Friday, 5 June 2026
Meta

Apple - Meta - Boeing นำทัพบริษัทยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ เข้าพบนายกฯ ‘ฝ่ามมิงชิ่ญ’ ถกการขยายธุรกิจในเอเชีย

(19 มี.ค. 68) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะผู้แทนจากกว่า 60 บริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ รวมถึง Apple, Meta และ Boeing ได้เดินทางเข้าพบ นายฝ่ามมิงชิ่ญ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม เพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสในการขยายการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

การเจรจาครั้งนี้จัดขึ้นท่ามกลางความพยายามของเวียดนามในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะจากบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่ สหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักของเวียดนาม กำลังมองหาโอกาสในการกระจายฐานการผลิตออกจากจีน ส่งผลให้เวียดนามกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับธุรกิจระดับโลก

“เวียดนามเข้าสู่บทใหม่ด้วยระบบการเมืองที่ได้รับการปฏิรูปและปรับปรุงอย่างพื้นฐาน ชุมชนธุรกิจอเมริกันก็ตั้งตารอที่จะได้รับผลกระทบเชิงบวกจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้และโอกาสต่างๆ ข้างหน้า” นายเท็ด โอเซียส ประธานสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน (USABC) กล่าว

แหล่งข่าวระบุว่า การหารือครั้งนี้ครอบคลุมหลายประเด็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และแนวทางสนับสนุนบริษัทต่างชาติที่ต้องการขยายธุรกิจในเวียดนาม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไฮเทค อิเล็กทรอนิกส์ และการบิน

ก่อนหน้านี้ Apple และบริษัทซัพพลายเออร์ของตนได้ขยายการผลิตมายังเวียดนามอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ Meta กำลังมองหาโอกาสทางดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในภูมิภาค ส่วน Boeing ก็ให้ความสนใจในการร่วมมือด้านอุตสาหกรรมการบิน

นายฝ่ามมิงชิ่ญย้ำถึงความพร้อมของเวียดนามในการสนับสนุนการลงทุนจากสหรัฐฯ และเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศ โดยรัฐบาลเวียดนามพร้อมให้การสนับสนุนในด้านนโยบาย สิทธิประโยชน์ทางภาษี และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อดึงดูดการลงทุนในระยะยาว

การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก และบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเวียดนามในฐานะศูนย์กลางการลงทุนของบริษัทชั้นนำระดับโลก

EU สั่งปรับ Apple-Meta กว่า 700 ล้านยูโร ฐานขัดขวางการแข่งขันในตลาดดิจิทัล และละเมิดสิทธิผู้บริโภค

(24 เม.ย. 68) สหภาพยุโรป (EU) สั่งปรับบริษัท Apple จำนวน 500 ล้านยูโร (ราว 18,750 ล้านบาท) และ Meta อีก 200 ล้านยูโร (ราว 7,621 ล้านบาท) ฐานละเมิดพระราชบัญญัติตลาดดิจิทัล (DMA) โดยระบุว่าทั้งสองบริษัทจำกัดการแข่งขันและลดทางเลือกของผู้บริโภคในตลาดดิจิทัล

คณะกรรมาธิการยุโรปชี้ว่า Apple ใช้มาตรการทางเทคนิคและเชิงพาณิชย์เพื่อกีดกันไม่ให้ผู้พัฒนาแอพแนะนำข้อเสนอราคาถูกนอก App Store ซึ่งขัดต่อหลักความเป็นธรรมทางการตลาดที่ DMA วางไว้

สำหรับ Meta รายงานระบุว่าโมเดล “จ่ายหรือยินยอม” ที่เปิดตัวปลายปี 2023 ซึ่งให้ผู้ใช้เลือกยอมให้ติดตามข้อมูลเพื่อใช้บริการฟรี หรือจ่ายเงินเพื่อใช้งานแบบไม่มีโฆษณา ถูกพิจารณาว่าละเมิด DMA แม้จะมีการปรับเปลี่ยนให้ลดการใช้ข้อมูลแล้วก็ตาม

ค่าปรับนี้เป็นผลจากการสอบสวนของคณะกรรมาธิการยุโรปที่ดำเนินมานานกว่าหนึ่งปี แสดงให้เห็นถึงความจริงจังของ EU ในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีให้ปฏิบัติอย่างเป็นธรรมต่อผู้บริโภคและคู่แข่งในตลาดยุโรป

สิงคโปร์สั่ง Meta บล็อกด่วน โพสต์เฟซบุ๊กชาวต่างชาติ 3 ราย หวั่นแทรกแซงการเลือกตั้งที่จะจัดขึ้นในวันที่ 3 พฤษภาคมนี้

