Thursday, 4 June 2026
DataCenter

‘นายกฯ’ ขอบคุณ ‘Microsoft’ ร่วมมือ-ลงทุนในไทยมายาวนาน ด้าน Microsoft ชมจุดแข็งไทย เป็นศูนย์กลางข้อมูลของภูมิภาค

(22 ก.ย. 66) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้พบกับผู้บริหารบริษัท Microsoft เมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา

นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณ Microsoft ที่มีความร่วมมือ และมีการลงทุนในไทยมาอย่างยาวนาน และพร้อมจะร่วมมือต่อไปให้มีความต่อเนื่องและเกิดผลรูปธรรมในอนาคตอันใกล้

ขณะที่ผู้บริหารบริษัท Microsoft กล่าวชื่นชมไทยที่มีจุดแข็งสามารถเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาค (Regional Hub) มีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของภูมิภาค

“บริษัทฯ ต้องการสนับสนุนให้ทั้งภาคเอกชน และภาครัฐในการใช้ Cloud ซึ่งการมี Cloud investment ในไทย จะช่วยส่งเสริมความสามารถของคนไทย ทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น สายงาน IT สาขาวิศวกร และจะช่วยพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรบุคคล ที่ใช้ระบบงานต่างๆ เพื่อส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของไทย”

‘นายกฯ เศรษฐา’ หวังนักลงทุนเปิด Data Center ในไทย และดันไทยสู่ศูนย์กลางของภูมิภาค

(18 ม.ค. 67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

“ความหวังของผม คือ การได้บริษัทใหญ่มาลงทุนเปิด Data Center ในประเทศ ให้ไทยเป็นศูนย์กลาง Data Center ของภูมิภาคครับ”

นายเศรษฐา ระบุเพิ่มเติมว่า “จังหวะได้พบ Mr. Bill Gates ผมจึงไม่พลาดโอกาสที่จะนำเสนอศักยภาพของประเทศ และความเป็นไปได้ในการเปิด Data Center ของ Microsoft ในไทย ตามที่ผมได้เคยพูดคุยกับ Mr. Satya Nadella CEO คนปัจจุบันไปแล้วที่ซานฟรานซิสโกครับ”

‘ดร.ธนชาติ’ มอง ยักษ์ไอทีลงทุน Data Center แค่ธุรกิจปกติ ชี้!! คนไทยได้ประโยชน์น้อย - ไม่ช่วยให้เกิดการจ้างงานดังคาด

รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการ สถาบันไอเอ็มซี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Thanachart Numnonda’ ถึงกรณีบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ว่า  Data Center ไม่ได้สร้างงานได้มากมาย แต่ทักษะด้านไอทีต่างหากคือสิ่งที่จะสร้างงานได้นับหมื่นตำแหน่ง

เห็นข่าว Google จะมาลงทุน Data Center ในเมืองไทยที่แถลงข่าวเมื่อวานนี้ก็เป็นเรื่องน่ายินดี แต่ก็ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นมากมาย เพราะเป็นการลงทุนตามกระแสธุรกิจ การที่บริษัท Big Tech แต่ละแห่งจะมาลงทุน Data Center ก็เป็นไปตามวัฏจักรธุรกิจ การลงทุนในแต่ละ Region ก็ไปตามการใช้งานของผู้ใช้ Google หรือ Big Tech ก็ค่อย ๆ สร้าง Region Data Center ในแต่ละประเทศ เพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ ทั่วโลก แถวอาเซียนตอนตนเองเล่น Google Cloud Platform ใหม่ๆเมื่อ 14 ปีก่อนก็มีเฉพาะที่สิงคโปร์ พอมีลูกค้าในอินโดนีเซียมากขึ้นก็ไปเปิด Data Center เพิ่มขึ้นที่นั่น รอบนี้ความต้องการใช้ในไทยมากขึ้นก็ต้องเปิดที่ประเทศไทย ต่อไปก็คงไปเปิดประเทศอื่น ๆ อีก 

การลงทุน ก็อาจมีการลงทุนสิ่งปลูกสร้าง ที่ดิน ระบบไฟฟ้า และก็มีการสั่งซื้อระบบเซิร์ฟเวอร์จากต่างประเทศเข้ามาติดตั้งใน Data Center ที่ก่อตั้งขึ้นในไทย คนไทยก็อาจมีข้อดีที่เราใช้บริการ Cloud ที่เร็วขึ้นเพราะ Data Center อยู่ในประเทศ ลดความช้าที่ต้องส่งข้อมูลไปต่างประเทศ แต่เงินตราก็เข้าบริษัทต่างชาติอยู่ดี ยิ่งพอเราใช้ Cloud ของบริษัท Big Tech เงินเราก็ยิ่งไหลออกไปต่างประเทศมากขึ้น เราก็จะยิ่งขาดดุลการค้ามากขึ้น เจ้าหน้าที่ใน Data center ก็ไม่ได้มีมากมาย ไม่ได้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นมากมาย แถมอาจเน้นเรื่องการดูแลรักษาความปลอดภัยมากกว่า ส่วนผู้เชี่ยวชาญที่จะดูแลระบบไอทีจริง ๆ คงรีโมทมาจากต่างประเทศ เผลอ ๆ การจ้างงานตำแหน่งเหล่านี้ในไทยคงน้อยมาก

แล้วโอกาสงานหมื่น ๆ ตำแหน่งอยู่ไหน ก็คงเป็นเรื่องของการสร้างทักษะคนให้มีความสามารถขั้นสูงในการพัฒนาไอที พัฒนาเอไอ ถ้าคนมีความสามารถที่ดีขึ้นก็มีโอกาสมากขึ้น ขึ้นอยู่กับผู้ว่าจ้าง ซึ่งคงไม่ใช่บริษัท Google จะมาจ้างงาน 15,000 ตำแหน่ง และต่อให้ไม่มี Data Center ของ Big Tech อยู่ในเมืองไทย คนก็สามารถพัฒนาความสามารถตัวเองได้ 

