Friday, 5 June 2026
ไทยกัมพูชา

จีนหนุนบทบาทสร้างสรรค์ หวังฟื้นสัมพันธ์ 'กัมพูชา-ไทย'ชี้สถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลาย หลังมีการเจรจาหลายฝ่าย

(6 ส.ค. 68) โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน 'กัว เจียคุน' เผยว่าจีนจะเดินหน้าสนับสนุนบทบาทอาเซียนในการส่งเสริมการเจรจาเพื่อสันติภาพ และพร้อมดำเนินบทบาทเชิงสร้างสรรค์ของตนเองเพื่อหนุนการพลิกฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชา-ไทย

มีรายงานว่าการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา จัดขึ้นที่มาเลเซียระหว่างวันที่ 4–7 ส.ค. และจีนได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมวิสามัญในวันที่ 7 ส.ค. โดยก่อนหน้านี้จีนได้หารือไม่เป็นทางการกับไทยและกัมพูชาเมื่อ 30 ก.ค. ซึ่งมีผลช่วยให้สถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลาย และไม่มีเหตุปะทะใหม่เพิ่มเติม

การประชุม GBC ครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้การประสานงานของมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน เพื่อร่วมกันพัฒนากลไกติดตามการหยุดยิงในพื้นที่แนวชายแดน ส่งเสริมการสื่อสารหลายระดับ ซึ่งจีนชื่นชมความพยายามร่วมของทั้งสองประเทศในทิศทางที่สงบและยั่งยืน

จีนยังยืนยันจะรักษาการสื่อสารใกล้ชิดกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งไทย กัมพูชา มาเลเซีย และประเทศอื่นในภูมิภาค พร้อมสนับสนุนการเจรจาและการลดความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง ตามเจตจำนงของทั้งสองประเทศที่ต้องการยุติความรุนแรงอย่างถาวร

สถานทูตจีนปฏิเสธ ไม่ได้ส่งโดรนให้กัมพูชา แจงเป็นภาพเก่าจากการสาธิต ไม่เกี่ยวปัญหาชายแดนไทย-เขมร

(6 ส.ค. 68) สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์ตอบคำถามสื่อกรณีมีรายงานข่าวว่า จีนบริจาคโดรนให้กัมพูชาเพื่อใช้ในปฏิบัติการตามแนวชายแดน โดยระบุว่าข้อมูลดังกล่าว “ไม่เป็นความจริง” พร้อมยืนยันว่าภาพที่ถูกนำมาใช้อ้างอิงนั้นเป็นภาพจากการสาธิตการบินของบริษัท CATIC ที่จัดขึ้นในกัมพูชาเมื่อเดือนมกราคม 2567 ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ทางสถานทูตจีนเน้นย้ำว่า ตั้งแต่เกิดความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จีนในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรของทั้งสองฝ่าย ได้พยายามมีบทบาทในการลดความรุนแรงตามแนวทางของตนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีเจตนาแสวงหาผลประโยชน์ฝ่ายเดียวหรือแทรกแซงทางการทหาร

จีนยังแสดงการสนับสนุนต่อบทบาทของอาเซียนในการอำนวยความสะดวก เพื่อหาทางออกทางการเมืองระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้แนวทางของอาเซียน พร้อมให้คำมั่นว่าจะเคารพการตัดสินใจของประเทศในภูมิภาค และไม่ใช้วิธีการกดดันหรือบีบบังคับ

สุดท้าย จีนยืนยันว่าพร้อมจะรักษาการสื่อสารใกล้ชิดกับไทย กัมพูชา มาเลเซีย และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค เพื่อมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการสนับสนุนการหยุดยิง และเร่งฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่โดยเร็วที่สุด 

สถานทูตญี่ปุ่นปัดข่าวส่ง ‘โดรนขับไล่’ ให้ไทย ยันไม่ยุ่งปมชายแดนไทย-เขมร วอนหยุดแชร์ข่าวปลอม

(6 ส.ค. 68) สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชาออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก ปฏิเสธข่าวลือจากสื่อออนไลน์กัมพูชา ที่อ้างว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะจัดหา 'โดรนขับไล่' ให้ไทย โดยระบุว่าเป็นข้อมูลเท็จ ญี่ปุ่นไม่เคยมีแผนหรือได้รับคำขอดังกล่าวจากไทย

แถลงการณ์ยังระบุว่า ญี่ปุ่นให้ความช่วยเหลือเฉพาะในด้านที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้หยุดเผยแพร่ข่าวปลอม พร้อมขอบคุณหากประชาชนที่ให้ความร่วมมือ

