Friday, 5 June 2026
ไทยกัมพูชา

‘เสธ.เบิร์ด’ ท้า!! ‘ฮุน เซน’ ถอนทัพชายแดน แลกปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา 18 คน

(15 ส.ค. 68) พลตรี วันชนะ สวัสดี หรือ 'เสธ.เบิร์ด' ผู้อำนวยการสำนักงานประสานภารกิจด้านความมั่นคง กรมยุทธการทหาร โพสต์เฟซบุ๊กท้าทายสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้พิสูจน์ความจริงใจ ด้วยการถอนกำลังทหารออกจากแนวชายแดนไทยก่อน แลกกับการปล่อยเชลยศึกชาวกัมพูชา 18 คน

เสธ.เบิร์ด ระบุว่า หากฮุน เซน ห่วงชีวิตกำลังพลจริง ควรกล้าถอนกำลังเผชิญหน้าทั้งหมด เพื่อแลกกับการได้ตัวเชลยกลับไป พร้อมย้ำว่า หากเป็นฝ่ายไทยมีทหารถูกจับแม้เพียง 1 คน ก็พร้อมถอนกำลังเพื่อแลกอิสรภาพเช่นกัน แต่หากฮุน เซน เงียบหรือไม่ตกลง ก็สะท้อนว่าเป็นเพียง 'ละครลวงโลก'

เหตุผลที่ไทยยังไม่ปล่อยตัวเชลยศึก 18 คน เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนยังคงมีการเผชิญหน้าของกองกำลังทั้งสองฝ่าย เสี่ยงเกิดการปะทะซ้ำ อีกทั้งผู้ถูกปล่อยตัวอาจกลับมาจับอาวุธสู้รบได้อีก

ทั้งนี้ เสธ.เบิร์ด เสนอว่า หากกัมพูชาถอนกำลังทั้งหมด ไทยก็พร้อมถอนเช่นกัน โดยจะเริ่มถอนหลังจากกัมพูชาถอนแล้ว 5 ชั่วโมง เพื่อยุติความตึงเครียด และลดโอกาสปะทะทางทหารให้หมดสิ้น

อ.ปวิน วอนไทยอย่าตัดงบการศึกษาเด็กกัมพูชา หวั่นทำให้ภาพลักษณ์ไทยตกต่ำในเวทีโลก

(16 ส.ค. 68) รัฐบาลไทยถูกกระแสวิจารณ์ หลังมีแนวโน้มตัดงบช่วยเหลือการศึกษาเด็กกัมพูชา ตามข้อเสนอของสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน ล่าสุด อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ออกมาโพสต์คัดค้านอย่างชัดเจน เหตุการณ์กระทำนี้อาจขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากล และทำให้ภาพลักษณ์ของไทยตกต่ำในเวทีโลก

อ.ปวินระบุว่า อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กกำหนดให้ต้องคุ้มครองเด็กทุกคนโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติ การตัดความช่วยเหลือแม้อ้างว่าเฉพาะกลุ่มที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย ก็ยังถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ การตัดงบไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งชายแดน แต่อาจยิ่งสร้างความตึงเครียดระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ อ.ปวินย้ำว่า การลงทุนด้านการศึกษาให้เยาวชนกัมพูชาเป็นการวางรากฐานสันติภาพและความสัมพันธ์ที่ดีในอนาคต เด็กที่ได้รับโอกาสจะกลายเป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างสองประเทศ ซึ่งเป็นแนวทาง soft power แบบที่ญี่ปุ่นใช้สำเร็จมานาน ต่างจากการตัดงบที่เสี่ยงสร้างปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้นในระยะยาว

‘แม่ทัพภาค 2’ เล็งสร้างรั้วกั้นไทย-กัมพูชา หวังใช้เทคโนโลยีเฝ้าตรวจแทนกำลังพล

(16 ส.ค. 68) พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงกระแสในโซเชียลที่เปรียบเทียบรั้วลวดหนามแข็งแรงของเวียดนามที่กั้นแดนกับกัมพูชา พร้อมระบุว่า ไทยเองก็มีแนวคิดสร้างรั้วกั้นแดนเช่นเดียวกัน แต่จะทำได้ก็ต่อเมื่อกัมพูชาให้ความยินยอม และต้องพิจารณาตามจุดที่มีการปักปันเขตแดนชัดเจนแล้วเท่านั้น

แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า หากสามารถเริ่มสร้างได้ในบางพื้นที่ ก็จะทำไปเรื่อย ๆ ตามงบประมาณที่มี โดยไม่จำเป็นต้องสร้างทั้งหมดในคราวเดียว และถือเป็นการดำเนินการเชิงปฏิบัติที่สามารถทยอยทำได้ทีละส่วน

