Friday, 5 June 2026
เอย่า

เปิดใจ!! แอดมินเพจมองพม่า (LOOK Myanmar) ในวันที่ถูกมองว่าเป็นไอโอของกองทัพเมียนมา

วันนี้มีบทสัมภาษณ์ที่เอ็กคลูซีฟส่งตรงจากย่างกุ้งมาถึง เอย่า เมื่อทางทีมงานของเราได้บทสัมภาษณ์สุดเอ็กคลูซีฟของทีมแอดมินเพจมองพม่า (LOOK Myanmar) มาให้อ่านกัน...

Q : เพจนี้มีจุดเริ่มต้นยังไง?
A : เพจนี้เริ่มจากพี่คนหนึ่งที่แกมาทำงานในพม่ายุคแรก ๆ สมัยที่เทคโนโลยียังไม่เอื้ออำนวยมากนัก แกบอกว่าในสมัยที่แกมาอยู่ 3G ในพม่าช้ากว่า Edge ในไทยเสียอีก จากนั้นพี่เขาจึงเปิดเพจมาเพื่อบันทึกเรื่องราวสิ่งที่พี่เขาไปพบเจอตลอดการที่ทำงานที่พม่า

Q : แล้วทีมงานที่ทำอยู่ปัจจุบันมาจากไหน?
A : หลังจากพี่เขาปิดเพจไปหลังจากรัฐประหาร ทางทีมงานเราที่เป็นคนทำงานอยู่ที่นี่หลายคนและกระจายอยู่ในหลายเมืองก็ได้คุยกันเรื่องนี้ จากที่เคยเป็นแฟนเพจของพี่เขา เราเลยขอมาทำเพจแทนพี่เขาเสียเลย

Q : ทำไมอยู่ดี ๆ เพจนี้กลายเป็นเพจการเมือง?
A : ความจริงเราไม่ได้ต้องการให้มันเป็นเพจการเมืองนะ เพียงแต่ทีมงานเราอยู่กันมาก่อนเกิดรัฐประหารมาหลายปี พอมาเกิดรัฐประหาร เราก็อยู่ในเหตุการณ์ หลังรัฐประหารมันก็มีข่าวเรื่องการเมืองพม่าส่วนมาก แต่ในความจริง เรายังคงเหมือนเดิมคือ นำเรื่องราวในพม่ามาสู่สายตาคนไทย

Q : แล้วที่ใคร ๆ บอกว่าเพจนี้เป็น 'ไอโอพม่า' ในฝั่งแอดมินมีความเห็นว่าไง?
A : ฮาๆๆๆๆๆ (ขำกันใหญ่) ถามว่าถ้าเป็นไอโอจริงป่านนี้พวกเรากลุ่มแอดมินคงมีชีวิตสบายกว่านี้แล้ว แต่เปล่าเลย เราก็ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนพม่านี่แหละ ใช้ชีวิตเหมือนเขา เจอความทุกข์เหมือนเขาเช่นกัน

Q : อ้าวแล้วทำไมทำตัวเป็นกระบอกเสียงให้รัฐบาลทหารละ? 
A : ความจริงเราไม่ได้เป็นกระบอกเสียงให้ฝ่ายไหนนะ อย่างเรื่องธรรมกายในพม่าก็เป็นกลุ่มพระวีระธูที่กองทัพสนับสนุน เราก็ด่า!! เพราะมันกัดกินบ่อนทำลายศาสนาเขา ในขณะเดียวกันความฉิบหายในบ้านเมืองนี้จะโทษฝั่งทหารฝ่ายเดียวก็ไม่ใช่ ต้องโทษทุกฝ่ายนั่นแหละ เพราะนี่คือตัวอย่างของบ้านเมืองที่คนในชาติแตกความสามัคคี ทำให้ต่างชาติที่อ้างว่าหวังดีจะเข้ามาชักใยได้ ดังที่เห็นจากสื่อของพม่าทั้งภาษาอังกฤษและพม่า รวมถึงแปลไปยังสื่อต่างประเทศที่เป็นกลุ่มเดียวกันด้วย 

