Thursday, 16 July 2026
NewsFeed

‘ธนาธร’ ปราศรัยร้อยเอ็ด ชู น้ำประปาดื่มได้-รถเมล์ไฟฟ้า ขอโอกาส ปชช. กา ‘ก้าวไกล’ นำพาความเจริญสู่ประเทศ

(30 มี.ค. 66) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าและผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล ลุยหาเสียงเวทีปราศรัยย่อยทั่วจังหวัดร้อยเอ็ด ขอโอกาสเลือกพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล นำพาความเจริญก้าวหน้าสู่สังคมไทย ไปสร้างประเทศไทยที่เป็นประชาธิปไตย

โดยในระหว่างการหาเสียง นายธนาธรได้ยกบทเรียนจากไต้หวัน ว่าเมื่อ 45 ปีก่อน รายได้คนไทยกับคนไต้หวันใกล้เคียงกัน แต่ผ่านมา 45 ปี คนไต้หวันรวยกว่าคนไทย 5 เท่า อะไรทำให้เป็นเช่นนั้น หากเรียนรู้จากไต้หวันหรือญี่ปุ่น จะเห็นคำตอบว่าเทคโนโลยีคือคำตอบ

“ลูกหลานคนอีสานที่ไปทำงานที่ระยอง ทั้งหมดเป็นบริษัทต่างชาติ แต่ไม่มีเทคโนโลยีของคนไทยเลย เมื่อไม่มีเทคโนโลยีของตัวเองก็แข่งขันไม่ได้ ดังนั้น เราต้องลงทุนในเทคโนโลยี อุตสาหกรรม เพื่อสร้างงาน สร้างสินค้า และเอาส่วนแบ่งจากตลาดโลกมาให้คนไทย” นายธนาธร กล่าว

นายธนาธร เสนอบทเรียนจากเทศบาลตำบลอาจสามารถ ในฐานะความสำเร็จในการสร้างน้ำประปาดื่มได้ เพื่อย้ำว่า คณะก้าวหน้าไม่ได้ทำได้แค่น้ำประปาที่ใสสะอาด แต่เป็นน้ำประปาดื่มได้ ทั้งหมด วัดค่าเป็นวิทยาศาสตร์ และการจะควบคุมคุณภาพของน้ำประปาได้ ต้องมีเซนเซอร์และสมาร์ทมิเตอร์ ไม่จำเป็นต้องมีคนจดค่ามิเตอร์ แต่ส่งข้อมูลประมวลผลด้วยระบบดิจิทัล เพื่อให้สามารถสร้างอุตสาหกรรมน้ำประปาสะอาดขึ้นมาได้ ให้คนไทยกว่า 66 ล้านคน ไม่ว่าจะเกิดที่จังหวัดไหน มีสิทธิใช้น้ำประปาสะอาดเท่าเทียมกัน หากสร้างอุตสาหกรรมน้ำประปาดื่มได้ จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 1 แสนล้านบาท

นายธนาธร กล่าวอีกว่า พรรคก้าวไกลยังมีนโยบายสร้างอุตสาหกรรมรถเมล์ไฟฟ้า ที่คิดค้นด้วยวิศวกรคนไทย เพื่อทำให้ขนส่งสาธารณะเป็นทางเลือกของการเดินทางของคนไทยมากขึ้น ลดปัญหารถติด ค่าใช้จ่าย ฝุ่นควัน ฯลฯ ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย หากใช้รถเมล์ไฟฟ้าเชื่อมโยงสถานที่ราชการ สถานที่ท่องเที่ยว จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชน ทำให้เดินทางเข้าถึงสาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ และช่วยสร้างงานที่มีคุณภาพให้ลูกหลาน กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