รัฐบาลสิงคโปร์มีคำสั่งให้ Meta บริษัทแม่ของ Facebook ปิดกั้นการเข้าถึงโพสต์ของชาวต่างชาติ 3 คน ซึ่งรวมถึงนักการเมืองมาเลเซียและชาวออสเตรเลีย โดยกล่าวหาว่าโพสต์เหล่านี้เป็นความพยายามแทรกแซงการเลือกตั้งทั่วไปที่จะจัดขึ้นในวันที่ 3 พฤษภาคมนี้

กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงกิจการเลือกตั้งของสิงคโปร์ระบุว่า โพสต์ดังกล่าวเป็นภัยต่อความสามัคคีทางเชื้อชาติและศาสนา พร้อมเน้นย้ำว่าการกระทำของชาวต่างชาติในกรณีนี้เป็นการละเมิดกฎหมายโซเชียลมีเดียฉบับใหม่ ที่ห้ามไม่ให้ชาวต่างชาติเผยแพร่เนื้อหาทางการเมืองในประเทศ

ผู้ใช้งานที่ถูกสั่งบล็อกประกอบด้วยรัฐมนตรีมาเลเซียจากพรรค PAS ชาวออสเตรเลียที่เคยถือสัญชาติสิงคโปร์ และผู้นำเยาวชน PAS ซึ่งแชร์โพสต์ที่วิจารณ์นักการเมืองมุสลิมในสิงคโปร์ 

คำสั่งดังกล่าวอ้างอิงจากพระราชบัญญัติความปลอดภัยออนไลน์ที่มีผลบังคับใช้ในปี 2023 ซึ่งให้อำนาจหน่วยงานควบคุมสื่อในการสั่งลบเนื้อหาที่เป็นอันตราย รวมถึงโพสต์ที่ปลุกปั่นความขัดแย้งทางชาติพันธุ์หรือศาสนา และกฎหมายอื่น ๆ ที่สิงคโปร์บังคับใช้เพื่อสกัดกั้นอิทธิพลจากต่างชาติ

แม้รัฐบาลจะอ้างถึงการปกป้องเอกภาพของชาติ แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและนักวิเคราะห์บางฝ่ายชี้ว่า การบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้อาจเป็นการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความเห็น และสะท้อนความหวาดระแวงของรัฐบาลต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากต่างชาติในโลกออนไลน์

นักลงทุนหวั่น ‘ฟองสบู่ AI’ อาจซ้ำรอยวิกฤตดอทคอม ชี้การใช้จ่ายหลายล้านล้าน!! เสี่ยงผลตอบแทนไม่คุ้มค่า

(6 ต.ค. 68) กระแสความร้อนแรงของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังถูกตั้งคำถามถึงความยั่งยืน โดยสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า บริษัทยักษ์เทคโนโลยีต่างทุ่มเงินมหาศาลหลายแสนล้านดอลลาร์เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลและลงทุนในชิปขั้นสูง แต่ยังไม่ชัดเจนว่ารายได้จาก AI จะเพียงพอคุ้มค่าการใช้จ่ายหรือไม่ หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่าอาจกำลังเข้าสู่ “ฟองสบู่ AI” ที่คล้ายกับวิกฤตดอทคอม (Dot-com Bubble) ในอดีตช่วงปี 1995-2000

ขณะที่ บริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น OpenAI, Meta และ Nvidia ถูกจับตาจากแผนลงทุนระดับ “ล้านล้านดอลลาร์” เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่ง แซม อัลท์แมน (Sam Altman) ซีอีโอ OpenAI ได้เปิดตัวโครงการ Stargate มูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์ และระบุว่าบริษัทอาจใช้เงินถึง “หลายล้านล้านดอลลาร์” ขณะที่ Meta ของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ก็ประกาศทุ่มงบสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดคำถามว่าการทุ่มลงทุนนี้ มากเกินไปหรือไม่

ด้าน นักวิเคราะห์เตือนว่า รายได้จาก AI อาจไม่สามารถชดเชยต้นทุนได้จริง รายงานของ Bain & Co. คาดว่า ภายในปี 2030 บริษัทด้าน AI ต้องทำรายได้ถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี แต่มีแนวโน้มขาดเป้ากว่า 800 พันล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน งานวิจัยจาก MIT และ Harvard ชี้ว่าองค์กรจำนวนมากยังไม่ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนใน AI แถมยังเกิดปัญหา “Workslop” หรือเนื้อหาที่ดูเหมือนงานคุณภาพแต่ไร้สาระสำคัญจริง

