Monday, 8 June 2026
GoodsVoice

พาณิชย์ เบรกขึ้นราคาไข่ไก่และเนื้อไก่ สั่งให้ทำเรื่องเสนอมาก่อน

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ ยังไม่อนุญาตให้มีการขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะราคาไข่ไก่และเนื้อไก่ ที่ทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยหากพบว่า มีการฉกฉวยขึ้นราคา กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค แต่หากมีความจำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้าในรายการใด ก็สามารถทำเรื่องมายังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อพิสูจน์เป็นรายกรณีไปว่ามีความจำเป็น เพื่อไม่ให้กระทบต่อเกษตรกรรายย่อย และป้องกันไม่ให้สินค้าขาดตลาดอีก

อย่างไรก็ตามได้มอบหมายให้กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ติดตามราคาเนื้อไก่และไข่ไก่ เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบโดยในส่วนของราคาเนื้อหมูนั้น ตอนนี้มีโครงการพาณิชย์ลดราคาที่กำหนดราคาหมูเนื้อแดงไว้ที่ กก.ละ 150 บาท กว่า 600 จุด พร้อมเตรียมเสนอของบกลาง เพื่อเร่งมาชดเชยราคาในโครงการฯ ที่ตรึงไว้ 150 บาทต่อ กก. และอุดหนุนกับเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อย เพื่อให้มีกำลังใจในการเลี้ยงหมูต่อไป และไม่ให้เกิดภาวะหมูขาดแคลนในอนาคต  

ขณะที่นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวถึงกรณีการปรับราคาไข่ไก่ ว่า เรื่องนี้เป็นมาตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา อาหารสัตว์ต่าง ๆ ขึ้นแล้วไม่ยอมลง ภาระต่างๆ ตกหนักที่ผู้เลี้ยง ซึ่งต้นทุนหลัก 60-70% เป็นอาหารสัตว์ และยังมีผลิตภัณฑ์อย่างอื่น เช่น วัคซีน ยาสัตว์ และอื่นๆ ขึ้นตามหมด รวมแล้วประมาณ 20-30% ซึ่งต้องยอมรับความเป็นจริงว่าเป็นต้นทุนที่สูงขึ้น และเกษตรกรต้องทนรับมาโดยตลอด

เงินสำรองไทยแกร่งต่อเนื่อง!! ขยับขึ้นที่ 12 ของโลก สะท้อนฐานะทางการเงินประเทศแข็งแกร่ง

ในช่วงหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 นับเป็นช่วงเวลาที่ฐานะเงินสำรองระหว่างประเทศของไทย อ่อนแอลงอย่างมาก เนื่องจากต้องรับมือกระแสเก็งกำไรค่าเงินบาท ในช่วงก่อนเกิดวิกฤต จนทำให้เหลือเงินสำรองฯ เพียง 2 หมื่นกว่าล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

อย่างไรก็ดี หลังจากได้รับบทเรียนจากวิกฤตในครั้งนั้น ฐานะเงินสำรองฯ ของประเทศไทยก็เริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง กระทั่งปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาถึง 10 เท่า จากปี 2540

และเมื่อมองย้อนกลับไป 5 ปี หลังสุด พบว่า ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย ปี 2559 อยู่ที่ 6,155,783 ล้านบาท, ปี 2560 อยู่ที่ 6,615,482 ล้านบาท, ปี 2561 อยู่ที่ 6,666,266 ล้านบาท, ปี 2562 อยู่ที่ 6,756,943 ล้านบาท, ปี 2563 อยู่ที่ 7,747,644 ล้านบาท และ ณ สิ้นปี 2564 อยู่ที่ 8,212,110 ล้านบาท

โดยข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ณ เดือนต.ค. 64 ระบุว่า ทุนสำรองระหว่างประเทศรวม (gross reserves) อยู่ที่ 246,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 8.21 ล้านล้านบาท สูงเป็นอันดับที่ 12 ของโลก ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับมั่นคง โดยคิดเป็นประมาณ 3 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น 

