Monday, 6 July 2026
NewsFeed

นายกรัฐมนตรี-ครม. เยี่ยมชมกิจกรรมประชาสัมพันธ์ 'ทอดกฐินทั่วไทย ร่วมสืบทอดพระพุทธศาสนา 2565' วธ.เชิญชวนชาวพุทธร่วมกิจกรรมเทศกาลกฐิน สืบสานพระพุทธศาสนา

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม 2565 ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยนายชัยพล สุขเอี่ยม ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม นายสำรวย นักการเรียน รองอธิบดีกรมการศาสนา ผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรมร่วมให้การต้อนรับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี เพื่อประชาสัมพันธ์ประเพณี 'ทอดกฐินทั่วไทย ร่วมสืบทอดพระพุทธศาสนา พุทธศักราช 2565' และนำชมนิทรรศการ การสาธิตการทอผ้าจุลกฐิน ตั้งแต่ขั้นตอนการอิ้วหรือ อิดเม็ดฝ้าย เพื่อเเยกเม็ดฝ้ายเเละปุยฝ้ายออกจากกัน การกรอหรือผัดเส้นฝ้าย ใส่หลอดกระสวยเพื่อนำไปทอผ้า สำหรับทำผ้ากฐิน โดยกลุ่มทอผ้าลาวครั่งวัดโพรงมะเดื่อ จากศูนย์เพื่อการเรียนรู้วัฒนธรรม วัดโพรงมะเดื่อ จังหวัดนครปฐม โดยมีนักเรียนจากชมรมวัฒนธรรมส่งเสริมเด็กและเยาวชนต้นแบบ โรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่ชลบุรี และโรงเรียนมหาไถ่ศึกษาบ้านน้อยสามเหลี่ยม จังหวัดขอนแก่น นำเสนอความเป็นมาของเทศกาลกฐิน และเชิญชวนนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรีร่วมทำบุญปักเสาธงต้นกฐิน เพื่อเป็นการสืบทอดประเพณีการทอดกฐิน และรับมอบสื่อประชาสัมพันธ์ เนื่องในเทศกาลกฐิน

นายอิทธิพล กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) โดยกรมการศาสนา (ศน.) ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการส่งเสริมคนไทยให้นำหลักธรรมทางศาสนามาใช้ให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม และเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมให้สังคมมีคุณภาพ เผยแพร่หลักธรรมสู่เยาวชนและประชาชน ประเพณีการทอดกฐินของพุทธศาสนิกชนไทยปฏิบัติสืบทอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คือ พระกฐินหลวง และ กฐินราษฎร์ โดยกฐินมีกำหนดระยะเวลาถวาย 1 เดือน และตามราชประเพณีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การ สมาคม มูลนิธิ บริษัทห้างร้าน และประชาชนทั่วไป ที่มีจิตศรัทธาที่มาขอรับพระราชทานผ้าพระกฐิน นำไปถวายพระสงฆ์จำพรรษา ณ พระอารามหลวงทั่วราชอาณาจักรในกฐินกาล จำนวน 292 พระอาราม และวัดไทยในต่างประเทศ จำนวน 31 วัด ซึ่งในปีนี้ ได้กำหนดกฐินกาล เริ่มตั้งแต่วันอังคารที่ 11 ตุลาคม 2565 - วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน 2565 และกำหนดเริ่มพระกฐินหลวงตั้งแต่วันอังคารที่ 18 ตุลาคม 2565

โซเชียลแชร์ ทะเลาะวิวาทในประเทศจีน โทษหนัก หากเป็นชาวต่างชาติ เนรเทศกลับประเทศลูกเดียว

(19 ต.ค. 65) จากเฟซบุ๊กเพจ 'ตี๋น้อย' ได้โพสต์เตือนเรื่องการทะเลาะวิวาทในจีน ไม่ว่าจะเป็นคนชาติใด ก็จะโดนโทษหนัก ไว้ว่า...

