Monday, 6 July 2026
NewsFeed

โหมโรงเลือกตั้ง ชวนวัยใส แอดไลน์ @kkfc พร้อมส่งเพลงแรปสุดแซ่บ โดนใจวัยรุ่นนครพนม

‘ครูแก้ว ผู้นำนครพนม’ โหมโรงเลือกตั้งก่อนใคร ปักธงเอาใจวัยโจ๋ ชวนวัยรุ่นนครพนม เข้าไลน์แอด @kkfc อยากให้ ‘ครูแก้ว’ ช่วยอะไรแอดให้ไว พร้อมจัดเพลงแรป ลูกเล่นสุดติ่ง แอบมีลุงเนวิน บุรีรัมย์ แจมในเนื้อเพลง

นาทีนี้ไม่พูดถึง นายศุภชัย โพธิ์สุ หรือ ‘ครูแก้ว ผู้นำนครพนม’ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2  ส.ส.นครพนม เขต 1พรรคภูมิใจไทย คงไม่ได้ หลังปรับลุค เปิดไลน์แอด @kkfcให้เข้าถึงได้แบบเรียลไทม์ พร้อมจัดเพลงแรปสุดแซ่บ เพื่อเจาะใจกลุ่มวัยรุ่นนครพนม จนกลายเป็นกระแสโด่งดังในโลกโซเชียล

สำหรับในส่วนของเพลงแรปดังกล่าว เป็นการพูดถึงประวัติความเป็นมาของครูแก้ว รวมถึงผลงานตลอด 4 ปีในฐานะ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2  ส.ส.นครพนม เขต 1พรรคภูมิใจไทย ที่เน้น ‘พูดแล้วทำ ผู้นำนครพนม’ จนครองใจคนในพื้นที่และมีลุ้นช่วยพรรคภูมิใจไทยโกย 4 ที่นั่งในจังหวัดหากเลือกตั้งในรอบหน้าเกิดขึ้น

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๓ ถึงพร้อมทั้งสติปัญญา – ประสบการณ์ เชื่อไร้ปัญหา ยุค ‘อังกฤษ’ ผลัดแผ่นดิน

เรื่อง: อนุดี เซียสกุล อดีต Radio Journalist, วิทยุบีบีซีภาคภาษาไทย

“The king is dead, long live the king” พระราชพิธีพระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธที่ ๒ ของอังกฤษผ่านพ้นไปแล้ว และก็เป็นธรรมดาที่จะต้องมีการจับจ้องมองว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่จะเป็นอย่างไร

แน่นอนพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๓ คงจะต้องถูกเปรียบเทียบกับแผ่นดินในยุคสมเด็จพระชนนีในการดำเนินพระราโชบายต่างๆ ซึ่งพระองค์คงได้ตระหนักดีแล้ว ดังนั้นในวันที่สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่อย่างเป็นทางการ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๓ จึงทรงให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักษาแนวปฏิบัติเหมือนเช่นที่พระมารดาได้ทรงทิ้งไว้ให้ คือการวางพระราโชบายที่ฉลาดคงเส้นคงวาอย่างไม่มีที่ติตลอด ๗๐ ปีของการครองราชย์สมบัติ

ผู้เขียนคิดว่าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๓ คงจะไม่ประสบปัญหาในการดำรงตำแหน่งองค์พระประมุขพระองค์ใหม่ของอังกฤษเท่าใดนักเพราะ ด้วยเหตุที่ว่าพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ด้วยพระชนม์มายุ ๗๓ ชันษา นับว่าเป็นการขึ้นครองราชย์ที่มีพระชนมายุมากที่สุดของอังกฤษ เพราะฉะนั้นท่านจึงได้สะสมและเผชิญเรื่องราวต่างๆมาไม่น้อยแล้ว บวกกับความเฉลียวฉลาดของพระองค์เองและการมีพระมารดาเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด คาดกันว่าในรัชสมัยของพระองค์คงจะราบรื่น