จากตัวเลขดังกล่าว ส่งผลให้ปัจจุบัน ประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศ ขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับที่ 12 ของโลก จากจำนวน 195 ประเทศ

ขณะที่ 3 อันดับแรกประกอบด้วย จีน มีทุนสำรองระหว่างประเทศ 3,398,927 ล้านเหรียญสหรัฐ (ตัวเลข ณ เดือนพ.ย. 64), ญี่ปุ่น มีทุนสำรองระหว่างประเทศ 1,405,754 ล้านเหรียญสหรัฐ (ตัวเลข ณ เดือนพ.ย. 64) และสวิตเซอร์แลนด์ มีทุนสำรองระหว่างประเทศ 1,086,197 ล้านเหรียญสหรัฐ (ตัวเลข ณ เดือนต.ค. 64)

‘จุรินทร์’ สั่งเบรกขึ้นราคาไข่ - เนื้อไก่ เล็งหารือ ‘บิ๊กตู่’ เร่งชดเชยผู้เลี้ยงหมู

วันที่ 10 ม.ค. 65 - นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะราคาไข่ไก่ และเนื้อไก่ ราคาทยอยปรับขึ้น ว่า ขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์ ยังไม่อนุญาตให้มีการขึ้นราคาสินค้าดังกล่าว

ทั้งนี้ อาจมีการฉกฉวยขึ้นราคา แต่ก็จะดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค แต่หากมีความจำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้าในรายการใด ผู้ประกอบการสามารถทำเรื่องมายังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อพิสูจน์เป็นรายกรณีไปว่ามีความจำเป็นแท้จริงหรือไม่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อเกษตรกรรายย่อย จากการกดราคาทางนโยบาย เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าขาดตลาดอีก โดยมอบหมายให้อธิบดีกรมการค้าภายใน ไปติดตามราคาเนื้อไก่และไข่ไก่ เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากกรณีเนื้อหมูได้ขึ้นราคาไปแล้ว ขณะเดียวกันยังต้องช่วยเหลือดูแลกับเกษตรกรรายย่อยด้วย โดยต้องให้สมดุลกันระหว่างผู้บริโภคและเกษตรกรรายย่อย

นโยบายไม่ขายฝัน!! ‘ประกันรายได้’ ชุบชีวิตเกษตรกร 7.8 ล้านราย นโยบาย ปชป.ยุคใหม่ เน้นทำได้จริง

อย่างที่รับทราบกันดีว่า ประเทศไทย คือ ประเทศเกษตรกรรม เป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก ขณะที่อาชีพเกษตรกร คือ อาชีพหลักของคนไทยมาช้านาน เป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยสร้างผลผลิตให้กับคนไทยและอีกหลายล้านคนบนโลกได้มีอาหารดีๆ 

แต่ทว่า อาชีพเกษตรกร กลับเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงด้านรายได้เพื่อยังชีพและเลี้ยงครอบครัว นั่นเพราะการทำเกษตรมักจะไม่สามารถรับรู้ได้ว่า ผลผลิตที่ออกมานั้น จะมีราคาที่คุ้มกับที่ลงทุนไปหรือไม่ เนื่องจากมีตัวแปรจำนวนมากเข้ามาเกี่ยวข้อง 

ที่ผ่านมา พรรคการเมืองส่วนใหญ่ มักจะกำหนดนโยบายด้านราคาสินค้าเกษตรเป็นตัวชูโรง เพราะทราบดีว่า เกษตรกรเป็นฐานเสียงสำคัญ บางนโยบายสามารถจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่นโยบายอีกจำนวนมากเป็นเพียงการขายฝัน สุดท้ายก็ทำไม่ได้ตามที่รับปากชาวบ้าน

แต่หนึ่งในนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลชุดนี้ ที่อาจกล่าวได้ว่า โดนใจเกษตรกรไทยเต็มๆ คงหนีไม่พ้น ‘นโยบายประกันรายได้เกษตรกร’ นั่นเอง

