Saturday, 4 July 2026
NewsFeed

ชาวเน็ตมาเลย์ แขวะ!! นายกฯ อิสมาอิล นิยมใช้ของหรูหรา ทั้งที่ปชช. เจอมรสุมค่าครองชีพ

การแต่งกายของนายกรัฐมนตรีอิสมาอิล ซาบรี ยาค็อบ แห่งมาเลเซีย กลายเป็นประเด็นถกเถียงอยู่เสมอเกี่ยวกับเสื้อผ้าหรูหราราคาแพงที่ผู้นำรายนี้เลือกใส่ ล่าสุดมันโหมกระพือความเห็นต่างอีกครั้งบนสื่อสังคมออนไลน์ หลังพบเขาสวมรองเท้าราคาแพงกว่า 5,100 ริงกิต (ประมาณ 41,000 บาท) ในขณะที่ประชาชนในประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

ในอดีตที่ผ่านมา อิสมาอิล มักถูกวิพากษ์วิจารณ์บ่อยครั้งเกี่ยวกับชุดที่เขาเลือกสวมใส่ ในขณะที่ผู้คนบนสื่อสังคมออนไลน์แสดงความผิดหวังที่นายกรัฐมนตรีรายนี้มักเลือกสวมเครื่องแต่งกายหรูราและมีราคาแพงมาก

เมื่อเร็วๆ นี้ อิสมาอิล พบปะกับ ลอว์เรนซ์ หว่อง รองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ที่เมืองปุตราจายา หลังจาก หว่อง เดินทางมาเยือนมาเลเซีย

อย่างไรก็ตาม กลับเป็นเรื่องอื่นที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยชาวมาเลเซียตาดีบางส่วนสังเกตเห็นนายกรัฐมนตรีของพวกเขา สวมรองเท้าหนังยี่ห้อแอร์แมส ซึ่งระบุราคาบนเว็บไซต์ที่ 5,100 ริงกิต

หลังจากภาพถ่ายนี้ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางบนสื่อสังคมออนไลน์ ชาวเน็ตหลายคนไม่รีรอที่จะโพสต์ประณามนายกรัฐมนตรีรายนี้ต่อเครื่องแต่งกายที่เขาสวมใส่ ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตหลายคนแสดงความสงสัยว่าทำไมเขาถึงรู้สึกจำเป็นต้องสวมร้องเท้าที่มีราคาแพงเช่นนี้ ทั้งที่ในขณะเดียวกันรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์เอง ก็ไม่ได้รู้สึกว่าจำเป็นต้องแต่งกายหรูหราแต่อย่างใด

รอง ผบ.ตร. สั่งระดมตำรวจจราจร รับมือฝนตกหนักเย็นนี้ หวั่นน้ำท่วมขังรถติดหนัก

วันนี้ (7 ก.ย. 65) เวลา 11.30 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ตำรวจจราจรทุกพื้นเตรียมรับมือฝนตกหนักเย็นนี้ หวั่นเกิดน้ำท่วมขังในเส้นทางทำให้การจราจรเป็นอัมพาต

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า ผบ.ตร. ได้มีคำสั่งให้ทุกหน่วย ออกช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมรสุมกำลังแรง ที่จะส่งผลกระทบจนถึงวันที่ 9 ก.ย.65 ทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่และมีน้ำท่วมขังในเส้นทางการจราจร ทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนักในหลายเส้นทาง โดยเฉพาะพื้นที่ กทม. เมื่อคืนที่ผ่านมา 