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นยืนยันเคารพข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชา-ไทย และหวังเห็นสันติภาพฟื้นคืนโดยเร็ว เพื่อให้ชาวกัมพูชา และไทยกลับมามีชีวิตปกติอย่างสงบสุขอีกครั้ง

แม่ทัพภาคที่ 2 สั่งโรยปูนขาวดับกลิ่นศพทหารเขมรฟุ้งภูมะเขือ ยันไม่ถอยกำลัง 11 จุดแนวชายแดน หวังประชุม GBC ได้ข้อสรุปที่ดี

(6 ส.ค. 68) พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมฐานปฏิบัติการภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ว่ายังมีกลิ่นร่างทหารกัมพูชาที่เสียชีวิตหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ จึงได้สั่งให้กำลังพลโรยปูนขาวฆ่าเชื้อเพื่อดับกลิ่นและป้องกันโรคระบาด พร้อมประสานไปยังกัมพูชาให้ส่งทีมมาเก็บศพกลับไปประกอบพิธี โดยยืนยันว่าไทยไม่ได้มีคำสั่งให้ทหารเข้าไปเก็บศพแทน เพราะเป็นหน้าที่ของฝ่ายกัมพูชา

ในส่วนของจุดช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี ที่เกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งระหว่างทหารไทย-กัมพูชาเล็กน้อยจากการรื้อรั้วลวดหนามนั้น พลโทบุญสินชี้แจงว่า ฝ่ายกัมพูชาพยายามเข้ามาแต่ไม่ได้พกอาวุธ และขณะนี้ได้ถอนกำลังกลับไปแล้ว ยืนยันว่าไม่มีเหตุรุนแรง และพื้นที่ดังกล่าวยังอยู่ในเขตประเทศไทย

แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า ทหารไทยจะไม่ถอนกำลังจากทั้ง 11 จุดในแนวชายแดน โดยทุกจุดมีการวางรั้วลวดหนามและจัดกำลังไว้เช่นเดียวกัน เพื่อป้องกันการกระทำที่อาจกระทบต่ออธิปไตยของไทย และเป็นไปตามนโยบายของกองทัพที่ต้องรักษาพื้นที่ที่อยู่ในเขตประเทศของตนเอง

สำหรับการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) ที่จะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ พลโทบุญสินระบุว่า หวังว่าทิศทางจะดีขึ้น เพราะกองทัพไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้ง และยืนยันว่าผู้บังคับบัญชาทุกระดับเห็นตรงกันว่าจะไม่มีการถอนกำลังจากจุดที่ประจำการอยู่

‘สถานทูตเกาหลีใต้’ โต้สื่อ ‘กัมพูชา’ ปัดขายอาวุธให้ไทย ลอบสังหาร ‘ฮุน เซน-ฮุน มาเนต’ ด้วยเครื่องบิน AT-6 TH ไม่เป็นความจริง

(7 ส.ค. 68) สถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ในกัมพูชาออกแถลงการณ์ปฏิเสธรายงานข่าวจากสื่อกัมพูชาที่กล่าวหาว่า ไทยเตรียมใช้เครื่องบินโจมตีเบา AT-6 TH และขีปนาวุธนำวิถีด้วย GPS ซึ่งเกาหลีใต้ขายให้ เพื่อโจมตีบ้านพักของฮุน เซน และฮุน มาเนต โดยระบุชัดว่า "ไม่เป็นความจริง"

ก่อนหน้านี้ (5 ส.ค.) สื่อเขมรหลายสำนักรายงานว่า ไทยมีแผนลอบสังหารผู้นำกัมพูชาโดยใช้อาวุธจากเกาหลีใต้ บินขึ้นจากจังหวัดตราดไปยังเป้าหมายในพนมเปญ สร้างความตื่นตระหนกในโลกออนไลน์ จนสถานทูตเกาหลีใต้ต้องออกมายืนยันจุดยืน

ทางการเกาหลียังเน้นย้ำว่า รัฐบาลโซลยินดีต่อข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพข้อตกลงอย่างจริงใจ พร้อมย้ำว่าเกาหลีใต้สนับสนุนสันติวิธีในการแก้ปัญหา ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการขายอาวุธเพื่อนำไปใช้ในความขัดแย้งระหว่างประเทศใดทั้งสิ้น

‘ปฐม อินทโรดม’ โพสต์สื่อโลกเริ่มเห็นชัด ‘กัมพูชา’ เล่นละครสวมบทเหยื่อ ชี้มี ‘IO-แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ เป็นแสน!! ก็ไม่ช่วยความจริงโจมตีไทยก่อน