นายธนาธร ทิ้งท้ายด้วยการขอโอกาสจากประชาชนให้พรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล โดยกล่าวว่า หากพรรคก้าวไกลได้เป็นรัฐบาล เพียงครั้งเดียวเท่านั้น เชื่อว่าจะนำความก้าวหน้ามาให้สังคมไทย และสิ่งเหล่านี้เป็นภารกิจที่จะส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ในการสร้างสังคมที่ดีกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นเวลาของความทะเยอทะยาน ที่ต้องกล้าคิด กล้าทำ เพราะหากทำแบบเดิม ก็ได้เช่นเดิม

“นันทิดา” เดินหน้ายกระดับคนสมุทรปราการ!! ประชุมรับฟังความคิดเห็น โครงการรถโดยสารประจำทางไฟฟ้า สะดวก รวดเร็ว เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

ภายในห้องประชุม Suanluang Ballroom 1-3 โรงแรมโนโวเทล บางนา กรุงเทพ อบจ.สมุทรปราการ ได้จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผู้ประกอบการขนส่ง และบุคลากรที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้โครงการจ้างที่ปรึกษาจัดทำแผนธุรกิจข้อกำหนดขอบเขตและร่างสัญญาว่าจ้างเอกชนให้บริการเดินรถโดยสาร ประจำทางไฟฟ้าของจังหวัดสมุทรปราการ โดยเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเดินทาง สะดวก รวดเร็ว อีกทั้ง ยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน

โดยมี นางสาวนันทิดา แก้วบัวสาย นายก อบจ.สมุทรปราการ ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม พร้อมด้วย ดร.พิริยะ โตสกุลวงศ์ รองประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ นายสรากร บรรจงจิตต์ ผู้อำนวยการกองผังเมือง องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวรายงานการประชุม โดยมี นายศรัณย์ บุญญะศิริ ผู้จัดการโครงการฯ พร้อมทั้งนำเสนอการให้บริการเดินรถรถโดยสารประจำทางไฟฟ้าเส้นทางสถานีเคหะสมุทรปราการ (สถานีเคหะฯ) ไปถึงสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ / ตลาดคลองด่าน

ภายในที่ประชุมได้มีการเสวนาในหัวข้อ บริการรถโดยสารประจำทางไฟฟ้าเพื่อตอบสนองการขยายตัวทางเศรษฐกิจในฝั่งตะวันออกของจังหวัดสมุทรปราการ โดยการเสวนานั้น ประกอบด้วย นายทิวัตถ์ บ่มไล่ หัวหน้ากลุ่มวิชาการขนส่ง สำนักงานขนส่งจังหวัดสมุทรปราการ ดร.ภัทรพล พรหมมัญ ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี วิทยาเขตสมุทรปราการ ดร.พิริยะ โตสกุลวงศ์ รองประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ ตลอดจนผู้แทนจากกรมทางหลวง และนายศรัณย์ บุญญะศิริ ผู้จัดการโครงการฯ พร้อมทั้งตอบประเด็นข้อซักถามและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น 

ทั้งนี้ ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ได้มอบให้ บริษัท เอเอ็มพี คอนซัลแตนท์ จำกัด ดำเนินการศึกษา โครงการจ้างที่ปรึกษาจัดทำแผนธุรกิจข้อกำหนดขอบเขตและร่างสัญญาว่าจ้างเอกชนให้บริการเดินรถโดยสารประจำทางไฟฟ้าของจังหวัดสมุทรปราการ บัดนี้ การศึกษาได้ดำเนินการมาในระยะเวลาหนึ่ง 

ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำสั่งกระทรวงกลาโหม  เลื่อนปลดประจำการ ‘ทหารเกณฑ์’ คราวละ 1 ปี

(30 มี.ค.66) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 275/2566 เรื่อง การเลื่อนกําหนดเวลาปลดทหารกองประจําการที่สมัครใจรับราชการในกองประจำการต่อเพื่อทดแทนการเรียกเกณฑ์ ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ด้วยกระทรวงกลาโหมมีเหตุจำเป็นเลื่อนกำหนดปลดทหารกองประจำการ เพื่อพัฒนาการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจําการไปสู่ระบบทหารกองประจําการอาสาสมัคร โดยให้ทหารกองประจําการที่รับราชการครบกําหนดเวลาปลด รับราชการในกองประจําการต่อเพื่อทดแทนการเรียกเกณฑ์