“ที่ผ่านมาผม Upskill ตัวเองจากการใช้ Cloud ต่าง ๆ มานานนับสิบปีจากทั้ง AWS, Google และ Azure ทั้ง ๆ ที่ Cloud เหล่านี้ไม่เคยมี Data Center ในเมืองไทย ดังนั้นแทนที่จะถามว่ามาลงทุนใน Data Center ที่บ้านเราเท่าไร ซึ่งเราก็คงไม่ได้อะไรมากมายไม่ได้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ควรถามมากกว่าจะมาลงทุนด้านการศึกษา พัฒนาทักษะคนเป็นเงินเท่าไหร่ เปิด course ต่างๆให้เราเรียนฟรีได้แค่ไหน ให้ทดลองใช้ Cloud ฟรีเพื่อการเรียนรู้ในการพัฒนาทักษะได้ไหม” ดร.ธนชาติ กล่าว พร้อมทั้งย้ำว่า

อย่าตื่นเต้นอะไรมากมายเลยครับกับการลงทุนสร้าง Data Center ควรตื่นเต้นกับการลงทุนด้าน Upskill/Reskill ดีกว่า

BOI เผยยอดรวมแผนการลงทุน Data Center-Cloud Service ในไทยทะลุ 1.6 แสนล้านบาท รวมกว่า 46 โครงการ เสริมแกร่งโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล

(2 ต.ค. 67) บีโอไอ ย้ำศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในด้านอุตสาหกรรมดิจิทัล หลังจากที่ Google และบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ทยอยประกาศแผนการลงทุนในไทย โดยเฉพาะในธุรกิจ Data Center และ Cloud Service ยอดส่งเสริมลงทุนล่าสุด รวม 46 โครงการ มูลค่าลงทุนกว่า 1.6 แสนล้านบาท เสริมแกร่งโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ช่วยพัฒนาบุคลากรและผู้ประกอบการ ยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลในอาเซียน 

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ตามที่ Google ได้ประกาศแผนลงทุนสร้าง Data Center และ Cloud Region ในประเทศไทย มูลค่าเงินลงทุนเฟสแรก 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 36,000 ล้านบาท สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลของภูมิภาค จากข้อได้เปรียบในหลาย ๆ ด้าน ได้แก่ 

1) โครงสร้างพื้นฐานมีคุณภาพสูง ทั้งโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เครือข่าย 5G ระบบไฟฟ้าที่มีความเสถียร มีศักยภาพด้านพลังงานสะอาด และกฎระเบียบด้านดิจิทัลที่มีมาตรฐานสากล 

2) มีความมั่นคงปลอดภัยและเป็นกลางในเวทีระหว่างประเทศ อีกทั้งทำเลที่ตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางที่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะศักยภาพในการเป็น Connecting Hub สำหรับกลุ่มประเทศ CLMVT ที่มีประชากรรวมกันกว่า 250 ล้านคน 

3) บุคลากรที่มีคุณภาพและมีทักษะด้านดิจิทัล 

4) ตลาดในประเทศขยายตัวสูง ทั้งดีมานด์จากการยกระดับองค์กรไปสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) การกำหนดนโยบาย Cloud First Policy ของรัฐบาล สัดส่วนการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอยู่ในระดับสูง และประชาชนมีทักษะในการทำธุรกรรมการเงินผ่านระบบดิจิทัล 

5) สิทธิประโยชน์ที่จูงใจ และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับภาคธุรกิจ รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน เพื่อดึงดูดบุคลากรทักษะสูงเข้าสู่ประเทศ ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการลงทุน Data Center และ Cloud Service ของบริษัทระดับโลก เพื่อรองรับการขยายตัวของ AI และบริการด้านดิจิทัลต่าง ๆ ที่กำลังเติบโตสูงในภูมิภาค

ปัจจุบันมีโครงการ Data Center และ Cloud Service ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ รวม 46 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 167,989 ล้านบาท ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ชลบุรี และระยอง ซึ่งนอกจาก Google ที่ได้ประกาศแผนลงทุนและยื่นคำขอกับบีโอไอแล้ว ยังมีบริษัทชั้นนำระดับโลกได้เข้ามาลงทุนจัดตั้ง Data Center ในประเทศไทยแล้วหลายราย อาทิ 

Amazon Web Service (AWS) ที่ประกาศลงทุนในไทยกว่า 2 แสนล้านบาท ภายในปี 2580 โดยในเฟสแรก ได้ลงทุนสร้าง Data Center แล้ว 3 แห่ง เงินลงทุนกว่า 25,000 ล้านบาท 

โครงการ NextDC จากออสเตรเลีย ลงทุน 13,700 ล้านบาท CtrlS จากอินเดีย ลงทุน 5,000 ล้านบาท STT GDC จากสิงคโปร์ ลงทุน 4,500 ล้านบาท Evolution Data Center จากสิงคโปร์ ลงทุน 4,000 ล้านบาท Supernap (Switch) จากสหรัฐอเมริกา ลงทุน 3,000 ล้านบาท Telehouse จากญี่ปุ่น ลงทุน 2,700 ล้านบาท และ One Asia จากฮ่องกง ลงทุน 2,000 ล้านบาท   

สำหรับธุรกิจการให้บริการคลาวด์ (Cloud Service) มีบริษัทชั้นนำที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก บีโอไอ เช่น Alibaba Cloud ลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท และ Huawei Technologies ลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท นอกจากบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศแล้ว ยังมีผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพสูงอีกหลายรายที่ลงทุนในธุรกิจ Data Center และ Cloud Service ด้วย เช่น บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์, บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย และบริษัท GSA ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง Gulf, Singtel และ AIS   

