Friday, 5 June 2026
GenZ

‘กองทัพเนปาล’ เข้าคุมเมืองหลวงในช่วงสุญญากาศ หลังเหตุประท้วงเดือดจาก ‘ม็อบ Gen Z’ ทำยอดคนดับพุ่ง 22 ศพ

(10 ก.ย. 68) เนปาลเข้าสู่ภาวะตึงเครียดรุนแรง หลังยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุประท้วงพุ่งแตะ 22 ราย กองทัพตัดสินใจส่งกำลังทหารเข้ากรุงกาฐมาณฑุเมื่อคืนวันอังคาร (9 ก.ย.) เพื่อสกัดกลุ่มผู้ชุมนุมที่ฝ่าฝืนเคอร์ฟิว เผาอาคารรัฐสภา ศาลสูง รวมถึงบ้านพักนักการเมืองหลายราย โดยมีรายงานว่า ภรรยาของอดีตนายกรัฐมนตรีเสียชีวิตจากบาดแผลไฟลวก หลังถูกผู้ประท้วงบุกจุดไฟเผาบ้านพัก

ความรุนแรงปะทุขึ้นตั้งแต่วันจันทร์ หลังรัฐบาลสั่งแบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกว่า 20 บริการ รวมถึง WhatsApp และ YouTube จุดชนวนความไม่พอใจที่สะสมจากปัญหาคอร์รัปชันและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แม้ต่อมารัฐบาลจะยกเลิกคำสั่งและนายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลี (K. P. Sharma Oli) ประกาศลาออก แต่สถานการณ์กลับไม่คลี่คลาย

ผู้นำหน่วยงานความมั่นคงของเนปาลออกแถลงการณ์ร่วม เรียกร้องทุกฝ่ายหันหน้าเจรจาเพื่อหาทางออกอย่างสันติ อย่างไรก็ตาม การที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี 4 คน รวมถึงแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทยอยลาออก ทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง ซึ่งไม่ชัดเจนว่าใครจะขึ้นมาบริหารประเทศต่อ

อย่างไรก็ตาม อาโศก ราช ซิกเดล (Ashok Raj Sigdel) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดประกาศว่ากองทัพจะเข้าควบคุมกฎหมาย และความสงบเรียบร้อยอย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมเผยแพร่ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ “ปฤถวี นารายัน ชาห์” (Prithvi Narayan Sh) กษัตริย์พระองค์แรกของราชอาณาจักรเนปาล เพื่อสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ถึงการยืนหยัดปกป้องบ้านเมือง ท่ามกลางเสียงสะท้อนว่าการลุกฮือครั้งนี้คือ “การประท้วงของ Gen Z” ที่เรียกร้องเสรีภาพและความยุติธรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ

องค์กร Hami Nepal ถูกเชื่อมโยงทุน NED และบริษัทสหรัฐฯ หัวเชื้อ ‘ม็อบ Gen Z’ ออกมาประท้วงหนัก!! ไล่รัฐบาลเนปาล

(10 ก.ย. 68) สื่อสากลรายงานว่าองค์กร Hami Nepal มีบทบาทนำการประท้วงของกลุ่มเยาวชน Gen Z ในเนปาล จนเกิดความรุนแรง เผาอาคารรัฐสภาและผลักดันให้รัฐบาลนายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลี (K. P. Sharma Oli) ลาออก หลังการประท้วงรุนแรงหลายวัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 22 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 100 คนจากการปราบปรามของตำรวจ

หัวใจสำคัญของการประท้วงคือ ซูดาน กุรุง (Sudan Gurung) วัย 38 ปี ประธาน Hami Nepal องค์กรเยาวชนที่ช่วยฟื้นฟูหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและตอบสนองฉุกเฉิน โดย ‘กุรุง’ เคยสูญเสียลูกจากเหตุแผ่นดินไหวปี 2015 ทำให้เขาหันมาทำงานสาธารณะและก่อตั้ง Hami Nepal ในปี 2020 ปัจจุบันองค์กรมีสมาชิกมากกว่า 1,600 คน

อย่างไรก็ตาม Hami Nepal มีความเชื่อมโยงกับโครงการที่ได้รับทุนจาก มูลนิธิแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NED) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนกึ่งอิสระของประเทศสหรัฐอเมริกา ในการทำแคมเปญ “Free Tibet” ต่อต้านจีน และร่วมมือกับบริษัทสหรัฐฯ หลายแห่ง เช่น โคคา-โคลา (Coca-Cola) 

ขณะเดียวกัน กุรุงและองค์กรเคยเรียกร้องให้มีการประท้วงอย่างสงบเพื่อต่อต้านคำสั่งแบนโซเชียลมีเดียของรัฐบาล โดยผู้ประท้วงใช้แพลตฟอร์มอย่าง Instagram และ Discord ประชาสัมพันธ์วิธีการประท้วง และนัดรวมตัวที่อนุสาวรีย์ไมนติการ์ มันดาลา (Maitighar Mandala) แต่สุดท้ายก็เกิดเหตุบานปลาย

นักวิเคราะห์ระบุว่าการเคลื่อนไหวของ Hami Nepal สะท้อนถึงอิทธิพลของทุนต่างชาติและ NGO ในการชุมนุมเยาวชน ซึ่งมีเป้าหมายทั้งการแทรกแซงทางการเมืองและการสร้างความไม่มั่นคง ขณะเดียวกันซูดาน กุรุงก็ถูกมองว่าเป็น “แกนนำของการประท้วง Gen Z” ที่รวบรวมคนรุ่นใหม่เพื่อเรียกร้องเสรีภาพและต่อต้านรัฐบาลที่พวกเขามองว่าทุจริตและล้มเหลว

ทหารเนปาลเข้าควบคุมสถานการณ์กรุงกาฐมาณฑุ หลังกลุ่ม Gen Z ประท้วงรุนแรง ปะทะกับตำรวจ จนมีผู้เสียชีวิต 25 คน

(11 ก.ย. 68) ทหารเนปาลเข้าฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยทั่วกรุงกาฐมาณฑุ หลังเกิดการประท้วงรุนแรงของกลุ่ม Gen Z เมื่อวันอังคาร (9 ก.ย.) ที่บุกเผาอาคารรัฐบาล ทำร้ายนักการเมือง และแม้นายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลี จะประกาศลาออกก็ตาม ทหารออกลาดตระเวนตามพื้นที่สำคัญ พร้อมบังคับใช้มาตรการเคอร์ฟิวต่อเนื่องจนถึงเช้าวันพฤหัสบดี