สำหรับนโยบายประกันรายได้เกษตรกร ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นนโยบายหลักของพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่เมื่อครั้งรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา และภายหลังได้เข้าร่วมรัฐบาล ทางจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็ได้ผลักดันนำเสนอต่อรัฐบาล เพื่อนำไปเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล โดยเริ่มจากการประกันรายได้ของพืช 5 ชนิด คือ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพด 

ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันกยศ. เตรียมเฮ! นายกฯ สั่งแก้กม. ช่วยลูกหนี้ ให้ไม่ถูกฟ้องคดี

นับเป็นอีกหนึ่งข่าวดีรับปีใหม่ สำหรับลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ภายหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้สั่งการให้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายกยศ. ปี 2560 ให้มีความทันสมัย เพื่อแก้ปัญหาทั้งเรื่องรูปแบบชำระหนี้และช่วยเหลือเรื่องการดำเนินคดีกับลูกหนี้และผู้ค้ำประกัน

ทั้งนี้ จากข้อมูลปี 2563 เงินกู้ กยศ. มีหนี้เสีย (NPL) สูงถึง 62% สูงที่สุดในช่วง 25 ปี ปัจจัยที่ทำให้ผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้เป็นจำนวนมาก มาจากรูปแบบการชำระเงินคืนไม่สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้คืน นั่นเพราะบางช่วงเศรษฐกิจเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีที่เกิดวิกฤตโควิด-19

ดังนั้น กยศ. จึงได้ทำการปรับรูปแบบการชำระหนี้ เพื่อลดโอกาสการผิดนัดชำระหนี้และกลายเป็นหนี้เสีย เพิ่มแผนการรับชำระหนี้ให้หลากหลาย ทำให้ผู้กู้สามารถเลือกแผนการชำระคืนให้เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง

ซึ่งกฎหมายฉบับที่จะได้รับการแก้ไข จะทำให้กองทุนฯ สามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างดำเนินคดี หรือศาลมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้ว หรืออยู่ในระหว่างการบังคับคดี ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนกว่า 1.1 ล้านราย ให้สามารถเข้าร่วมการแก้ไขหนี้ แปลงหนี้ เพื่อกลับมาผ่อนชำระได้อีกครั้ง

โดยสาระของการปรับปรุงกฎหมายฉบับใหม่นี้ประกอบด้วย

1.) ลูกหนี้สามารถเลือกผ่อนชำระเป็นรายเดือน หรือรายไตรมาสได้ โดยไม่ต้องเก็บเงินก้อนใหญ่ไปรอชำระงวดเดียว ซึ่งจะช่วยทำให้ลูกหนี้วางแผนผ่อนชำระได้ง่ายขึ้น

2.) จัดลำดับการตัดชำระเงิน โดยเรียงจาก เงินต้น ดอกเบี้ย และเงินเพิ่ม ทำให้ยอดหนี้หมดเร็วขึ้น

3.) ผู้กู้สามารถกู้ยืมได้โดยไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน (มีผู้ค้ำประกันเฉพาะกรณีที่จำเป็น) ซึ่งจะช่วยตัดปัญหาเรื่องผู้กู้เบี้ยวหนี้ ทำให้ผู้ค้ำประกันต้องมารับหนี้แทน และช่วยทำให้ผู้กู้รายใหม่ ไม่ต้องลำบากเรื่องการหาผู้ค้ำประกัน

4.) ชะลอการฟ้องร้องและบังคับคดี หรือการชะลอการขายทอดตลาด สำหรับลูกหนี้ที่ติดคดีใกล้ขาดอายุความ ซึ่ง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะช่วยเหลือลูกหนี้และผู้ค้ำประกันที่มีปัญหาชำระหนี้ 'หลายล้านคน' ให้ไม่ต้องถูกฟ้องร้อง