ทั้งนี้ได้กำชับให้ทุกหน่วย ระดมกำลังตำรวจจราจร และทุกสายงาน โดยเฉพาะพื้นที่ กทม. เตรียมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักในช่วงเย็นวันนี้ โดยให้จัดตำรวจจราจรอำนวยความสะดวก เตรียมแผนเผชิญเหตุและชุดเคลื่อนที่เร็วไว้แก้ไขปัญหา กรณีมีรถเสียหรือเกิดอุบัติเหตุกีดขวางการจราจร ให้สามารถเคลื่อนย้ายรถได้อย่างรวดเร็ว รอง ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาการนายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ใช้รถใช้ถนน และที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมเฉียบพลัน ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งระดมช่วยเหลือประชาชนตลอดช่วงมรสุม ทั้งนี้หากพบอุบัติเหตุ หรือรถเสีย สามารถแจ้งสายด่วนตำรวจทางหลวง 1193, สายด่วนกรมทางหลวง 1586 หรือ สายด่วน บก.จร. 1197 ตลอด 24 ชม. หรือทางเว็บไซต์ www.trafficpolice.go.th , Facebook หรือ Twitter 1197

'ผอ.ศอ.ปส.ตร.' สั่งเร่งสืบสวนขยายผลเช็คบิลขบวนค้ายาบ้า หลังจาก ตำรวจ สภ.สบปราบรวบคาด่าน 3 ล้านเม็ด

เมื่อวันที่ 7 กันยายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ผอ.ศอ.ปส.ตร.) เปิดเผยว่าได้รับรายงานจาก พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบช.ภ.5 และ พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ปส. ว่า เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 6 ก.ย.2565 ที่ผ่าน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สบปราบ จว.ลำปาง ได้จับกุม นายสมชาย มารุ่งเรือง อายุ 40 ปี อยู่ 34/57 ซอยประชาอุทิศ 13 แขวงดอนเมือง เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร

พร้อมของกลางยาบ้า ยาบ้า จำนวน 15 กระสอบ รวม 3,000,000 เม็ด ซุกซ่อนในรถกระบะโตโยต้า สีเหลือง ทะเบียน ตธ 7950 กทม.จับกุมได้ที่ด่านตรวจสบปราบ ม.15  โดยข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อการค้า และเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน

โดยจากการสอบสวนผู้ต้องหาเบื้องต้นทราบว่ารับยาบ้าจำนวนดังกล่าวมาจาก จ.พะเยา นำไปส่งที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จึงได้สั่งการให้ บช.ปส.ให้ร่วมกับ ภ.5 เร่งสืบสวนขยายผลถึง ผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการมาดำเนินคดี และรายงานความคืบหน้าให้ทราบผล รวมถึงการตรวจสอบทรัพย์ ซึ่งถ้าหากพบว่าได้มาจากการค้ายาเสพติด ก็จะเสนอให้ต่อคณะกรรมการฟอกเงินฯเพื่อยึดทรัพย์ต่อไป "ผอ.ศอ.ปส.ตร."กล่าว

บิ๊กใหม่นำทัพบูรพา 491 และกองปราบ บุกจับผู้ร่วมขบวนการก่อเหตุยิง ทนายมานพ อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 จ.ระยอง

เรื่องเดิม เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 65 เวลา 19.07 น. ได้เกิดเหตุ คนร้าย “บุกเดี่ยว” ใช้อาวุธปืนลูกโม่ ขนาด .38 จ่อยิงใส่ นายมานพ เสถียรเขตต์ จำนวน 3 นัด จนเสียชีวิต เหตุเกิดที่ปั๊มน้ำมัน ช.อำนวยทรัพย์ปิโตเลี่ยม เลขที่ 111 ม.4 ต.บ้านค่าย  อ.บ้านค่าย จ.ระยอง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. จึงได้สั่งการให้ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. นำทีมสืบสวนสอบสวน ตามคำสั่ง ตร.ที่ 390/2565 ลงพื้นที่สืบสวนสอบสวน ร่วมกับ บก.ป.บช.ก. บก.สส.ภ.2, บก.สส.ภ.จว.ระยอง, สภ.บ้านค่าย จ.ระยอง เพื่อคลี่คลายคดีนี้ ต่อมา เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 65 พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร.ได้นำกำลัง ชุดสืบสวนตามคำสั่ง ตร.เปิดปฏิบัติการ บุกจับกุมตัว นายปิติ นิชรัตน์ (มือยิง) ที่ปั๊มน้ำมันคอลเทกซ์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร จังหวัดกรุงเทพ และ จับกุมตัวนายนิติพนธ์ ฉ่ำชื่น (คนพาหลบหนี) ที่ริมถนนภายในหมู่บ้าน หน้าฌาปนสถานบ้านถิ่น ต.บ้านถิ่น อ.เมือง จ.แพร่ นั้น