นอกจากธุรกิจ Data Center และ Cloud Service แล้ว บีโอไอยังส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมดิจิทัลอย่างครบวงจร ทั้งการพัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล ดิจิทัลคอนเทนต์ และกิจการสนับสนุนระบบนิเวศด้านดิจิทัล เช่น กิจการ Innovation Park, Maker Space หรือ Fabrication Lab และกิจการพัฒนาพื้นที่และระบบ Smart City เป็นต้น 

“Data Center และ Cloud Service ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ และจะทำให้เกิดการทำงานประสานกันระหว่างคนและเทคโนโลยี เพื่อสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับมีมากมาย โดยเฉพาะการสร้างงานทักษะสูงทั้งทางตรงและทางอ้อม อีกทั้งช่วยส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น การผลิต การเงิน เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ธุรกิจด้านสุขภาพ การท่องเที่ยว อีคอมเมิร์ซ และธุรกิจบริการต่าง ๆ ทำให้ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสเข้าถึงบริการ Cloud ที่มีคุณภาพสูง และเทคโนโลยีดิจิทัลอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น ช่วยเร่งกระบวนการ Digital Transformation และสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจในโลกยุคใหม่ที่จำเป็นต้องมีทั้งความเร็วและความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล รวมทั้งยกระดับไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว

'พิชัย' เจรจา 'รัฐมนตรียูเออี' พร้อมคณะนักธุรกิจ ชวนลงทุน Data Center-ประกาศความพร้อมเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหาร พร้อมเร่งสรุปผลเจรจา CEPA ไทย - ยูเออี

'นายพิชัย นริพทะพันธุ์' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในโอกาสที่ ดร.ธานี บิน อาเหม็ด อัล เซยูดี รัฐมนตรีแห่งรัฐประจำกระทรวงเศรษฐกิจ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รับผิดชอบด้านการค้าต่างประเทศ นำคณะนักธุรกิจ UAE ที่มีศักยภาพสูงในการลงทุนเดินทางเยือนไทย เพื่อเชิญชวนมาลงทุนในประเทศ ทั้งด้านเทคโนโลยีและอาหาร สร้างเศรษฐกิจให้เติบโตไปด้วยกัน

โดยนายพิชัยได้หารือกับ ดร.ธานีฯ และคณะนักธุรกิจ ในหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชิญชวนฝ่าย UAE เข้ามาลงทุนจัดตั้ง Data Center ในไทย ซึ่ง UAE ก็มองเห็นถึงศักยภาพของไทยในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ อีกทั้งไทยยังมีระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีที่ดีมาก อาทิ ระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อมสูง โดยเฉพาะไฟฟ้าและน้ำที่มีความเสถียรและมีปริมาณเพียงพอ เครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 5G ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยีในระดับที่ดี และทำเลที่ตั้งซึ่งเป็นศูนย์กลางของอาเซียน UAE จึงสนใจเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมดังกล่าวตลอดห่วงโซ่ธุรกิจเช่น การพัฒนาซอฟท์แวร์ และการบริการ เพื่อต่อยอดให้ไทยเป็น 'Hub' ของภูมิภาค โดยขอให้รัฐบาลไทยช่วยสนับสนุน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนฝ่าย UAE และจะช่วยแนะนำผู้ร่วมทุนที่น่าเชื่อถือให้ UAE นอกจากนี้ UAE ยังมองหานักลงทุนเข้าไปช่วยพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานใน UAEเพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนระยะยาว

นายพิชัยฯ เสริมว่า ด้วยความพร้อมด้านการผลิต และแปรรูปสินค้าเกษตรและอาหารของไทยที่ส่งเสริมให้ไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารรายใหญ่ของโลก อาทิ ข้าว ไก่ และปลาทูน่ากระป๋อง ตนจึงได้เสนอไทยเป็นแหล่งสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารให้ UAE และเพื่อต่อยอดความร่วมมือที่ยั่งยืนที่สองฝ่ายจะได้ประโยชน์ร่วมกันตนจึงได้เชิญชวน UAE เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ขณะเดียวกัน UAE ก็มีความสนใจที่จะร่วมมือกับไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยเห็นว่า ความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ และการจัดการขยะของ UAE จะช่วยส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมของไทย ทั้งนี้ UAE ได้เชิญชวนให้ไทยส่งออกสินค้าดังกล่าวมายัง UAE เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาด UAE อีกทั้ง ยังเสนอให้ไทยใช้ UAE ที่มีความพร้อมด้านโลจิสติกส์ เป็นจุดกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคใกล้เคียง อาทิ แอฟริกา และยุโรปด้วย โดยตนได้มอบหมายให้กรมการค้าต่างประเทศหารือกับบริษัทของ UAE ในรายละเอียดต่อไป

นายพิชัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า UAE มีความต้องการแรงงานคุณภาพจากไทย รวมทั้งวิศวกรจำนวนมาก เพื่อเข้าไปช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของ UAEโดยกระทรวงพาณิชย์ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยสนับสนุนประเด็นดังกล่าว นอกจากนี้ ตนได้พูดคุยกับ ดร. ธานีฯ เกี่ยวกับแนวทางการสรุปผลการเจรจา FTA ระหว่างไทยกับ UAE หรือที่เรียกว่า CEPA ซึ่งเราเห็นตรงกัน ที่จะผลักดันให้การเจรจาฯ สรุปผลได้โดยเร็วที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์ในวงกว้างต่อภาคธุรกิจของสองฝ่ายต่อไป 

ต่างชาติ แห่ลงทุน Data Center ปีนี้กว่า 1.7 แสนล้าน หนุนไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน

(14 พ.ย. 67) ‘รองโฆษกรัฐบาล’ เผย ต่างชาติเชื่อมั่น ลงทุนในกิจการ Data Center ในประเทศไทยต่อเนื่อง ล่าสุด BOI ไฟเขียว 2 โครงการใหญ่ มูลค่ากว่า 60,000 ล้านบาท รวมทั้งปี 47 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่า 1.73 แสนล้านบาท

เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 67 เวลา 9.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังเป็นเป้าหมายและยุทธศาสตร์สำคัญด้านการลงทุน Data Center และ Cloud Service อย่างต่อเนื่อง ข้อมูลของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)  พบว่าในรอบปีที่ผ่านมา มีโครงการลงทุนยื่นขอรับการส่งเสริมฯ ในกิจการ Data Center และ Cloud Service รวม 47 โครงการ มูลค่าลงทุนกว่า 173,000 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนจากบริษัทรายใหญ่ทั้งสัญชาติอเมริกัน ออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น อินเดีย และไทย 

จากข้อมูลล่าสุด BOI อนุมัติส่งเสริมการลงทุนกิจการ Data Center 2 โครงการใหญ่ มูลค่ารวมกว่า 60,000 ล้านบาท ประกอบด้วย บริษัท ควอตซ์ คอมพิวติ้ง จำกัด ในเครือ Alphabet Inc. (สหรัฐอเมริกา) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google มูลค่าลงทุน 32,760 ล้านบาท เป็นการลงทุนตามแผนธุรกิจที่ Google ได้ประกาศระหว่างการพบนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567 ว่าจะสร้าง Data Center และ Cloud Region แห่งใหม่ ในประเทศไทย ด้วยมูลค่าเงินลงทุนเฟสแรก 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะเป็นศูนย์ Data Center แห่งที่ 5 ในเอเชียของ Google ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี มีแผนเปิดให้บริการในช่วงต้นปี 2570

และโครงการ Data Center ของบริษัท ดิจิทัลแลนด์ เซอร์วิสเซส ในเครือ GDS ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ Data Center ชั้นนำระดับโลก ที่ให้บริการทั้งในประเทศจีนและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีมูลค่าลงทุน 28,000 ล้านบาท โดยโครงการใหม่ในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี มีแผนเปิดให้บริการในปี 2569

นางสาวศศิกานต์กล่าวว่า จากนโยบายเชิงรุกของรัฐบาล ที่ส่งเสริมด้าน Cloud First Policy ช่วยกระตุ้นให้ภาครัฐและองค์กรต่าง ๆ ใช้เทคโนโลยี Cloud ส่งผลให้ตลาด Data Center ในไทยขยายตัวมากขึ้น ตอกย้ำการพัฒนาก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัล อีกทั้งจากผลประโยชน์จากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและเสริมความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลของประเทศไทย และเป็นการเปิดโอกาสให้กับอุตสาหกรรมอื่น ๆ เพิ่มเม็ดเงินในหลายมิติ ทั้งภาคการผลิต การค้า และการท่องเที่ยว อีกทั้งยังช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Digital Innovation Hub ของภูมิภาคอาเซียนด้วย

อินเตอร์ลิ้งค์ฯ เปิดมุมมองใหม่สู่โลก Data Center เจาะลึกทุกพื้นฐาน กับสัมมนา 'NEW Pro Tech: Fundamental of Cabling & Connectivity for Data Center' ตอกย้ำความรู้สู่การเป็นมืออาชีพ ที่คนวงการต้องอัปเดต

คุณภาพที่มากกว่า ในยุคที่ Data Center เป็นหัวใจของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (วันนี้ 3 ตุลาคม 2568) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการวางระบบโครงสร้างสายสัญญาณ และการเชื่อมต่อที่ครบวงจร จัดงานสัมมนาออนไลน์ “NEW Pro Tech Fundamental of Cabling & Connectivity for Data Center” เจาะลึกทุกมิติของการออกแบบ และวางระบบ Data Center อย่างมีมาตรฐาน และรองรับอนาคต นำเสนอความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยี Data Center เปิดมุมมองใหม่ ด้านโซลูชันการเชื่อมต่อ จากอุปกรณ์แบรนด์ LINK AMERICAN & GERMAN Rack ซึ่งเป็นสินค้ามาตรฐานระดับสากล ตอบโจทย์การใช้งานในทุกระดับ ตั้งแต่ Enterprise ไปจนถึง Hyperscale และ AI Data Center

งานสัมมนาครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อมอบความรู้ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และมาตรฐานที่ถูกต้องแก่ผู้ประกอบการ ผู้ดูแลระบบ ไอที วิศวกรเครือข่าย ตลอดจนผู้สนใจด้าน Data Center Infrastructure โดยครอบคลุมหัวข้อสำคัญที่เป็นหัวใจของอุตสาหกรรม ทั้ง

Data Center Trend & Interconnect Solution แนวโน้ม และทิศทางการลงทุน พัฒนา ศูนย์ข้อมูลในประเทศไทยที่เติบโตจากแรงหนุนอย่างก้าวกระโดด ทั้ง Cloud, Hyperscale และ AI Data Center Fundamental of Data Center ทำความเข้าใจประเภทของศูนย์ข้อมูล ตั้งแต่ Edge, Enterprise, Colocation ไปจนถึง Hyperscale และ AI พร้อมเจาะลึกความแตกต่างด้าน IT Load และการออกแบบที่เหมาะสม Network Architecture & Rack Layout วิเคราะห์การออกแบบเครือข่าย Data Center ทั้ง 3-Tier และ Spine-Leaf รวมถึงกลยุทธ์การจัดวาง Rack แบบ ToR, MoR และ EoR ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพ การบริหารจัดการ และต้นทุนโดยตรง Cabling & Connectivity อธิบายมาตรฐานสากล TIA-942, TIA-568, TIA-606 ที่กำหนดหลักการเดินสายสัญญาณ พร้อมแนะนำสินค้า และอุปกรณ์ CAT 6A, CAT 8 และสายใยแก้วนำแสงชนิด MPO รวมถึง LINK Rack และ GERMAN RACK ที่ออกแบบตามมาตรฐาน ANSI/EIA-310 เพื่อความแข็งแรง ทนทาน และรองรับการขยายตัวในอนาคต Active Device & Transceiver แนวทางการเลือกใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อสัญญาณความเร็วสูงของ Data Center ทุกรูปแบบ 