อย่างไรก็ดี เนื่องจากในระหว่างที่เป็นองค์รัชทายาท พระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๓ ทรงปรากฏพระนิสัยที่เรียกกันว่า inveterate interferer and meddler คือ มักที่จะเข้าไปแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องต่างๆในประเทศเช่น สิ่งแวดล้อม,การเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรม(GM crops), โบราณคดี หรือการก่อสร้างแฟลตสวัสดิการของรัฐบาล เป็นต้น คือทรงเห็นอย่างไรก็ให้ความเห็นออกไปเช่นนั้นถือว่าก้าวก่ายฝ่ายบริหารอันอาจเป็นปัญหาระหว่างสองสถาบัน และด้วยพระนิสัยดังนี้ เมื่อถูกสัมภาษณ์ในรายการสารคดีของบีบีซีในปี ค.ศ. ๒๐๑๘ ผู้สื่อข่าวถามว่าเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้วจะยังทรงวิพากษ์วิจารณ์ให้ความเห็นในเรื่องต่างๆอีกหรือไม่ “No it won’t.  I’m not that stupid. I do really that it is a separate exercise being sovereign. So of course I understand entirely how that should operate” 

ทรงตอบว่า พระองค์ไม่โง่ที่จะทำเช่นนั้น เพราะทรงตระหนักดีว่าการทรงงานขององค์รัชทายาทและพระมหากษัตริย์นั้นแตกต่างกัน และทรงทราบเป็นอย่างดีว่าควรจะวางพระองค์อย่างไร

เช่นนี้ก็คงทำให้คนหมดสงสัยว่าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๓ จะทรงทำหน้าที่พระประมุขของประเทศเพียงเท่านั้น ส่วนหากมีพระประสงค์ที่จะให้ความคิดเห็นอย่างไรในเรื่องใดก็สามารถที่จะทำได้ด้วยการสนทนากับนายกรัฐมนตรีที่จะต้องเข้าเฝ้าประจำทุกสัปดาห์ได้

ภาคธุรกิจ ภาคสังคม ภาครัฐ ศิลปินนักร้อง นักแสดง ตลก นักข่าว และบุคคลจิตอาสา รับโล่รางวัลเกียรติยศ "คนดีจิตอาสา" ครั้งที่ 2 ประจำปี 2565

วันอังคารที่ 20 กันยายน 2565 ณ พุทธวิชชาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร บางเขน กรุงเทพฯ สมาคมข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย ประธานจัดงาน / สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล / ห้างเซ็นทรัล (CPN) / มหานครข่าว(มหานครTV) / บันเทิงTV คณะผู้จัดงานพิธีมอบโล่ "รางวัลเกียรติยศคนดีจิตอาสา" ครั้งที่ 2 ประจำปี 2565 กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานในครั้งนี้ เพื่อเชิดชูเกียรติ แด่บุคคล หรือองค์กร ที่ทำคุณประโยชน์แก่สังคม และส่งเสริมให้กระทำความดีเพื่อสังคม เพื่อประชาติ ใหมีความปกติสุข และน่าอยู่สืบไป

โดยได้รับเกียรติจาก "นายศิโรจน์ มิ่งขวัญ" นากสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย และ ท่าน "พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ "ผู้บัญการตำรวจแห่งชาติ ให้เกียรติเเป็นประธานมอบโบ่รางวัลฯ แต่ละสาขาฯซึ่งในงานนี้ "ภาคธุรกิจ" ที่สร้างคุณงามความดีข่วยเหลือผู้อื่น ข่วยเหลือสังคม ร่วมเข้ารับรางวัลด้วย อาทิ เข่น "นาย โยฮันนิส โฟร์ ฮึส" (Mr. Johannis Four Hus) / ประธานกรรมการผู้จัดการและหุ้นส่วน ( President, Managing Director and Partner) / บริษัท อีโคอะกรี ดิสทริบิวชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด Ecoagry Distribution (Thailand) Co., Ltd. / คุณศิระ เพื่อนชอบ (Sira Peunchob) General Manager Eco Agri Distribution (Thailand) Co., Ltd. / นาย เอกพล บรรพโต (Mr. Aekapon Bunphato) ตำแหน่ง ที่ปรึกษาอิสระ Freelance consultant Eco Agri Singapore PVT. LTD.