ในขณะที่ฝ่ายต่อต้าน เวลาทำไม่ดีอะไร แทบไม่มีคนนอกรับรู้เลย มีแค่สื่อภาษาพม่าเท่านั้นที่ออกข่าว พอเราเห็นแบบนั้น เราเลยคิดว่า เราคนไทยหวังอย่างเดียวคือ ให้พม่าอยู่รอดได้ ถ้าพม่ามีชีวิตที่ดีขึ้นไม่รบกัน คนหันมาปรองดองทำมาหากินคนก็จะมีเงิน เราจึงให้คนนอกพม่าได้รู้ว่า คนที่ทำพม่าพังไม่ได้มีแค่ฝ่ายทหารฝ่ายเดียว มันทั้งสองฝ่ายนั่นแหละเราก็แค่นำเสนอข่าวอีกฝั่งให้เห็นก็เท่านั้น

Q : แต่มีหลายคนบอกเพจนี้อวยทหารพม่านะ?
A : เราเอาข่าวส่วนใหญ่มาจากเว็บข่าวต่าง ๆ และข้อมูลตามเพจที่ลงไว้ถามว่าคนที่เขากล่าวหาเรานั่น เพราะเขาเสียประโยชน์ใช่ไหมจะดีกว่า

Q : คำถามสุดท้ายแล้ว อะไรที่ทำให้ทีมงานยังยืนหยัดทำเพจทั้งที่คนส่วนใหญ่มองว่า โปรเผด็จการ เป็นไอโอ ไม่รักชาติไทยบ้างก็มี?
A : ถ้าใครตามเพจจริงจะทราบว่าเพจเรารักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์แค่ไหน เราแค่ต้องการให้พม่าดีขึ้น คนพม่ามีความเป็นอยู่ดีขึ้น เพจเราคงทำให้คนพม่ากลับมารักกันไม่ได้ แต่ทำให้คนไทยได้ทราบปัญหาที่แท้จริงของพม่าได้ว่ามันเกิดมาจากทั้งสองฝ่ายไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

"สุดท้ายปัญหาของพม่าก็ต้องให้คนพม่าเป็นคนแก้ เราแค่เป็นคนนอกที่มีหน้าที่บอกคนนอกด้วยกันให้ทราบว่าปัญหาเขา เขาต้องแก้เองและเรียนรู้ถึงปัญหาในบ้านเขาเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแบบเดียวกันในบ้านของเรา" นี่คือคำกล่าวทิ้งท้ายของแอดมินเพจมองพม่า เพจที่ใคร ๆ เขาก็ว่า คือ ไอโอทหารพม่า

เปิดปมส่ง 40 อุยกูร์ กลับมาตุภูมิ ชี้! เรื่องนี้มีเบื้องลึก เผยคนหนุ่มบางส่วนในกลุ่มนี้ เตรียมถูกฝึกเป็น ‘นักรบพลีชีพ’

ไม่นานมานี้มีข่าวที่ทางการไทยส่งนักโทษอุยกูร์กลับประเทศจีนตามหน้าสื่อที่ว่าทางการไทยส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คนที่ถูกคุมขังในไทยตั้งแต่ปี 2557 กลับสู่ประเทศจีน  ท่ามกลางเสียงก่นด่าจากประเทศตะวันตก จนคนไทยหลายคนด่าว่ารัฐบาลไทยเลว เอาใจจีนจนเอาชีวิตคนไปแลก เอาเป็นว่าวันนี้ลองเปิดใจมารับรู้ข้อมูลอีกด้านกันดูดีกว่าไหม  แล้วค่อยมาสรุปว่ารัฐบาลไทยเราเลวดังที่ใครๆ เขาว่าหรือไม่

ก่อนอื่นเราต้องมารู้จักองค์ก่อนหนึ่งก่อน นั่นคือ ขบวนการอิสลามเตอร์กิชสถานตะวันออก หรือ ETIM ขบวนการนี้มีการจัดตั้งกันมาตั้งแต่ปี 2476 เพื่อต่อสู้ให้เมืองซินเจียงที่เป็นเมืองหลักของชาวอุยกูร์เป็นรัฐอิสลามเพราะประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม

แต่ทว่าแท้จริงแล้วในซินเจียงยังมีชนชาติอื่นร่วมด้วยทั้ง ทั้งชาวฮั่น, ชาวคีร์กีช, ชาวมองโกล, ชาวหุย, ชาวคาซัค และชาติพันธุ์อื่นๆอีกกว่า 50 ชาติพันธุ์เพราะเหตุที่ว่าซินเจียงนี้เคยเป็นเส้นทางสายไหมทางบกในอดีตนั่นเอง นั่นทำให้จีนเลือกที่จะยกซินเจียงให้เป็นเขตปกครองตนเองของจีน เช่นเดียวกับทิเบต และนี่เองที่เป็นชนวนเหตุความขัดแย้งในพื้นที่