พอดีเมื่อวันที่ 8 ต.ค. เห็นข่าวที่ไทยทะเลาะวิวาทกัน โพสต์นี้ขออนุญาตเล่าเรื่องการทะเลาะวิวาทในจีนซักหน่อย 

ในกรณีที่เป็นนักศึกษาต่างชาติเกิดการทะเลาะวิวาทกันเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกับคนจีนหรือกับต่างชาติด้วยกัน ยิ่งเกิดอาการบาดเจ็บจากการทะเลาะวิวาทโทษคือ โดนไล่ออกครับผม แถมโดนขึ้นแบล็คลิสต์ ห้ามเข้าจีนอย่างต่ำสามปี ในกรณีที่ถึงแก่ความตาย ทุพพลภาพ ขึ้นแบล็คลิสต์ห้ามเข้าจีนอย่างต่ำ 10 ปี หรือห้ามเข้าจีนตลอดชีวิต ผู้กระทำต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ ทั้งร่างกายและจิตใจแก่ผู้เสียหายด้วย

ในกรณีที่เป็นเด็กนักเรียนต่างชาติ โดยส่วนมากโรงเรียนจะประนีประนอม โดยให้ฝ่ายที่กระทำจะต้องชดใช้ค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ แก่ผู้ถกกระทำ หนักสุด ก็ให้ลาออกจากโรงเรียน

ญาติผู้เสียชีวิต 'ลุงวัย 58' จมบ่อปลาลึก 9 เมตร ตื้นตัน!! หลังทหารรุดช่วยค้นหาร่างสำเร็จ ทันทีที่ขอความช่วยเหลือ

เมื่อ (17 ต.ค. 65) กองร้อยลาดตระเวนระยะไกล 4 (ร้อย.ลว.ไกล 4/พล.ร.4) จัดกำลังชุดปฏิบัติการช่วยเหลือกู้ภัยทางน้ำจำนวน 8 นาย พร้อมอุปกรณ์ดำน้ำ ร่วมกับ มูลนิธิประสาทบุญสถาน/หน่วยกู้ภัยจังหวัดพิษณุโลก ในการร่วมกันค้นหาร่างผู้เสียชีวิต ภายหลังได้รับแจ้งเหตุมีคนสูญหายเมื่อวันที่ 16 ต.ค. เวลาประมาณ 21.00 น. จากการจมน้ำ ทราบชื่อ นายมานะ วิชัย อายุ 58 บ้านเลขที่ 187 หมู่ 3 ตำบลปากแรด อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก

โดยเหตุเกิด บริเวณบ่อปลาท้ายชุมชน ซึ่งลักษณะพื้นที่มีน้ำท่วมหลาก ความลึกประมาณ 9 เมตร พิกัด  47Q PU 177533 บ.วังแดง ม.7 ต.บางระกำฯ ต่อมาพบร่างผู้จมน้ำเสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณ 11.30 น. ของวันที่ (17 ต.ค. 65) 

'ออสเตรเลีย' กลับลำ!! ขอแยกทางจากสหรัฐฯ ยกเลิกรับรองเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงให้อิสราเอล

รัฐบาลออสเตรเลียได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า ได้ยกเลิกการรับรองกรุงเยรูซาเล็มฝั่งตะวันตกว่าเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลแล้ว ซึ่งเป็นการถอนคำสั่งของ อดีตนายกรัฐมนตรี สกอตต์ มอร์ริสัน (Scott John Morrison) ที่ได้ประกาศรับรองเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงให้อิสราเอลไว้ในปี 2018

สาเหตุเบื้องหลังเกิดจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ประกาศรับรองให้กรุงเยรูซาเล็ม เป็นเมืองหลวงอย่างเป็นทางการ (ตามความเห็นของผู้นำสหรัฐฯ) ให้กับอิสราเอล พร้อมทั้งย้ายสถานทูตสหรัฐฯ ไปตั้งในเขตเยรูซาเล็ม อย่างเป็นนัยสำคัญให้กับฝ่ายอิสราเอล ท่ามกลางการประท้วงคัดค้านอย่างหนักของชาวปาเลสไตน์ และ ผู้นำหลายชาติทั่วโลก 

แต่ทั้งนี้ ด้านออสเตรเลีย ที่ถือว่าเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดมากที่สุดชาติหนึ่งของสหรัฐฯ อีกทั้ง สกอตต์ มอร์ริสัน ก็เป็นนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ที่มีแนวคิดคล้าย ๆ กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ตัดสินใจเดินตามรอยเท้าลูกพี่ใหญ่อย่างไม่ลังเล ออกมาประกาศรับรองการอ้างสิทธิ์เหนือกรุงเยรูซาเล็มของอิสราเอลเช่นกัน เมื่อปี 2018 และกำลังรอเวลาที่จะย้ายสถานทูตออสเตรเลียจากกรุง เทล อาวีฟ ไปตั้งในเขตเยรูซาเล็ม ตามสหรัฐอเมริกาไปติด ๆ