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2479 และความในมาตรา 24 วรรค 5 แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 จึงกำหนดการปฏิบัติในการเลื่อนกำหนดเวลาปลดประจำการ ดังนี้

- ยกเลิกคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 1388/2555 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2555 เรื่อง การเลื่อนกำหนดเวลาปลดทหารกองประจำการที่สมัครใจรับราชการในกองประจำการต่อเพื่อทดแทนการเรียกเกณฑ์

- ให้เลื่อนกำหนดเวลาปลดทหารกองประจำการเพื่อทดแทนการเรียกเกณฑ์ คราวละ 1 ปี เว้นแต่มีกรณีจำเป็นที่ไม่สามารถส่งทหารกองประจำการเข้ารับราชการได้ตามวงรอบปกติ ให้เลื่อนกำหนดเวลาปลดเพื่อทดแทนการเรียกเกณฑ์ให้ตรงตามวงรอบการปลดได้ แต่ต้องมีเวลารับราชการในกองประจำการในการเลื่อนกำหนดเวลาปลดทหารกองประจำการเพื่อทดแทนการเรียกเกณฑ์ไม่น้อยกว่า 6 เดือน

- ให้ทหารกองประจำการที่รับราชการด้วยความขยันหมั่นเพียร มีความประพฤติดี และมีอายุไม่เกิน 30 ปีบริบูรณ์ ในปี พ.ศ.ที่จะเลื่อนปลดนั้น สมัครขอรับราชการในกองประจำการต่อเพื่อทดแทนการเรียกเกณฑ์ได้

กทม. สั่งหยุดเก็บค่าผ่านทาง ‘ข้ามคลองพระโขนง’ พร้อมให้รื้อป้อมเก็บเงิน เปิดเป็นสาธารณะใช้สอยร่วมกัน

(30 มี.ค.66) ที่อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เขตดินแดง นายขจิต ชัชวานิชย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร (ปลัด กทม.) เปิดเผยถึงกรณีที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ยื่นคำร้องต่อผู้ว่าฯ กทม.เพื่อขอให้ตรวจสอบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กรณีการการสร้างสะพานข้ามคลองพระโขนง หรือสะพานแสนสำราญ บนพื้นที่โครงการ T77 บริเวณซอยสุขุมวิท 77 เพื่อออกสู่ถนนปรีดีพนมยงค์ 2 เขตวัฒนา ภายหลังมีการสร้างเสร็จแล้วปรากฏว่า มีการตั้งตู้เก็บค่าผ่านทาง ซึ่งไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ว่า ทาง กทม.มีการสืบหาข้อเท็จจริง โดยทำหนังสือสอบถามไปยัง สำนักงานนโยบาย และแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ทาง สผ.ตอบกลับมาว่า EIA ดังกล่าว ไม่ได้ระบุให้มีการจัดเก็บค่าผ่านสะพานและถนนภาวะจำยอมแต่อย่างใด และกำหนดมาตรการจัดทำป้าย เพื่อแสดงให้บุคคลภายนอกพื้นที่โครงการได้ทราบว่าถนนภาวะจำยอมดังกล่าว มีสภาพใช้ประโยชน์เป็นถนนสาธารณะเปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถใช้สัญจรได้

‘พัดไม้ไผ่ไทย’ ดังไกลเข้าตาแบรนด์ระดับโลก หลัง ‘Shake Shack’ ฟาสต์ฟู้ดดังสั่งทำเป็นของชำร่วย

'พัดไม้ไผ่' หรือ 'พัดสานไม้ไผ่' ฝีมือคนไทยที่เราต่างคุ้นตาปังไม่เลิก ล่าสุดสะดุดตาแบรนดฟาสต์ฟู้ดชื่อดังระดับโลก มอบให้ประดิษฐ์ของชำร่วยให้