ทั้ง DAC, AOC หรือ Optical Transceiver รวมถึงบทบาทของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมาตรฐาน และเทคโนโลยีเครือข่ายความเร็วสูง (InfiniBand) ในการรองรับ AI เพื่อการประมวลผลประสิทธิภาพสูง (High Performance Computing) สำหรับผลิตภัณฑ์ Optical Transceiver ของ LINK เป็นทางเลือกอย่างครบวงจรด้วยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่รองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลายออกแบบมาเพื่อการใช้งานร่วมกับแบรนด์อื่น ๆ ได้ มีศูนย์พัฒนาเพื่อไว้คอยรองรับให้เข้าถึงการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว สามารถรับ - ส่งสัญญาณได้ด้วยระยะที่ไกลขึ้น และยังเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ NETWORKING ให้สามารถรองรับการทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่งผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่มากมายมหาศาลได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยมี จุดแข็งที่มากกว่ากับ LINK TRANCIEVER CLINIC FOR ALL ที่จะมาปลดล็อกทุกปัญหาของการเชื่อมต่อด้วยคุณสมบัติเด่น ดังนี้

ALL COMPATIBLE : สามารถใช้งานเข้ากันได้กับ ทุกยี่ห้อ (All Brand) ของอุปกรณ์การสื่อสารทุกความเร็ว (All Speed) และทุกระยะทาง (Distance)
3 DAY DELIVERY : สามารถส่งสินค้า SFP ได้ภายใน 3 วันทำการ และสินค้า DAC, AOC ภายใน 3 Week โดยหากต้องการนำสินค้าไปทดสอบ ก็สามารถติดต่อ ขอรับไปทดสอบได้ครั้งละ 1 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 3 สัปดาห์ ต่อเนื่อง 3 YEAR WARRANTY : สินค้า SFP Transceiver ของ LINK รับประกัน 3 ปีเต็ม หากมีปัญหา ระหว่างการใช้งาน หรือ มีปัญหาขัดข้อง หรือ มีปัญหาไม่สามารถใช้งานได้ สามารถเปลี่ยนตัวใหม่ได้ทันที ภายในระยะเวลารับประกัน 3 ปี

ตลอดงานสัมมนา ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญของอินเตอร์ลิ้งค์ฯ นายธุวานนท์ สิงห์ขจร Product Specialist และนายธนากร ชนะวงศ์วิสุทธิ์ Network Engineer Manager มาเจาะลึกให้ความรู้ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นทางเลือกอย่างครบวงจร พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึก และมุมมองเชิงกลยุทธ์ พร้อมยกตัวอย่างการใช้งานจริงในระดับองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อให้เห็นว่า Cabling Infrastructure เปรียบเสมือน “ระบบประสาทและโครงสร้างกระดูก ของ Data Center” ที่ขาดไม่ได้ในการรองรับสมรรถนะ และทำงานสอดประสานกับอุปกรณ์เครือข่าย เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลที่มั่นคง และพร้อมรองรับอนาคต

นอกจากนี้ ยังได้เปิดประเด็น “เทรนด์อนาคต” ของเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่ามาตรฐาน จากกลุ่ม Fiber Optic Cable ในตระกูล Double Q Series และสาย Patch cord ที่คุณภาพสูงและติดตั้งง่าย และยังสามารถส่งข้อมูลได้เร็วและมีความแม่นยำกว่าเดิม

นับว่างานสัมมนาได้ชี้ให้เห็นถึง เทรนด์อนาคตของเทคโนโลยี Data Center ที่กำลังพัฒนาไปสู่ความเร็วระดับ 800Gbps และ 1.6Tbps รวมถึงการใช้ Multi-Core Fiber, Hollow Core Fiber และ Co-Packaged Optics เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดพลังงาน ขณะเดียวกันการออกแบบ Data Center ในอนาคตยังมุ่งเน้นไปที่ Green Data Center เพื่อสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ จึงขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการส่งมอบโซลูชัน และอุปกรณ์การเชื่อมต่อคุณภาพสูงจากแบรนด์ LINK AMERICAN & GERMAN Rack ที่ได้มาตรฐานสากล ทั้งในด้านความแข็งแรง ความเสถียร อีกทั้ง ยังเชื่อมั่นได้อีกว่า การเสริมสร้างความรู้ และมาตรฐานที่ถูกต้องแก่ผู้ใช้งานในครั้งนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรม Data Center ของประเทศไทย ให้พร้อมแข่งขัน และรองรับความต้องการของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต เพื่อเตรียมความพร้อมแบบมีคุณภาพรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต เสริมศักยภาพให้กับ Data Center ไทยก้าวทันโลกดิจิทัลอย่างมั่นคง และยั่งยืน

เตรียมพบกับงานสัมมนาครั้งถัดไป “New Pro Tech Product Highlight LINK Solar Cabling” ไขความลับสายโซลาร์ เลือกของดีมีครบทั้ง solution งานติดตั้งไม่มีพลาด ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 แลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการพลังงาน ร่วมกับอัปเดตความรู้ล่าสุดด้านสายโซลาร์ และโซลูชันการเชื่อมต่อพลังงานสะอาด ที่ออกแบบตามมาตรฐานสากล ทั้ง ทนทาน ปลอดภัย และรองรับการใช้งานระยะยาว