เป็นบริษัทที่มีความเป็นจิตอาสาทำความดีต่อสังคมไทย จึงได้รับโล่รางวัลผู้บริหารบริษัทยอดเยี่ยมจิตอาสาแห่งปี ทั้งนี้คณะผู้จัดงาน และประชาชน ขอแสดงความยินดีกับโล่รางวัลนี้ด้วย


รายงานข่าวโดย
#แมวเหมียวเขี้ยวเพชร
มหานครข่าว
#บันเทิงทีวี

'ธงมนตรา' จาก ประเทศภูฏาน ตัวแทนแห่งความโชคดี เสริมมงคล โบกสะบัดที่สวนนงนุชพัทยา

วันที่ (21 ก.ย. 65) เวลา 09.00 น.นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา พร้อมคณะผู้บริหารสวนนงนุชพัทยา และนักศึกษาฝึกงาน จากประเทศภูฎาน ได้ร่วมกันประกอบเปลี่ยน “ธงมนตรา” จาก ประเทศภูฏาน จำนวน 9 ผืน ซึ่งเป็นตัวแทนสัญลักษณ์แห่งความโชคดี   และเป็นสิริมงคล ในการนี้ได้นิมนต์พระครูเกษมกิตติโสภณ (อาจารย์จ่อย) เจ้าอาวาสวัดสามัคคีบรรพต และพระสงฆ์ จำนวน 9 รูป มาประกอบพิธีปิดทอง เจิม ธงมนตรา พร้อมสวดชัยมงคลคาถา  

สำหรับ ธงมนตรา นี้ สวนนงนุชพัทยา ได้รับมอบมาจาก สถานทูตภูฎาน ประจำประเทศไทย  ทั้งหมด 9 ผืน ถือเป็นธงแห่งโชคลาภ โบกสะบัดปัดสิ่งที่ดีให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในสวนนงนุชพัทยา โดยการเปลี่ยนธงมนตรานั้นจะเปลี่ยนประจำทุกปี ซึ่งการเปลี่ยนธงมนตราแต่ละครั้ง จะมีการประกอบพิธีอัญเชิญธง ขึ้นสู่ยอดเสาโดยพระสงฆ์ทุกครั้ง ในส่วนของธงชุดใหม่

'ชัยวุฒิ' ยกอุทาหรณ์ Forex เร่งขจัดอาชญากรรมออนไลน์ วอนกลต. เตือนปชช.-บริษัท แอบอ้างระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์

'ชัยวุฒิ' ห่วง อุทาหรณ์ Forex ประชุมด่วน จัดการ 3 ฝ่าย หวังจัดการปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เร่งด่วน พร้อมขอกลต.เตือนปชช. บริษัท เเอบอ้างระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์

'ชัยวุฒิ' รมว.ดีอีเอส ประชุมร่วมตำรวจไซเบอร์ ก.ล.ต. และแบงก์ชาติ สรุปแนวทางป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ 3 เรื่องเร่งด่วน ทั้ง กรณี Forex-3D หลอกลงทุนเก็งกำไรการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Forex), การหลอกลงทุนหรือแชร์ลูกโซ่ และการหลอกดูดเงินผ่านแอปมือถือ เตรียมใช้ระบบ Social Listening กวาดชื่อเว็บ/โซเชียลต้องสงสัย ส่งต่อให้ ก.ล.ต. และ แบงก์ชาติ ตรวจสอบ หากพบไม่ได้รับใบอนุญาต หรือมีการกระทำผิดกฎหมาย เดินหน้าใช้ พ.ร.บ.คอมพ์ฯ ปิดกั้นทันที หวังสกัดความเสียหายแต่เนิ่น ๆ 

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ครั้งที่ 4/2565 โดยมีการพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นต้น เพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่สำคัญ ได้แก่ กรณี Forex-3D หลอกลงทุนเก็งกำไรการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ กรณีหลอกลงทุนในฟาร์มเห็ด หรือ 'Turtle Farm' และ การกดลิงก์ Mobile App หลอกลวงโอนเงินออกจากบัญชี เป็นต้น

โดยได้ข้อสรุปแนวทางป้องกันและแก้ปัญหา ดังนี้...