กองทัพเนปาลแถลงว่า ได้จับกุมผู้ต้องสงสัยจี้ปล้น 27 คน พร้อมเรียกร้องให้ผู้ประท้วงยุติการเคลื่อนไหวและแก้ปัญหาผ่านการเจรจา ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า มีการเตรียมหารือระหว่างทางการกับผู้ประท้วงเพื่อหาทางออกโดยสันติ บาราลาม เค.ซี. อดีตผู้พิพากษาศาลสูงสุด เสนอให้ผู้ประท้วงจัดทีมเจรจาและเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งใหม่

ความรุนแรงเกิดจากความโกรธแค้นของคนรุ่น Gen Z ต่อการแบนโซเชียลมีเดียนับสิบแพลตฟอร์ม และความไม่พอใจต่อความคอร์รัปชันของนักการเมือง ทำให้มีการปะทะกับตำรวจ มีผู้เสียชีวิต 25 คน และบาดเจ็บ 633 คน อาคารรัฐสภา ศาลสูงสุด ทำเนียบประธานาธิบดี สำนักนายกรัฐมนตรี และบ้านพักนักการเมืองหลายหลังถูกจุดไฟเผา

นอกจากนั้น มีรายงานว่าผู้ประท้วงไล่ทำร้ายผู้นำพรรคการเมืองและครอบครัว ตำรวจและทหารต้องส่งเฮลิคอปเตอร์นำรัฐมนตรีบางคนไปยังพื้นที่ปลอดภัย นักโทษหลายร้อยคนหลบหนีออกจากเรือนจำ ขณะที่อัตราว่างงานของเยาวชนเนปาลอยู่ที่ราว 20% ทำให้เกิดความตึงเครียดทางสังคมสูง และประธานาธิบดีรามจันทรา เปาเดล เรียกร้องให้ทุกฝ่ายแก้ปัญหาอย่างสันติ และให้โอลีดำรงตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลรักษาการจนกว่าจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่

'สภาเนปาล' แถลง!! เสียใจต่อการสูญเสีย จากเหตุประท้วง Gen Z

(13 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ที่ #เนปาล 

ประธานสภาผู้แทนราษฎร และรัฐสภาของเนปาลออกแถลงการณ์หลังจากวิกฤตทางการเมืองในประเทศ
แถลงการณ์ร่วมระบุว่า …

พวกเรารู้สึกตกใจกับการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในระหว่างการประท้วงของคนรุ่น Gen-Z เมื่อวันที่ 23 และ 24 ภัทรา 2082 พวกเราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเยาวชนทุกคนที่เสียชีวิตระหว่างการประท้วง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่ และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียทุกครอบครัว นอกจากนี้ยังขออวยพรให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทุกคนหายดีในเร็ววัน และขอเรียกร้องให้กลไกรัฐที่เกี่ยวข้องดูแลให้ไม่มีการขาดแคลนการรักษาพยาบาล

เหตุวางเพลิงและการทำลายทรัพย์สินที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 ภัทรา 2082 รวมถึงอาคารรัฐสภาแห่งชาติที่บาเนศวอร์ เลขาธิการรัฐสภาแห่งชาติที่สิงหะดุรบาร์ รวมทั้งสำนักงานรัฐบาลต่าง ๆ ที่อยู่อาศัยของภาครัฐและเอกชน สื่อมวลชน สถานประกอบการเชิงพาณิชย์ ทรัพย์สินสาธารณะ และเอกสารทางประวัติศาสตร์ ได้สร้างความเสียหายที่ไม่อาจประเมินค่าได้ต่อประเทศ เหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในอาคารรัฐสภาแห่งชาติ เลขาธิการรัฐสภา และทั่วประเทศ ได้สร้างความเสียหายที่ไม่อาจประเมินค่าได้ต่อประเทศ

ในสถานการณ์อันยากลำบากที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ฯพณฯ ประธานาธิบดีกำลังดำเนินการหาทางออกผ่านกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ โดยยึดมั่นในอธิปไตย เสรีภาพพลเมือง บูรณภาพแห่งดินแดน เอกภาพของชาติ และเอกราชที่เป็นของประชาชน

ในบริบทนี้ เราขอยืนยันว่าหลักนิติธรรมและลัทธิรัฐธรรมนูญไม่ควรถูกบิดเบือน และเราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมุ่งมั่นสู่การสร้างประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า มั่งคั่ง และเข้มแข็งขึ้น ด้วยการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ประท้วง

ประชาธิปไตยฉบับไวรัล!! คน Gen Z โพสต์แล้วปฏิวัติ แชร์แล้วเปลี่ยนประเทศ จุดเชื่อมโยง!! ประท้วงเนปาล กับ ‘แก๊งค์ชานม’ จะรอด หรือแค่ร้อนตามเทรนด์

(14 ก.ย. 68) บทความวันนี้ของเอย่าขอพุ่งเป้าไปที่การประท้วงในประเทศเนปาลที่มีการลุกลามบานปลายในขณะนี้  เอย่าเชื่อว่าใครก็ทราบดีถึงเหตุผลที่ทำให้เกิดการประท้วงใหญ่นี้เกิดจาก 3 เหตุผลใหญ่ๆคือ
1. การแบนโซเชียลมีเดีย
2. ความไม่พอใจต่อการทุจริตทางการเมืองและระบบการเมืองแบบครอบครัวและคนสนิท
3. ปัญหาเศรษฐกิจ การว่างงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ซึ่งปัจจัยหลักใหญ่ที่คนให้ความสำคัญว่าน่าจะเป็นชนวนเหตุคือการปิดกั้นโซเชียลมีเดียที่สร้างความไม่พอใจให้แก่กลุ่มคนรุ่นใหม่หรือศัพท์นักข่าวเรียกว่า คน Gen Z นั่นเอง  

พอเรามาดูช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ก็ทำให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ที่พยายามจะหาจุดยืนของตัวเองออกมาเรียกร้องอะไรก็ตามโดยที่ไม่ฟังเสียงหรือเหตุผลจากรัฐบาลจนทำให้สถานการณ์บานปลายจนควบคุมไม่ได้ ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่เรื่องนี้เอย่าลองมาหาข้อมูลกัน  อย่างเรื่องการแบนโซเชียลของเนปาลนั้น ทางรัฐบาลของเนปาลให้เหตุผลว่า  ต้องการให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมาจดทะเบียนอย่างเป็นทางการในประเทศ และอยู่ภายใต้กฎหมายเนปาล   โดยมีเหตุผลคือเหตุผลคือ เพื่อป้องกันปัญหาข้อมูลเท็จ พวก fake news และ hate speech รวมถึงอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงเพื่อให้รัฐบาลสามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้น  แต่ในขณะที่ประชาชนมองว่า มองว่าเป็น การเซ็นเซอร์และละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก  บางคนใช้โซเชียลในการ ทำงาน การเรียน และติดต่อสื่อสาร หากถูกบล็อกคือกระทบชีวิตประจำวัน  แต่จุดคือ ชาวเนปาลมองว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลในการ ควบคุมเสียงวิจารณ์และการเมือง ไม่ใช่เพื่อป้องกันข่าวปลอมจริง ๆ และทำให้เนปาล ล้าหลังและโดดเดี่ยวจากโลกภายนอก  เอย่าถามว่าเป็นแบบนั้นจริงหรือไม่….?