เจาะลึกกับนวัตกรรม
-ถอดสเปก และเปรียบเทียบ LINK Solar Cabling ระหว่างสาย CB (DC Cable) กับ PV Cable
-มาตรฐาน AD8 สำคัญอย่างไร ?
-เลือกอุปกรณ์เครื่องมือ และคอนเนคเตอร์ แบบไหนให้มีประสิทธิภาพในการใช้งาน
-เคล็ดลับการออกแบบ และติดตั้งที่เหมาะกับโครงการจริง ตั้งแต่ Solar Rooftop จนถึง Solar Farm

ผู้สนใจเทคโนโลยี LINK Solar Cabling ที่ไม่ควรพลาด ลงทะเบียนได้แล้วตั้งแต่วันนี้

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เพจ INTERLINK FAN หรือ โทร 02-666-1111 ต่อ 1707

มาอัปเดตความรู้ และค้นพบโซลูชันสายโซลาร์ที่จะช่วยให้ธุรกิจ และโครงการพลังงานสะอาดของคุณ

WHAUP ทุ่มงบลุยธุรกิจน้ำ-ไฟ ปั้นระบบน้ำไฟอัจฉริยะรองรับอนาคต ปิดดีล Data Center ไตรมาส 2 นี้ ลงทุน 2.9 พันล้านบาทปี 69 เสริม Net Zero ปี 2050 มุ่งยั่งยืน

WHAUP กางแผนปี 69 ทุ่ม 2.9 พันล้านบาท

ปั้นระบบนิเวศน้ำ–ไฟฟ้าอัจฉริยะ รับอุตสาหกรรมอนาคต

จ่อปิดดีลโปรเจกต์ Data Center เพิ่มในไตรมาส 2

 

กรุงเทพฯ – บมจ.ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) ทุ่มงบลงทุนกว่า 2.9 พันล้านบาท เร่งเครื่อง 2 ธุรกิจหลัก “น้ำ-พลังงานไฟฟ้า” ส่งสัญญาณไตรมาส 2 นี้ เตรียมปิดดีลกลุ่ม Data Center พร้อมชูนวัตกรรมแพลตฟอร์มซื้อขายพลังงานไฟฟ้า ศึกษาโรงไฟฟ้า SMR มุ่งสร้างความมั่นคงพลังงานสะอาดแห่งอนาคต  ผลักดันองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2050

นายอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์  พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เปิดเผยว่า ในปี 2569  WHAUP ประกาศเดินหน้าตอกย้ำแผนกลยุทธ์หลักในการขยายความเป็นผู้นำในด้านสาธารณูปโภคและพลังงานแบบครบวงจร ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับประสิทธิภาพองค์กรผ่านการเชื่อมโยงแพลตฟอร์ม พร้อมผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุด รวมถึงการมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่เป็น New S-Curve ให้กับองค์กร พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการสร้างเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

สร้างระบบนิเวศน้ำ–พลังงานอัจฉริยะ รองรับการเติบโตอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

บริษัทเดินหน้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภคแบบครบวงจรทั้งน้ำและพลังงานไฟฟ้า เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำครบวงจร ตั้งแต่การจัดหาและให้บริการน้ำดิบและน้ำอุตสาหกรรม ระบบบำบัดน้ำ การพัฒนาน้ำมูลค่าเพิ่ม เช่น Premium Clarified Water และ Demineralized Water รวมถึงโซลูชัน Water Reclamation และ Smart Water Platform เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ควบคู่กับการขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียนผ่านโครงการ Solar Private PPA และ Direct PPA  พร้อมพัฒนาโซลูชันนวัตกรรม เช่น Peer-to-Peer Energy Trading Platform ระบบซื้อขาย REC และการศึกษาการพัฒนา SMR เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพ

อัดงบลงทุน 2.9 พันล้านบาท เร่งเครื่อง 2 ธุรกิจหลัก สู่ New S-Curve

บริษัทฯ ตั้งงบลงทุนปี 2569 ที่ 2,900 ล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจพลังงานไฟฟ้า 57 % และระบบสาธารณูปโภคน้ำ 43 %  โดยตั้งเป้าการเติบโตในปีนี้ผ่าน 2 ธุรกิจหลัก ดังนี้

1.ธุรกิจสาธารณูปโภค (น้ำ) : ในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดจำหน่ายและบริหารจัดการน้ำรวม 170  ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน แบ่งเป็นประเทศไทย 129 ล้านลูกบาศก์เมตร และเวียดนาม 41 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์ม Smart Water เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ เร่งขยายระบบสาธารณูปโภคและพัฒนาแหล่งน้ำสำรอง     เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะลูกค้ากลุ่ม Data Center ที่มีการใช้น้ำสูงกว่าธุรกิจทั่วไป    12-16 เท่า โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เซ็นสัญญาซื้อขายและบริหารจัดการน้ำกับลูกค้าเพิ่มกว่า            28 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และเตรียมปิดดีลสัญญาน้ำใหม่เพิ่มเติมอีก 17-29 ล้านลูกบาศก์เมตร ภายในไตรมาส 2/2569 นี้ นอกจากนี้บริษัทฯ กำลังอยู่ในระหว่างการขยายกำลังการผลิตน้ำอุตสาหกรรมและบำบัดน้ำเสียรวมกว่า 25 ล้านลูกบาศ์เมตร ในนิคมอุตสาหกรรม WHA ESIE 2.1, WHA ESIE3.1 และ WHA ESIE5 เพื่อรองรับความต้องการจากลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่ม Data Center