1.) เว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยน/เก็งกำไรค่าเงิน (FX) มีความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เนื่องจากกิจการนี้ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. และต้องได้รับใบอนุญาต ขณะที่ ปัจจุบันยังไม่เคยมีการให้ใบอนุญาต ในการประกอบธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราบนแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย ดังนั้น หากพบพฤติกรรมการซื้อขายแลกเปลี่ยน/เก็งกำไรค่าเงิน ถือว่าผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ กรณีที่บางเว็บไซต์ หรือโซเชียลมีเดีย มีการโฆษณา หลอกชักชวนลงทุน หรือ หลอกให้คนเอาเงินมาฝากเป็นสกุลเงินต่างประเทศ ชวนซื้อขายแลกเปลี่ยน/เก็งกำไรค่าเงิน (FX) โดยสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนสูงผิดปกติ เข้าข่าวความผิดตาม พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน 

2.) การหลอกลวงลงทุนผ่านเว็บ/โซเชียล จากการหารือกับผู้แทน สำนักงาน ก.ล.ต. ได้รับคำยืนยันว่า ก.ล.ต. มีอำนาจกำกับดูแลเฉพาะในส่วนที่เป็น “หลักทรัพย์” ส่วนกรณีเป็นสินทรัพย์อื่นๆ อย่างเช่น กรณี หลอกลงทุนฟาร์มเห็ด หรือ “Turtle Farm” ซึ่งเป็นหนึ่งในคดีใหญ่ของตำรวจไซเบอร์ขณะนี้ ก.ล.ต. จะไม่สามารถเข้าไปกำกับดูแลการระดมทุน หรือลงทุนได้ อย่างไรก็ตาม การหลอกลวงรูปแบบนี้ อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินฯ เพราะพฤติกรรมการเชิญชวนลงทุน และมีผลตอบแทนสูงผิดปกติ เเต่ก็ขอให้ก.ล.ต.ออกประกาศหรือประชาสัมพันธ์เตือนให้ประชาชน ทราบว่าบริษัทใดบ้าง ไม่ได้มีการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือไม่ถูกกฏหมาย ต้องเตือนประชาชน เพื่อไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ 

“จากการหารือกับทุกฝ่ายร่วมกันวันนี้ ยังมีข้อสรุปถึงแนวทางป้องกันสำหรับ 2 ปัญหาข้างต้น โดยทางกระทรวงดิจิทัลฯ จะใช้ระบ Social Listening กวาดรวบรวมชื่อเว็บ/โซเชียล ที่มีพฤติกรรมเชิญชวนลงทุนใน FX หรือลงทุนในหลักทรัพย์ เพื่อจัดส่งไปให้ทาง ธปท. และ ก.ล.ต. ตรวจสอบว่าเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ และหากพบว่าเป็นเว็บ/โซเชียลผิดกฎหมาย ก็จะดำเนินขั้นตอนประสานขอคำสั่งศาลเพื่อปิดเว็บ/โซเชียลเหล่านั้นทันที โดยอาศ้ยอำนาจตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ” นายชัยวุฒิ กล่าว

จากนั้นเดินหน้ากระบวนการตรวจสอบและสืบสวนสอบสวนต่อไป โดยมองว่าจะสามารถสกัดกั้นความเสียหายได้แต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะมีประชาชนหลงเชื่อจำนวนมาก และเกิดความสูญเสียเงินจำนวนมหาศาล 

และ 3.) การหลอกดูดเงินจากบัญชีผ่าน Mobile App ซึ่ง ได้ตรวจสอบกับ ธปท. แล้วพบว่า มีกรณีเกิดขึ้นจริง เนื่องจากผู้เสียหายหลงเชื่อ คลิกเปิด link ที่มิจฉาชีพส่งเข้ามาทางมือถือ ทำให้ถูกควบคุมมือถือจากทางไกล (Remote Control) โดยมิจฉาชีพจะเห็นข้อมูลที่ปรากฏบนหน้าจอมือถือของเหยื่อ ทำให้แฮกรหัส OTP ที่ใช้ในการทำธุรกรรมออนไลน์ และสั่งโอนเงินจากบัญชีผ่านแอปได้ 