ต่อมา พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร.ได้ขยายผลจากการจับกุมและนำกำลัง บก.สส.ภ.2 , บก.สส.ภ.จว.ระยอง , กก.2 บก.ป. ปิดล้อมตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัยกว่า 8 แห่ง พบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในคดีหลายรายการ โดยได้พบพยานหลักฐานชิ้นสำคัญคือ ปืนลูกโม่ ยี่ห้อ สมิทแอนด์เวสสัน สีดำ ขนาด 38 จำนวน 1 กระบอก ที่บ้านเลขที่ 112/45 ม.1 ต.หนองละลอก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ซึ่งกองพิสูจน์หลักฐานได้ทำการตรวจเปรียบเทียบปืนกระบอกดังกล่าวกับหัวกระสุนที่อยู่ในที่เกิดเหตุแล้วยืนยันว่า “เป็นปืนที่ใช้ก่อเหตุ” ซึ่งปรากฏพยานหลักฐานยืนยันถึง นายเสถียร บุญกล้า อายุ 52 ปี ว่าเป็นผู้จัดหาและสั่งซื้อปืนกระบอกนี้ โดยซื้อมาในช่วงก่อนเกิดเหตุเพียง 10 วัน 

และพล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.ภ.2 พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. จึงเร่งสั่งการให้ พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. และคณะพนักงานสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลอาญาเพื่อออกหมายจับผู้ต้องหาศาลได้อนุมัติหมายจับนายเสถียร บุญกล้า อายุ 52 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1850/2565 ลงวันที่ 6 ก.ย. 65 ข้อหา “เป็นผู้สนับสนุนให้ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

นายกฯ สั่ง 4 หน่วยงานพิจารณาข้อมูลการแบนบุหรี่ไฟฟ้า ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าย้ำต้องฟังเสียงประชาชน

ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเฮ! หลังนายกฯ สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง และกรมสรรพสามิต ทบทวนประเด็นการห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องระหว่างกัน

นายมาริษ กรัณยวัฒน์ ผู้แทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า กลุ่มลาขาดควันยาสูบ “ECST” และแอดมินเพจ “บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร” ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 1 แสนรายเผยภายหลังได้รับหนังสือตอบกลับจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2565 ว่า “ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนคนไทย โดยเฉพาะผู้สูบบุหรี่กว่า 9.9 ล้านคนที่อาจต้องเสียชีวิตถึงปีละกว่า 7 หมื่นคนเพราะควันจากการเผาไหม้ของการสูบบุหรี่ และไม่ทอดทิ้งผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าซึ่งอาจมีจำนวนมากกว่า 5 แสนคนในปัจจุบัน”

“จดหมายสั่งการจากนายกรัฐมนตรีฉบับนี้เป็นสัญญาณอันดีที่แสดงให้เห็นถึงการเปิดรับฟังเสียงของประชาชนอย่างรอบด้านของท่านนายกฯ มากกว่ารับฟังข้อมูลจากนักวิชาการและแพทย์บางกลุ่มฝ่ายเดียว เพราะที่ผ่านมา การแบนบุหรี่ไฟฟ้าเกิดจากการผลักดันของเอ็นจีโอและแพทย์ที่รับทุน จาก สสส. โดยไม่ได้มีการทบทวนผลกระทบและประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งที่ประเทศไทยมีการแบนบุหรี่ไฟฟ้ามาแล้ว 8 ปี แต่คนใช้เพิ่มมากขึ้นกว่า 600% แถมรัฐบาลยังไม่สามารถป้องกันการเข้าถึงของเยาวชนได้จริง ไม่สามารถเก็บภาษีและควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยให้ประชาชนได้ ในขณะที่การลักลอบซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ก็มากขึ้นและยังทำให้เกิดปัญหาการจับกุมรีดไถและการคอรัปชั่น แสดงถึงความล้มเหลวของมาตรการแบนบุหรี่ไฟฟ้า”