ด้านเวียดนาม บริษัทฯ ยังคงขยายพื้นที่การให้บริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งภายในนิคมของ WHA Group โดยเฉพาะในจังหวัดเหงะอานและทัญฮว้า  ขณะเดียวกันโครงการที่บริษัทฯ ร่วมลงทุน โดยเฉพาะโครงการโรงผลิตน้ำประปา Duong River ซึ่งจำหน่ายน้ำให้กับชุมชนในกรุงฮานอย ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 นอกจากนี้บริษัทฯ ปรับกลยุทธ์สู่ “Water Positive” มุ่งบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าคืนน้ำสู่ธรรมชาติในปริมาณมากกว่าที่ใช้ ผ่านการพัฒนาแหล่งน้ำทางเลือก การกักเก็บน้ำฝน การบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ การส่งเสริมการใช้น้ำรีไซเคิล และลดการสูญเสียน้ำในระบบ รวมถึงพัฒนาโซลูชัน Water Reclamation และแหล่งกักเก็บน้ำ เพื่อลดการใช้น้ำ ตอบโจทย์ด้าน ESG และ Decarbonization

 2.ธุรกิจไฟฟ้า: ในปี 2569 บริษัทฯ เดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสีเขียวจากภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยมุ่งพัฒนาโครงการ Solar ทั้งในรูปแบบ Private PPA, Feed-in-Tariff และ Direct PPA ควบคู่กับการพัฒนาโซลูชันพลังงานหมุนเวียนสำหรับลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่ม Data Center ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณสูงและต้องการเสถียรภาพด้านพลังงาน

ในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าสะสมที่ลงนามแล้วเป็น 1,124 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเป็นพลังงานหมุนเวียน 596 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 53% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด    โดยตั้งเป้าการเซ็นสัญญาโครงการ Private PPA ภายในประเทศเพิ่มอีก 60 เมกะวัตต์ และในประเทศเวียดนามเพิ่ม 29 เมกะวัตต์ ควบคู่ไปกับการเตรียมขยายพอร์ตพลังงานสะอาดเพื่อรองรับความต้องการโครงการ Direct PPA ซึ่งคาดว่าจะมีความต้องการสูงกว่า 2,000 เมกะวัตต์ พร้อมทั้งศึกษาการลงทุนเพื่อขยายสู่ตลาดใหม่ อาทิ ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อสร้างฐานการเติบโตในภูมิภาคในระยะยาว

ในด้านการเติบโตของธุรกิจพลังงานสะอาดในอนาคต บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านแพลตฟอร์มการซื้อขายไฟฟ้า Peer-to-Peer Energy Trading ควบคู่กับระบบซื้อขายใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์  รวมถึงอยู่ระหว่างการร่วมศึกษาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมงในอนาคต

 “WHAUP ยังคงเดินหน้าต่อยอดการเติบโตควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และการสร้างคุณค่าให้กับสังคม พร้อมขับเคลื่อนองค์กรภายใต้พันธกิจของ WHA Group ที่ว่า ”WHA: SHAPE THE FUTURE FOR THAILAND” มุ่งสู่การเป็นองค์กร Net Zero ภายในปี 2050 โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 และ 2 ลง 42% ภายในปี 2030 ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยตั้งเป้าลดปริมาณการดึงน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้ให้ได้ 25 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ภายในปี 2030” นายอัครินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดย : บริษัท มีเดีย แพลนเนอร์ คอนซัลแทนท์ จำกัด

 

GPSC จับมือ COD เดินเกมขยายพอร์ตไฟฟ้า เสริมกำลังผลิตรองรับภาคอุตสาหกรรม เดินหน้าโรงไฟฟ้านวนครรับเศรษฐกิจโต หนุนดีมานด์พลังงานภาคผลิตและ Data Center

GPSC ผนึกพันธมิตร เดินเครื่องเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้านวนคร

ส่วนขยาย ดันกำลังผลิตไฟฟ้า 207.75 เมกะวัตต์

รองรับดีมานด์อุตสาหกรรมและ Data Center

GPSC ร่วมกับพันธมิตร เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการโรงไฟฟ้า นวนคร หรือ NNEG ส่วนขยาย กำลังการผลิตไฟฟ้า 28.75 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไอน้ำ 8 ตันต่อชั่วโมง ส่งผลให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าสุทธิรวม 207.75 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไอน้ำรวม 48 ตันต่อชั่วโมง รองรับความต้องการใช้พลังงานของภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเติบโตของธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) สอดคล้องกับกลยุทธ์ขยายพอร์ตการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่า GPSC ได้ร่วมพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าร่วมทุน บริษัท ผลิตไฟฟ้า นวนคร จำกัด (NNEG) ซึ่งเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) โดย GPSC ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 30 บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 40 และ บริษัท นวนคร จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 30 ทั้งนี้ โครงการส่วนขยายของ NNEG มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 28.75 เมกะวัตต์ และไอน้ำ 8 ตันต่อชั่วโมง โดยมีกำหนดเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในวันที่ 1 เมษายน 2569 นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงาน พร้อมเสริมความมั่นคงและประสิทธิภาพของระบบพลังงานในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี ตลอดจนรองรับการเติบโตของธุรกิจ Data Center ในอนาคต

ทั้งนี้ ความสำเร็จของโครงการดังกล่าว สะท้อนถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งของพันธมิตรทั้ง 3 ราย ที่ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาโครงการฯ มาอย่างต่อเนื่อง และสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ตามแผน ทั้งนี้โครงการ NNEG มีการขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ครั้งแรกในปี 2559 ด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้า 125 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไอน้ำ 30 ตันต่อชั่วโมง จำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 90 เมกะวัตต์ ภายใต้สัญญา 25 ปี ในรูปแบบ Firm SPP และเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 54 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไอน้ำ 10 ตันต่อชั่วโมงในปี 2563 ล่าสุดในปี 2569 ได้เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 28.75 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไอน้ำ 8 ตันต่อชั่วโมง

การขยายกำลังการผลิตครั้งนี้ ตอกย้ำกลยุทธ์การเติบโตของ GPSC ในการขยายพอร์ตธุรกิจไฟฟ้าและไอน้ำ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นของภาคอุตสาหกรรม และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