ในความเป็นจริงแล้วหลายประเทศมีกฎข้อบังคับให้โซเชียลมีเดียต้องจดทะเบียนหรือตั้งสำนักงานในประเทศนั้นๆ ตัวอย่างเช่น
• ประเทศจีน ไม่อนุญาตให้แพลตฟอร์มต่างชาติเข้าถึงได้โดยตรง เช่นพวก Facebook, X, YouTube จะถูกบล็อกการใช้งาน ส่วนบริษัทที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตต้องมีการจดทะเบียนกับรัฐบาล และทำงานภายใต้ระบบ Great Firewall เท่านั้น
• ประเทศอินเดีย กำหนดให้แพลตฟอร์ม เช่น Facebook, WhatsApp, X  ต้องมีบุคลากรในตำแหน่ง Chief Compliance Officer, nodal contact person, และ grievance officer ประจำในอินเดีย และต้องต้องลบเนื้อหาภายใน 36 ชั่วโมง หากรัฐบาลสั่ง
• ในตุรกี มีกฎหมาย Social Media Law 2020 บังคับให้แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้มากกว่า 1 ล้านราย/วัน ต้อง ตั้งตัวแทนทางกฎหมายในตุรกี และต้องลบเนื้อหาที่ผิดกฎหมายภายใน 48 ชั่วโมง มิฉะนั้นอาจถูกปรับ
• ในเวียดนาม มีกฎหมายไซเบอร์บังคับให้บริษัทโซเชียลมีเดีย ต้องเก็บข้อมูลผู้ใช้ชาวเวียดนามในประเทศ และมีสำนักงานตัวแทนในเวียดนาม
และยังมีชาติอีกหลายชาติที่มีกฎหมายบังคับให้แพลตฟอร์มต่างชาติต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศนั้นๆ  ประเด็นที่สำคัญคือ คนเนปาลทำไมไม่รู้…?

จากการประท้วงหลายๆประเทศที่ผ่านมาของคนรุ่นใหม่ไม่ว่าจะเป็นในฮ่องกง ไทยหรือเมียนมา มีการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในการปลุกระดมมวลชนซึ่งจุดนี้ในเนปาลก็ไม่ได้ต่างกันเพียงแต่ข้อสังเกตจะเห็นว่าสื่อตะวันตกไม่เคยนำเสนอจุดนี้ออกมาเพราะนี่คือสิ่งที่เป็นจุดที่แพลตฟอร์มใช้เป็นเครื่องมือของประเทศมหาอำนาจในการสร้างความวุ่นวายในประเทศอื่นๆอันที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งเชื่อว่านั่นเป็นสิ่งที่รัฐบาลเนปาลที่ถูกโค่นล้มไปกัวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นนี้

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือมีข่าวว่าผู้นำการปฏิวัติที่ชื่อ นาย Balendra Shah ซึ่งคนๆนี้เป็นผู้นำในการปฏิวัติครั้งนี้ เขาเป็นนักร้องเพลงแรปมาก่อน ที่จะมาเป็น เป็นนายกเทศมนตรีของกรุงกาฐมาณฑุ  โดยการที่คนๆนี้ก้าวมาสู่การเป็นนายกเทศมนตรีก็ไม่ธรรมดา กล่าวคือ  เขาใช้ภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ ต่อต้านคอร์รัปชัน และแก้ปัญหาจริง ๆ ของคนเมือง  โปรโมทผ่านโซเชียลเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ ซึ่งผลงานของเขาในฐานะที่เป็นนายกเทศมนตรีก็ไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันเท่าไร แม้จะแก้เรื่องการเอาโซเชียลมาถ่ายทอดสดการประชุมสภาเพื่อให้รู้สึกว่าโปร่งใส แต่เราคนไทยนั้นรู้ดีว่านี่ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นแค่การทำให้รู้สึกว่าได้รับรู้เท่านั้น  ในขณะที่ปัญหาขยะ  จราจร หรือปัญหาสังคมก็ยังไม่ได้มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน  มาถึงจุดนี้รู้สึกไหมคะว่าเหมือนนักการเมืองบางคนในประเทศไทยเลย….

มาจุดนี้แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่แต่ก็คงต้องดูว่าประชาชนเนปาลยังสนับสนุนเขาต่อไปไหมหรือเขาสามารถแก้ปัญหาในเนปาลได้จริงหรือไม่ อย่าลืมว่าประเทศมันใหญ่กว่าเมืองมาก หากนาย Balen Shah มีความมุ่งมั่นและหวังดีต่อประเทศชาติจริงน่าจะทำให้เนปาลเจริญขึ้นได้  แต่ประเด็นเขาจะสร้างให้ชาวเนปาลตื่นรู้กับสังคมโลกหรือจะปั่นหัวชาวเนปาลให้อยู่กับความหวังก็คงต้องดูกันต่อไป   แต่สำหรับเอย่าแค่จะบอกว่าการประท้วงในครั้งนี้ไม่ได้ต่างอะไรกับแก๊งค์ประท้วงชานมเลยก็แค่นั้น

‘ลาดักห์’ อินเดียปะทุ!! Gen Z นำการลุกฮือ ‘วันนองเลือด’ สั่นคลอนรัฐบาล ‘โมดี’

(26 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี โพสต์เรื่องราวของเหตุการณ์ความรุนแรงในแคว้นลาดักห์เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อการชุมนุมเรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเองที่เคยเป็นไปอย่างสงบตลอดหกปีที่ผ่านมา ปะทุขึ้นกลายเป็น 'วันนองเลือด' มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน และบาดเจ็บอีกหลายสิบราย