ทั้งนี้ เส้นชายแดนไทย-กัมพูชามีความยาวเกือบ 1,000 กิโลเมตร การสร้างรั้วตลอดแนวจำเป็นต้องใช้งบประมาณสูง แต่หากทำได้จริงก็จะช่วยแก้ปัญหาความมั่นคง ลดภาระการลาดตระเวนของกำลังพลลงอย่างมาก

พลโท บุญสิน ยังชี้ว่า การมีรั้วกั้นแดนที่มั่นคงจะช่วยให้สามารถนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น กล้องวงจรปิด มาใช้เฝ้าตรวจแทนกำลังคน ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลพื้นที่ชายแดนและลดความเสี่ยงจากปัญหาการลักลอบเข้าเมืองหรือกิจกรรมผิดกฎหมายได้ดียิ่งขึ้น

ตราด -ไทย-กัมพูชา ลงนามร่วมกัน ตามข้อตกลง GBC 

(16 ส.ค.68 ) การประชุม RBC ที่โรงแรมทะเลภูรีสอร์ท อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ทั้งสองประเทศยังคงยึดหลักการประชุมของ GBC โดยมีการประชุมกันนานกว่า 30 นาที มี พล.ร.ท.อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (ฝั่งไทย) เป็นประธาน ขณะที่ฝั่งกัมพูชา มี พล.ต.อุย เฮียง ผู้บัญชาการทหารภูมิภาคที่ 3 พร้อมด้วยผู้ว่าราชการเกาะกง คุณหญิงมิถุนา ภูทอง นำคณะเข้าร่วมประชุม พร้อมด้วยฝ่ายไทยหลายหน่วยงานเข้าร่วม โดยทั้งสองประเทศยังคงวางกรอบข้อตกลงทั้ง 13 ข้อ ที่ได้จากการประชุม GBC ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

การประชุมในวันนี้ได้เพิ่มประเด็น การเก็บทุ่นระเบิด และ ปราบปรามแก๊งสแกนเมอร์ เป็นประเด็นหลักในการหารือในวันนี้ ยังคงไม่พูดถึงเรื่องการเปิดด่าน และการค้าชายแดน การท่องเที่ยว ก่อนที่จะมีการลงนามในบันทึกข้อตกลง และจับมือร่วมกัน ก่อนถ่ายรูปร่วมกัน การประชุมเป็นไปอย่างเรียบร้อยด้วยดีทั้ง 2 ฝ่าย

ไทยชูประเด็นทุ่นระเบิดกลางเวที ‘แม่โขง-ล้านช้าง’ จีนยกมือหนุน!! พร้อมบีบกัมพูชาร่วมแก้ปัญหาด่วน

(18 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี โพสต์…การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (Lancang-Mekong Cooperation – LMC) ครั้งที่ 10 ที่เมืองอันหนิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน มีประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศไทย กล่าวถึงความสูญเสียที่เกิดกับทหารและประชาชนไทยจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมนานาชาติช่วยสนับสนุนไทยในการผลักดันให้กัมพูชาร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างจริงจัง 【Bangkokbiznews】

ด้าน นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน แสดงจุดยืนชัดว่า จีนเห็นด้วยกับไทยว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนด้านมนุษยธรรม และจีน พร้อมสนับสนุนในเชิงเทคโนโลยีและองค์ความรู้ รวมถึงยินดีทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” เพื่อสร้างบรรยากาศการเจรจาระหว่างไทย–กัมพูชา 【Reuters】

นอกจากนี้ แหล่งข่าวทางการจีนเปิดเผยว่า ภายหลังการประชุมอย่างเป็นทางการ นายหวัง อี้ ได้เชิญรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและกัมพูชา มาหารืออย่างไม่เป็นทางการในลักษณะ “tea chat” เพื่อแลกเปลี่ยนอย่างเปิดใจ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จีนใช้บทบาทการทูต ผลักดันให้กัมพูชาเข้ามามีส่วนร่วมในการถอดและเก็บกู้ทุ่นระเบิด 【Bangkokbiznews】

ตัวอย่างทั่วโลกชี้ชัด!! รั้วชายแดนป้องกันอาชญากรรม ‘ไทย’ จะทำบ้างกลับถูก ‘กัมพูชา’ วิจารณ์สิทธิมนุษยชน