แม้ผู้บริหารเทคโนโลยีหลายรายยอมรับความเสี่ยงของฟองสบู่ แต่ก็ยังเชื่อว่า AI จะเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการใช้จ่ายที่ร้อนแรงเกินจริง และการแข่งขันจากจีนที่นำเสนอโมเดล AI ราคาถูกกว่า อาจทำให้บริษัทยักษ์เทคฯ ต้องเจอกับแรงกดดันมหาศาล นักวิเคราะห์บางรายเปรียบเทียบว่า แม้ AI จะมีอนาคต แต่เส้นทางสู่ผลตอบแทนอาจเต็มไปด้วย “ความเจ็บปวดจากฟองสบู่แตก” อีกครั้ง

บริษัท OnlyFans สร้างรายได้ต่อพนักงาน สูงที่สุดในโลก!! แซงหน้า Apple–Meta–Nvidia แม้มีทีมงานทั่วโลกเพียง 42 คน  โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจาก ‘คอนเทนต์สยิว’

(28 ต.ค. 68) บริษัท OnlyFans แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ผู้สร้างคอนเทนต์สามารถสร้างรายได้จากการเก็บค่าสมาชิกจากผู้ติดตาม กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีรายได้ต่อพนักงานสูงที่สุดในโลก ด้วยตัวเลขเฉลี่ยกว่า 37.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อคน (ราว 1.37 พันล้านบาท) ในปี 2024 แซงหน้าแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia, Apple, Meta, Google และ Microsoft หลายเท่าตัว จากข้อมูลของ Barchart ที่เผยแพร่โดย The Economic Times

OnlyFans ทำรายได้สุทธิราว 1.41 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากมูลค่าการทำธุรกรรมรวมกว่า 7.22 พันล้านดอลลาร์ โดยมีพนักงานเพียง 42 คนทั่วโลก ตัวเลขนี้ทำให้รายได้ต่อหัวของบริษัทสูงกว่า Nvidia ถึง 10 เท่า และมากกว่า Apple กว่า 15 เท่า

รายได้ของ OnlyFans มาจากการหักค่าคอมมิชชัน 20% จากรายได้ของครีเอเตอร์ ขณะที่อีก 80% เป็นส่วนแบ่งของผู้สร้างคอนเทนต์ ซึ่งปัจจุบันแพลตฟอร์มมีผู้สร้างกว่า 4.6 ล้านบัญชี และแฟนคลับกว่า 377 ล้านบัญชีทั่วโลก โดยรายได้ส่วนใหญ่ยังคงมาจากคอนเทนต์ 18+ สำหรับผู้ใหญ่ 

ทั้งนี้ เมื่อปี 2024 บริษัท OnlyFans มีกำไรก่อนหักภาษี 684 ล้านดอลลาร์ และจ่ายเงินปันผลกว่า 701 ล้านดอลลาร์ ให้แก่ เลโอนิด รัดวินสกี (Leonid Radvinsky) เจ้าของแพลตฟอร์มชาวอเมริกันเชื้อสายยูเครน วัย 43 ปี

 

ติ๊กต็อก–เมตา–สแน็ป ยอมทำตามกฎหมายใหม่ออสเตรเลีย ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียล เริ่มมีผล 10 ธันวาคม 2568 ฝ่าฝืนอาจถูกปรับ 1 พันล้านบาท

(4 ต.ค. 68) ไบต์แดนซ์ (ByteDance) บริษัทแม่ของติ๊กต็อก (TikTok), เมตา (Meta) เจ้าของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม รวมถึงสแน็ป (Snap) ผู้ให้บริการสแน็ปแชต (Snapchat) ประกาศต่อรัฐสภาออสเตรเลียว่าจะปฏิบัติตามกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับแรกของโลกในลักษณะนี้ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

บริษัททั้งสามระบุว่าจะปิดบัญชีของผู้ใช้งานที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีทันทีเมื่อกฎหมายมีผล โดยกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบตั้งแต่ปี 2024 และมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของเยาวชนในโลกออนไลน์

เจนนิเฟอร์ สเตาท์ (Jennifer Stout) รองประธานอาวุโสฝ่ายนโยบายระดับโลกของสแน็ป แสดงความกังวลว่าการแบนอาจทำให้วัยรุ่นหันไปใช้บริการส่งข้อความอื่นที่ขาดระบบป้องกันความปลอดภัยเท่าที่ควร แม้จะไม่เห็นด้วยกับมาตรการนี้ แต่บริษัทจะปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเต็มที่ 