ปัจจุบัน ธปท. ได้แจ้งเตือนธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ให้ทำการปรับปรุงระบบ mobile banking เพื่อให้ทำการปิดระบบโอนเงินทันทีเมื่อพบว่ามือถือหมายเลขนั้นๆ ถูกแฮกทางไกล ซึ่งปัจจุบันมี 2 ธนาคารที่ทำการปรับปรุงเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงไทย ดังนั้นอยากขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์แห่งอื่น ๆ เร่งทำการอัพเดทด้วย 

“ผมขอส่งคำเตือนไปถึงประชาชนด้วยว่า การอัพเดทแอปใดๆ ก็ตามบนมือถือ ให้เข้าไปทำการอัพเดทจาก App Store (มือถือไอโฟน) หรือ Play Store (มือถือแอนดรอยด์) โดยตรง อย่าเสี่ยงไปกดอัพเดทจาก link ที่มีการส่งเข้ามา ทั้งนี้เพื่อป้องกันลิงก์จากมิจฉาชีพ ที่จะเข้ามาแฮกข้อมูลจากมือถือ” นายชัยวุฒิกล่าว

‘บิ๊กป้อม’ สั่งคลังเร่งถกแบงก์ชาติเบรกค่าเงินบาทอ่อน ชี้ ค่าเงินบาทควรอยู่ที่ 35 บาทต่อดอลลาร์

(21 ก.ย. 65) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงข้อสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้กระทรวงการคลังไปหารือธนาคารแห่งประเทศไทย ถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงในขณะนี้ว่า...

“เดี๋ยวให้นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไปคุยกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเงิน เพราะเราจะปล่อยให้อ่อนค่าอย่างนี้ไม่ได้ เรื่องการผันผวนค่าเงินดังกล่าวเราต้องพยายามทำให้ดีขึ้น ซึ่ง รมว.การคลังจะดำเนินการ” จากนั้นผู้สื่อข่าวถามว่า ค่าเงินบาทจะต้องอยู่ที่ตัวเลขใดถึงจะเหมาะสม พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “จะไปรู้หรอ ต้องให้เขาคุยกันก่อน จะมาถามล่วงหน้าทั้งที่เขายังไม่ได้คุยกันได้อย่างไร”

ผู้สื่อข่าวถามต่ออีกว่า มีการสั่งการตัวเลขให้อยู่ 35 บาทต่อดอลลาร์หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ผมบอกว่าควรจะ” และเมื่อถามว่า จากค่าเงินบาทอ่อนหากปล่อยไว้จะมีผลกระทบมากขึ้นใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “เงินมันแปรผัน ไม่ต้องถามแล้วเดี๋ยวให้เขาประชุมเสร็จก่อน และดูว่าเขาจะดำเนินการอย่างไร ไม่ต้องห่วง”

สุดท้ายถามว่ามีการกำหนดกรอบเวลาให้รายงานกลับหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่ตอบ พร้อมเดินออกจากไมโครโฟนแถลงข่าวทันที และพูดอีกว่า จะมาถามเมื่อไหร่ ได้อย่างไร จะไปรู้ได้อย่างไร เขาจะนัดประชุมกันเมื่อไหร่
 

‘ส.ส.สมเกียรติ-ก้าวไกล’ ตอกกลับ 'ธนาธร' เคยคุยกันแค่ครั้งเดียว และไม่เคยหยามน้ำใจใคร

จากกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ได้โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับการเปลี่ยนตัวผู้สมัคร ส.ส.บางนา-พระโขนง ของพรรคก้าวไกลเมื่อไม่นานมานี้นั้น

ล่าสุด (21 ก.ย. 65) นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ส.ส.กรุงเทพ พรรคก้าวไกล ก็ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงต่อกรณีที่นายธนาธรกล่าวถึงหลายประเด็น ว่า…

จากที่คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กล่าวถึงประเด็นผม และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขตบางนา-พระโขนง จากพรรคก้าวไกลในสมัยหน้านั้น 