(7 ส.ค. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า ย้ำอีกครั้ง แม้กัมพูชาจะ “ออกตัวแรง” ในสงครามข้อมูลด้วยข่าวปลอมและโฆษณาชวนเชื่อสารพัด แต่ในที่สุดวันนี้โลกก็เริ่มมองเห็นความจริงชัดเจนขึ้น

ทั้ง Reuters, CNN, CNA, The Diplomat และสื่อระดับโลกอีกหลายแห่ง ล้วนรายงานตรงกันว่าไทยคือฝ่ายที่ถูกโจมตีก่อน และกัมพูชากำลังแพ้ในสงครามข้อมูล (Information War)

บทความจาก The Diplomat ชี้ชัดว่า…
- กัมพูชาขาดสื่ออิสระ ทำให้ไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือบนเวทีโลกได้
- ขณะที่ไทยสื่อสารได้มีระบบกว่า และควบคุม narrative ในระดับนานาชาติได้ดีกว่า
- กัมพูชาพยายามสร้างภาพว่า “ถูกกระทำ” แต่ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานกลับชี้ไปในทางตรงกันข้าม

สรุปง่าย ๆ: ถึงจะมี IO เป็นแสน ๆ จากแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ก็ไม่ช่วย ถ้าความจริงไม่อยู่ฝั่งคุณ

สงครามนี้ “AI” อาจสร้างภาพได้ แต่ “ความจริง” คือสิ่งที่โลกเฝ้ามองอยู่เสมอ

แม่ทัพภาคที่ 2 เมินคำขอ ‘ฮุน เซน’ อย่าใช้ ‘กริพเพน’ และ ‘F-16’ โจมตีกัมพูชา

(7 ส.ค. 68) พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ปฏิเสธข่าวลือเรื่องไทยมีแผนลอบสังหารผู้นำกัมพูชา พร้อมตอบกลับกรณีที่สมเด็จฮุน เซน เรียกร้องไม่ให้ไทยใช้เครื่องบินรบ กริพเพน (Gripen) และ F-16 ว่า เป็นสิทธิของไทย ไม่เกี่ยวกับกัมพูชา ยืนยันชัดเจนว่า “ไทยไม่ลอบสังหารอยู่แล้ว”

ส่วนกรณีการจับกุมสายลับกองกำลัง BHQ ที่ลักลอบเข้ามาสอดแนมในจังหวัดบุรีรัมย์ พลโท บุญสินระบุว่า อยู่ระหว่างการสอบสวนของตำรวจ และได้แจ้งเตือนผู้ว่าราชการจังหวัดให้เฝ้าระวังร่วมกับ กอ.รมน.จังหวัดแล้ว เพื่อป้องกันสถานการณ์ลุกลาม

สำหรับเหตุการณ์ที่ทหารกัมพูชาเข้ามาตัดลวดหนามที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า ฝ่ายกัมพูชาทำคอนเทนต์ในพื้นที่ แต่เมื่อถูกแจ้งให้ออกก็ยอมปฏิบัติตาม จากนั้นฝ่ายไทยจึงวางรั้วใหม่ทันที พร้อมกำชับว่า ห้ามขึ้นมาทำกิจกรรมลักษณะนี้อีกโดยเด็ดขาด แม้ครั้งนี้จะไม่มีอาวุธติดตัวมา

ด้านปัญหาทุ่นระเบิดในพื้นที่ เช่น บริเวณปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ ขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างประสานกับกัมพูชาเพื่อเก็บกู้ ส่วนศพทหารกัมพูชาได้รับแจ้งแล้วว่าจะมีการจัดเก็บโดยฝ่ายเขมรเอง และยืนยันว่า ทหารไทยยังไม่มีผู้ป่วยหรือโรคระบาดจากแนวหน้า เนื่องจากมีทีมแพทย์สนามดูแลใกล้ชิด

ทบ. รับมอบอุปกรณ์ตรวจจับโดรน 30 ชุด และของใช้จำเป็น จากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน สนับสนุนทหารชายแดนไทย

(7 ส.ค. 68) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ท. บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นตัวแทนกองทัพบก รับมอบอุปกรณ์ตรวจจับอากาศยานไร้คนขับแบบพกพา จำนวน 30 ชุด พร้อมสิ่งของจำเป็นสำหรับทหารชายแดน จากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน รวมมูลค่ากว่า 9.4 ล้านบาท

สำหรับสิ่งของที่มอบให้ เช่น เสื้อยืด 10,000 ตัว, กางเกงใน 15,000 ตัว, ถุงเท้าดำ 20,000 คู่ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทหารตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, ทนายนิติธร ล้ำเหลือ, นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายสมชาย แสวงการ เป็นผู้แทนในการส่งมอบ