โดยเพจเฟสบุ๊ก 'สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย' (sacit) ได้โพสต์เนื้อหารายละเอียดใจความว่า "พัดสานไม้ไผ่ เป็นหัตถกรรมที่คนไทยคุ้นชินเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก เป็นของใช้ที่ทุกคนต้องมีติดบ้าน ใช้สำหรับพัดเตาไฟ หรือพัดเพื่อคลายร้อน โดยวัสดุหลักที่ใช้เป็นพืชพื้นถิ่นตามธรรมชาติ คือ ไม้ไผ่"

"...แต่ปัจจุบันความนิยมใช้พัดสานลดน้อยลงตามกาลเวลา แต่สำหรับครูระยอง แก้วสิทธิ์ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ปี 2557 ของ sacit ยังคงมุ่งมั่นที่จะสืบสานทักษะเชิงช่างของคนไทยประเภทนี้ไว้ เสน่ห์ของงานพัดของครูนอกจากความละเอียดในการสานเส้นไม้ไผ่ทีละเส้นอย่างประณีตแล้ว ยังโดดเด่นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบและการให้สีสันและลวดลายของพัดให้เป็นเส้นสาย ตัวอักษร ภาพนักษัตร 12 ราศี และ รูปร่างสิ่งของต่าง ๆ สื่อถึงความมีอิสระในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างไร้ขอบเขต โดยปราศจากกรอบหรือกฎเกณฑ์ทำให้กลายเป็นพัดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว"

"...ครูระยองยังได้รวมกลุ่มชาวบ้านในชุมชนบ้านแพรกมาทำหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เป็นอาชีพ จนได้รับการยอมรับว่าพัดสานไม้ไผ่เป็นหัตถกรรมไทยที่มีชื่อเสียงและได้รับการยกย่องให้เป็นเอกลักษณ์ของ อ.บ้านแพรก จ.พระนครศรีอยุธยา กลายเป็นสินค้าที่ใครผ่านไปเที่ยวต้องซื้อหากลับมาเป็นของที่ระลึกอยู่เสมอ ความช่างคิดประดิษฐ์ทำของครู และยังสะท้อนเรื่องราวผ่านลวดลายบนพัดตามจินตนาการ ทำให้ได้พัดเก๋ๆเท่ๆไม่เหมือนใคร จนไปเข้าตาแบรนด์ระดับโลกอย่าง Shake Shack ร้านเบอร์เกอร์ชื่อดังจากสหรัฐอเมริกาซึ่งได้มาเปิดสาขาในไทย ปิ๊งไอเดียให้ครูรังสรรค์ลวดลายของพัดเป็นรูปเบอร์เกอร์สีเขียว อันเป็นสัญลักษณ์ของ Shake Shack ได้อย่างสวยงาม เพื่อมอบเป็นของที่ระลึกแก่ลูกค้า สร้างความประทับใจและสะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาในงานหัตถกรรมจักสานของไทยอย่างแท้จริง"

วงการหนังไทยระอุ ร่วม #แบนสุพรรณหงส์  หลังประกาศกติกาใหม่ ส่อกีดกันหนังฟอร์มเล็ก

กำลังเป็นประเด็นร้อนเลยทีเดียว สำหรับดรามาเกี่ยวกับกติกาการคัดเลือกภาพยนตร์เข้าร่วมชิงรางวัลสุพรรณหงส์ ที่คนทำหนังหลายคนโวยว่าไม่ยุติธรรม

โดยสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติออกกติกาใหม่ว่า หนังที่จะเข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ได้ต้องมีคุณสมบัติดังนี้

▪️ ต้องฉายในโรงภาพยนตร์ ฉายผ่านสตรีมมิ่งอย่างเดียวไม่ได้

▪️ ต้องฉายในโรงครบทั้ง 5 ภูมิภาค อย่างน้อยใน 5 จังหวัดใหญ่ คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ชลบุรี นครราชสีมา และนครศรีธรรมราช