ขณะที่เมตาเตรียมติดต่อผู้ใช้ออสเตรเลียอายุต่ำกว่า 16 ปีราว 450,000 คน เพื่อให้เลือกว่าจะลบบัญชีหรือเก็บข้อมูลไว้จนกว่าจะมีอายุครบตามกำหนด

ทั้งนี้ กฎหมายใหม่กำหนดโทษปรับสูงสุดถึง 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 1.05 พันล้านบาท) สำหรับบริษัทที่ไม่ดำเนินมาตรการป้องกันอย่างเหมาะสม เพื่อห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงแพลตฟอร์มของตน ถือเป็นก้าวสำคัญในการควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียของเยาวชนในระดับโลก

Meta ถูกแฉ! โกยรายได้ 10% จากโฆษณาหลอกลวง กว่า 4.8 แสนล้านบาท แม้รู้ปัญหาแต่ไม่จัดการแลกกับรายได้มหาศาล ชี้ ขาดทั้งจริยธรรมและความรับผิดชอบ

Meta ถูกแฉ! เอกสารภายในเผยรายได้ 10% มาจาก “โฆษณาหลอกลวง” มูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์

สำนักข่าว Reuters รายงานอ้างเอกสารภายในของบริษัท Meta (เจ้าของ Facebook, Instagram, WhatsApp) ระบุว่า รายได้ของบริษัทในปี 2024 ถึง 10% หรือราว 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 4.8 แสนล้านบาท) มาจากโฆษณาที่เข้าข่าย “Scam” หรือโฆษณาที่ผิดกฎหมาย เช่น การพนันออนไลน์และสินค้าปลอม

เอกสารระบุเพิ่มเติมว่า Meta แบนผู้ลงโฆษณาได้เฉพาะเมื่อระบบ “มั่นใจเกิน 95%” ว่าเป็นการละเมิดกฎเท่านั้น หากระบบไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว บริษัทจะไม่ลบโฆษณา แต่จะ “ขึ้นราคาค่าโฆษณา” เพื่อเป็นการลงโทษแทน ซึ่งหมายความว่า Meta ยังคงได้ประโยชน์จากโฆษณาผิดกฎหมายเหล่านี้อยู่ดี

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยว่าในแต่ละวัน มีโฆษณาประเภทหลอกลวงถูกแสดงบนแพลตฟอร์มของ Meta มากกว่า 15,000 ล้านครั้ง และผู้ใช้ที่เผลอคลิกโฆษณาเหล่านี้จะถูกระบบแนะนำโฆษณาอื่น ๆ ต่อเนื่องผ่านอัลกอริทึม personalization ของบริษัท

ด้านโฆษก Meta ให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเพียง “มุมมองบางส่วน” ของการประเมินภายใน และตัวเลข 10% อาจสูงเกินจริง โดยบริษัทเชื่อว่าตัวเลขจริง “ต่ำกว่านั้นมาก”

อย่างไรก็ตาม ในเอกสารภายในของ Meta เองก็ยอมรับว่า แพลตฟอร์มของตน “มีส่วนเกี่ยวข้องกับโฆษณาหลอกลวงในสหรัฐฯ สูงถึงหนึ่งในสามของทั้งหมด” และย้ำว่า “มันง่ายกว่ามากที่จะยิงโฆษณาหลอกลวงบน Meta มากกว่า Google”

หลังข่าวดังกล่าวเผยแพร่ออกมา รัฐบาลมาเลเซีย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสาร ดาโต๊ะ ฟาห์มี ฟัดซิล (Datuk Fahmi Fadzil) ประกาศว่า จะเรียก Meta เข้าชี้แจงต่อรัฐบาลมาเลเซียโดยตรง พร้อมระบุว่า “ตัวเลข 10% ที่ Reuters รายงาน แม้ Meta จะปฏิเสธว่าเกินจริง แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการอธิบายต่อสาธารณะ”

ฟาห์มีกล่าวเสริมว่า หลัง Online Safety Act (ONSAR) มีผลบังคับใช้ แพลตฟอร์มอย่าง Meta จะมี “พันธะทางกฎหมายในการป้องกันเนื้อหาที่เป็นอันตราย” หากละเมิดอาจถูกดำเนินการทางกฎหมายได้

> “คนมาเลเซียสมควรได้รับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ปลอดภัย บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เผยแพร่บนระบบของตนเอง” — ฟาห์มี ฟัดซิล กล่าว

ทั้งนี้ ปัญหาโฆษณาหลอกลวงบน Facebook และ Instagram เป็นเรื่องที่ผู้ใช้ทั่วโลกรับรู้กันมานาน แต่การหลุดของเอกสารภายในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ยืนยันว่า Meta “รู้ถึงปัญหาและยอมปล่อยให้เกิดขึ้น” เพื่อแลกกับรายได้มหาศาล