นอกจากนี้ ยังมีภาคเอกชนร่วมบริจาคผ่านมูลนิธิ อาทิ วิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต มอบชุดยาจำเป็น, บ.วีนายเคเบิ้ล บริจาคสายไฟฟ้า และ บ.เอช.ดี.แอพพาเรล บริจาคของใช้จำเป็น เช่น ยากันยุง ยาทาแก้ปวด และพลาสเตอร์ เป็นต้น

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนว่า อุปกรณ์เหล่านี้มีความสำคัญต่อภารกิจลาดตระเวนและการป้องกันชายแดนในสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมย้ำว่าทหารจะปกป้องแผ่นดินไทยอย่างเต็มกำลัง

‘เสธ.หิ’ โพสต์สะเทือนใจ!! ทหารเขมรแนวหน้ายอมเสียสละชีวิต แต่ผู้นำยังป่าเถื่อนไร้ศักดิ์ศรี จี้ถาม ‘มาลี’ ไม่อายหรือ?? แถลงโกหกทับซากศพ

(7 ส.ค. 68) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้อำนวยการ พรรครวมไทยสร้างชาติ และประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ‘ตายในสนามรบ เป็นเกียรติของทหาร’

การเป็นทหาร ของทุกประเทศ สิ่งที่ปลูกฝังอยู่ในจิตใจของพวกเขา ไม่ใช่ทรัพย์สิน เงินทอง แต่เป็นเกียรติยศที่ได้รับจากการเสียสละเพื่อประเทศชาติ อันเป็นที่รักของพวกเขา เพราะทุกคนที่เป็นทหาร ทราบถึงความรู้สึกเช่นนี้ดี ทหารจึงให้เกียรติซึ่งกันและกัน ถึงแม้จะเป็นฝ่ายตรงข้าม เพราะรู้ดีว่า ถึงที่สุดแล้ว ทหารทุกคนย่อมเสียสละได้แม้แต่ชีวิตของตนเอง

การที่ทหารไทย ส่งมอบศพทหารที่เสียชีวิตของกัมพูชาให้กลับคืนสู่มาตุภูมิของพวกเขา ด้วยความเคารพ ถือเป็นสิ่งที่พึ่งกระทำ ของนักรบผู้มีเกียรติทั้งสองฝ่าย ทหารไทยซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ของพวกท่าน ยังให้เกียรติพวกท่านถึงเพียงนี้ น่าเสียดายยิ่งนัก ที่ปัจจุบัน ผู้กล้าหลายท่านกลับถูกทางการของท่านเอง ปล่อยร่างของท่านให้เน่าเปื่อยเป็นทานแร้งกาอย่างไม่เหลียวแล เป็นการกระทำที่ป่าเถื่อนไร้ศักดิ์ศรีอย่างยิ่ง

อยากจะกราบเรียนดวงวิญญาณของท่านทั้งหลายว่า ท่านจงภูมิใจเถิด ที่ท่านได้หน้าที่ทหารของท่านได้สมบูรณ์แล้ว เป็นเกียรติยศอย่างยิ่งที่ท่านได้ตายในสนามรบ แต่น่าเศร้าใจมาก ที่ประเทศของท่านไม่มีทหารแท้เป็นใหญ่แม้แต่คนเดียว จึงได้ทอดทิ้งพวกท่านเช่นนี้ อยากจะส่งคำถามข้ามประเทศโดยเฉพาะ พล.ท.หญิงมาลี และผู้บังคับบัญชาของท่านทั้งหลาย ว่าไม่อายหรือ ที่สวมใส่เครื่องแบบทหารอันทรงเกียรติ เชิดหน้าชูตาแถลงข่าวโกหก อยู่บนซากศพของพวกเดียวกัน ผมอายแทน

ไทย-กัมพูชา ลงนามข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อ ตามผลประชุมจีบีซีหวังคลี่คลายปมชายแดน

GBC ไทย-กัมพูชา เห็นพ้องข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อระหว่างกัน ผู้แทน 2 ชาติ ลงนามบันทึกผลการประชุม หวังคลี่คลาย สถานการณ์ชายแดน นำมาซึ่งสันติภาพ

(7 ส.ค.68) การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย - กัมพูชา สมัยวิสามัญ ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง โดย 2 ฝ่ายเห็นพ้องแนวทางการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อระหว่างกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝ่ายไทย ร่วมจัดทำกับฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการฯ ฝ่ายกัมพูชา