▪️ ต้องมียอดผู้ชมไม่ต่ำกว่า 50,000 คน

ทั้งนี้ คนในวงการส่วนใหญ่มองว่าเกณฑ์การคัดเลือกนั้นเอื้อผลประโยชน์ให้กับค่ายใหญ่ ซึ่งมีภาพยนตร์ถึง 11เรื่องด้วยกันที่ไม่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก หนึ่งในนั้นคือเรื่อง "เวลา" (Anatomy of Time) ที่เพิ่งคว้ารางวัล ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม "คมชัดลึกอวอร์ดครั้งที่19" และรางวัลจากต่างประเทศมาแล้ว

ศราวุธ แก้วน้ำเย็น ผู้กำกับศิลป์เรื่องดังกล่าวได้โพสต์ว่าภูมิใจมากที่ได้รางวัล คมชัดลึกอวอร์ด หลังจากที่ได้รางวัลจากหลายประเทศทั่วโลก แต่ถูกตัดสิทธิเอาชื่อออก ไม่ผ่านเกณฑ์การเข้าชิงรางวัลของเวทีใหญ่ "...หงส์มีหลักเกณฑ์ ใหม่ที่เพิ่งตั้งในปีนี้ว่า ว่าภาพยตร์ที่จะเข้าคัดเลือกต้องมีการเข้าฉายในโรงภาพยตร์ให้ครบ 5 ภูมิภาค ของประเทศไทย แต่ภาพยนตร์เรื่อง Anatomyoftime ไม่ได้ไปฉายให้ครบทุกภาคของประเทศก็เลยไม่ผ่านเกณฑ์การตัดสิน"

ด้านคุณชายอดัม หรือ ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล ได้แชร์โพสต์ดังกล่าวพร้อมเผยว่า ปีนี้ถามทางสมาคมสมาพันธ์ไปแล้วและได้คำตอบว่าไม่สามารถปรับเปลี่ยนกติกาได้ และจะพิจารณาใหม่ในปีหน้า ลั่น "ปีนี้ขอไม่ไปสุพรรณหงส์นะครับ"

ต่อมา หรินทร์ แพทรงไทย นักตัดต่อเจ้าของรางวัลสุพรรณหงส์ ก็ได้โพสต์ #แบนสุพรรณหงส์ "เนื่องจากเกณฑ์การคัดเลือกหนังที่เข้ารอบไม่เป็นธรรม ผมจึงขอเรียกร้องให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทีมงานภาพยนตร์ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง งดการมีส่วนร่วมกับงานสุพรรณหงส์ที่จัดโดยสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ เพื่อเป็นการแสดงออกว่าพวกเราไม่ยอมรับเกณฑ์การคัดเลือกหนังที่เอื้อผลประโยชน์ให้กับหนังค่ายใหญ่ สมาพันธ์ควรมีหน้าที่ส่งเสริมและยกระดับหนังไทยให้มีพื้นที่ฉายอย่างทั่วถึง ไม่ใช่การเอาเกณฑ์การฉายมาตัดสิทธิ์หนังในการคัดเลือกรางวัลจนเหมือนเป็นการฆ่าอุตสาหกรรมหนังไทยด้วยกันเอง ปีที่แล้วเรียกร้องให้ทีมงานได้พูดตอนรับรางวัล นอกจากจะไม่ได้แล้วปีนี้ตัดสิทธิ์หนังที่ฉายไม่ครบทุกภาคเฉยเลย #ไม่ให้ค่างานที่ไม่เห็นคุณค่าคนทำงาน"

‘อภิสิทธิ์’ ชี้เกณฑ์ใหม่สุพรรณหงส์ทำค่ายเล็กไม่ได้เกิด ดันนโยบาย ‘ก้าวไกล’ ทลายทุนผูกขาด หนุนอุตฯสร้างสรรค์