ผมขอชี้แจงว่า ทางคุณธนาธร ได้โทรมาสอบถามผมในช่วงตอนพรรคอนาคตใหม่ จะถูกยุบหรือถูกยุบแล้ว (จำไม่ได้ ไม่แน่ใจแต่อยู่ในช่วงนั้น) เพียง 1 ครั้ง ว่าจะไปต่อ กับพรรคไหม

ผมก็ตอบกลับไปว่า ผมขอดูก่อนว่าใครจะมาเป็นหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค ในพรรคใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมควรรู้ถึงอนาคตของตัวเองและความเป็นไปของพรรคใหม่ที่จะไปอยู่ต่อด้วย

ส่วนที่คุณธนาธร ระบุว่า เรามีการพูดคุยกันหลายครั้ง ขอชี้แจงว่าในช่วงนั้น ผมและคุณธนาธร ได้พูดคุยกันแค่ครั้งเดียวครั้งนั้นเท่านั้น

และหลังจากนั้นผมก็เข้าเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล พร้อมกับเพื่อน ๆ อดีตส.ส.พรรคอนาคตใหม่

‘ส.ก.เพื่อไทย’ คิกออฟ ‘กองทุนพัฒนาชุมชน 2 แสนบาท’ พร้อมเดินหน้าสร้างอาชีพให้เด็ก-เยาวชนช่วงปิดเทอม

‘ส.ก.เพื่อไทย’ ดันนโยบายหาเสียงทำได้จริง คิกออฟ ‘กองทุนพัฒนาชุมชน 200,000 บาท’ เริ่ม 1 ต.ค.นี้ เดินหน้าสร้างอาชีพเด็ก-เยาวชนช่วงปิดเทอม หวังเชื่อม ‘1 ครอบครัว 1 Soft power’ เพิ่มรายได้ให้คนกรุงฯ 

นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ส.ก.เขตมีนบุรี พรรคเพื่อไทย และประธานสภากรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ในวันที่ 1 ตุลาคม 2565  นโยบาย ‘กองทุนพัฒนาชุมชน 200,000 บาท’ จะมีผลบังคับใช้ โดยแต่ละเขตที่ได้ลงทะเบียนชุมชนกับกทม. และผ่านเกณฑ์การคัดเลือก รวมประมาณ 2,000 ชุมชน จากทั้งหมด 4,000 ชุมชน สามารถนำงบประมาณ 200,000 บาทไปพัฒนาพื้นที่ผ่านเขตของตนเองได้ โดยในการอนุมัติการใช้งบประมาณจะมีคณะกรรมการที่ได้รับการเลือกตั้งภายในชุมชนมาร่วมตัดสินใจใช้งบประมาณแบบมีส่วนร่วม 

นอกจากนี้ในช่วงปิดภาคเรียนในช่วงเดือนตุลาคมนี้ สภาฯ กทม. ได้หารือร่วมกับผู้บริหาร กทม. และสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว สำนักพัฒนาสังคม เตรียมจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ให้กับเด็กและเยาวชนได้ทำกิจกรรมพิเศษ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้นอกห้องเรียน เพิ่มทักษะ ศักยภาพที่ซ่อนอยู่ และเพิ่มพูนประสบการณ์ให้มากขึ้นเพื่อการต่อยอดสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว เช่น กีฬา นาฏศิลป์ จับร้อง งานฝีมือ การขายสินค้าออนไลน์ โดยจะจัดกิจกรรมที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง เป็นที่แรก สามารถรองรับเด็กและเยาวชนได้ถึง 1,000 คน และในอนาคตจะหาพื้นที่ที่เหมาะสมเพิ่มเติม เช่น ศูนย์สร้างสุขทุกวัน โรงเรียนฝึกอาชีพของ กทม. และจะร่วมกันผลักดันให้โรงเรียนในสังกัด กทม. รวม 437 แห่ง ได้รับบทบาทเป็นโรงเรียนฝึกอาชีพ โดยฝึกอาชีพที่จำเป็นสำหรับอนาคตให้แก่เด็กๆ นอกเวลาเรียนปกติ นำร่องเขตละ 1 โรงเรียน และให้เริ่มดำเนินการให้เห็นชัดเจนในช่วงต้นปีงบประมาณที่จะถึงนี้

