Wednesday, 22 July 2026
DataCenter

อินเตอร์ลิ้งค์ลุย AI Q1/69 รายได้เกือบร้อยล้าน ปรับยุทธศาสตร์รองรับยุคใหม่ เน้นเติบโตมั่นคงยั่งยืน ธุรกิจหลักยังแกร่งต่อเนื่อง

กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ เปิดงบ Q1/69 รายได้รวม 995.06 ล้านบาท ประกาศปรับยุทธศาสตร์ชัดสู่ “ก้าวใหม่ ก้าวที่ยิ่งใหญ่ ก้าวต่อไป” เตรียมรับยุค AI Transformation มั่นใจรากฐานแข็งแกร่ง หนุนการเติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืนในระยะยาว

ก้าวที่ยิ่งใหญ่ เดินหน้าก้าวใหม่ครั้งสำคัญ วันนี้ (13 พฤษภาคม 2569) กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK ประกาศผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1 ปี 2569 โดยมี รายได้รวม 995.06 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 78.14 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพ และความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงมีความผันผวน พร้อมประกาศเดินหน้าสู่ “ก้าวใหม่ ก้าวที่ยิ่งใหญ่ ก้าวต่อไป” ซึ่งนับเป็นการปรับยุทธศาสตร์องค์กรครั้งสำคัญ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และการเข้าสู่ยุค AI Transformation อย่างเต็มรูปแบบ

ตลอดระยะเวลากว่า 39 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี พ.ศ.2530 กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้ปรัชญา “นำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศไทย” และได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2547 โดยที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทฯ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องภายใต้วิสัยทัศน์ “เติบโตต่อเนื่อง และยั่งยืน (Sustainable Growth)” ผ่านการดำเนินงานของ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก และ 1 มูลนิธิฯ ที่ดำเนินงานเกื้อหนุนกันอย่างเป็นระบบ ได้แก่

ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ และอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร (Cabling Distribution Business)
ธุรกิจวิศวกรรมโครงการ โครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไฟฟ้า และพลังงาน (Turnkey EPC Engineering Business)
ธุรกิจเทเลคอม และดาต้าเซ็นเตอร์ ธุรกิจโครงข่ายไฟเบอร์ออฟติก และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Telecom & Data Center Business)
มูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ ที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม และสนับสนุนด้านการศึกษา

โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ได้มีการปรับรูปแบบการจัดทำงบการเงินครั้งสำคัญ โดยจะไม่นำผลประกอบการของบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL มารวมในงบการเงินรวมของ กลุ่มบริษัทฯ อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ในเชิงการบริหารจัดการ และการกำกับดูแลการดำเนินงาน ยังคงบริหาร และดูแลทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจร่วมกันเช่นเดิม เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจในระยะยาว

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์องค์กรภายใต้แนวคิด “ก้าวใหม่ ก้าวที่ยิ่งใหญ่ เพื่อก้าวต่อไป ของ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ” ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก และเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะการเข้าสู่ยุค AI Transformation ที่กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกภาคอุตสาหกรรม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบสื่อสาร พลังงาน และ Data Center

สำหรับผลการดำเนินงานของธุรกิจหลักในไตรมาส 1/2569 ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ และอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร (Cabling Distribution Business) ซึ่งดำเนินงานโดย บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ยังคงรักษาความเป็นผู้นำด้านการนำเข้า และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ LINK AMERICAN CABLING ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยครอบคลุมผลิตภัณฑ์ด้านระบบสายสัญญาณ LAN, Fiber Optic, Solar Cable, Control Cable, Security Cable, Coaxial Cable และตู้ Rackมาตรฐานสากล ซึ่งรองรับความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เติบโตต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่ม Data Center, Smart Building, Smart Factory และ AI Infrastructure

ผลการดำเนินงานของธุรกิจดังกล่าวในไตรมาสแรก มีรายได้รวม 972.99 ล้านบาท คิดเป็น 32.43% ของเป้าหมายรายได้ทั้งปีที่ตั้งไว้ 3,000 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิ 78.27 ล้านบาท หรือ คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 8.04% ของรายได้รวม และคิดเป็น 27.18% ของเป้าหมายกำไรสุทธิทั้งปีที่ตั้งไว้ 288 ล้านบาท สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน และความสามารถในการรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ธุรกิจวิศวกรรมโครงการ โครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไฟฟ้า และพลังงาน (Turnkey EPC Engineering Business) ภายใต้ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เพาเวอร์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด หรือ IPOWER ยังคงเดินหน้ารับงานโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และระบบไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการสายเคเบิลใต้น้ำ (Submarine Cable) โครงการสายไฟฟ้าใต้ดิน (Underground Cable) ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง (Transmission Line) และสถานีไฟฟ้าย่อย (Substation) ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศในยุคพลังงานและดิจิทัล

โดยผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปี 2569 ธุรกิจ EPC มีรายได้ 17.59 ล้านบาท และมีมูลค่างานในมือ (Backlog) คงเหลือรวมทั้งสิ้น 2,126.16 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในอนาคต พร้อมตั้งเป้ารายได้ทั้งปี 2569 ที่ 990 ล้านบาท และมุ่งสู่การเป็นผู้นำอันดับหนึ่งด้านการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำแรงสูงของประเทศไทยในอนาคต

นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทอินเตอร์ลิ้งค์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปี 2569 นับเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของกลุ่มบริษัทอินเตอร์ลิ้งค์ฯ ในการก้าวเข้าสู่ยุคแห่ง AI Transformation ซึ่งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก บริษัทฯ จึงได้ปรับกลยุทธ์ และโครงสร้างการดำเนินงาน เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว พร้อมต่อยอดจุดแข็งขององค์กรที่สั่งสมมายาวนานกว่า 39 ปี แม้ในปีนี้จะมีการปรับโครงสร้างการจัดทำงบการเงินของกลุ่มบริษัทฯ แต่ในเชิงการบริหารจัดการ เรายังคงดูแล และขับเคลื่อนทุกธุรกิจร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มบริษัทฯ ในระยะยาว ร่วมกับพร้อมเดินหน้าสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น นักลงทุน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน”

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ยังเชื่อมั่นว่า แนวโน้มการลงทุนด้าน Data Center, AI Infrastructure, Smart Energy และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตของกลุ่มบริษัทในอนาคต โดยเฉพาะธุรกิจสายสัญญาณ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่

นับว่าการปรับแผนการดำเนินงาน ด้วยแนวทาง “ก้าวใหม่ ก้าวที่ยิ่งใหญ่ ก้าวต่อไป” จึงไม่ใช่เพียงกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในปี 2569 เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ และความมุ่งมั่นของ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ในการยกระดับองค์กรสู่การเป็นผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง แข็งแกร่ง และยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน คู่ค้า และทุกภาคส่วนต่อไปในอนาคต

“บีโอไอ” ไฟเขียวลงทุนใหญ่!! อนุมัติ 9 โครงการ มูลค่ากว่า 6.6 หมื่นล้าน ตั้งอนุกรรมการกลั่นกรอง Data Center ครอบคลุมอาหาร พลังงาน และดิจิทัล สร้างงานเสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจไทย

บีโอไอ ไฟเขียวลงทุน 9 โครงการ 6.6 หมื่นล้าน
ตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการ Data Center

บอร์ดบีโอไอ อนุมัติส่งเสริมการลงทุน 9 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 66,000 ล้านบาท ครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหาร ขนส่งทางอากาศ วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล และพลังงานหมุนเวียน พร้อมตั้ง “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุนและกลั่นกรองโครงการ Data Center” บูรณาการทุกมิติ ทั้งด้านพลังงาน ทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม และการสร้างประโยชน์แก่ประเทศ รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการขนาดใหญ่จำนวน 9 โครงการ มูลค่ารวม 66,320 ล้านบาท ครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหาร ขนส่งทางอากาศ วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ สร้างงานที่มีคุณค่า และเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมเห็นชอบการปรับปรุงองค์ประกอบและขยายอำนาจหน้าที่ของ “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุน” ให้ครอบคลุมถึงการกลั่นกรองโครงการ Data Center โดยจะพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งพลังงาน ทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม การสร้างประโยชน์แก่ประเทศ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมสร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก

อนุมัติลงทุน 9 โครงการ มูลค่า 66,320 ล้านบาท
บอร์ดบีโอไอได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการขนาดใหญ่จำนวน 9 โครงการ รวมมูลค่า 66,320 ล้านบาท ประกอบด้วย

-บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจากสวิตเซอร์แลนด์ จะลงทุนผลิตกาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟผงปรุงสำเร็จ และกาแฟพร้อมดื่มภายใต้แบรนด์เนสกาแฟ (NESCAFÉ) รองรับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ มูลค่าลงทุน 22,935 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ

-บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 2 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 14,326 ล้านบาท เพื่อขยายกิจการขนส่งทางอากาศ โดยการเช่าเครื่องบินโดยสาร จำนวน 8 ลำ รองรับการให้บริการเส้นทางการบินระหว่างประเทศ

-บริษัท ดาต้าเซคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือ Datasection Inc. ผู้นำด้านศูนย์ข้อมูลและเทคโนโลยี AI ของญี่ปุ่น จะลงทุนในกิจการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) มูลค่าลงทุน 7,831 ล้านบาท โดยจะติดตั้ง GPU Server สมรรถนะสูงในศูนย์ข้อมูลที่จังหวัดปทุมธานี และกรุงเทพฯ เพื่อรองรับบริการด้าน AI และธุรกิจดิจิทัล

-บริษัท ดูซาน อิเลคโทร-แมททีเรียลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ในเครือ Doosan Corp. หนึ่งในแชโบลของเกาหลี และเป็นผู้นำอันดับ 1 ของโลกในกลุ่ม Non-Flow Prepreg จะลงทุนผลิต Prepreg และ Copper Clad Laminate (CCL) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิต PCB มูลค่าลงทุน 6,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ

-บริษัท ไต้หวัน ยูเนี่ยน เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในผู้นำด้านการผลิตวัตถุดิบสำหรับ PCB
ที่ใช้ใน AI Server และ Data Center จากไต้หวัน จะลงทุนผลิต Prepreg และ Copper Clad Laminate (CCL) มูลค่าลงทุน 6,300 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี

-บริษัท ฟูลเทค ไฟเบอร์ กลาส (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ผลิตผ้าใยแก้ว (Glass Fiber Fabric) รายใหญ่จากไต้หวัน จะลงทุนผลิตผ้าใยแก้วซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับ Copper Clad Laminate (CCL) ที่จะนำไปผลิตเป็น PCB ต่อไป มูลค่าลงทุน 3,310 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

-บริษัท ลมรักษ์ กรีนเอ็นเนอร์จี จำกัด ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม จำนวน 2 โครงการ กำลังผลิตรวม 120 เมกะวัตต์ มูลค่าลงทุนรวม 5,618 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดลพบุรี

เร่งกำหนดทิศทาง และกลั่นกรองโครงการ Data Center
นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้ปรับปรุงองค์ประกอบและขยายอำนาจหน้าที่ของ “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุน” เป็น “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุนและกลั่นกรองโครงการ Data Center” โดยมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน บีโอไอและสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เป็นฝ่ายเลขานุการร่วม เพื่อให้ครอบคลุมถึงการกลั่นกรองโครงการ Data Center โดยจะพิจารณาอย่างรอบด้านในทุกมิติ ก่อนที่ผู้ลงทุนจะยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน ทั้งด้านพลังงาน ทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม การสร้างประโยชน์แก่ประเทศ รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการจัดการพลังงาน เพื่อรองรับการลงทุน ซึ่งได้มีการประชุมไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยได้กำหนดกรอบการดำเนินงานเร่งด่วน 7 ด้าน ได้แก่ การกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่สำหรับ Data Center เพื่อกำหนดอัตราค่าไฟเป็นการเฉพาะให้สะท้อนต้นทุนการจัดหาพลังงานอย่างเหมาะสม, การกำหนดสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดให้สอดคล้องกับแผนประเทศ, การส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดผ่านกลไก Direct PPA, การจัดทำหลักเกณฑ์การวางหลักประกันการใช้ไฟฟ้า, การศึกษารูปแบบการจำหน่ายไฟฟ้าแรงสูงโดยตรงแก่ Data Center รายใหญ่, การเร่งลงทุนโครงข่ายไฟฟ้า, และการจัดทำ Power & Water Map เพื่อประกอบการพิจารณากำหนดพื้นที่ที่เหมาะสม "บีโอไอให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อเตรียมความพร้อมปัจจัยรองรับ

การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล AI และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งมีแนวโน้มจะเข้ามาลงทุนมากขึ้น ทำให้มีความต้องการใช้พลังงานและน้ำในอัตราสูงตามไปด้วย ภาครัฐจึงจำเป็นต้องร่วมกันบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการวางแผนพัฒนาพื้นที่ให้เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว" นายนฤตม์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top