รายละเอียดในหนังสือฉบับดังกล่าวระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับทราบข้อมูลและได้สั่งการเรื่องดังกล่าว หลังจากก่อนหน้านี้มีกลุ่มแพทย์นำเสนอข้อมูลแต่เพียงด้านเดียวต่อท่านนายกฯ เพื่อให้คงการแบนบุหรี่ไฟฟ้าไว้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. ส่งเรื่องให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข และกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง พิจารณาและรายงานผลกราบเรียนนายกรัฐมนตรี
2. มอบหมายสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นหน่วยงานประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และผู้แทนกลุ่ม ECST เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องระหว่างกัน

'พิธา' เตรียมดันนโยบายดูแลสูงวัยทั่วประเทศ หลังรัฐสร้างปัญหา ออกกฎหมายขัดกันมั่ว

หัวหน้าพรรคก้าวไกล รับหนังสือจากกลุ่ม 'นักกฎหมายทนายความประชาชนสี่ภาค' เตรียมผลักดัน นโยบายรองรับสังคมสูงวัย หวั่นคนแก่ถูกทอดทิ้ง

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วยส.ส. จากพรรคก้าวไกล รับหนังสือจากกลุ่มนักกฎหมายทนายความประชาชนสี่ภาค ซึ่งเดินทางมาร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาเบี้ยผู้สูงอายุที่เกิดขึ้น โดยพิธาได้อธิบายถึงปัญหาที่เกิดขึ้นโดยยกตัวอย่าง กรณีผู้สูงอายุถูกรัฐสั่งฟ้องคืน 'เงินคนแก่' และตัวอย่างที่ยกไปนั้นไม่ใช่ตัวอย่างเดียวที่เกิดขึ้น แต่ยังมีตัวอย่างของผู้สูงอายุอีกจำนวนมากที่ต้องคืนเงินให้กับรัฐ เนื่องจากความผิดพลาดของการออกกฎหมายที่ขัดกันและการดำเนินการของรัฐที่ไม่รอบคอบถี่ถ้วน หากรัฐไม่สามารถจัดการระบบและกฎหมายที่ขัดกันได้ ปัญหานี้จะกลายเป็นปัญหาคุกคามผู้สูงวัยทั่วประเทศ วันนี้ตนจึงเดินทางมารับหนังสือร้องเรียนจากกลุ่มทนายที่พบปัญหาโดยตรง

หนึ่งในตัวแทนกลุ่มนักกฎหมายทนายความประชาชนสี่ภาค ได้ยกตัวอย่างปัญหาสำคัญของคดีลูกความผู้สูงอายุที่ตนเป็นทนายความไว้ว่า "ที่ผ่านมา กรมบัญชีกลางได้เรียกเงินคืนจากผู้สูงอายุที่รับเงินจากบำเหน็จบำนาญจากบุตรชายที่เสียชีวิต ผมจึงเข้าไปเป็นทนายความยื่นฟ้องศาลปกครอง เมื่อศาลปกครองรับฟ้อง พิจารณาหลังจากนั้นผมได้ยื่นฟ้องศาลปกครองต่อกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานโดยตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง หลังจากยื่นฟ้องศาลปกครองรับฟ้อง คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะพิเศษ

พม. เป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับรัฐมนตรีด้านสตรีของเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Women and Economy Forum)