‘อภิสิทธิ์’ ชี้กติกาใหม่สุพรรณหงส์ กีดกันคนตัวเล็กไม่ให้แจ้งเกิด-ลดความหลากหลายภาพยนตร์ไทย เสนอนโยบาย ‘ก้าวไกล’ ทลายทุนผูกขาด-ตั้งกองทุนส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อุดหนุนคนสร้างหนังทางเลือก-แก้กฎหมายเซนเซอร์

(30 มี.ค. 66) อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกลด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) กล่าวถึงกรณีสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ ออกกติกาใหม่ว่าภาพยนตร์ที่จะเข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ต้องมีคุณสมบัติคือ (1) ต้องฉายในโรงภาพยนตร์ครบทั้ง 5 ภูมิภาค อย่างน้อย 5 จังหวัดใหญ่ ประกอบด้วย กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ชลบุรี นครราชสีมา และนครศรีธรรมราช ฉายผ่านสตรีมมิ่งอย่างเดียวไม่ได้ และ (2) ต้องมียอดผู้ชมไม่ต่ำกว่า 50,000 คน

อภิสิทธิ์ กล่าวว่า กติกาดังกล่าวเป็นการจำกัดคนที่เข้ามาแสดงความสามารถในวงการภาพยนตร์ไทย ทำให้ผู้สร้างหนังรายเล็กที่หลายคนทำภาพยนตร์เฉพาะทาง ขาดทรัพยากรและอำนาจต่อรอง แทบไม่มีโอกาสแจ้งเกิดผ่านเวทีประกาศรางวัลด้านภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

จึงเห็นว่าคนในวงการภาพยนตร์ที่ไม่เห็นด้วยกับกติกานี้ ควรรวมตัวกันพูดคุยหาทางออกร่วมกับสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์เเห่งชาติ ขณะเดียวกันสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์เเห่งชาติเอง ก็ควรมีบทบาทเป็นตัวแทนของคนในวงการภาพยนตร์ที่มีความหลากหลายให้มากกว่านี้ ไม่ใช่เป็นเพียงตัวแทนของนายทุนไม่กี่เจ้า โดยเฉพาะบางเจ้าที่เป็นทั้งผู้ผลิตและเจ้าของโรงฉาย ซึ่งถือเป็นการกินรวบทั้งกระดาน อย่าปล่อยให้เรื่องนี้กลายเป็นบรรทัดฐานของวงการภาพยนตร์ไทย

ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกลด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่กังวลว่าจะเป็นปัญหาระยะยาวจากเรื่องนี้ คือประเทศไทยจะไม่มีคนตัวเล็กที่ทำภาพยนตร์ดี ๆ ในแง่มุมต่าง ๆ ออกมา โดยเฉพาะภาพยนตร์เฉพาะทาง ที่ตนเชื่อว่ามีตลาดอยู่ในเมืองไทยและต่างประเทศ เช่น ภาพยนตร์ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล หรือ ‘เจ้ย’ ซึ่งเคยได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปาล์มทองคํา จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์

“หนังของเจ้ย ตลาดในเมืองไทยไม่ใช่ตลาดใหญ่มาก ไม่ได้เป็นที่รู้จักวงกว้าง แต่ในตลาดต่างประเทศกลับมีนายทุนอยากส่งเสริม แม้มีแง่มุมที่ดีว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่าฝีมือผู้กำกับชาวไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล แต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย ว่าทำไมหนังแบบนี้ประเทศไทยไม่ส่งเสริม ไม่ได้รางวัล แต่กลับไปได้รางวัลจากประเทศอื่น ทั้งที่คนไทยเป็นผู้ผลิต เป็นเจ้าของเนื้อหา แต่ประเทศไทยและวงการภาพยนตร์ไทยไม่สามารถได้ประโยชน์จากงานของคนไทยอย่างเต็มร้อย” อภิสิทธิ์กล่าว