จนกระทั่งในปี 2511 มีการจัดตั้ง พรรคปฏิวัติประชาชนแห่งเตอร์กีชสถานตะวันออก ขึ้นโดยมีสาขาในเมืองอุรุมูฉี และเมืองคาชการ์ มีกองกำลังติดอาวุธเพื่อก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน โดยอ้างตาม ETIM ในปลุกระดมผู้คนให้ก่อการครั้งนี้ว่า นี่คือ 'ญิฮาด' หรือ สงครามศักดิ์สิทธิ์ เพื่อจะสร้างแผ่นดินเสรีของเรา แม้ตามรายงานบอกว่าพรรคนี้สลายตัวไปตั้งแต่ปี 2532 แต่ยังมีผู้นำอยู่และแยกเป็นกลุ่มก่อการร้ายย่อย ๆ ภายใต้เงินทุนของชาติตะวันตก

มาถึงจุดนี้อ่านแล้วคุ้นๆ...ชาติพันธุ์ฝั่ง 45 น. ของไทยไหม

ณ เวลานั้นมีรายงานว่ามีการปลุกระดมเอาคนหนุ่มไปฝึกเป็น “นักรบพลีชีพ” เพื่อมาต่อสู้กับกองทัพจีน ซึ่งจะเห็นว่ามีเหตุการณ์ก่อการร้ายหลายครั้งที่เกิดขึ้น โดยแหล่งข่าวได้เล่าให้เอย่าฟังว่า นักรบเหล่านี้จะต้องเดินทางไปฝึกการรบดังกล่าวที่ประเทศหนึ่งที่อยู่ระหว่าง 2 ทวีป โดยใช้งบของประเทศที่ให้การสนับสนุนโจรใต้บ้านเรานั่นแหละ

แต่เหตุการณ์ดันโป๊ะตรงที่รัฐบาลจีนรู้ถึงการเดินทางของคนกลุ่มนี้และชี้เป้าให้ทางการไทยจับตัวไว้เมื่อปี 2557 โดยขณะนั้นทางการไทยเพียงตั้งข้อหาชาวอุยกูร์กลุ่มนี้ว่า เข้าเมืองผิดกฎหมาย

แม้จะไม่มีรายงานว่าชาวอุยกูร์กลุ่มนี้ถูกจับเดือนไหนแต่ช่วงเวลาดังกล่าวนั้นอยู่ในสายตาของนายกที่ชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา และท่านก็น่าจะทราบดีว่าคนเหล่านี้คือใครเพราะเวลานั้นไทยสนิทกับจีนมาก ในปี 2557 นั่นเอง จีนมีการตัดสินประหารชีวิตชาวอุยกูร์ที่ก่อเหตุระเบิดพลีชีพที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน โดยเหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างรอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างชาวจีนฮั่นและชาติพันธุ์ในซินเจียงโดยเฉพาะชาวอุยกูร์เป็นอย่างมาก

ถามว่าถ้าลุงตู่ส่งชาวอุยกูร์กลับจีนตอนนั้นจะเกิดอะไรขึ้น....

ใช่แล้ว..ไทยเลือกจะไม่ส่งกลับแต่ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายจีนเข้ามาปรับทัศนคติและแก้ปัญหาในบ้านของเขาให้เรียบร้อย

วันนี้เป็นเวลาเกือบ 11 ปี อุยกูร์เป็นมณฑลที่ติดอันดับที่ 23 จาก 31 มณฑลของจีน และถ้าคิดเฉลี่ยเป็น GDP ต่อประชากร ซินเจียงเปลี่ยนไปอย่างผิดหูผิดตารวมถึงความอยู่ดีกินดีของประชากร  จีนสนับสนุนการศึกษาให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้เรียนรู้ทั้งภาษาจีนกลางและภาษาถิ่นรวมถึงทำนุบำรุงศาสนสถานทุกศาสนาในเมือง ส่วนหนึ่งเพื่อให้เหล่าชาติพันธุ์ อีกส่วนหนึ่งคือความเป็นมรดกทางวัฒนธรรมประจำถิ่น ซินเจียงเป็นอีกหมุดหมายหนึ่งของนักท่องเที่ยวที่ต้องการความแปลกใหม่ในการท่องเที่ยวในประเทศจีน