สรุปตัวเลขสำคัญ
รายได้จากโฆษณา Scam: ~10% ของรายได้ทั้งหมด (≈15,000 ล้านดอลลาร์)
ปริมาณการแสดงโฆษณาหลอกลวง: 15,000 ล้านครั้ง/วัน
สัดส่วน Scam ในสหรัฐฯ: 1/3 ของทั้งหมด

Meta ปัดฝุ่น “Malibu 2” ส่งสมาร์ตวอตช์ชน Apple ปลายปี 2026 รับยุค AI

หลังจากที่เคยพับเก็บโครงการไปเมื่อปี 2022 ล่าสุด Meta (Facebook) กลับมาเดินหน้าเต็มสูบอีกครั้งกับโครงการสมาร์ตวอตช์ ภายใต้รหัสลับ "Malibu 2" โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในระบบนิเวศ Wearable ที่ทำงานร่วมกับ AI และแว่นตาอัจฉริยะ (Smart Glasses) อย่างไร้รอยต่อ

การกลับมาของ "ข้อมืออัจฉริยะ" ที่ไม่ใช่แค่นาฬิกา

รายงานจากแหล่งข่าววงในระบุว่า Meta กำลังซุ่มพัฒนาสมาร์ตวอตช์รุ่นใหม่ที่มีกำหนดเปิดตัวในช่วง ปลายปี 2026 (พ.ศ. 2569) ซึ่งการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การทำนาฬิกาบอกเวลาหรือวัดชีพจรแบบเดิมๆ แต่เป็นการแก้เกมด้วยฟีเจอร์ที่คู่แข่งยังไม่มี

จุดเด่นที่คาดว่าจะมาใน "Meta Smartwatch":
1. กล้องถ่ายรูปในตัว (Built-in Camera): จุดขายหลักที่แตกต่างจาก Apple Watch หรือ Galaxy Watch คือการติดตั้งกล้องความละเอียดสูง เพื่อให้ผู้ใช้สามารถวิดีโอคอล หรือถ่ายภาพเพื่อแชร์ลง Social Media (Facebook/Instagram) ได้ทันทีจากข้อมือ

2. ศูนย์บัญชาการ AI: ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง Meta AI (Llama Models) ที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัว คอยวิเคราะห์สุขภาพ ให้คำแนะนำ และตอบโต้ได้ฉลาดกว่าเดิม

3. ตัวควบคุมแว่น AR/VR: ไฮไลต์สำคัญคือการทำงานร่วมกับ Ray-Ban Meta หรือแว่น Orion ในอนาคต โดยนาฬิกาอาจทำหน้าที่เป็นตัวสั่งการ (Controller) ผ่านการขยับมือหรือคลื่นประสาท (Neural Interface) เพื่อควบคุมภาพที่เห็นในแว่นตา

ทำไมต้อง "ปัดฝุ่น" ตอนนี้?
การรื้อฟื้นโครงการนี้เกิดขึ้นจาก 2 ปัจจัยหลัก:

• ความสำเร็จของ Ray-Ban Meta: ยอดขายแว่นตาอัจฉริยะที่ดีเกินคาด พิสูจน์แล้วว่าผู้คนพร้อมเปิดรับอุปกรณ์สวมใส่ของ Meta หากมันมีประโยชน์และดีไซน์สวยงาม

• กระแส AI Wearables: ตลาดกำลังต้องการฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อ AI โดยเฉพาะ (AI-first hardware) ซึ่งนาฬิกาจะเป็น "ด่านหน้า" ที่เก็บข้อมูลสุขภาพและพฤติกรรมผู้ใช้ป้อนกลับไปให้ AI ประมวลผลได้ดีที่สุด

ความท้าทายในสมรภูมิเดือด
แม้ฟีเจอร์จะดูน่าตื่นเต้น แต่ Meta ต้องเจอกับโจทย์หิน ทั้งเรื่อง "ความเป็นส่วนตัว" (Privacy) จากการมีกล้องติดข้อมือ และการแข่งขันกับเจ้าตลาดอย่าง Apple และ Samsung ที่ครองส่วนแบ่งแทบทั้งหมด รวมถึง Google ที่มี Pixel Watch และ Fitbit อยู่ในมือ

การเดิมพันครั้งนี้ของ Mark Zuckerberg จึงไม่ใช่แค่เรื่องของนาฬิกา แต่คือการช่วงชิง "พื้นที่บนร่างกายมนุษย์" เพื่อให้ Meta เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ของตัวเองอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องง้อ iOS หรือ Android อีกต่อไปในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top