาคทางโอกาสที่จะลืมตาอ้าปาก หลุดพ้นกับดักความยากจน วันนี้ได้เวลาชกจริงกับปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ช่วงนี้ประเทศมีปัญหามากมาย ทั้งเศรษฐกิจ ของแพง โอกาสการทำมาหากิน ภาระหนี้สิน นี่คือภารกิจสำคัญของพรรคชาติพัฒนากล้า ลำพังแค่ปัญหาเฉพาะหน้ายังไม่พอ เราต้องรื้อโครงสร้าง เพื่อทำให้พี่น้องประชาชนมีค่าครองชีพที่ถูกลงอย่างยั่งยืน

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคฯ ในฐานะหัวหน้าทีมกทม.กล่าวว่า ผู้สมัครทั้ง 33 คนของเราพร้อมที่จะมาทุบ ฟัน ฟาด ต่อย ลุยกับปัญหาปากท้องที่ต้องแก้ไข โดยมีรายชื่อเรียงตามเขตดังต่อไปนี้

ศาลค้านประกันตัว ‘เมฆ รามา-พวก’ ชี้ อัตราโทษสูง หวั่นหลบหนีความผิด

(31 มี.ค.66) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พนักงานสอบสวน กก.4 บก.สอท.ได้ควบคุมตัว นายรามา รัศมีรามา หรือเมฆ รามา อายุ 36 ปี สามีของหยาดทิพย์ ราชปาล นักแสดงสาวชื่อดังกับพวกอีก 8 คน ประกอบด้วย นายนวปรินธ์ ทองน้อย อายุ 31 ปี, นายนฤพงศ์ ลือนาม อายุ 29 ปี, นายรัฐศาสตร์ วงศ์ชีวสุทธิ์ อายุ 32 ปี, นายชูเกียรติ อวงรัมย์ อายุ 28, นายชาคร ศุภมณีวิทย์ศิริ อายุ 33 ปี, นายฐาปกรณ์ เรืองภักดี อายุ 36 ปี, นายสนาเรศ มโนมัยงามเลิศ อายุ 31 ปี และนายกิตติทัต อุปพงศ์ อายุ 30 ปี 

ผู้ต้องหาในความผิดร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศการโฆษณา หรือ ชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันฯ และร่วมกันฟอกเงิน ตามพ.ร.บ.การพนันฯ และพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 

ชั้นสอบสวนนายนฤพงศ์ ลือนาม ผู้ต้องหาที่ 2 ให้การรับสารภาพคนเดียว ส่วนผู้ต้องหาที่ 1 และ นายรามา ผู้ต้องหาที่ 7, และผู้ต้องหาที่ 3-9 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา 

โดยพนักงานสอบสวนขอฝากขังเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.-11 เม.ย.นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้นต้องสอบสวนพยานอีก 8 ปาก และรอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง กับรอผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือ-ประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหา

‘ภูมิใจไทย’ ส่งนักการเมืองรุ่นใหม่ สู้ศึกดีเบต ‘New gen’ ชูแนวคิด เยาวชนไทย กล้าคิด-กล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์

(31 มี.ค. 66) ที่ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เครือมติชน ประกอบด้วย มติชน, ข่าวสด, ประชาชาติธุรกิจ, มติชนทีวี และมติชนสุดสัปดาห์ จับมืออีก 5 พันธมิตร ได้แก่ ทีดีอาร์ไอ, สถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย, วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์, MFEC และศูนย์ข้อมูลมติชน เปิด ‘5 เวที 10 ยุทธศาสตร์ 2 กลยุทธ์’

โดยในเวทีที่ 3 ‘ฟังเสียง New gen บทใหม่ประเทศไทย’ บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีตัวแทนนักการเมืองรุ่นใหม่ จาก 9 พรรคการเมืองร่วมขึ้นเวทีประชัน