จับตา ‘โรคลึกลับอุบัติใหม่’ ระบาดใน “บุรุนดี” อาการเลือดกำเดาไหลไม่หยุด ดับแล้ว 3 ราย

จับตา ‘โรคลึกลับอุบัติใหม่’ ใน ‘สาธารณรัฐบุรุนดี’ มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ราย อาการเด่นผนังหลอดเลือดถูกทำลายมีเลือดกำเดาไหล

(30 มี.ค. 66) เฟซบุ๊ก ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ.รามาธิบดี เปิดเผยรายงานข่าว เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั่วแอฟริกากลางเตรียมความพร้อมสูงสุดเนื่องจากมีรายงานพบผู้เสียชีวิตหลายรายที่เกี่ยวข้องกับโรคติดเชื้อไข้เลือดออกลึกลับใน “สาธารณรัฐบุรุนดี” โดยก่อนหน้านี้พบการระบาดของไวรัสมาร์บวร์กในอิเควทอเรียลกินีและแทนซาเนียและเนื่องจากบุรุนดีมีพรมแดนติดกับแทนซาเนีย ซึ่งมีการยืนยันการระบาดของไวรัสมาร์บวร์กไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้ผู้เชี่ยวชาญคาดเดาว่าโรคติดเชื้อไข้เลือดออกลึกลับในบุรุนดีอาจมีสาเหตุมาจากการระบาดของไวรัสมาร์บวร์ก แต่สาธารณสุขของบุรุนดีออกมายืนยันว่าผลตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบทั้งไวรัสมาร์บวร์กและอีโบลาในสารคัดหลั่งจากผู้เสียชีวิต

ประเทศบุรุนดีซึ่งอยู่ทางด้านแอฟริกาตะวันตกได้พบการระบาดของ "โรคติดเชื้อลึกลับที่ทำให้มีผู้ติดเชื้อเสียชีวิตแล้ว 3 รายภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ซึ่งทั้งหมดมาจากชุมชนเดียวกัน ซึ่งตั้งแต่ปรากฏอาการและเสียชีวิตรวดเร็วกว่าไวรัสอีโบลาและมาร์บวร์กที่ผู้ติดเชื้ออาจเสียชีวิตได้ช่วง 2 วัน - 3 สัปดาห์ โดยผู้ป่วยติดเชื้อโรคลึกลับจะมีอาการไข้นำ ตามมาด้วยการปวดศีรษะ, เวียนศีรษะ, อาเจียน อุจจาระเป็นเลือด และ มีเลือดกำเดาไหล (nosebleed disease)

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขบุรุนดีและองค์การอนามัยโลกพยายามเข้าควบคุมโรคที่คาดว่าเกิดจากไวรัสในพื้นที่จังหวัด Baziro โดยยังไม่สามารถระบุชนิดของไวรัสหรือจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุได้ มีการกักตัวผู้ที่ได้อยู่ใกล้ชิดสัมผัสกับผู้เสียชีวิตแล้วหลายสิบคน

รัฐบาลและสาธารณสุขบุรุนดีขอความร่วมมือจากประชาชนให้ป้องกันตนเองด้วยการล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยครั้งและหลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อสัตว์ป่า หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ติดเชื้อหรือผู้เสียชีวิตจากโรคลึกลับ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค

ในเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว แพทย์ถูกส่งไปยังบุรุนดีเพื่อสอบสวนโรค "เลือดกำเดาไหล" ลึกลับทางตอนใต้ของแทนซาเนีย ซึ่งคร่าชีวิตคนสามคน และต่อมาเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2566 พบผู้ติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก 8 รายใน “แทนซาเนีย” และเสียชีวิต 5 ราย

ท่านผู้ว่าฯแจง ย้อนอดีต จัดงานสงกรานต์วิถีไทบ้าน ขอนแก่น ปี 2566ระหว่างวันที่ 12-16 เมษายน 2566 ณ บริเวณเฮือนโบราณ 