(19 ส.ค. 68) เฟซบุ๊กปราชญ์ สามสี โพสต์เมื่อเพื่อนบ้านไม่น่ารัก การปักรั้วลวดหนามหรือสร้างกำแพงกั้นแดนไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลก ตรงกันข้าม นี่คือวิธีการที่หลายประเทศเลือกใช้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในของตน

ตัวอย่างจากทั่วโลก
อินเดีย–บังกลาเทศ
อินเดียสร้างรั้วยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร เพื่อหยุดการลักลอบข้ามแดนและอาชญากรรมข้ามชาติ แม้จะมีเสียงวิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชน แต่รัฐบาลอินเดียยังยืนยันว่ารั้วนี้คือเกราะป้องกันประชาชนของตน

ตุรกี–ซีเรีย
ตุรกีสร้างกำแพงคอนกรีตและลวดหนามยาวกว่า 760 กิโลเมตร เพื่อกันผู้ก่อการร้ายและการลักลอบค้าอาวุธจากฝั่งซีเรีย แม้เป็นรั้วที่แข็งแรงที่สุดเส้นหนึ่งในโลก แต่ตุรกีก็อธิบายชัดว่านี่คือการป้องกันประเทศ ไม่ใช่การรุกราน

ปากีสถาน–อัฟกานิสถาน
หลังจากเกิดการก่อการร้ายต่อเนื่อง ปากีสถานเลือกปักรั้วลวดหนามยาวกว่า 2,600 กิโลเมตร บนเส้น Durand Line เพื่อควบคุมความมั่นคง แม้จะมีข้อพิพาทเรื่องเขตแดน แต่รั้วนี้ช่วยลดความเสี่ยงในพื้นที่เปราะบางได้จริง

ลิทัวเนีย–เบลารุส
เมื่อวิกฤตผู้อพยพถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในยุโรป ลิทัวเนียเร่งสร้างรั้วลวดหนามยาวกว่า 500 กิโลเมตร เพื่อป้องกันการไหลบ่าของผู้ลี้ภัยโดยไม่ผ่านการตรวจสอบ

แล้วไทยผิดตรงไหน?
เมื่อประเทศมหาอำนาจและประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมากใช้กำแพงและรั้วลวดหนามเพื่อป้องกันตัวเอง ทำไมเมื่อไทยทำบ้างจึงถูกกัมพูชาตีความว่า “ละเมิดสิทธิมนุษยชน”?

รั้วลวดหนามที่ไทยสร้างขึ้นไม่ได้มีเจตนาเอาชีวิตใคร ไม่ได้ซ่อนกับระเบิด ไม่ได้ทำให้ใครต้องสูญเสียแขนขา มันเป็นเพียงเส้นแบ่งเขตที่บอกว่า “ตรงนี้คือไทย ตรงนั้นคือกัมพูชา” ตรรกะตรงไปตรงมาเหมือนกับที่หลายประเทศทั่วโลกทำมาแล้ว

สิทธิมนุษยชนที่ถูกบิดเบือน
สิทธิในการมีชีวิตและความปลอดภัยคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่สุด แต่กัมพูชากลับละเลยปัญหาทุ่นระเบิดที่ทำให้ทหารและชาวบ้านไทยบาดเจ็บล้มตาย กลับกันเมื่อไทยใช้วิธีที่ไม่รุนแรงกว่ามาก—แค่ขึงรั้วลวดหนาม—กลับถูกโจมตีว่า “ละเมิดสิทธิ”

นี่จึงไม่ใช่การพูดถึง “สิทธิมนุษยชน” อย่างจริงใจ แต่คือการใช้คำนี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกดดันและโจมตีไทยเท่านั้น

บทสรุป
โลกพิสูจน์แล้วว่า รั้วลวดหนามและกำแพงชายแดนคือเครื่องมือที่ประเทศต่าง ๆ ใช้ป้องกันตนเองอย่างชอบธรรม การที่ไทยจะใช้วิธีเดียวกันเพื่อรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน ไม่อาจถูกตีความว่าเลวร้ายกว่าการซ่อนกับระเบิดใต้ดินที่พรากชีวิตผู้บริสุทธิ์ หากเพื่อนบ้านไม่น่ารัก การสร้างรั้วคือสัญลักษณ์ของการปกป้อง ไม่ใช่การรุกราน

สถานการณ์ยังไม่นิ่ง!! แม่ทัพภาค 2 ชี้เขมรไว้ใจไม่ได้ หากเจรจาไม่ลงตัว ‘กองทัพไทย’ ก็พร้อมปะทะเสมอ