DayOne ดันงานดิจิทัล เปิด Career Expo 500 ตำแหน่ง จับมือ 30 บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ รองรับอุตสาหกรรม Data Center และ AI ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

ดาต้าเซ็นเตอร์ใหญ่ “DayOne” ผนึก 30 บริษัท

จัด Career Expo เฟ้นหาคนไทย 500 ตำแหน่ง ลุยงานดิจิทัล

บีโอไอร่วมเปิดงาน Tech & AI Career Expo: Bangkok 2026 จัดโดย DayOne Data Center ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับโลกจากสิงคโปร์ จับมือบริษัทเทคโนโลยีและวิศวกรรมชั้นนำกว่า 30 แห่ง เปิดโลกเศรษฐกิจดิจิทัล และเปิดโอกาสคนไทยเข้าถึง 500 ตำแหน่งงาน ทักษะแห่งอนาคต และเส้นทางอาชีพในอุตสาหกรรม Data Center และ AI  

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน Tech & AI Career Expo: Bangkok 2026 จัดโดยบริษัท DayOne Data Center ผู้พัฒนาและให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับโลกจากสิงคโปร์ ร่วมกับบีโอไอ อีอีซี และนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ได้จัดงานนี้ขึ้นที่สามย่านมิตรทาวน์ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา บัณฑิตจบใหม่ ผู้ที่กำลังมองหางาน และผู้เริ่มต้นสายอาชีพด้านดิจิทัล ได้เข้ามาเรียนรู้เส้นทางอาชีพในอุตสาหกรรมดิจิทัลแห่งอนาคตที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยภายในงานได้รวบรวมตำแหน่งงานกว่า 500 อัตรา จาก 30 บริษัทชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศที่เป็นพันธมิตรของ DayOne ครอบคลุมสายงานด้านวิศวกรรม ระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไอที คลาวด์ AI และงานสนับสนุนธุรกิจ เช่น บริษัท Analog Devices (ADI), Hitachi, Schneider, KBTG, Symphony, iTel, Data Wow, B Global Tech เป็นต้น

การจัดงานโดย Data Center รายใหญ่ในครั้งนี้ สะท้อนถึงการมองประเทศไทยเป็นฐานธุรกิจระยะยาว และความมุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย และสนับสนุนการก้าวสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและ Data Center ของภูมิภาค โดยตำแหน่งงานที่เปิดรับในครั้งนี้ครอบคลุมหลายระดับ ตั้งแต่วิศวกรไฟฟ้าและระบบทำความเย็น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Data Center ช่างเทคนิคระบบเครือข่ายและไฟเบอร์ออปติก ผู้เชี่ยวชาญด้านคลาวด์และไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน ไปจนถึงผู้บริหารโครงการและงานสนับสนุนธุรกิจ โดยส่วนใหญ่รับผู้จบการศึกษาระดับอาชีวศึกษาและปริญญาตรี โดยไม่จำเป็นต้องจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำเท่านั้น

การพัฒนากำลังคนถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของอุตสาหกรรม AI และ Data Center ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยข้อมูลจาก LinkedIn ระบุว่า AI ได้สร้างงานใหม่แล้วกว่า 1.3 ล้านตำแหน่งทั่วโลกสะท้อนความต้องการบุคลากรด้านเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ Deloitte รายงานว่า ระหว่างปี 2566–2568 ตำแหน่งงานในกลุ่ม Data Center เพิ่มขึ้นถึง 64% แนวโน้มดังกล่าวแสดงถึงโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการเร่งพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม เช่น ด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ด้านระบบทำความเย็น ด้านระบบเครือข่ายคลาวด์ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ และการบริหารระบบอัตโนมัติ เพื่อรองรับการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง นอกจากการจ้างงานโดยตรงแล้ว Data Center ยังสร้างงานในซัพพลายเชนของไทย ตั้งแต่งานก่อสร้าง งานวิศวกรรม ธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน งานด้านระบบสื่อสาร เป็นต้น

“บีโอไอให้ความสำคัญกับการลงทุนที่สร้างงานคุณภาพ ควบคู่กับการยกระดับทักษะของคนไทย กิจการ Data Center มิได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล แต่กำลังทำให้เกิดระบบนิเวศใหม่ที่เชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาคเอกชน และคนรุ่นใหม่เข้าด้วยกัน มหาวิทยาลัยหลายแห่งได้เริ่มพัฒนาหลักสูตรใหม่เพื่อสร้างคนที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม Data Center โดยตรง เช่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กำลังเปิดรับสมัครหลักสูตรปริญญาโทด้าน Data Center Engineering เป็นแห่งแรก ความร่วมมือกับ DayOne ในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างโอกาสการทำงานในสาขาที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง และเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าอุตสาหกรรมยุคใหม่ จะช่วยสร้างทักษะ สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างโอกาสให้กับคนไทยได้อย่างยั่งยืน” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ DayOne ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในกิจการ Data Center ภายใต้ชื่อบริษัท ดิจิทัลแลนด์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีบริษัทแม่คือ GDS IDC Services PTE Ltd. มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สิงคโปร์ ปัจจุบันมี Data Center ให้บริการอยู่แล้วในหลายประเทศ ทั้งเอเชียแปซิฟิกและยุโรป สำหรับโครงการในไทย ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี ด้วยเงินลงทุนในเฟสแรกกว่า 28,000 ล้านบาท กลุ่มลูกค้าหลักที่ใช้บริการ เช่น ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ในสหรัฐอเมริกาและจีน สถาบันการเงิน กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ด้านเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจด้านการพัฒนา AI เป็นต้น ซึ่งความต้องการใช้บริการ Data Center กำลังขยายตัวต่อเนื่องจากธุรกิจคลาวด์ AI และการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top