ในรอบที่สอง ช่วงแบทเทิล คำถามที่ 5 นักการเมืองรุ่นใหม่มีแนวทางการปฏิบัติที่จะจัดการอย่างไรกับเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนก็ตาม ประชาชนทั่วไป การคอมเมนต์บนโซเชียลฯ หรือแม้กระทั่งการทำภาพยนตร์ ซีรีย์ ที่ถูกจำกัด จะแก้ปัญหาอย่างไรได้บ้าง

น.ส.อิสราพร บูรณอรรจน์ (อุ้ม) ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เสรีภาพในการพูด คือ การทำศิลปะในการทำภาพยนตร์ ดนตรี อย่างมีอิสระเสรี เห็นด้วยเรื่องของความเหมาะสมในเมื่อความเหมาะสม ไม่ได้มีคำจำกัดความว่าอะไรดีอะไรไม่ดี บางอย่างก็เทา ๆ เราไม่มีสิทธิไปกำหนด ตนคิดว่า สื่อบันเทิง หรือการพูดที่ไม่เหมาะสมควรเป็นแค่การกำหนดว่าสื่อประเภทนี้เหมากับอายุเท่าไหร่ก็พอ

'บิ๊กต่อ' ติวเข้ม ผกก. ทั่วประเทศ ดูแลความปลอดภัยช่วงสงกรานต์

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรียกประชุมผู้กำกับการสถานีตำรวจทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2566
    
(31 มี.ค.66) เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กำกับดูแลงานป้องกันปราบปราม พร้อมด้วย พล.ต.ท.ธนา ชูวงศ์ และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เรียกประชุมผู้กำกับการและหัวหน้าสถานีตำรวจทั้ง 1,484 สถานีทั่วประเทศ ผ่านระบบประชุมทางไกลผ่านจอภาพ เพื่อกำชับการดำเนินการตามมาตรการป้องกันปราบปรามในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2566 

ตามที่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 27 มีนาคม 2566 ไปยังข้าราชการตำรวจทุกหน่วยทั่วประเทศ กำหนดมาตรการในการดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประกอบไปด้วย 4 มาตรการ ได้แก่ 1.มาตรการป้องกันและปราบปราม 2.มาตรการป้องกันเหตุการณ์ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3.มาตรการบังคับใช้กฎหมายและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร และ 4.มาตรการประชาสัมพันธ์ พร้อมทั้งสั่งการให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรม ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม – 10 เมษายน 2566 รวม 13 วัน โดยกำหนดเป้าหมายในความผิดเกี่ยวกับ อาวุธปืน ยาเสพติด การลักลอบหลบหนีเข้าเมือง การสืบสวนจับกุมบุคคลตามหมายจับ และความผิดอื่นๆ ที่สร้างความเดือดร้อนและเอารัดเอาเปรียบประชาชนและนักท่องเที่ยว

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ฯ กล่าวว่า สำหรับเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ คาดว่าจะมีการเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยวหนาแน่นและคึกคักกว่าเมื่อปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนสถานการณ์ COVID ในวันนี้จึงได้เรียกประชุม ผู้กำกับการและหัวหน้าสถานีตำรวจทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลพี่น้องประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ โดยกำหนดมาตรการที่จะดำเนินการ แบ่งออกเป็น ๓ ห้วง ได้แก่ ห้วงก่อนวันหยุดยาว ห้วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ และห้วงท้ายของเทศกาล ซึ่งจะมีรายละเอียดและการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่แตกต่างกันออกไป

ยกตัวอย่าง ห้วงก่อนเทศกาล ขณะนี้ตำรวจทั่วประเทศได้เร่งระดมกวาดล้างอาชญากรรมทุกประเภท ซึ่งผ่านมาเพียง 2 วัน สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดต่างๆ ได้เป็นจำนวนมาก โดยแบ่งเป็น

•อาชญากรรมทั่วไป จับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 4,518 ราย แบ่งเป็นความผิดต่างๆ เช่น ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน จำนวน 284 ราย ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำนวน 1,710 ราย ความผิดเกี่ยวกับการพนัน จำนวน 580 ราย บุคคลตามหมายจับ 957 คน 
•อาชญากรรมทางเทคโนโลยี จับกุมผู้ที่หลอกลวงบนโลกออนไลน์ จำหน่ายสินค้าผิดกฎหมาย เผยแพร่ข่าวปลอม การพนันออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติ จับกุมผู้ต้องหากว่า 343 ราย เป็นต้น 
•โดยการระดมกวาดล้างดังกล่าว จะดำเนินการอย่างเข้มข้น ไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2566 