สิ่งที่ทำให้การประท้วงครั้งนี้ต่างไปจากเดิม คือการก้าวเข้ามามีบทบาทนำของ เยาวชนคนรุ่นใหม่ หรือที่เรียกว่า Gen Z พวกเขาคือกลุ่มคนอายุไม่เกิน 25 ปี ที่เติบโตมากับการเชื่อมโยงโลกผ่านเทคโนโลยี มีความคาดหวังเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และอนาคตที่มั่นคง แต่กลับเผชิญกับความรู้สึกถูกทอดทิ้งจากรัฐบาลกลาง

Gen Z และความโกรธที่สะสม

ตลอดหกปีที่ผ่านมา ชาวลาดักห์เรียกร้องให้รัฐบาลนเรนทรา โมดี คืนสถานะ 'รัฐ' และสิทธิคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะสิทธิในการเลือกตั้งผู้นำท้องถิ่นและโควตาที่ดิน–การจ้างงาน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการเจรจาที่ยืดเยื้อและคำมั่นที่ไม่เกิดผลจริง

อัตราการรู้หนังสือของลาดักห์สูงถึง 97% แต่บัณฑิตเกือบ 1 ใน 3 ตกงาน การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจประกอบกับการถูกจำกัดสิทธิทางการเมือง ทำให้ Gen Z ของลาดักห์ มองว่าการประท้วงเชิงสัญลักษณ์แบบอดอาหารหรือเดินขบวนไม่เพียงพออีกต่อไป

ดังที่นักกิจกรรมชื่อดัง โซนัม วังชุก กล่าวไว้ว่า “นี่คือการระเบิดของเยาวชน คลื่นลูกใหม่ที่ไม่อาจรอได้อีกแล้ว”

รัฐบาลโต้กลับ–แกนนำปฏิเสธ

กระทรวงมหาดไทยอินเดียชี้ว่า การปะทะครั้งนี้เกิดจาก “ฝูงชนที่ถูกยุยง” พร้อมกล่าวโทษวังชุกว่าเป็นผู้ชี้นำให้เกิดความรุนแรง โดยอ้างว่าเขาเปรียบเทียบการประท้วงกับ 'อาหรับสปริง' และ “การลุกฮือ Gen Z ในเนปาล”

แต่เจ้าตัวปฏิเสธทันที โดยยืนยันว่าเขาไม่เคยสนับสนุนความรุนแรง และสิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนความคับแค้นใจของเยาวชนที่ไม่ได้รับการรับฟัง

ความหมายเชิงยุทธศาสตร์

ลาดักห์คือพื้นที่ชายแดนที่เชื่อมอินเดียกับจีนและปากีสถาน เป็นหัวใจด้านความมั่นคงของภูมิภาค การประท้วงของ Gen Z จึงไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เรื่องสิทธิท้องถิ่น แต่ยังสะท้อนความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของอินเดียทั้งประเทศ

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การสูญเสียความไว้วางใจของคนรุ่นใหม่ในลาดักห์ คือความท้าทายครั้งใหญ่ของรัฐบาลโมดี เพราะหากไม่เร่งแก้ไขด้วยการเจรจาอย่างจริงใจ อินเดียอาจต้องเผชิญทั้งแรงกดดันจากภายนอก (จีน–ปากีสถาน) และไฟที่ลุกจากภายในพร้อมกัน

สรุป : การลุกฮือของ Gen Z ในลาดักห์ คือเสียงเรียกร้องที่บอกว่า คนรุ่นใหม่ไม่พร้อมจะอยู่ในระบบที่ปิดกั้นอนาคตอีกต่อไป เหตุการณ์ 'วันนองเลือด' จึงไม่ใช่เพียงการสูญเสียชีวิตในท้องถนนเลห์ แต่คือสัญญาณเตือนถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลอินเดียไม่อาจมองข้ามได้
 

ปธน.มาดากัสการ์ สั่งยุบรัฐบาล!! หลังกลุ่ม Gen Z ลุกฮือประท้วง จากปัญหาความยากจน-ขาดแคลนน้ำ-ไฟดับ เสียชีวิตแล้ว 22 ศพ

(30 ก.ย. 68) มาดากัสการ์เผชิญวิกฤติการเมืองครั้งใหญ่ หลังประธานาธิบดีอังดรี ราเจอลินา (Andry Rajoelina) ประกาศยุบรัฐบาลเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังการประท้วงที่นำโดยคนรุ่นใหม่ หรือเรียกว่ากลุ่ม Gen Z ปะทุรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 22 คน ตามรายงานของสหประชาชาติ สาเหตุหลักคือความไม่พอใจต่อความยากจน การขาดแคลนน้ำ และไฟฟ้าดับบ่อยครั้ง

ราเจอลินา กล่าวในแถลงการณ์ทางทีวีว่า ขอยุติบทบาทของนายกรัฐมนตรีคริสเตียน นทเซย์ (Christian Ntsay) และคณะรัฐมนตรีทั้งหมด แต่จะให้ทำงานชั่วคราวจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ภายใน 3 วัน โดยเขายืนยันว่าเขารับฟังเสียงของประชาชน พร้อมขอโทษที่รัฐบาลบางคนทำงานไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

การประท้วงครั้งนี้มีเยาวชนหลายพันคนออกมาเดินขบวน โดยใช้สัญลักษณ์ธงโจรสลัดจากการ์ตูนดัง One Piece พร้อมชูคำปลุกใจ “เราต้องการมีชีวิต ไม่ใช่แค่เอาตัวรอด” 

ทั้งนี้ ประเทศมาดากัสการ์มีประชากรเกือบ 30 ล้านคน แต่กว่า 75% อยู่ใต้เส้นความยากจน และเพียง 36% ที่เข้าถึงไฟฟ้า แม้ตัวเลขผู้เสียชีวิตจาก UN ระบุที่ 22 ราย และบาดเจ็บกว่า 100 คน แต่รัฐบาลมาดากัสการ์ปฏิเสธตัวเลขดังกล่าว โดยยังไม่ขอเปิดเผยข้อมูล ขณะเดียวกัน ผู้ประท้วงจำนวนมากยังคงเรียกร้องให้ประธานาธิบดีลาออก ซึ่งเจ้าตัวยังไม่ส่งสัญญาณว่าจะถอยออกจากตำแหน่ง