ขณะเดียวกันยังได้เปิดให้ผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างผ่อนชำระหนี้ที่ยังไม่ถูกฟ้องคดี จำนวนกว่า 1.7 ล้านคน ให้เข้ามาแจ้งความประสงค์ขอปรับโครงสร้างหนี้ได้แล้วแบบสมัครใจ ผ่านแอปพลิเคชัน กยศ. Connect หรือผ่านเว็บไซต์ https://wsa.dsl.studentloan.or.th เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้กู้ยืมช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

ครม. เทงบกลาง 574 ล้าน ให้เกษตรกร ชดเชยการทำลายหมู 56 จังหวัด

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 574.11 ล้านบาท เพื่อป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) และโรคระบาดร้ายแรงในสุกรหรือหมูป่า ซึ่งเป็นโรคติดต่อในสุกรที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่รุนแรง 

โดยจะจ่ายเป็นค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลายตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. 64 - 15 ต.ค. 64 ตาม ม.13(4) แห่ง พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการประเมินตามกฎกระทรวงกำหนดค่าชดใช้ราคาสัตว์ที่ถูกทำลายอันเนื่องจากโรคระบาดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคระบาดหรือสัตว์หรือซากสัตว์ที่เป็นพาหนะของโรคระบาด

‘Murata’ ยักษ์ใหญ่ผลิตชิ้นส่วน iPhone โยกฐานการผลิตสู่ไทย เปิดโรงงานใหม่ ต.ค. 66

สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานเมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2565 ว่า บริษัท Murata Manufacturing และซัพพลายเออร์เทคโนโลยีอื่นๆ ของญี่ปุ่นกำลังลดการพึ่งพาจีน เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนทวีความรุนแรงขึ้น 

Murata ผู้ผลิตตัวเก็บประจุใหญ่ที่สุดในโลกและผลิตชิ้นส่วน iPhone รายสำคัญ ประกาศในเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา ว่า บริษัทฯ จะเปิดโรงงานแห่งใหม่ในประเทศไทยในเดือนตุลาคม 2566 โดยโรงงานแห่งใหม่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดลำพูน โดยจะมีขนาดใหญ่เท่ากับโรงงานแห่งเดิมในเมือง อู๋ซี ใกล้กับเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นโรงงานหลักที่ Murata ผลิตตัวเก็บประจุเซรามิกหลายชั้นสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆสำหรับผู้บริโภครวมถึง iPhone ด้วย

ที่ผ่านมาบริษัทเป็นผู้นำด้านการผลิตอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ตัวกรองเพื่อรับสัญญาณวิทยุ แอมพลิฟายเออร์สำหรับการเสริมกำลังสัญญาณ และเครื่องดูเพล็กซ์สำหรับจัดการสัญญาณขาเข้าและขาออกพร้อมกัน ซึ่งใช้ในสมาร์ตโฟน Apple iPhone, Samsung Galaxy และ Huawei Note เป็นต้น ส่วนประกอบต่างๆ จะถูกส่งไปสำหรับประกอบในสมาร์ตโฟนในประเทศจีน เพื่อจัดส่งไปยังตลาดสุดท้ายโดยมีสหรัฐฯ เป็นประเทศที่สำคัญที่สุด 

‘อธิบดีปศุสัตว์’ ยอมรับ พบโรค ASF ในหมู เผยตรวจพบจากโรงฆ่า จ.นครปฐม

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะ ปธ.คณะทำงานด้านวิชาการป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรค ASF ในสุกร พบการรายงาน โรค African Swine Fever หรือ ASF ในสุกร จากสุ่มตรวจสอบเพิ่มเติมโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการเลี้ยงสุกรหนาแน่น ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างเบื้องต้นจากจำนวนทั้งหมด 309 ตัวอย่าง พบผลบวกเชื้อ ASF จำนวน 1 ตัวอย่าง จากตัวอย่างพื้นผิวสัมผัสโรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งที่มาจากจังหวัดนครปฐม 