แต่พอจบรัฐบาลของสกอตต์ มอร์ริสัน ไปแล้ว แอนโทนี แอลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เชื้อสายอิตาลีคนใหม่จากพรรคแรงงาน ก็ได้กลับมาทบทวนนโยบายการรับรองกรุงเยรูซาเล็มอีกครั้ง และตัดสินใจคว่ำแผนการย้ายสถานทูตทิ้งแบบไม่ใยดีเช่นกัน

ตอนแรกทางรัฐบาลออสเตรเลียตั้งใจจะกลับลำแบบเงียบ ๆ ด้วยการแอบไปลบแผนนโยบายต่างประเทศเก่า ๆ ในสมัยของสกอตต์ มอร์ริสัน ที่โพสต์อยู่บนเว็บไซต์ของรัฐบาลทิ้ง โดย 2 ประโยคเด็ดที่ถูกลบออกไป คือช่วงที่มีการเขียนรับรองว่ากรุงเยรูซาเล็ม ให้อิสราเอล รวมถึงแผนการย้ายสถานทูต ดังนี้...

“Consistent with this longstanding policy, in December 2018, Australia recognised West Jerusalem as the capital of Israel, being the seat of the Knesset and many of the institutions of the Israeli government.

“Australia looks forward to moving its embassy to West Jerusalem when practical, in support of, and after the final status determination of, a two-state solution.”

แต่ทว่า ทุกประเทศล้วนมีทีม 'แคปทัน' เสมอ หูตาไวเวอร์ ที่สังเกตว่า อ้าว! นโยบายเรื่องเกี่ยวกับอิสราเอลหายไปแล้วนิหน่า หมายความว่ารัฐบาลออสเตรเลียชุดใหม่ จะทิ้งขบวน ไม่ตามสหรัฐฯ ไปกรุงเยรูซาเล็มแล้วใช่หรือไม่?

เมื่อวันที่ (18 ต.ค. 65) เพนนี หว่อง รัฐมนตรีต่างประเทศของออสเตรเลีย จึงออกมาแถลงข่าวยืนยันว่า รัฐบาลออสเตรเลียได้ตัดสินใจใหม่แล้วว่า จะไม่รับรองกรุงเยรูซาเล็ม ฝั่งตะวันตก เป็นเมืองหลวงของอิสราเอลอีกต่อไป เพื่อรักษาบรรยากาศแห่งความสันติสุขระหว่าง อิสราเอล และ ปาเลสไตน์ ให้เข้าสู่กระบวนการเจรจาหาทางออกในแนวสันติวิธี และเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ 

ทั้งนี้ออสเตรเลีย ยังสนับสนุนนโยบาย Two-state solution และสถานทูตออสเตรเลีย ก็จะยังคงอยู่ที่กรุง เทล อาวีฟ เช่นเดิม ไม่ย้ายไปไหนด้วย

เพนนี หว่อง ยังกล่าวถึงรัฐบาลอิสราเอลว่า "ทางออสเตรเลียยังเป็นมิตรประเทศกับอิสราเอลอยู่นะ และต้องไม่ลืมว่า ออสเตรเลียคือชาติแรก ๆ ที่รับรองเอกราชให้กับชาติอิสราเอล เพียงแต่การยกเลิกนโยบายเก่าไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ดูแลชุมชนชาวยิวในออสเตรเลีย แต่ทั้งนี้ ออสเตรเลียก็มีหน้าที่ดูแลชุมชนชาวปาเลสไตน์ของเราด้วยอย่างเสมอภาค รวมถึงการสนับสนุนด้านมนุษยธรรมให้กับทุกชุมชน"

เมื่อรัฐบาลชุดใหม่ของออสเตรเลียออกมากลับคำ จากสิ่งที่เคยให้สัญญาไว้ย่อมสะเทือนถึงรัฐบาลอิสราเอลเป็นธรรมดา 

โดยด้าน ยาอีร์ ลาปิด นายกรัฐมนตรีอิสราเอลออกมาตอบโต้ทางออสเตรเลียอย่างเผ็ดร้อน ทำนองว่าเหยาะแหยะเป็นไม้หลักปักขี้เลนที่พูดแล้ว คืนคำ และยังวิจารณ์ว่า "เราได้แต่หวังว่ารัฐบาลออสเตรเลียจะบริหารนโยบายที่ลั่นวาจาไว้อย่างจริงจัง และเป็นมืออาชีพกว่านี้" 

ส่วนรัฐมนตรีต่างประเทศของอิสราเอล ก็ได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำอิสราเอล ให้มาอธิบายถึงสาเหตุการกลับลำ 360 องศาของรัฐบาลชุดใหม่ของออสเตรเลียว่า มีปัญหาอะไร?? 

