Friday, 5 June 2026
Election

‘พิธา’ ลุยหาเสียงเชียงใหม่ ขอพลังคนไทยกา ‘ก้าวไกล’ พาประเทศไทยเปลี่ยนแปลง พร้อมรับความท้าทายใหม่ ๆ

(14 เม.ย.66) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมกิจกรรมหาเสียงกับผู้สมัคร ส.ส.พรรคก้าวไกล จ.เชียงใหม่ หลายพื้นที่

โดยช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้ร่วมกิจกรรมหาเสียงพร้อมกับ อรพรรณ จันตาเรือง ผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่ เขต 6 เบอร์ 1 ร่วมกันเดินประชาสัมพันธ์ที่ตลาดเทศบาลเสียงพร้าว ต.เวียง อ.พร้าว 

ก่อนร่วมกันเปิดวงพูดคุยที่สิริเมืองพร้าวและห้องสมุดจินดา ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ประจำชุมชนใน ต.สันทราย อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ร่วมกับเครือข่ายคนทำงานภาคประชาสังคมหลายกลุ่ม โดยมีการร่วมแลกเปลี่ยนสอบถามกันในหลายประเด็น ทั้งในประเด็นการศึกษา ปัญหาฝุ่น สิทธิมนุษยชน ความหลากหลายทางเพศ สถานการณ์เมียนมา ชาติพันธุ์ ที่ดินทำกิน เป็นต้น

พิธาระบุตอนหนึ่ง ว่าประเทศไทยในวันนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายปัญหา อย่างเรื่องหนึ่งที่เรามีการพูดถึงวันนี้ คือปัญหาหลักสูตรการศึกษา ต้องตอบโจทย์ด้วยการกระจายอำนาจ ปลดล็อกท้องถิ่น ไม่ใช่ให้คนที่ส่วนกลางมาออกแบบให้ ระบบราชการที่อยู่แบบเดิมมา 130 ปีแล้ว ย่อมไม่สามารถตอบโจทย์ของยุคสมัย อย่างโควิด pm 2.5 การต่างประเทศ และความท้าทายอื่นๆ ที่ประเทศเผชิญอยู่ได้แน่ๆ

วงเกลียวแห่งความเงียบ เมื่อสื่อ อัลกอริทึม และการเลือกตั้งเดินไปพร้อมกัน

เคยรู้สึกไหมครับว่าเมื่อเปิด feed ใน social media ขึ้นมาแล้วเหมือนว่าทุกคนที่เราเห็นคิดเหมือนกันหมด ชอบ-ไม่ชอบอะไรเหมือนๆกัน แสดงความคิดเห็นหรือวิพากย์วิจารณ์ประเด็นต่างๆไปในทิศทางเดียวกันซะจนถ้ามีคนที่คิดต่าง โผล่ขึ้นมา คนๆนั้นคงพูดออกมาไม่ได้หรือแย่กว่านั้น เขาอาจจะไม่มีที่ทางในพื้นที่ตรงนั้นเลยด้วยซ้ำ

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ แต่มันอธิบายได้ด้วยทฤษฎีการสื่อสารที่มักเอามาใช้ในเชิงสื่อสารการเมืองเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองได้เป็นอย่างดี ทฤษฎีนี้ชื่อว่า ”วงเกลียวแห่งความเงียบ (Spiral of Silence)” 

ทฤษฎีนี้มาจากใคร?

แนวคิดนี้ถูกนำเสนอมาตั้งแต่ยุค 1970 โดย Elizabeth Noelle-Neumann นักสื่อสารศาสตร์ชาวเยอรมัน

เธออธิบายว่า โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์นั้นกลัวการถูกโดดเดี่ยวทางสังคมเราจึงคอยประเมินอยู่เสมอว่า “ความคิดเห็นไหนเป็นของคนส่วนใหญ่” และถ้าเรารู้สึกว่าความคิดของเราเป็นเสียงส่วนน้อย เรา (และผู้คนจำนวนมาก) จะเลือก “เงียบไว้ก่อน”
ไม่ใช่เพราะไม่มีความเห็น แต่เพราะเราไม่อยากถูกผลักออกจากสังคมโดยการแสดงความเห็นต่างออกมานั่นเอง 

บทบาทของสื่อกระแสหลักในยุคสื่อดั้งเดิมนั้น TV หนังสือพิมพ์ และนักวิเคราะห์, ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เป็นคนกำหนดว่า ”กระแสสังคมกำลังไปทางไหน” และเมื่อสื่อวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกัน, เชิญผู้เชี่ยวชาญฝั่งเดียวซ้ำ ๆ รวมทั้งรายงานโพลที่ชี้ว่าผล “ค่อนข้างชัด” คนที่เห็นต่างจะเริ่มรู้สึกว่า “หรือเราคิดผิดอยู่คนเดียว?”
ดังนี้เอง………วงเกลียวแห่งความเงียบจึงเริ่มหมุน

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดจากสถานการณ์จริง: การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2016
ก่อนวันเลือกตั้งสื่อกระแสหลักจำนวนมากรายงานว่า ฮิลลารี คลินตัน มีโอกาสชนะสูง โพลและบทวิเคราะห์ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน และผู้สนับสนุน โดนัลด์ ทรัมป์ มักถูกนำเสนอในภาพลบผ่านสื่อ 
ผลคือทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่งที่สนับสนุนทรัมป์ ไม่กล้าแสดงความเห็นในที่สาธารณะ, ไม่ตอบโพลตรงไปตรงมาและเลือกที่จะอยู่เงียบๆเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกโจมตี
คนกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า ” Shy Voters”ผู้สนับสนุนที่เงียบงันในพื้นที่สาธารณะ แต่ไม่เงียบในคูหาเลือกตั้ง

ผลลัพธ์คือ ผลเลือกตั้งช็อกโลกที่ออกมานั้น สวนทางกับกระแสสื่อและโซเชียลในขณะนั้นอย่างสิ้นเชิง

แล้ว Social Media กับ Algorithm ทำให้เรื่องนี้แรงขึ้นอย่างไร? 

อธิบายได้ดังนี้ครับ 
ถ้าสื่อกระแสหลักหรือ Social Media คือไมโครโฟน Algorithm ก็คือเครื่องขยายเสียงดีๆนี่เอง

การทำงานของแพลตฟอร์มโซเชียลนั้น อย่างที่เรารู้กันก็คือ
- เลือกแสดงคอนเทนต์ตามพฤติกรรมผู้ใช้
– ดันความเห็นที่สร้าง engagement สูงสู่การรับรู้
– ลดการมองเห็นของเสียงที่เงียบหรือเห็นต่าง

สิ่งนี้คือกระบวนการที่เรียกว่า “Personalization at Scale” ที่ทำให้feedของเราได้ถูกจัดวางให้
เต็มไปด้วยความคิดแบบเดียวกัน จนดูเหมือนว่า “คนทุกคนในสังคมหรือประเทศนี้คิดเหมือนกันหมด”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top