จากการสุ่มตรวจสอบเพิ่มเติมโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการเลี้ยงสุกรหนาแน่น ในวันที่ 8-9 มกราคม พ.ศ 2565 รวมทั้งหมด 10 ฟาร์ม 305 ตัวอย่าง และโรงฆ่าสัตว์ 2 แห่ง 4 ตัวอย่าง โดยในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2565 สุ่มดำเนินการในพื้นที่จังหวัดราชบุรี เฝ้าระวังและเก็บตัวอย่างจำนวน 6 ฟาร์ม รวม 196 ตัวอย่าง และวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2565 สุ่มดำเนินการในพื้นที่จังหวัดนครปฐม เฝ้าระวังและเก็บตัวอย่างจำนวน 4 ฟาร์ม 109 ตัวอย่าง และ 2 โรงฆ่า 4 ตัวอย่าง รวม 113 ตัวอย่าง

พร้อมกันนี้ กรมปศุสัตว์ได้มีมาตรการในการดำเนินการในการเฝ้าระวัง ควบคุม และป้องกันการเกิด โรค ASF  ล่าสุดได้ประสานกับหน่วยงานภาคีต่างๆ เช่น สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ภาคีคณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย สัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มสุกร และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความร่วมมือในการควบคุมโรคแล้ว 

‘มาคาเลียส’ ชี้!! โจทย์ใหญ่การท่องเที่ยวปีเสือ ‘เที่ยวที่ใกล้ - ไปเป็นครอบครัว - ทัวร์ถิ่นมาตรฐาน’

มาคาเลียส (Makalius) เผยภาพรวมธุรกิจปี 64 อัตราการเติบโตยังคงที่ ชี้ปัจจัยบวกการซื้อมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เน้นคุณภาพและความยืดหยุ่นเรื่องเวลา พร้อมปรับแผนการตลาดชูกลยุทธ์ Customize & Quality Traveler ปรับแพ็กเกจ เพิ่มพันธมิตร สร้างความต้องการที่ตรงใจนักท่องเที่ยวยุคนิวนอร์มัลอย่างแท้จริง

นางสาวณีรนุช ไตรจักร์วนิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาคาเลียส ประเทศไทย จำกัด (Makalius) สตาร์ตอัปธุรกิจท่องเที่ยวออนไลน์ชั้นนำของประเทศไทย กล่าวว่า "ภาพรวมด้านธุรกิจการจัดจำหน่ายวอเชอร์ท่องเที่ยวของมาคาเลียส ในปี 2564 ที่ผ่านมาอยู่ในระดับคงที่ มียอดจำหน่ายวอเชอร์รวมกว่า 20,000 วอเชอร์ หรือประมาณ 50 ล้านบาท แม้จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่กลุ่มลูกค้ายังคงให้การตอบรับเป็นอย่างดีในการซื้อวอเชอร์ทั้งที่พักและร้านอาหาร อันเป็นผลมากจากพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป ประกอบกับความไม่แน่นอนของนโยบายด้านการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่หันมาใช้บริการในรูปแบบวอเชอร์ “ซื้อก่อนเที่ยวที่หลัง” เพิ่มมากขึ้น เพราะปัจจัยสำคัญคือเรื่องของความยืดหยุ่นด้านเวลา หากเกิดความไม่แน่นอนก็สามารถเลื่อนการท่องเที่ยวออกไปได้ 