นอกจากนี้ในช่วงวันสงกรานต์ รวมทั้งช่วงท้ายของเทศกาลนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้กำหนดมาตรการเฝ้าระวังที่แตกต่างกันออกไป เช่น การจัดกำลังเฝ้าระวังสถานการณ์ สถานที่สำคัญ สถานที่แหล่งท่องเที่ยว รวมไปถึงการจัดงานขนาดใหญ่ พื้นที่พักอาศัย หรือพื้นที่ซึ่งจะมีประชาชนเดินทางพลุกพล่าน รวมไปถึงพื้นที่ซึ่งอาจสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมประเภทต่างๆ นอกจากนี้ยังได้ดำเนินโครงการประชารัฐร่วมใจดูแลความปลอดภัยบ้านประชาชนช่วงเทศกาลสำคัญ (ฝากบ้าน 4.0) โดยพี่น้องประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยว สามารถเข้าร่วมโครงการได้ระหว่างวันที่ 8-17 เม.ย.2566 ผ่านทาง Application OBS และที่สถานีตำรวจทุกแห่งทั่วประเทศ

‘ชัยวัฒน์ ก้าวไกล’ ซัดรัฐไร้น้ำยาคุ้มครองข้อมูลคนไทย หลังปล่อยแฮกเกอร์ขโมยข้อมูล ปชช.ซ้ำซาก

‘ชัยวัฒน์’ มือเศรษฐกิจดิจิทัลพรรคก้าวไกล ติงระบบภาครัฐหละหลวม ปล่อยแฮกเกอร์เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวประชาชนซ้ำซาก คาดสาเหตุช่องโหว่ในระบบจากรูรั่วซอฟต์แวร์ที่ไม่อัปเดต - ขาดกระบวนการเข้ารหัสข้อมูล ชูนโยบายก้าวไกล ปกป้องข้อมูลประชาชน ก่อนใช้ข้อมูลต้องขอความยินยอม - ระบบแจ้งเตือนทันทีถ้าข้อมูลรั่ว

(31 มี.ค.66) ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการเงินและยุทธศาสตร์ข้อมูล หนึ่งในทีมเศรษฐกิจพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีแฮกเกอร์ใช้ชื่อ ‘9near’ โพสต์ขายข้อมูลที่อ้างว่าเป็นข้อมูลส่วนตัวของคนไทยกว่า 55 ล้านรายการ และอ้างว่าขโมยมาจากหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่ง

ชัยวัฒน์ กล่าวว่า จากที่เข้าไปดูแฮกเกอร์รายนี้ มีตัวอย่างข้อมูลประมาณ 93,000 คน ทั้งเลขบัตรประชาชน ชื่อนามสกุล วันเดือนปีเกิด ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ จึงมีความเป็นไปได้สูงว่ามีข้อมูลรั่วไหลจริง และการที่หลุดออกมามากขนาดนี้ แสดงว่าแฮกเกอร์สามารถเข้าถึง (access) ฐานข้อมูลได้

ในช่วงที่ผ่านมา เราเห็นข่าวลักษณะนี้บ่อยครั้ง สะท้อนว่าการจัดการควบคุมความเสี่ยงด้านไซเบอร์ของภาครัฐ โดยเฉพาะการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน มีความหละหลวมมาก ดังนั้น เรื่องพื้นฐานที่ภาครัฐต้องทำ เพื่อไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือ ประการที่หนึ่ง ต้องมีมาตรการป้องกัน เพราะการที่แฮกเกอร์เข้าไปได้แสดงว่าระบบไอทีของภาครัฐมีช่องโหว่ ซอฟต์แวร์ต่างๆ อาจไม่ได้รับการอัปเดตปิดรูรั่วอย่างสม่ำเสมอ เรื่องนี้สามารถป้องกันได้ถ้าหน่วยงานรัฐจริงจัง