‘ประธานาธิบดีมาดากัสการ์’ เผ่นออกนอกประเทศแล้ว หลังม็อบ Gen Z ลุกฮือทั่วเมือง!! กองทัพทหารกำลังยึดอำนาจ

(14 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีแอนดรี ราโจเอลินา (Andry Rajoelina) แห่งมาดากัสการ์ หลบหนีออกนอกประเทศเมื่อวันอาทิตย์ หลังเกิดการประท้วงใหญ่ของกลุ่มเยาวชน Gen Z ที่บานปลายจนกองทัพบางส่วนประกาศเข้าข้างผู้ชุมนุม ทำให้รัฐบาลสูญเสียการควบคุมสถานการณ์อย่างรวดเร็ว แหล่งข่าวเผยว่า ผู้นำรายนี้ออกเดินทางด้วยเครื่องบินทหารของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นอดีตเจ้าอาณานิคมของประเทศ

ราโจเอลินากล่าวผ่านเฟซบุ๊กในคืนวันจันทร์ว่า ตน “ต้องย้ายไปอยู่ในที่ปลอดภัยเพื่อปกป้องชีวิต” แต่ยืนยันว่าจะไม่ยอมให้มาดากัสการ์ 'ถูกทำลาย' ขณะที่ฝรั่งเศสยังไม่ยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับการหลบหนี แต่เรียกร้องให้ประเทศกลับคืนสู่ระเบียบรัฐธรรมนูญโดยเร็ว

การประท้วงเริ่มขึ้นตั้งแต่ 25 กันยายน จากปัญหาขาดแคลนน้ำและไฟฟ้า ก่อนลุกลามเป็นความไม่พอใจต่อรัฐบาลที่ถูกกล่าวหาทุจริตและบริหารล้มเหลว กลุ่มเยาวชนและหน่วยทหารพิเศษ CAPSAT ซึ่งเคยช่วยราโจเอลินายึดอำนาจเมื่อปี 2009 ได้หันมาสนับสนุนผู้ชุมนุมแทน โดยประกาศจะไม่ยิงใส่ประชาชน แต่จะแต่งตั้งผู้นำทหารคนใหม่

ทั้งนี้ ม็อบนับพันยังคงปักหลักในจัตุรัสกลางกรุงอันตานานาริโว เรียกร้องให้ประธานาธิบดีลาออก ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ทะลุ 22 รายแล้ว โดยมาดากัสการ์มีประชากรราว 30 ล้านคน และกว่า 75% อยู่ในภาวะยากจน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับความสิ้นหวังทางเศรษฐกิจ จนกลายเป็นชนวนสำคัญของการลุกฮือครั้งนี้

ปลุกปฏิวัติ!! คลื่นแห่งความหวังคนรุ่นใหม่ เขย่า!! แอฟริกาเดือด ‘Gen Z’ มาดากัสการ์ ลุกฮือ!! ล้มรัฐบาล ‘กองทัพ’ ยึดอำนาจ!! ‘ราโชเอลินา’ หนีออกนอกประเทศ

(19 ต.ค. 68) สัปดาห์นี้กองทัพมาดากัสการ์เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาล หลังการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ปะทุขึ้นทั่วประเทศ จนประธานาธิบดีอังดรี ราโชเอลินา ต้องหนีออกนอกประเทศ

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็น “ฉากเดิมซ้ำรอย” สำหรับราโชเอลินา วัย 51 ปี อดีตดีเจซึ่งเคยขึ้นสู่อำนาจเมื่อปี 2009 จากการรัฐประหารโดยกองทัพเช่นกัน หลังกลุ่มเยาวชนขับไล่ผู้นำคนก่อนให้ลี้ภัย

กระแสตื่นตัวของ Gen Z ทั่วโลก

การลุกฮือในมาดากัสการ์เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มทั่วโลก ตั้งแต่เอเชีย แอฟริกา จนถึงอเมริกาใต้ ซึ่งคนรุ่น Gen Z (เกิดราวกลางทศวรรษ 1990–2010) ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือรวมพลังเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ในเนปาล การประท้วงของเยาวชนที่ไม่พอใจการแบนโซเชียลและคอร์รัปชันภาครัฐนำไปสู่การโค่นนายกรัฐมนตรีในเดือนกันยายน ขณะที่ “การปฏิวัติ Gen Z” ในบังกลาเทศปี 2024 นำนักศึกษาหลายหมื่นคนออกมาชุมนุมขับไล่ชีค ฮาซินา ผู้นำหญิงที่ครองอำนาจยาวนาน รวมถึงกรณีศรีลังกาในปี 2022 ที่เยาวชนผลักดันให้รัฐบาลต้องลาออก

ผู้นำทหารขึ้นแทนที่

หลังราโชเอลินาถูกโค่น กองทัพได้แต่งตั้งพันเอกไมเคิล ร็องเดรียนีรีนา ผู้นำหน่วยทหารที่มีบทบาทสนับสนุนรัฐประหารปี 2009 ขึ้นเป็นประธานาธิบดีรักษาการเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม

โฆษกการเคลื่อนไหว เอลเลียต ร็องเดรียมันดราโต กล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของชัยชนะ การต่อสู้ที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้น” พร้อมยอมรับว่าการล้มรัฐบาลครั้งนี้เกิดขึ้นได้เพราะความร่วมมือระหว่างเยาวชนกับกองทัพ

ลามไปทั่วทวีปแอฟริกา
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปรากฏการณ์นี้อาจจุดประกายให้ประเทศอื่นในแอฟริกาเกิดการประท้วงลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวมากที่สุดในโลก

ในโมร็อกโก กลุ่ม “GenZ 212” ใช้แพลตฟอร์ม Discord เป็นฐานเคลื่อนไหว เรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูปด้านสาธารณสุขและการศึกษา หลังทุ่มงบมหาศาลไปกับโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬา ส่วนในเคนยา การประท้วงต่อต้านร่างกฎหมายขึ้นภาษีกลายเป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก

คิงสลีย์ โมกาลู อดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีไนจีเรีย เตือนว่า “ผู้นำแอฟริกาที่ล้มเหลวควรระวังไว้ เพราะคนรุ่นใหม่เริ่มตระหนักถึงพลังของตัวเอง”