นอกจากนี้ มาคาเลียสยังพบพฤติกรรมที่น่าสนใจจากการทำผลสำรวจความเพิ่งพอใจของกลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการกว่า 10,000 คน พบว่า 65% นิยมท่องเที่ยวในเขตพื้นที่ใกล้ตัว อย่างเช่น พัทยา, หัวหิน, เขาใหญ่, กาญจนบุรี เป็นต้น เพราะมองว่าการท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้ๆ ไม่ต้องวางแผนอะไรมากนัก และช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ง่าย 50% ลองท่องเที่ยวแบบใหม่เพื่อเพิ่มประสบการณ์ อาทิ การรับประทานอาหารค่ำบนเรือบนเรือสำราญ เป็นต้น และยังพบว่า 48% นิยมท่องเที่ยวแบบกลุ่มเล็กกับเพื่อนหรือครอบครัว จำนวนไม่เกิน 5-10 คน เพราะเชื่อว่าการเที่ยวกับบุคคลใกล้ตัวจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ และที่สำคัญที่สุดคือ กว่า 80% มองหาที่พัก ร้านอาหารที่มีความสะอาดและถูกสุขอนามัย มีตราสัญลักษณ์รับรองมาตรฐาน 

‘กรณ์’ ค้านเก็บภาษีเทรดคริปโตฯ จนกว่า ‘สรรพากร’ จะทำความเข้าใจตอบได้ชัดเจน

กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมสรรพากรได้ประกาศถึงวิธีการคำนวณภาษีคริปโตฯ โดยคิดกำไรที่เกิดขึ้นจากการขายรายธุรกรรม (transactions) โดยไม่สามารถนำรายการที่ขาดทุนมาหักลบได้ 

โดยคำนวณจากเงินได้ (กำไร) แล้วหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ตามที่กฎหมายกำหนด และไม่จบเพียงแค่นั้น แต่ยังต้องนำเงินได้ (กำไร) มารวมกับเงินได้อื่นๆ พร้อมยื่นภาษีประจำปี ซึ่งแน่นอนว่ามีเสียงสะท้อนออกมาในด้านลบ ไม่ว่าจะเป็นจากผู้ประกอบการ exchange หรือบรรดานักเทรดคริปโตฯ

เขากล่าวว่า ก่อนที่จะวิเคราะห์ประเด็นเรื่องภาษีกำไร อีกเรื่องที่นักลงทุนคริปโตควรจะต้องมีคำถามกับทางสรรพากร แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงคือประเด็นเกี่ยวกับการเก็บภาษี VAT เพราะสรรพากรเก็บ VAT เสมือนคริปโตเป็นสินค้า

เพราะฉะนั้น 'จะเกิดการจ่าย VAT สองเด้ง' หากเรารับชำระการขายสินค้าเป็นคริปโต เพราะนอกจากเสีย VAT ตอนขายสินค้าแล้ว เรายังต้องเสีย VAT จากการขายคริปโตเป็นบาทอีกด้วย

ทั้งนี้ แม้แต่ผู้ลงทุน หากขายคริปโตเกิน 1.8 ล้านบาท ก็ต้องจด VAT และเสีย VAT โดยไม่สามารถเขียนใบเสร็จได้ เพราะเราขายคริปโตใน exchange เราไม่รู้ผู้ซื้อ นี่คือสาเหตุที่หลายประเทศได้แก้กฎหมายเพื่อปลดล็อกคริปโตออกจากระบบ VAT

อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า ดังนั้นทางกรมสรรพากรควรจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องได้นำเสนอและศึกษาหาแนวทางที่เหมาะสมกับประเทศต่อไป โดยอาจจะดูตัวอย่างในต่างประเทศที่มีการออกข้อกำหนดลักษณะนี้มาแล้วก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง capital gains tax, VAT/GST สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลเช่น

1.) VAT/GST - สิงคโปร์ ออสเตรเลีย หรือบางประเทศใน EU กำหนดให้การขาย crypto currency, การใช้ crypto currency ในการซื้อสินค้าและบริการ, การจ่ายเงินเป็น crypto currency จะไม่ต้องเสีย VAT ในต่างประเทศมีการยอมรับให้ใช้ crypto currency โดยไม่เสีย VAT แต่ประเทศไทยเรื่องนี้ยังต้องมีการพูดคุยเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น มิเช่นนั้นอาจจะสร้างผลกระทบให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการซื้อขายสินค้าโดยใช้ crypto currency ก็เป็นได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top