วันที่ 30 มีนาคม 2566 ที่ บริเวณลานกิจกรรมเฮือนโบราณ สนามหน้าศาลากลาง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น  นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานแถลงข่าวงานสืบสานประเพณีสงกรานต์ วิถีไทบ้านขอนแก่น โดยมีนายพันธ์เทพ เสาโกศล รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น,น.ส.ธนียา นัยพินิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น , นายศุภชัย ลีเขาสูง ปลัดจังหวัดขอนแก่น ,นายรุจติศักดิ์ รังษีหัวหน้าสำนักงานจังหวัดขอนแก่น, นายสิทธิกุลภูคำวงศ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น นางกรรณิกา กองฉลาดนายกเหล่ากาชาดจังหวัดขอนแก่น, ดร.สมยงค์ แก้วสุพรรณ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น ตลอดจนนายอำเภอทั้ง 26 อำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ภาคีเครือข่าย และสื่อมวลชนร่วมงานแถลงข่าวอย่างคับคั่ง

ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่าความเป็นมาประเพณีสงกรานต์ เป็นประเพณีที่เก่าแก่ของไทยที่สืบทอดมาแต่โบราณ ถือเป็นช่วงเวลาของการเฉลิมฉลองศกใหม่หรือปีใหม่ของคนไทย มีการสรงน้ำพระพุทธรูป การใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น การรดน้ำ ขอพรผู้ใหญ่ที่เคารพ เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที สำหรับภาคอีสาน ประเพณีบุญเดือนห้ามหาสงกรานต์เป็นการแสดงถึงอัตลักษณ์ของชาวพุทธอีสานในการบูชาสรงน้ำองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในช่วงวันสงกรานต์ เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว รวมถึงการรำลึกและกตัญญูต่อบรรพบุรุษ ที่ล่วงลับ ปัจจุบันของสังคมไทยยังนับวันสงกรานต์เป็นวันครอบครัวอีกด้วย 

นายไกรสร กล่าวอีกว่าในปี 2566 ประเทศไทยได้เสนอประเพณีสงกรานต์ เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโก ซึ่งจะเป็นภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ชิ้นที่ 4 ต่อจากโขน นวดไทย และรำโนราห์ จึงได้กำหนดแนวทางจัดงาน “สืบสานสงกรานต์วิถีไทย ร่วมสานใจสู่สากล” เพื่อเป็นการสืบทอดประเพณีอันดีงาม จังหวัดขอนแก่นกำหนดจัดงานสืบสานประเพณีสงกรานต์ วิถีไทบ้านขอนแก่น ขึ้น ณ เฮือนโบราณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ในระหว่างวันพุธที่ 12 - วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน 2566 

กองทัพเรือจัดกิจกรรม “นาวีรักษ์ดวงตา กายา และหัวใจ”

ตรวจคัดกรองภาวะสุขภาพเชิงรุกให้กำลังพลในภาพรวมของร่างกาย เพื่อประเมินสุขภาพตนเอง รับคำแนะนำในการดูแลสุขภาพอย่างถูกต้อง

วันที่ 30 มี.ค.66 พล.ร.ท.สุเทพ  ปุจฉาการ รองเสนาธิการทหารเรือ (ฝ่ายกำลังพล) เป็นประธานในการจัดกิจกรรม “นาวีรักษ์ดวงตา กายา และหัวใจ” สร้างการตระหนักรู้ถึงความสำคัญในการดูแลสุขภาพอย่างถูกต้องให้กำลังพลกองทัพเรือ โดยกรมแพทย์ทหารเรือได้จัดเจ้าหน้าที่ พร้อมอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ มาให้บริการแก่กำลังพลที่เข้ารับการตรวจสุขภาพ ณ โถงชั้นล่าง อาคารกองบัญชาการกองทัพเรือพื้นที่วังนันทอุทยาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top