จากนั้น พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.เตีย เสรย-ฮา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ร่วมลงนามบันทึกผลการประชุม ซึ่งมีรายละเอียดตามที่ทั้งสองฝ่ายหารือ และตกลงกันตลอด 3 วันที่ผ่านมา ด้วยความหวังให้สถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชาคลี่คลาย นำมาซึ่งสันติภาพ และการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกของประชาชนทั้งสองประเทศ รวมถึงไทยสนับสนุนการใช้กลไกทวิภาคี ระหว่างกันในการพูดคุยอย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ เฟซบุ๊ก ศูนย์เฉพาะกิจฯ ชายแดนไทย-กัมพูชา - Team Thailand โพสต์ข้อมูลรายละเอียด 13 ข้อตกลงหยุดยิง ไทย-กัมพูชา ดังนี้

1. ยุติการใช้อาวุธทุกประเภท การโจมตีต่อพลเรือน เป้าหมายพลเรือน และเป้าหมายทางทหาร ในทุกพื้นที่และทุกกรณี

2. รักษาสถานะการวางกำลังในที่ตั้งปัจจุบัน สถานะตั้งแต่ 28 ก.ค.68 โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลัง และไม่มีการลาดตระเวนไปยังที่ตั้งของอีกฝ่าย

3. ไม่เพิ่มเติมกำลังตลอดแนวชายแดนไทย - กัมพูชา

4. ไม่กระทำการอันเป็นการยั่วยุที่ส่งผลให้เกิดความตึงเครียด การมีกิจกรรมทางทหารเข้าไปยังดินแดน เขตน่านฟ้า หรือที่ตั้งของอีกฝ่าย ตามสถานะการหยุดยิง ตั้งแต่ 28 ก.ค.68 และไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหารล้ำออกไปนอกขอบเขตของฝ่ายตน

5. ไม่ใช้กำลังต่อพลเรือน หรือเป้าหมายทางพลเรือนในทุกกรณี

6. การปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวา : การปฏิบัติต่อผู้ที่ถูกจับกุมตัว การขอส่งตัวผู้บาดเจ็บมารักษาในสถานพยาบาลของอีกฝ่าย โดยจะขึ้นอยู่กับศักยภาพในการรองรับของสถานพยาบาลแล้วแต่กรณี สำหรับทหารที่อยู่ในความควบคุมของอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รับการปล่อยตัวและส่งกลับประเทศ หลังจากยุติการใช้กำลังโดยสมบูรณ์ รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการส่งคืนร่างผู้เสียชีวิตอย่างสมเกียรติโดยเร็ว และจัดการศพภายใต้สภาพที่ถูกสุขลักษณะและด้วยความเคารพ

7. กรณีมีความขัดแย้งกันด้วยอาวุธทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งสองฝ่ายจะหารือกันในระดับปฏิบัติผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ เพื่อป้องกันการขยายตัวของสถานการณ์

8. เห็นชอบให้เพิ่มในเรื่องของการปฏิบัติดังนี้
8.1 ดำรงการติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่องระหว่างหน่วยทหารในพื้นที่
8.2 จัดการประชุม RBC ภายใน 2 สัปดาห์นับจากการประชุม GBC ใน 7 ส.ค.68
8.3 ดำรงช่องทางการติดต่อสื่อสารโดยตรงระดับรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้งสองประเทศ

9. งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข่าวปลอม

ส่วนที่ 2 กลไกตรวจสอบการหยุดยิง

10. ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการตามผลหารือเมื่อ 28 ก.ค.2568 ซึ่งรวมถึงการหยุดยิงและการมีคณะผู้สังเกตการณ์จากประเทศสมาชิกอาเซียน นำโดยมาเลเซีย

11. เห็นชอบให้ RBC ในแต่ละพื้นที่ ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง โดยมีโดยมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ซึ่งนำโดยมาเลเซียเป็นผู้ร่วมสังเกตการณ์ โดย RBC จะพบกันเป็นประจำ และส่งรายงานให้ GBC ตามสายการบังคับบัญชาของแต่ละฝ่าย

12. ในระหว่างการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนที่มีมาเลเซียเป็นผู้นำ จะใช้กลไกคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ซึ่งประกอบด้วยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประเทศสมาชิกอาเซียน ประจำประเทศไทย และกัมพูชา ทำหน้าที่แทนเป็นการชั่วคราว

ส่วนที่ 3 การประชุม GBC

13. ให้จัดการประชุม GBC ในหนึ่งเดือนหลัง 7 ส.ค.68 (สถานที่จะตกลงกันภายหลัง) หรือมิเช่นนั้นการประชุม GBC วิสามัญ จะถูกจัดขึ้นเพื่อเจรจาการหยุดยิง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top