ประการที่สอง คือมาตรการลดความเสี่ยง เพราะบางครั้งต่อให้มีระบบป้องกันแล้ว แต่แฮกเกอร์ที่มีความสามารถสูง ก็อาจจะเข้าไปได้ ดังนั้น สิ่งที่หน่วยงานรัฐต้องมีและสามารถทำได้ คือการเข้ารหัสฐานข้อมูล (Encryption) เปรียบเสมือนล็อกกุญแจข้อมูลไว้ ถ้าไม่มีกุญแจ ต่อให้เข้าถึงฐานข้อมูล แต่ก็จะอ่านข้อมูลไม่ออก ข้อมูลประชาชนก็จะไม่รั่วไหล

“จากที่ดูตัวอย่างข้อมูล เห็นว่ามีเบอร์โทรศัพท์มือถืออยู่ด้วย ซึ่งอาจเกิดจากการลงทะเบียนด้วยตัวเองของประชาชน เกี่ยวกับการเข้ารับบริการภาครัฐ” ชัยวัฒน์กล่าว

ชัยวัฒน์กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ.2562 เน้นดูแลหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ เช่น หน่วยงานการเงินการธนาคาร การสื่อสาร รวมถึงด้านสาธารณสุข แต่การที่ข้อมูลภาครัฐรั่วไหลหลายครั้ง ทำให้ต้องตั้งคำถามว่ากฎหมายนี้มีประโยชน์จริงหรือไม่ ทำไมหน่วยงานรัฐยังอ่อนแอในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลประชาชน รัฐต้องตอบคำถามว่าปัญหาอยู่ตรงไหนกันแน่

ชัยวัฒน์กล่าวว่า ถ้าพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล เรามีนโยบายแปลงข้อมูลเป็นขุมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของประชาชนหรือข้อมูลของภาคธุรกิจ ให้เป็นรูปแบบดิจิทัลเพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ๆ โดยวางบทบาทให้รัฐต้องเปลี่ยนเป็นผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล 3 อย่าง ได้แก่ หนึ่ง การพัฒนามาตรฐานข้อมูลและสร้าง ‘ถนนข้อมูล’ ที่จะทำให้ข้อมูลสามารถเชื่อมโยงกันได้ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน

ครบรอบ 130 ปี สถาปนาองค์กรอัยการ ร่วมทำบุญและถวายพระพรแด่ พระองค์ภาฯ

สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา เข้าร่วมเข้าพิธีทำบุญเนื่องในวันสถาปนาองค์กรอัยการครบรอบ 130 ปี และถวายพระพรแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา 

ที่ สำนักงานอัยการภาค 2 นายอานนท์ เรวัฒนานนท์ ผู้ตรวจการอัยการ สำนักอัยการสูงสุด เป็นประธานในพิธีถวายความเคารพต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ พร้อมเปิดกรวยดอกไม้และจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย โดยมี นายชัยชนะ พันธุ์ภักดีดิสกุล อธิบดีอัยการภาค 2 พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติ ข้าราชการฝ่ายอัยการในสังกัด และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษา สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา เข้าร่วมพิธีทำบุญเนื่องในสถาปนาองค์กรอัยการครบรอบ 130 ปี และถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  

จากนั้น นายชัยชนะ พันธุ์ภักดีดิสกุล อธิบดีอัยการภาค 2 ได้นำข้าราชการ ทำกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ ปลูกต้นไม้ รดน้ำต้นไม้บริเวณรอบๆอัยการภาค 2 

สำหรับ อัยการไทยได้ก่อตั้งขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในระยะเริ่มแรกมีลักษณะคล้ายคลึงกับระบบอัยการในประเทศภาคพื้นยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน ต่อมาได้เปลี่ยนไปใช้ตามระบอบอัยการอังกฤษ มีอัยการเป็นโจทก์ฟ้องผู้กระทำผิดต่อศาล จำเลยมีสิทธิสู้คดี โดยศาลวางตัวเป็นกลาง เป็นผู้ตัดสินคดี