(19 ส.ค. 68) ‘แม่ทัพกุ้ง’ พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 นำกำลังพลร่วมพิธีรับมอบสิ่งของช่วยเหลือแก่ทหารที่บาดเจ็บจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา จากคณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 52–67 โดยมีพลเอกอุกฤษฏ์ บุญตานนท์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพลเอกมนัส จันดี เสนาธิการทหาร เข้าร่วมงานด้วย

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวชื่นชมการไม่ทอดทิ้งกันของคนไทย พร้อมย้ำว่ากองทัพป้องกันแนวชายแดนอย่างเข้มงวด แม้บางครั้งการปฏิบัติรุกอาจมีทหารได้รับบาดเจ็บบ้าง แต่ทุกนายอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใย และรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ทั้งหมด

แม่ทัพกุ้งระบุด้วยว่า สิ่งของที่ได้รับในครั้งนี้จะถูกนำไปใช้ช่วยเหลือกำลังพลแนวหน้าโดยเร็ว เพราะบางรายการเร่งด่วนไม่สามารถรอการจัดหาของทางราชการได้ทัน พร้อมย้ำว่าสถานการณ์ชายแดนยังมีความตึงเครียด 50–50 จึงไม่อาจวางใจได้ แต่กองทัพภาค 2 ยังคงมีความพร้อมทั้งในการพูดคุยอย่างมิตร และหากจำเป็นต้องปะทะก็พร้อมเช่นกัน

นอกจากนี้ พลโทบุญสินยังเผยว่า ปลายเดือนสิงหาคมนี้จะมีการประชุม RBC กับแม่ทัพกัมพูชา เพื่อหาทางพูดคุยทำความเข้าใจ ก่อนเข้าสู่การประชุม GBC อีกครั้ง โดยยืนยันว่ากองทัพไทยพร้อมทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยตามที่ประชาชนฝากความหวัง และหวังว่าสถานการณ์จะยุติโดยเร็วที่สุด

‘ทรัมป์’ เคลมบอกเป็นผู้สร้างสันติภาพบนโลก จากการยุติสงครามได้แล้ว 6 ครั้ง ใน 6 เดือน

(20 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงพยายามวางภาพลักษณ์ตนเองในฐานะ 'ผู้สร้างสันติภาพ' โดยอ้างว่าตั้งแต่กลับเข้าทำเนียบขาวเมื่อต้นปี ได้ยุติสงครามแล้วถึง 6 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าผลงานที่ทรัมป์กล่าวอ้างนั้น “ไม่ได้ชัดเจน” ว่าเป็นการยุติสงครามจริงตามที่ระบุ

หนึ่งในกรณีที่ถูกพูดถึงคือความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล–อิหร่าน หลังอิสราเอลโจมตีโครงการนิวเคลียร์ ทรัมป์สั่งโจมตีตอบโต้และกดดันสองฝ่ายจนยอมตกลงหยุดยิง แม้จะได้รับเครดิตว่าเป็นการยุติสงคราม แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่านั่นเป็นเพียง “การหยุดชั่วคราว” ของสงครามเย็นระหว่างสองประเทศที่ยังคงดำเนินอยู่

อีกกรณีคือความตึงเครียดอียิปต์–เอธิโอเปีย จากโครงการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำไนล์ แม้ทรัมป์เคยพยายามไกล่เกลี่ยแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ กระนั้นเขายังโพสต์อ้างว่า “ช่วยยุติข้อพิพาท” ทั้งที่ความขัดแย้งยังดำเนินต่อ เช่นเดียวกับกรณีอินเดีย–ปากีสถาน ที่ทรัมป์บอกว่าสหรัฐฯ ช่วยกดดันจนเกิดการหยุดยิง แต่ทางอินเดียกลับปฏิเสธว่าไม่มีการเจรจากับสหรัฐฯ เกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าว

ในส่วนของเซอร์เบีย–โคโซโว และรวันดา–คองโก แม้ทรัมป์เคยมีบทบาทไกล่เกลี่ย แต่สถานการณ์ยังไม่สงบถาวร ขณะที่กรณีอาร์เมเนีย–อาเซอร์ไบจาน มีการลงนามข้อตกลงภายใต้การดูแลของสหรัฐฯ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นสนธิสัญญาสันติภาพถาวร ทำให้หลายฝ่ายเห็นว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกว่า “สงครามสิ้นสุดแล้ว”