'ชูวิทย์' สะใจ 'ศรีสุวรรณ' ถูกต่อย เหมือนได้ดูมวยคู่เด็ด แนะ!! เป็น 'นักร้อง' ก็ต้องร้องเป็นเพลงให้คนฟังเขาลื่นหูบ้าง

(19 ต.ค. 65) จากกรณีนายวีรวิชญ์ รุ่งเรืองศิริผล อายุ 62 ปี เจ้าของช่องยูทูป ศักดินาเสื้อแดง บุกเข้าไปต่อยนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ระหว่างเข้าร้องเรียนต่อกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อให้ตรวจสอบ โน้ส - อุดม แต้พานิช ในการจัดแสดงเดี่ยวไมโครโฟน 13 มีการวิจารณ์รัฐบาลและสนับสนุนม็อบ

ด้านนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ก็ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กถึงเรื่องดังกล่าวโดยมีเนื้อหาระบุว่า...

มวยคู่เอกประจำปี

วันนี้ได้ดูมวยเด็ด 

ภาษาเซียนมวยเขาร้องกันว่า “ทั้งสืบเท้า คลุกวงใน ไถนา เทกระจาด ครบเครื่องเรื่องอาวุธมวยไทย”

ฝั่งมุมแดงร้องเสียง “ซี๊ดดดดปาก” กันลั่นเวทีมวยตู้ ที่ชาวบ้านดูกันอยู่ทั่วประเทศ

หากชอบจะเป็น “นักร้อง” ก็ต้องร้องเป็นเพลงให้คนฟังเขาลื่นหูบ้าง 

ไม่ใช่ร้องมั่วซั่วไปหมดทุกคลื่นความถี่เสียงสังคมไทย อย่างนี้ผมเรียกว่าเป็นพวกต้องแสงสถิตย์

ช่วงไหนไม่โดนแสง เนื้อตัวมันออกซีด ๆ ยังไงพิกล เลยต้องพึ่งแสงสว่างอยู่ตลอดเวลานาที

จากข้อสังเกตของในหลวง ร.9 สู่โครงการชื่อน่ารัก สร้างคุณประโยชน์มหาศาลต่อสยามประเทศ

ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่รัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์ ทำให้แผ่นดินไทยร่มเย็นเป็นสุขเสมอมา ด้วยความที่พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ จึงเกิดโครงการในพระราชดำริมากถึง 4,000 กว่าโครงการ ที่ล้วนเอื้อประโยชน์ให้ประชาชนชาวไทยทั้งสิ้น  

บางโครงการมีชื่อเป็นทางการ แต่บางโครงการก็มีชื่อน่ารักและชวนฉงน จึงอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง เผื่อคนรุ่นหลังที่เคยได้ยินชื่อโครงการเหล่านี้ แต่ไม่รู้ว่าเป็นโครงการอะไร

โครงการที่ดังที่สุดเห็นจะเป็น 'โครงการแก้มลิง'  

พระราชวังไกลกังวลที่หัวหินนั้นมักมีแขกขนฟูมาเยี่ยมเยียนเสมอ พระองค์สังเกตฝูงลิงและตรัสว่า...

“ลิงโดยทั่วไป ถ้าเราส่งกล้วยให้ ลิงจะรีบปอกเปลือก เอาเข้าปากเคี้ยว แล้วนำไปเก็บไว้ที่แก้มก่อน ลิงจะทำอย่างนี้จนกล้วยหมดหวีหรือเต็มกระพุ้งแก้ม จากนั้นจะค่อย ๆ นำออกมาเคี้ยวและกลืนกินภายหลัง”

นั่นคือจุดกำเนิดของโครงการชื่อน่ารักในชื่อโครงการแก้มลิง โครงการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ ที่มีการแบ่งเป็น 3 ขนาด คือ ใหญ่ กลาง และเล็ก  