วันนี้ 7 ก.ย. 65 เวลา 09.00 น. "นายจุติ ไกรฤกษ์ " รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานเปิดการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านสตรีของเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Women and Economy Forum) ภายใต้แนวคิด “Women’s Empowerment through the BCG Economy” การเสริมพลังสตรีในทางเศรษฐกิจผ่านแนวคิดเศรษฐกิจ BCG หรือ Bio - Circular - Green Economy ซึ่งกระทรวง พม. โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีจากกระทรวงหรือหน่วยงานด้านสตรีและเศรษฐกิจจากเขตเศรษฐกิจเอเปค และคณะผู้แทน ได้แก่ ออสเตรเลีย ปาปัวนิวกินี สิงคโปร์ และจีนไทเป เข้าร่วมประชุมแบบออนไซต์  ส่วนบรูไนดารุสซาลาม แคนาดา จีน อินโดนีเซีย เกาหลี มาเลเซีย เม็กซิโก เวียดนาม และรัฐเซีย เข้าร่วมประชุมรูปแบบออนไลน์  อีกทั้งชิลี ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ และสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมประชุมแบบไฮบริด รวมถึงผู้นำระดับสูงของสำนักงานเลขาธิการเอเปค สภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค Advisory Council – ABAC) และข้าราชการระดับสูงและภาคเอกชน รวมประมาณ 100 คน เข้าร่วมประชุม ณ True ICON Hall ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม กรุงเทพฯ  ซึ่งในครั้งนี้ "นางพัชรี อาระยฎกุล" ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย

นายจุติ กล่าวว่า ในนามของรัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทย ตนรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้มีโอกาสต้อนรับรัฐมนตรี หัวหน้าคณะเขตเศรษฐกิจ และผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน สำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านสตรีของเขตเศรษฐกิจเอเปคครั้งนี้ โดยมีเขตเศรษฐกิจ จำนวน 20 เขต ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมการประชุม ในรูปแบบผสมผสาน (A hybrid format) ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 137 คน ซึ่งตนขอขอบคุณรัฐมนตรี หัวหน้าคณะผู้แทน และผู้บริหาร เอเปค ที่เดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุมในวันนี้ด้วยตัวเอง ซึ่งตนหวังว่าทุกท่านจะมีความสุขในช่วงระยะเวลาที่อยู่ในประเทศไทยและประทับใจกับการดูแลต้อนรับ ที่ทางรัฐบาลไทยตั้งใจเตรียมการไว้ให้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมที่ได้มาพบปะกันครั้งแรกหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 นับเป็นการประชุมระหว่างประเทศที่มีความสำคัญที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญสำหรับการเสริมพลังและความก้าวหน้าของสตรีและความเท่าเทียมทางเพศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ภายใต้แผนลา เซเรนา เพื่อสตรีและการเจริญเติบโตที่ครอบคลุม (พ.ศ. 2019 - 2030) วิสัยทัศน์ปุตราจายา 2040 แผนปฏิบัติการและเครื่องมือกลไกต่างๆ ที่เอเปคเห็นชอบร่วมกัน

'มิน อ่อง หล่าย' ลัดฟ้าพบ 'ปูติน' ฉลุยปิดดีลซื้อน้ำมัน พร้อมจ่าย 'รูเบิล-สกุลอื่นๆ' ที่รัสเซียพอใจจะรับ

นายพล มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารพม่า เดินทางไปเข้าร่วมประชุมในงาน Eastern Economic Forum (EEF) ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่เมืองวลาดิวอสตอค ทางฝั่งตะวันออกของรัสเซีย เพื่อพบกับ วลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ซึ่งเป็นการพบกันครั้งแรกนับตั้งแต่การเกิดเหตุรัฐประหารในพม่าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2021 เป็นต้นมา 