สำหรับไทย–กัมพูชา ความขัดแย้งชายแดนจบลงด้วยการหยุดยิง โดยทรัมป์อ้างว่ามีบทบาทสำคัญหลังขู่ระงับข้อตกลงการค้าหากทั้งสองฝ่ายหากยังสู้ต่อ นักวิเคราะห์บางส่วนยอมรับว่าการกดดันของสหรัฐฯ มีผลจริง แต่บทบาทของประเทศอื่น โดยเฉพาะมาเลเซีย ก็เป็นส่วนสำคัญในกระบวนการเจรจาเช่นกัน สะท้อนว่าภาพที่ทรัมป์ชูว่า “ยุติสงคราม 6 ครั้ง ใน 6 เดือน” อาจไม่ได้ชัดเจนตรงตามความเป็นจริงนัก

จากภาพทหารสาวสุดสมาร์ต ชี้นิ้วไล่ทหารกัมพูชา การเปิดตัว ‘ผู้กองอะตอม’ ร้อยเอกหญิงแกร่งแห่งกองทัพไทย

(20 ส.ค. 68) จากเหตุชุลมุนเล็กน้อยระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาที่ช่องอานม้า จ.สระแก้ว ปรากฏภาพทหารหญิงไทยยืนชี้นิ้วและปัดมือไล่ทหารกัมพูชาที่เข้ามาโวยวายในพื้นที่ จนกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ ต่อมาทราบว่าเธอคือ ร้อยเอกหญิง ปวิชญา วลีสุขสันต์ หรือที่รู้จักในชื่อ ‘ผู้กองอะตอม’

‘ผู้กองอะตอม’ วัย 28 ปี จบการศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผ่านหลักสูตรนายทหารสัญญาบัตร ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย และนายทหารล่าม กรมข่าวทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย โดยเพิ่งได้รับโอกาสทำหน้าที่โฆษกภาษาอังกฤษเมื่อปลายปี 2567

นอกจากงานในกองทัพ เธอยังรับบทบาทพิธีกร ล่าม และติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษ โดยสอบ TOEIC ได้คะแนน 895 คะแนน และมีสไตล์การสอนที่เข้าถึงง่าย ชอบพบปะผู้คนใหม่ ๆ พร้อมมุมมองที่การสื่อสารช่วยเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น ทั้งยังเคยย้ำว่าชอบงานที่ท้าทายและไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่ช่องอานม้าทำให้ชื่อ ‘ผู้กองอะตอม’ ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ทั้งในมุมความกล้าแสดงออกในการปฏิบัติหน้าที่ และบทบาททหารหญิงยุคใหม่ที่สมาร์ต รอบด้าน และทำงานเพื่อกองทัพ ประเทศชาติ และประชาชนไทย

ไทยนำเข้าแรงงานศรีลังกา 1 หมื่นคน แทนแรงงานกัมพูชาครึ่งล้านทยอยกลับประเทศ

(21 ส.ค. 68) ไทยเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน หลังแรงงานกัมพูชากว่าคนทยอยกลับประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้นายจ้างหลายพื้นที่กังวลต่อการขาดแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก

ล่าสุด คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้นำเข้าแรงงานต่างชาติผ่านระบบ MOU โดยเบื้องต้นอนุมัติแรงงานศรีลังกา 10,000 คน เข้ามาทำงานในไทยทดแทนแรงงานกัมพูชาที่ขาดหาย ทั้งนี้แรงงานดังกล่าวจะได้รับอนุญาตทำงานครั้งละ 2 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 2 ปี หากผลการดำเนินงานเป็นไปด้วยดี กระทรวงแรงงานเตรียมเสนอขยายโควตาไปยังแรงงานชาติอื่น เช่น เนปาล บังกลาเทศ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

นอกจากนี้ ยังผ่อนผันให้แรงงานกัมพูชา ลาว และเมียนมาที่หมดอายุใบอนุญาตหรือเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่ยังต้องการทำงานในไทย สามารถยื่นขออนุญาตได้ โดยนายจ้างเป็นผู้ดำเนินการและชำระค่าธรรมเนียม 1,000 บาท โดยปัจจุบันไทยมีแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายกว่า 3.78 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานเมียนมากว่า 2.9 ล้านคน

ด้านกรมการจัดหางานเสนอ 5 แนวทางแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น ใช้แรงงานทหาร นักโทษชั้นดี และเยาวชนในสถานพินิจมาช่วยงานชั่วคราว เปิดจดทะเบียนแรงงานผิดกฎหมาย เพิ่มแรงงานจากประเทศใหม่ ใช้แรงงานผู้ลี้ภัยเมียนมา และพัฒนาทักษะ-เทคโนโลยีในภาคธุรกิจเพื่อปรับตัวในระยะยาว ลดการพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเกินจำเป็น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top