‘เพื่อไทย’ พบปะ-หารือ ผู้ประกอบการอัญมณี ยัน!! พร้อมผลักดันอุตฯ อัญมณีไทย เป็นศูนย์กลางของโลก

‘ปานปรีย์ พหิทธานุกร’ นำทีมเพื่อไทยพบผู้ประกอบการอัญมณีฯ ยืนยัน ‘รัฐบาลเพื่อไทย’ พร้อมสร้างงาน-สร้างตลาด-สร้างรายได้ให้อุตสาหกรรมอัญมณี ขณะที่ผู้ประกอบการฝากความหวัง ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางอัญมณีโลกให้ได้

(31 มี.ค. 66) พรรคเพื่อไทย นำโดย ปานปรีย์ พหิทธานุกร ที่ปรึกษาคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย พวงเพ็ชร ชุนละเอียด ประธานคณะกรรมการประสานงานด้านการเมืองพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) พรรคเพื่อไทย เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ดนุพร ปุณณกันต์ ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง กทม. นายสัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ กรรมการด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย นิกร ซัจเดว ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย วิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก. เขตบางรัก พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. ได้แก่ กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ อรรฆรัตน์ นิติพน นวธันย์ ธวัชวงศ์เดชากุล ศิลปวิชญ์ น้อยสมมิตร เข้าพบปะหารือผู้ประกอบการอัญมณี สมาพันธ์อัญมณีเครื่องประดับและโลหะมีค่า (ประเทศไทย) ที่อาคาร Jewely Trade Center ถ.สีลม

สมชาย พรจินดารักษ์ ประธานสมาพันธ์อัญมณี เครื่องประดับ และโลหะมีค่า (ประเทศไทย) กล่าวว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ได้ด้วยการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60-70% สินค้ากลุ่มอัญมณีสร้างรายได้เข้าประเทศนับแสนล้านบาท สร้างการจ้างงานนับล้านตำแหน่ง แต่ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาที่ทรมานผู้ประกอบการอัญมณีเป็นอย่างมาก เนื่องจากได้นำเสนอทางออกข้อเสนอแนะ แต่รัฐบาลไม่รับฟัง เพราะไม่มีการกระจายอำนาจ การตัดสินใจรวมศูนย์ที่คนเดียว หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล อยากเสนอให้ผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีของโลก 

“ความหวังของผู้ประกอบการ การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องเปลี่ยนประเทศไทย เป็นโอกาสของภาคประชาชนที่จะได้รู้ว่าปากกามีราคาอย่างไร ผมมั่นใจหากเพื่อไทยเป็นรัฐบาล เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ การค้า จากหน้ามือเป็นหลังมือ ผมอยากเห็นผู้นำที่สร้างความเชื่อมั่นในระดับโลก อยากให้ดูรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา ยืนยันทุกรัฐบาล ทั้งรัฐบาล ดร.ทักษิณ รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ รับฟังเรา วันนี้เราถูกบีบจนหายใจไม่ออก” สมชาย กล่าว 

ปานปรีย์ พหิทธานุกร กล่าวว่าอัญมณีเป็นสินค้าสำคัญของไทย เป็นสินค้าที่สร้างชื่อเสียง สร้างหน้าตาให้กับคนไทยเป็นอย่างมาก เวลานี้โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก ผู้ซื้อนิยมมาซื้ออัญมณีในไทยมากขึ้น หากจีนและอินเดียเติบโต จะทำให้อาเซียนเติบโตตามไปด้วย อยากให้ภาคเอกชนร่วมกันทำงาน หากเพื่อไทยชนะเลือกตั้งได้จัดตั้งรัฐบาล พร้อมเข้าไปสนับสนุนเต็มที่ ทั้งอุตสาหกรรมอัญมณี และคนทำงานทุกด้าน รวมทั้งช่างฝีมือที่ยังรายได้น้อย อยากให้มีรายได้เพิ่มขึ้น จะเป็นการสร้างโอกาสให้ประชาชนมากขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top