การพบปะระหว่าง 2 ผู้นำ ที่เป็นศูนย์รวมการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก เป็นการคุยกันแบบทวิภาคี นอกรอบจากงานประชุม EEF โดยทั้ง 2 ผู้นำตั้งใจหารือด้านความร่วมมือทางการค้า และยกระดับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้นไปอีก โดย นายพล มิน อ่อง หล่าย ได้กล่าวยกย่องผู้นำรัสเซียว่า มีบทบาทเป็นผู้นำโลกในการสร้างเสถียรภาพในระดับนานาชาติ   

ในการประชุม มีการพูดคุยถึงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้าอย่างกว้างขวาง แต่สิ่งที่เป็นไฮไลท์ของการพบปะกันคือข้อตกลงในการซื้อ-ขายน้ำมัน ระหว่างพม่าและรัสเซีย ที่สามารถปิดดีลได้ทันทีหลังงานประชุม

ซึ่งพม่าและรัสเซีย เคยตกลงที่จะซื้อน้ำมันจากรัสเซียไว้ก่อนหน้านี้ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฏาคม แต่ยังไม่พร้อมที่จะชำระเป็นเงินสกุลรูเบิล 

แต่มาครั้งนี้ ผู้นำพม่ายินดีที่จะชำระค่าน้ำมันด้วยเงินรูเบิล หรือสกุลเงินอื่นๆ ที่ทางรัสเซียพอจะรับได้ ซึ่งจะทำให้การซื้อขายได้ง่ายกับทั้งสองฝ่าย เนื่องจากตอนนี้ทั้งสองประเทศมีข้อจำกัดอย่างมากในการเข้าถึง และทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศด้วยเงินสกุลต่างๆ

มาคาเลียส อัดบริการใหม่ ‘Corporate Package’ เจาะกลุ่มเอสเอ็มอี และลูกค้าองค์กร

มาคาเลียส (MAKALIUS) ลุยตลาดท่องเที่ยวในประเทศไทยไตรมาสสุดท้ายปี 2565 เปิดตัวบริการใหม่ “Corporate Package” เจาะกลุ่มลูกค้าองค์กร ชูบริการแบบครบวงจร พร้อมการดีไซน์รูปแบบท่องเที่ยวตามความต้องการของลูกค้า

นางสาวณีรนุช ไตรจักร์วนิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาคาเลียส ประเทศไทย จำกัด แหล่งรวมอี-วอเชอร์ ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว อันดับ 1 ของประเทศไทย กล่าวว่า “ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2565 คาดว่าภาพรวมตลาดท่องเที่ยวทั่วโลกจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง รวมถึงประเทศไทย เนื่องจากปัจจัยบวกต่าง ๆ อาทิ สถานการณ์การรับมือของโควิด-19 ดีขึ้น การเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยว รวมถึงวันหยุดพิเศษ เป็นต้น ส่งผลให้กลุ่มนักท่องเที่ยวเริ่มวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ที่เตรียมวางแผนจัดกิจกรรมเลี้ยงของคุณลูกค้าและพนักงาน 

จากการสำรวจกลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการของมาคาเลียสในช่วงที่ผ่าน พบว่า นอกเหนือจากกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไปแล้ว ปัจจุบันเริ่มมีกลุ่มลูกค้าองค์กรให้ความสนใจการสั่งซื้อวอเชอร์ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว และร้านอาหาร เพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนที่ทำงาน รวมถึงมีการสอบถามเรื่องแพคเกจสำหรับองค์กรเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากลูกค้ามองว่าการซื้อวอเชอร์ในลักษณะดังกล่าวมีราคาและแพคเกจที่ถูกกว่าการจัดโปรแกรมการท่องเที่ยวด้วยตัวเอง