โดยพระองค์มีพระราชดำริให้จัดหาพื้นที่ลุ่ม บึง สระ เป็นที่รองรับน้ำ เมื่อฝนตกหนักให้นำน้ำเข้ามาเก็บกักไว้ในแก้มลิงชั่วคราว น้ำฝนจะไม่ไหลลงสู่ทางระบายน้ำทันที แต่จะขังไว้ในพื้นที่พักน้ำ เมื่อน้ำในคลองมีสภาพปกติ จึงระบายน้ำออกจากแก้มลิง ซึ่งนอกจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแล้ว ยังช่วยแก้ไขปัญหาการขาดน้ำในฤดูแล้งได้ด้วย

'บิ๊กตู่' สั่ง!! รีบหาช่องทางถ่ายสดบอลโลก หลังคอลูกหนังถามหากันเข้ามาเยอะ

'บิ๊กตู่' สั่งรีบหาช่องทางถ่ายทอดสดบอลโลกให้เร็วที่สุด หลังคอลูกหนังถามหา 'สมศักดิ์' แนะเทคนิคทำลิขสิทธิ์ถูก ให้อุบไว้ก่อน

(19 ต.ค. 65) รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ 18 ต.ค.แจ้งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้พูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการโอลิมปิกประเทศไทย เรื่องการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกที่จะมีการแข่งขันในช่วงเดือน พ.ย. ว่าเป็นอย่างไร เพราะประชาชนเรียกร้องอยากให้มีการถ่ายทอดสด โดยระบุว่าเห็นเขาพูดกันเยอะ โดย พล.อ.ประวิตรระบุว่า เรื่องคณะกรรมการโอลิมปิกกำลังคุยกันอยู่ว่าจะเอาอย่างไรกันในอาเซียน

Amazon ทุ่มเฉียด 2 แสนลบ. เปิด AWS Asia Pacific (Bangkok) สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของประเทศไทย

ภายหลังข่าวแผนกคลาวด์คอมพิวติ้งของแอมะซอน หรือ AWS ได้ออกมาเปิดเผยว่า มีแผนลงทุนมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ในไทย เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของ AWS

(19 ต.ค. 65) ด้าน ดร.สมเกียรติ โอสถสภา อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่า...

AWS ประกาศแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ในไทย มูลค่ามากกว่า 5 พันล้าน ดอลลาร์ หรือ 1.9 แสนล้านบาท ในระยะเวลา 15 ปี ด้วยการเปิดตัว Region แห่งใหม่ ที่มีชื่อว่า 'AWS เอเชียแปซิฟิก' (กรุงเทพฯ)

อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (Amazon Web Services: AWS) บริษัทในเครือ Amazon.com, Inc. ประกาศแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ ด้วยการเปิดตัว Region ในประเทศไทย ที่จะมีชื่อว่า AWS Asia Pacific (Bangkok)

โดย Region แห่งใหม่นี้จะประกอบด้วย Availability Zone สามแห่ง ซึ่งเพิ่มเติมจาก Availability Zone ของ AWS ที่มีอยู่แล้ว 87 แห่งใน 27 ภูมิภาคทั่วโลก และ AWS ได้ประกาศแผนที่จะสร้าง Availability Zone ทั่วโลกอีก 24 แห่งและ AWS  Region อีก 8 แห่งในออสเตรเลีย, แคนาดา, อินเดีย, อิสราเอล, นิวซีแลนด์, สเปน, สวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงประเทศไทย

AWS Region ที่กําลังจะมีขึ้นในประเทศไทยจะช่วยให้นักพัฒนา สตาร์ตอัพ และองค์กรต่างๆ รวมถึงภาครัฐ การศึกษา และองค์กรไม่แสวงผลกําไร สามารถเรียกใช้แอปพลิเคชันของตนและให้บริการผู้ใช้ปลายทางจากศูนย์ข้อมูล AWS ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย เพื่อให้ลูกค้าที่ต้องการเก็บข้อมูลของตนไว้ในประเทศไทยสามารถทําได้

Amazon ทุ่มเฉียด 2 แสนลบ. เปิด AWS Asia Pacific (Bangkok) สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของประเทศไทย

ภายหลังข่าวแผนกคลาวด์คอมพิวติ้งของแอมะซอน หรือ AWS ได้ออกมาเปิดเผยว่า มีแผนลงทุนมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ในไทย เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของ AWS

(19 ต.ค. 65) ด้าน ดร.สมเกียรติ โอสถสภา อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่า...