การต่อต้านจากรัฐบาลเผด็จการ
อย่างไรก็ตาม หลายประเทศในแอฟริกามีแนวโน้มจะตอบโต้ด้วยกำลังมากกว่าถอย เช่น ในเคนยา ประธานาธิบดีวิลเลียม รูโต ท้าผู้ประท้วงว่า “ถ้าคิดจะโค่นรัฐบาลก่อนเลือกตั้งปี 2027 ก็ลองดู” ขณะที่ในยูกันดา ประธานาธิบดียอเวรี มูเซเวนี วัย 81 ปี เตือนผู้ชุมนุมว่า “กำลังเล่นกับไฟ”

รากเหง้าปัญหาการปกครองในแอฟริกา
แอฟริกายังคงเผชิญการรัฐประหารบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในแถบซาเฮลซึ่งมีความไม่มั่นคงทางความปลอดภัยสูง และผู้นำหลายประเทศถูกวิจารณ์ว่าทุจริต ไร้ประสิทธิภาพ และไม่สามารถสร้างงานหรือบริการพื้นฐานให้ประชาชนได้
โมกาลูระบุว่า “ความล้มเหลวของการบริหารคือปัญหาหลักของทวีปนี้ และมันฝังรากลึก”

ยุคแห่งการลุกขึ้นของคนรุ่นใหม่
สิ่งที่ทำให้ขบวนการ Gen Z น่ากลัวต่อผู้มีอำนาจ คือ พวกเขาเติบโตในยุคดิจิทัล มีเครื่องมือสื่อสารพร้อม และไม่มีความอดทนต่อความอยุติธรรม
“คนรุ่นนี้เป็นคนกล้าชน และเทคโนโลยีทำให้พวกเขารวมตัวกันได้ง่ายขึ้น” โมกาลูกล่าว พร้อมเตือนว่า หากผู้นำไม่เร่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและคอร์รัปชัน การลุกฮือของเยาวชนอาจกลายเป็น “เรื่องปกติใหม่” ของแอฟริกาในอนาคต

เทรนด์ใหม่เด็กสิงคโปร์ อวดการใช้ชีวิตแบบประหยัด ใช้ตู้เสื้อผ้าเล็กๆ ในห้องโล่ง ของน้อยแต่ใช้คุ้ม นิยามชีวิตดี ทำมีเงินเก็บมากขึ้น ไม่เป็นหนี้

Underconsumption: เมื่อเด็กสิงคโปร์หันมา ‘อวดประหยัด’ แทน ‘อวดแบรนด์’

เย็นวันศุกร์ในห้องเช่าเล็ก ๆ ย่านชานเมืองสิงคโปร์ เด็กสาววัยยี่สิบกลาง ๆ ตั้งขาตั้งมือถือไว้ปลายเตียง  

ในเฟรมมีตู้เสื้อผ้าเล็ก ๆ ลิ้นชักใบเดียว เครื่องสำอางไม่ถึงสิบชิ้น  
เธอกดอัด TikTok พร้อมแคปชัน  

“underconsumption core – นี่คือทุกอย่างที่ฉันมี และฉันโอเคมาก”  
คลิปแบบนี้กำลังเต็มฟีดในสิงคโปร์  
จากเดิมที่โซเชียลมีเดียคือพื้นที่ “อวดของใหม่”  
ตอนนี้กลายเป็นพื้นที่ “อวดว่า…ฉันใช้ของเท่าที่จำเป็นก็มีความสุขได้”  
บทความนี้จะพาไปดูว่า  

- เทรนด์ “underconsumption” คืออะไร  
- ทำไมมันถึงเกิดแรงมากในสิงคโปร์  
- และมันสะท้อน “คุณภาพชีวิต” ของคนรุ่นใหม่ยุคค่าครองชีพพุ่งยังไง  
Underconsumption core คืออะไร (แบบเข้าใจง่าย)
บน TikTok และสื่อสิงคโปร์ใช้คำว่า “underconsumption core”  

หมายถึง ไลฟ์สไตล์ที่ตั้งใจ “ใช้ให้น้อยลง – ใช้ของที่มีให้คุ้ม – หยุดซื้อโดยไม่คิด”  

สื่ออย่าง Channel NewsAsia เขียนถึงเทรนด์นี้ว่ากำลังเป็น buzzword บนโลกออนไลน์  

คนรุ่นใหม่โพสต์คลิปโชว์บ้านโล่ง ๆ ตู้เสื้อผ้าเล็ก ๆ ของใช้ไม่กี่ชิ้น พร้อมเล่าว่าทำไมเลือก “ไม่ซื้อ” มากขึ้น อีกหลายสำนักก็เล่าว่ากระแส “อวดประหยัด” นี้ ไม่ได้อยู่แค่ในโลกตะวันตก  
แต่ขยายมาในเอเชีย โดยเฉพาะสิงคโปร์ ซึ่งคนหนุ่มสาวจำนวนมากเริ่มแชร์ชีวิตแบบ  
- เสื้อผ้าชุดเดิม – ทำ capsule wardrobe มีเสื้อผ้าหลัก ๆ ไม่กี่ชิ้น แต่ mix & match ให้ได้หลายลุค  
- เครื่องสำอาง/สกินแคร์เท่าที่ใช้จริง – โชว์โต๊ะเครื่องแป้งที่มีไม่กี่แบรนด์ ไม่ซื้อซ้ำเพราะ FOMO  
- ของใช้ไฟฟ้าชิ้นเดียวจบ – ไดร์เป่าผมตัวเดียวใช้มาหลายปี ไม่ตามเทรนด์ทุกแบรนด์ที่ดังใน TikTok  

แทนที่จะถามว่า “ซื้ออะไรเพิ่มดี?”  
คนกลุ่มนี้ถามตัวเองว่า  
“สิ่งที่มีอยู่ พอไหม – ใช้ให้คุ้มแล้วหรือยัง – ถ้าไม่ซื้อ เราจะได้อะไรกลับมาบ้าง (เงิน, พื้นที่, ความสบายใจ)”  
ทำไมเทรนด์นี้ถึงแรงในสิงคโปร์
1. ค่าครองชีพที่กลายเป็น “เรื่องในหัวทุกวัน”
สำรวจคนรุ่นใหม่หลายชิ้นตรงกันว่า  
“ค่าครองชีพ” คือความกังวลอันดับหนึ่งของ Gen Z และ Millennials ในสิงคโปร์
- รายงานของ Deloitte ปี 2024 ระบุว่า กว่า 56% ของ Gen Z สิงคโปร์ บอกว่าค่าครองชีพคือปัญหาใหญ่ที่สุดในชีวิตตอนนี้  
- อีกหลายสำรวจด้านการเงินพบว่าคนหนุ่มสาวจำนวนมากบอกว่ากำลัง “อยู่แบบเดือนชนเดือน” และไม่มั่นใจว่าตัวเองจะเกษียณได้สบายหรือไม่  
- YouGov ในสิงคโปร์ก็รายงานว่า กว่า 80% ของคนสิงคโปร์กังวลกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น และเกือบครึ่งกลัวว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในไม่กี่เดือนข้างหน้า  