โดยมาคาเลียสได้เล็งเห็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ จึงได้นำจุดแข็งขององค์กรในด้านพันธมิตร ทั้ง โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ทั่วประเทศไทยที่มีกว่า 300 ราย พร้อมทั้งความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยว มาสร้างเป็นบริการใหม่ "Corporate Package” บริการจัดแพคเกจด้านการท่องเที่ยว-สัมมนา-เลี้ยงฉลอง แบบครบวงจร (One Stop Service) เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีขนาดเล็กไปจนถึงกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่

'แสนยากรณ์' ยกเหตุผล 4 ป. ควรแก้ ม.272 ยกเลิกอำนาจ ส.ว.เลือกนายกฯ หากไม่ผ่าน เสี่ยงเกิดวิกฤติการเมือง หลังเลือกตั้ง

นายแสนยากรณ์ สิงห์วีรธรรม โฆษกพรรคกล้า ในฐานะคณะรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 อภิปรายในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ก่อนลงมติว่า จากที่ได้ฟังการอภิปรายของท่านสมาชิกรัฐสภา ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อาจจะมีกระทบกระทั่ง เห็นต่างกันบ้าง แต่อยากจะย้ำว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นร่างที่ประชาชนเข้าชื่อเสนอร่างกันมา จึงอยากให้พิจารณาในแง่ของหลักการ พร้อมทั้งสรุปข้อสังเกตเป็น 4 ป. คือ 1.) "ประชามติ" แม้ทั้งรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วงจะผ่านการเห็นชอบการประชามติ แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐธรรมนูญจะแก้ไขไม่ได้ ต้องยอมรับว่า ตลอดระยะเวลาบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 5 ปีกว่า มีเนื้อหาหลายส่วนที่เป็นปัญหาต้องแก้ไข ซึ่งสถานการการเมืองตอนนี้ ผันผวนไม่แน่นอน ไม่รู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยสถานะนายกรัฐมนตรีอย่างไร ต้องเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่หรือไม่ หรือจะยุบสภาในอีกไม่กี่เดือนนี้หรือไม่ จึงเห็นตรงกัน ว่าควรเร่งแก้ไขยกเลิก การใช้เสียง ส.ว.ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี ก่อนการเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะเกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหามากมายหลายอย่างตามมา

นายแสนยากรณ์ กล่าวต่อว่า 2.) "ปฏิบัตินิยม" ถ้ากลับไปดูคะแนนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา คะแนนในสภาผู้แทนราษฎร 251 ต่อ 244 เสียง นั่นหมายความว่า ใช้คะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎร ก็มากเพียงพอจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจเรื่องนี้ เพราะเมื่อมีเสียงวุฒิสภาเข้าไปร่วมโหวตเลือกนายกฯ ด้วย ทำให้ประชาชน จำนวนไม่น้อย รู้สึกว่ากระบวนการไม่ได้เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย ทั้งที่จริงใช้แค่เสียงในสภาผู้แทนราษฎรก็พอแล้ว แต่หากไม่ได้เสียงข้างมาก แล้วใช้เสียงวุฒิสภาลากเข้าไปจัดตั้งรัฐบาล สุดท้ายคงอยู่ได้แค่ไม่กี่เดือน เพราะเสียงไม่ถึงในสภาผู้แทนราษฎร ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที

นายแสนยากรณ์ กล่าวว่า 3.) "ประชาธิปไตย" รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ทั้งคำปรารภหลายวรรค บททั่วไปมาตรา 2 ระบุชัดเจนถึงระบอบการปกครองและการยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย แต่ถ้ายังคงให้ใช้เสียง ส.ว. ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี อาจจะเป็นกระบวนการที่ขัดต่อกฎหมายและระบอบการปกครองเสียเอง และ 4.) "ปรองดอง" โดยหวังกับสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะสมาชิกวุฒิสภา เพราะอำนาจนี้ ทำให้คนจำนวนไม่น้อยมองว่า ส.ว.เป็นกลไกสืบทอดอำนาจ เป็นปัญหาความไม่เข้าใจกัน เป็นปัญหาความขัดแย้งการเมือง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top