'ส.อ.ท.' จับมือ 'อบก.' สร้างศูนย์ซื้อขาย 'คาร์บอนเครดิต' พร้อมเปิดตัว 'FTIX' แพลตฟอร์มซื้อขายพลังงานสะอาด

สถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดพิธีลงนามความตกลงประกอบการเป็นศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิตและพิธีเปิดตัวแพลตฟอร์มการซื้อขายพลังงานสะอาดและคาร์บอนเครดิต หรือ FTI : CC/RE/REC X Platform (FTIX) ในงาน 'ลงมือทำ ลดโลกร้อน : ทางรอด ทางรุ่ง ของโลก ของไทย' Take Climate Action : Save The Earth, Prosper All ในวันพุธที่ 21 กันยายน 2565 ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม ซี โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว 

นายสมโภชน์ อาหุนัย รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและประธานสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึงปัญหาภาวะโลกร้อนที่กระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อตระหนักถึงปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการส่งออก ส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงได้จัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมา คือ สถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการ และช่วยขับเคลื่อนการนำนโยบายของภาครัฐไปสู่การปฏิบัติ ให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี พ.ศ. 2593 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ในปี พ.ศ. 2608 ของประเทศ

คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกการตลาดที่สำคัญอย่างหนึ่งในการสร้างแรงจูงใจและเป็นทางเลือกให้ผู้ประกอบการในการลดก๊าซเรือนกระจก ส.อ.ท. มีการดำเนินงานร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. จากความร่วมมือที่มีมาอย่างต่อเนื่องในการดำเนินงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส.อ.ท. และ อบก. จึงมีความเห็นร่วมกันในการพัฒนาแพลตฟอร์มการซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการซื้อขายคาร์บอนเครดิต เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถดำเนินกิจกรรมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสนับสนุนตลาดคาร์บอนภายในประเทศ จึงเป็นที่มาของการลงนามความตกลงประกอบการเป็นศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิตในครั้งนี้

ส.อ.ท. ได้พัฒนาและบริหารจัดการแพลตฟอร์ม FTIX เพื่อประกอบการเป็นศูนย์ซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตให้สามารถเชื่อมโยงกับระบบของ อบก. นอกจากนี้ ยังมีการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อตอบสนองความต้องการการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% (RE100) รวมถึงการซื้อขายใบรับรองการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน หรือ REC อีกด้วย โดย ส.อ.ท. ได้ยื่นแพลตฟอร์ม FTIX นี้เข้าร่วมในโครงการ ERC Sandbox 2 ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เพื่อทดสอบระบบของตลาดการซื้อขายแลกเปลี่ยนให้มีความโปร่งใสและเชื่อถือได้ โดยที่อุตสาหกรรมทุกขนาดทั้งขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ จะสามารถเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นโอกาสดีจะได้ทำการเปิดตัวแพลตฟอร์ม FTIX พร้อมกับศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิต

การจัดงานนี้เป็นไปในรูปแบบของ Green Event โดยมีการควบคุมอุณหภูมิห้องไม่ให้ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส จึงขอให้ผู้เข้าร่วมงานงดการใส่สูท และเปลี่ยนมาใส่เสื้อเชิ้ตฮาวายและเสื้อยืดแทน โดยได้รับความเอื้อเฟื้อจาก 'โครงการเซ็นทรัลทำ' ของกลุ่มบริษัทเซ็นทรัล นอกจากนี้ ยังได้รับความช่วยเหลือจากทาง อบก. ในการคำนวณปริมาณการปล่อยคาร์บอนในงานนี้ และได้รับความอนุเคราะห์จากกลุ่มบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ Energy Absolute (EA) และกลุ่มบริษัทซุปเปอร์ เอ็นเนอร์ยี บริจาคคาร์บอนเครดิตรวมกันเป็นจำนวน 260 ตันคาร์บอนเทียบเท่า ซึ่งสามารถ Offset หรือชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของการจัดงานนี้ได้ทั้งหมด เพื่อเป็นงานที่นำไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutral Event อีกด้วย 