เมื่อ “เงิน” กลายเป็นความเครียดพื้นฐานในชีวิต  
การเลือกใช้ชีวิตแบบซื้อทุกอย่างตามกระแส จึงไม่ใช่ตัวเลือกที่สบายใจอีกต่อไป  Underconsumption จึงกลายเป็นคำตอบ ไม่ใช่เพราะอยากเท่ แต่เพราะเป็นวิธี “เอาตัวรอดทางการเงิน” แบบที่ยังให้ความรู้สึกคูลอยู่
2. เมืองเล็ก ห้องเล็ก พื้นที่มีราคา ทุกตารางเมตรต้องคิด
สิงคโปร์เป็นหนึ่งในเมืองที่ค่าที่อยู่อาศัยสูงที่สุดในโลก  
ทั้งบ้าน HDB และคอนโดทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากต้องอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ  
สื่อหลายเจ้าอย่าง South China Morning Post เล่าไว้ว่าคนหนุ่มสาวสิงคโปร์กำลัง “โอบรับ” ไลฟ์สไตล์ underconsumption เพราะทั้งค่าบ้านและค่าของใช้ในชีวิตประจำวันทำให้ทุกคนอยาก “ใช้พื้นที่และเงินอย่างคุ้มค่าที่สุด”  
- ห้องเล็ก = ข้าวของเยอะไม่ได้  
- ของเยอะ = เครียด, เกะกะ, ทำให้ห้องแพง ๆ ดูอึดอัด  
- จึงเริ่มคิดกลับด้านว่า “การมีของน้อย” = ทำให้บ้านน่าอยู่กว่า  

พอแนวคิดนี้ถูกเล่าผ่าน TikTok และบทความไลฟ์สไตล์ มันก็กลายเป็น standard ใหม่ ว่า  
“ไม่จำเป็นต้องมีตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ หรือชั้นรองเท้าหลายชั้น ถึงจะเรียกว่าชีวิตดี”

3. เศรษฐกิจ – สภาพจิตใจ – และการมองเงินเป็น self-care
ภายใต้หน้าตา “อวดประหยัด” จริง ๆ คือเรื่อง ความเครียดเรื่องเงิน และสุขภาพจิตของคนรุ่นใหม่
- Deloitte และหลายงานวิจัยล่าสุดชี้ว่า เรื่องเงิน เป็นต้นเหตุสำคัญของความเครียดใน Gen Z และ Millennials โดยเฉพาะเรื่องค่าครองชีพ และความกลัวว่าจะไม่มีเงินพอในอนาคต  
- บทความด้านการเงินส่วนบุคคลในสิงคโปร์บางชิ้นอธิบายว่า คนรุ่นใหม่มอง “การจัดการการเงิน” เป็นส่วนหนึ่งของ การดูแลตัวเอง (self-care) ไม่แพ้การออกกำลังกายหรือดูแลสุขภาพ  

ดังนั้น การไม่ซื้อของตามกระแส =  
- ลดความกดดันเรื่องบัตรเครดิต  
- ลดความรู้สึกผิดเวลาเงินหมดต้นเดือน  
- ทำให้รู้สึกว่าตัวเอง “คุมชีวิตได้” มากกว่าถูกโซเชียลมีเดียลากไป  
Underconsumption จึงไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่มันคือ “เครื่องมือทางจิตใจ” ให้คนรู้สึกปลอดภัยขึ้นในโลกที่แพงขึ้นทุกปี

Underconsumption ในชีวิตจริง: ภาพที่เห็นในสิงคโปร์
ลองจินตนาการผู้อ่านตามภาพเหล่านี้ ซึ่งตอนนี้มีเต็ม TikTok และสื่อท้องถิ่นในสิงคโปร์:
1. “ปีนี้ไม่ซื้อเสื้อผ้า” – Year without shopping
สื่ออย่าง The Straits Times เล่าเรื่องคนหนุ่มสาวสิงคโปร์ที่ทำ challenge “หนึ่งปีไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่”  
พวกเขาอัดคลิปอธิบายเหตุผลว่า  
- ตู้เสื้อผ้าปัจจุบันมีเพียงพอแล้ว  
- ถ้าไม่ซื้อเพิ่ม จะประหยัดเงินได้เป็นก้อน  
- และยังช่วยลด fast fashion ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย  
คนดูไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขา “ขาด”  
แต่กลับรู้สึกว่า “โห เก่งจัง – ทำได้ไง – อยากลองบ้าง”
2. ห้องเล็ก แต่โล่ง น่าอยู่
คอนเทนต์โชว์ห้อง 20–30 ตารางเมตร ในสิงคโปร์  
ภายในมีแค่:
- เตียง  
- โต๊ะทำงานตัวเล็ก  
- ชั้นหนังสือเล็ก ๆ  
- ตู้เสื้อผ้าบานเดียว  
เจ้าของห้องเล่าว่า  

“เมื่อก่อนซื้อของตกแต่งเยอะมาก จนรู้สึกว่าห้องแน่นและสมองแน่นไปด้วย พอมาลอง underconsumption – ทิ้งของที่ไม่ใช้ – ขายของมือสองออกไป ห้องเล็กเท่าเดิม แต่รู้สึกหายใจโล่งขึ้นเยอะ”