AWS ประกาศแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ในไทย มูลค่ามากกว่า 5 พันล้าน ดอลลาร์ หรือ 1.9 แสนล้านบาท ในระยะเวลา 15 ปี ด้วยการเปิดตัว Region แห่งใหม่ ที่มีชื่อว่า 'AWS เอเชียแปซิฟิก' (กรุงเทพฯ)

อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (Amazon Web Services: AWS) บริษัทในเครือ Amazon.com, Inc. ประกาศแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ ด้วยการเปิดตัว Region ในประเทศไทย ที่จะมีชื่อว่า AWS Asia Pacific (Bangkok)

โดย Region แห่งใหม่นี้จะประกอบด้วย Availability Zone สามแห่ง ซึ่งเพิ่มเติมจาก Availability Zone ของ AWS ที่มีอยู่แล้ว 87 แห่งใน 27 ภูมิภาคทั่วโลก และ AWS ได้ประกาศแผนที่จะสร้าง Availability Zone ทั่วโลกอีก 24 แห่งและ AWS  Region อีก 8 แห่งในออสเตรเลีย, แคนาดา, อินเดีย, อิสราเอล, นิวซีแลนด์, สเปน, สวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงประเทศไทย

AWS Region ที่กําลังจะมีขึ้นในประเทศไทยจะช่วยให้นักพัฒนา สตาร์ตอัพ และองค์กรต่างๆ รวมถึงภาครัฐ การศึกษา และองค์กรไม่แสวงผลกําไร สามารถเรียกใช้แอปพลิเคชันของตนและให้บริการผู้ใช้ปลายทางจากศูนย์ข้อมูล AWS ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย เพื่อให้ลูกค้าที่ต้องการเก็บข้อมูลของตนไว้ในประเทศไทยสามารถทําได้

รัฐบาลพลิกโฉมประเทศไทยสู่ 'เศรษฐกิจใหม่' ปัก 7 หมุดเพื่ออนาคต เสริมแกร่งประเทศระยะยาว

รัฐบาลตั้งทรงไทยสู่ศูนย์กลางการลงทุนระดับภูมิภาค ด้วยยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุน 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2570) พร้อมปักธง 7 หมุดหมายแห่งอนาคต เพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศในระยะยาว

(19 ต.ค. 65) นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ด BOI) ครั้งล่าสุด ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานฯ ได้เห็นชอบร่างยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุน 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2570) เพื่อปรับโครงสร้างไปสู่ 'เศรษฐกิจใหม่' เพิ่มความสามารถทางการแข่งขัน เสริมสร้างสถานะของไทยในฐานะศูนย์กลางทางธุรกิจ การค้า และโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคซึ่ง พล.อ. ประยุทธ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญในการเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนอย่างรอบด้าน ทั้งการพัฒนา และการเปลี่ยนแปลงให้ทันต่อกับสถานการณ์และความท้าทายที่เกิดในปัจจุบันและอนาคต เพื่อให้ดำเนินการได้ตามแผนและเป้าหมายที่กำหนดไว้

นายอนุชา กล่าวว่า ร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่นี้ มุ่งเสริมสร้างการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศตามแนวคิดหลัก 3 ประการ คือ 

- Innovative เป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์  
- Competitive เป็นเศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน สามารถปรับตัวเร็ว และสร้างการเติบโตสูง 
- Inclusive เป็นเศรษฐกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมทั้งการสร้างโอกาส และลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ

โดยมี 7 หมุดหมายสำคัญ ได้แก่ การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม โดยยกระดับอุตสาหกรรมเดิมที่ไทยมีความโดดเด่น ควบคู่กับการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ที่ไทยมีศักยภาพ และสร้างความเข้มแข็งของ Supply Chain เร่งเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไปสู่ Smart & Sustainability ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศและประตูการค้าการลงทุนของภูมิภาค ส่งเสริม SMEs และ Startup ให้เข้มแข็งและเชื่อมต่อกับโลก ส่งเสริมการลงทุนตามศักยภาพพื้นที่ เพื่อสร้างการเติบโต อย่างทั่วถึง ส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคม และส่งเสริมผู้ประกอบการที่มีศักยภาพให้ออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ 

ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะใช้เครื่องมือสำคัญ 3 ด้าน เพื่อขับเคลื่อน 7 หมุดหมายให้บรรลุผลสำเร็จ คือ สิทธิประโยชน์ทั้งภาษีและไม่ใช่ภาษี การบริการแบบครบวงจรทั้งก่อนและหลังการลงทุน การสร้างระบบนิเวศและปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top