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ 'ภาครัฐ ประสาน ภาคเอกชน ขับเคลื่อนไทย สู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน' โดยกล่าวถึง ประเด็นผลกระทบที่ทั่วโลกต้องเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรง เช่น น้ำท่วม น้ำแล้ง ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมใหญ่ในเกาหลีใต้ และปากีสถาน โดยที่ประเทศไทยนั้นปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นลำดับที่ 21 ของโลก (ประมาณ 0.8% ของโลก) และเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงที่สุด

จากถ้อยแถลงของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ว่า “ประเทศไทยจะยกระดับการแก้ไขปัญหาภูมิอากาศอย่างเต็มที่และด้วยทุกวิถีทาง เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี พ.ศ. 2593 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2608” ทำให้ประเทศไทยต้องปรับปรุง 'ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย' หรือ LT-LEDS ซึ่งจำเป็นที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนเพื่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว และขณะนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) อยู่ระหว่างการจัดทำเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 2 (The 2nd updated NDC) ที่ 40% ในปี พ.ศ. 2573 ประเทศสามารถดำเนินการได้เอง 30% และการดำเนินงานที่ต้องได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากต่างประเทศอีก 10% 

'คนเพื่อไทย' อบรม 'แรมโบ้' อย่าอวยรัฐประหาร พร้อมยก 10 ข้อ ชี้!! รัฐประหารทำประเทศไร้โอกาส

นายณพลเดช มณีลังกา คณะทำงานศูนย์ข้อมูลสารสนเทศเพื่อการสื่อสารการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวหลังจากที่นายเสกสกล อัตถาวงศ์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ออกมาอวยการรัฐประหาร ว่า 16 ปีการรัฐประหารประเทศไทย ทำประเทศขาดและไร้โอกาสดังนี้

1.) ประชาธิปไตยที่วางรากฐานมาจากรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จะเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนจากการร่างและการเลือกของประชาชน เป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ไม่มีการแจกกล้วยในสภา

2.) ประเทศชาติบ้านเมืองสิ้นความสง่าในสายตานานาชาติ ถ้ามาจากการยึดอำนาจ โดยคณะหนึ่งคณะใดไม่เป็นประชาธิปไตย มีการกล่าวหาและตั้งข้อหาการดำเนินคดีกับผู้ถูกยึดอำนาจในสถานการณ์ไม่ปกติจากการยึดอำนาจที่ไม่ชอบธรรม ไม่สามารถตรวจสอบทรัพย์สินที่งอกเงยของผู้ยึดอำนาจและองคาพยพ

3.) ระบบการศึกษา เทคโนโลยี การเกษตร อุตสาหกรรมของประเทศชาติและอนาคตของชาติหยุดชะงัก เพราะมีผู้นำที่ไร้ประสิทธิภาพและไร้ความสามารถ อับอายไปทั่วโลก ยึดอำนาจขึ้นมาเป็นใหญ่

4.) คนยากจนมากขึ้นทบทวีคูณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าครองอำนาจรวม 8 ปี พิสูจน์ชัดแล้วว่าไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนได้ ตรงกันข้ามคนจนกลับเพิ่มมากขึ้น และความเหลื่อมล้ำทางสังคมยิ่งถ่างกว้างมากกว่าเดิมอีก ดูจากจำนวนผู้ลงทะเบียนบัตรประชารัฐหรือบัตรคนจน จาก 8 ล้านคนมาถึงปัจจุบัน 12 ล้านคน

5.) รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ทำคนไทยมองไม่เห็นอนาคตตนเอง หาทำเงินเพื่อประคองชีวิต การทุจริตคอร์รัปชันตรวจสอบไม่ได้ ค่าแรงที่หาเสียงเอาไว้ 400-425 บาท ทำไม่ได้ นักศึกษาเรียนจบตกงานมีผู้ว่างงานจำนวน 5.5 แสนคน เพราะไม่มีเส้นสายฝากเข้ารับราชการทางพิเศษ

6.) ถ้าไม่มีการรัฐประหารรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการบินของสุวรรณภูมิที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ที่จะเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ไม่มีภาพทหารมายึดครองอำนาจให้ประเทศขาดความเชื่อมั่นจากทั่วโลกแบบทุกวันนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top