3. จาก haul video → เป็น “anti-haul” แทน
คลิปแบบเดิม: คนหิ้วถุงชอปปิงจากห้างมาเทของโชว์ว่า “ซื้ออะไรบ้าง”  
คลิปยุคใหม่ในสิงคโปร์:  
เป็น anti-haul – อัดคลิปเล่าว่า  
- มีอะไรบ้างที่ “ไม่ซื้อ” ทั้งที่เคยอยากได้  
- ทำไมถึงเลิกซื้อแบรนด์หรูบางแบรนด์  
- ใช้เกณฑ์อะไรตัดสินว่า “ของชิ้นนี้คุ้มที่จะซื้อจริง ๆ”  
คนดูได้ทั้ง mindset, วิธีคิด และรู้สึกว่า “ไม่ซื้อก็ไม่ได้แปลว่าแพ้”
เมื่อ “อวดประหยัด” กลายเป็นแฟชั่นใหม่
สิ่งที่น่าสนใจคือ underconsumption ไม่ได้เพียงบอกว่า  
“ฉันจนเลยต้องประหยัด”  
แต่มันถูกเล่าในน้ำเสียงว่า  
“ฉันเลือกจะใช้ชีวิตแบบนี้ – และภูมิใจด้วย”  
สื่ออย่าง The Independent Singapore และคอลัมนิสต์อีกหลายคนเขียนไปในทิศทางเดียวกันว่า  
คนรุ่นใหม่กำลังใช้ underconsumption เพื่อ  
- ตอบโต้โลกที่ยัดเยียดการบริโภคเกินจริงของดารา/อินฟลูเอนเซอร์  
- สร้างคอมมูนิตี้ของคนที่ “ใช้ชีวิตพอดีกับรายได้จริง”  
- ทำให้ความเรียบง่ายกลายเป็นเรื่อง “เท่” ในสายตาคนกลุ่มเดียวกัน  
พอ “ความประหยัด” ถูกเล่าแบบเท่ ๆ  
มันเลยกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ แทนที่จะเป็นภาพ “คนลำบาก” แบบในอดีต แล้วคนไทยเรียนรู้อะไรจากเทรนด์นี้ได้บ้าง
สำหรับผู้อ่านไทย โดยเฉพาะคนเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่เริ่มเจอปัญหาคล้าย ๆ กัน (ค่าครองชีพสูงขึ้น หนี้ครัวเรือนเพิ่ม พื้นที่อยู่อาศัยเล็กลง)  
เทรนด์ underconsumption ในสิงคโปร์ให้บทเรียนที่น่าสนใจอย่างน้อย 4 ข้อ
1. ประหยัดไม่จำเป็นต้องแปลว่า “ขัดสน”
ถ้าเล่าเรื่องประหยัดในแบบเก่า คนจะนึกถึงการ “ตัดทุกอย่างทิ้งจนชีวิตเครียด”  
แต่ underconsumption สอนว่า  
- เราเลือกตัด “ส่วนเกิน” ไม่ใช่ตัด “ความสุขทั้งหมด”  
- ใช้เงินกับสิ่งที่ให้ value จริง ๆ เช่น สุขภาพ การเรียนรู้ ประสบการณ์ กับคนสำคัญ  
- ลด spending ที่เกิดจาก FOMO หรือแรงกดดันของโซเชียล  
2. ใช้คอนเทนต์เป็นเครื่องมือเปลี่ยนนิสัยการใช้เงิน
สิงคโปร์แสดงให้เห็นว่าคลิป TikTok สั้น ๆ  
สามารถเปลี่ยนความคิดคนจำนวนมากจาก “อยากได้อีก” ไปสู่ “เอาเท่าที่พอ” ถ้าในไทยมีคอนเทนต์แนว  
- “ของ 10 อย่างที่ฉันเลิกซื้อแล้วชีวิตดีขึ้น”  
- “อยู่คอนโดเล็ก ๆ แต่เงินเหลือเก็บมากขึ้นยังไง”  
แล้วคนเล่าไม่ได้ preaching แต่เล่าแบบเพื่อนคุยกับเพื่อน  
มันอาจเป็นแรงดันทางวัฒนธรรมที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่จัดการเงินเก่งขึ้น โดยไม่ต้องรอกฎหมายหรือมาตรการรัฐ
3. ประหยัด + สุขภาพจิต = คู่กันได้
งานวิจัย Gen Z ทั่วโลก รวมถึงในสิงคโปร์ชี้ว่า  
เรื่องเงินกำลังทำให้คนรุ่นใหม่เครียดมากกว่ารุ่นก่อน ๆ  
underconsumption จึงอาจไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็น “ยาคลายเครียด” อีกแบบหนึ่ง การเห็นยอดบัตรเครดิตลดลง เงินเก็บเพิ่มขึ้น ห้องโล่งขึ้น  
ล้วนส่งผลต่อสุขภาพจิตในทางบวกอย่างชัดเจน
4. ต่อไป “แบรนด์หรู” อาจไม่ใช่ตัวแทนความสำเร็จเสมอไป
ในสังคมที่ค่าครองชีพสูงมาก ความเท่าของคนรุ่นใหม่อาจไม่ได้วัดกันที่กระเป๋า รองเท้า หรือรถ แต่เป็นเรื่องเหล่านี้แทน  
- มีเงินสำรองฉุกเฉินกี่เดือน  
- ไม่มีหนี้เสีย  
- กล้าปฏิเสธการใช้เงินที่ไม่จำเป็น  

underconsumption ทำให้ “ความสำเร็จ” ถูกนิยามใหม่เงียบ ๆ  
จาก “ซื้อได้ทุกอย่าง” กลายเป็น “เลือกซื้อเท่าที่จำเป็น และยังมีอิสระในชีวิต”

บทสรุป: เมื่อโลกแพงขึ้น ศิลปะของการ “ไม่ซื้อ” จะยิ่งสำคัญ
เทรนด์ Underconsumption ในสิงคโปร์  
ไม่ใช่แค่แฟชั่นบน TikTok แต่เป็นภาพสะท้อนลึก ๆ ของยุคที่  
- ค่าครองชีพสูง เงินเฟ้อบีบ  
- พื้นที่ใช้สอยเล็กลงเรื่อย ๆ  
- คนรุ่นใหม่ต้องพยายามหาสมดุลระหว่าง “อยู่รอด” กับ “การมีความสุข”  

ในบริบทนี้

การหันมา “อวดประหยัด” แทน “อวดแบรนด์” จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย มันคือการประกาศเงียบ ๆ ว่า

“ฉันอาจไม่ได้มีของเยอะเหมือนในโฆษณา แต่ฉันมีเงินเก็บ มีพื้นที่หายใจ มีหัวที่ไม่หนักด้วยหนี้ และสำหรับฉัน…นี่ต่างหากคือชีวิตที่ดี” สำหรับผู้อ่านไทย คำถามต่อไปคือ

- เราจะเอาแนวคิดแบบนี้มาปรับใช้กับชีวิตตัวเองได้ยังไง

- จะเริ่ม “underconsumption” มุมไหนก่อน – เสื้อผ้า, กาแฟ, subscription, ของแต่งบ้าน, gadget เพราะบางที แค่เริ่มจาก “ชิ้นเดียว” ที่เราตัดสินใจไม่ซื้อ

ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตการเงิน และคุณภาพชีวิตที่เบาสบายขึ้นอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อนก็ได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top