สุดท้ายกลับมาที่นักโทษทั้ง 40 คนในคุกไทย ที่ตลอดเวลาร่วม 10 ปีได้รับการปรับทัศนคติจนเชื่อได้ว่าทั้งหมดอยากกลับไปหาญาติหาคนที่รักของเขาแล้ว และเชื่อได้ว่าตลอด 11 ปีมานี้ทางการจีนได้พัฒนาให้ชาวเมืองซินเจียงกลายเป็นคนที่มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก จนต้องมาตั้งคำถามว่า ทำไมต้องไปสร้างแผ่นดินในอุดมคติอีก ในเมื่อกลับไปพบกับครอบครัวที่อยู่ดีกินดีแล้ว...

คำถามก็คือ คำที่ชาติตะวันตกกล่าวหาไทยต่างๆ นานา นั้น ทำไปเพื่ออะไร ถ้าไม่ใช่ต้องการสร้างภาพให้จีนเป็นตัวร้าย แต่อย่างที่หลายคนกล่าว บางทีผู้นำประเทศเหล่านั้นก็ติดภาพฮอลลีวูดมาไปจนลืมว่าคนมีสติปัญญาเขาคิดได้ว่าถ้าทางการไทยอยากให้ชาวอุยกูร์กลุ่มนี้ตายจริงคงไม่ปล่อยให้เปลืองข้าวไทยมาเป็น 10 ปีหรอก

วิเคราะห์เหตุ ‘พลเรือนไทย’ ชก ‘ทหารกัมพูชา’ ชี้ คนก่อเหตุหวังผลอะไร เพราะไทยมีแต่เสีย

(15 ก.ค. 68) จากกรณีที่มีคลิปหลุดมาว่ามีคนไทยชกหน้าทหารกัมพูชา ซึ่งคลิปดังกล่าวเป็นกระแสไปทั่วโซเชียลทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา  แต่การกระทำเยี่ยงนี้ในสายตาของคนชายแดนอย่างเอย่าแล้ว เอย่ามองว่านี่คือการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งชายคนนี้คืออดีตอาสาสมัครทหารพราน  ย่อมต้องรู้ถึงเหตุอันเป็นจุดอ่อนหรือประเด็นที่จะกลายเป็นข้อขัดแย้งบานปลายได้

จะว่าไปทางการไทยควรสอบสวนชายคนนี้อย่างละเอียดจะดีกว่า เพราะต้องไม่ลืมว่ามีทหารที่เป็นคนชายแดนจำนวนมากเป็นพวกที่อพยพถิ่นฐานมาจากประเทศเพื่อนบ้านแต่มาอยู่อาศัยตามจังหวัดชายแดนไทย ซึ่งนี่แท้จริงแล้วเป็นที่ทราบกันดีโดยทั่วไปจากคนในพื้นที่ไม่ว่าจะฝั่งกัมพูชา ลาวหรือ เมียนมา ดังนั้นต้องทราบว่าคนเหล่านี้สามารถพูดภาษาของประเทศเพื่อนบ้านเราได้เป็นอย่างดี  จนบางทีก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่าสรุปชายคนนี้ถูกว่าจ้างมาจากฝั่งกัมพูชาให้มาเพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกิดความตึงเครียดแล้วป้ายสีกองทัพให้แย่ลงหรือเปล่า เฉกเช่นดังที่เอย่าเคยเห็นมาแล้วในฝั่งเมียนมาที่ลูกหลานชาวกะเหรี่ยงที่เกิดแล้วโตในฝั่งไทยเรียนหนังสือไทย พูดภาษาไทยได้ อ่านภาษาไทยออก เขียนภาษาไทยเป็นแถมเกณฑ์ทหารไทยแต่ไปเสียชีวิตในนามของทหารกองกำลัง KNU เสียอย่างนั้น

ในเมื่อสถานการณ์ที่ชายแดนตรงปราสาทตาเมือนธมเป็นจุดข้อพิพาทแล้ว  เอย่าว่ากองทัพไทยควรจะระวังตัวให้จงหนักเพราะ ณ วันนี้กองทัพไทยไม่สามารถไว้ใจใครได้เลยทั้งฝ่ายคนข้างนอกอย่างกัมพูชาหรือคนในอย่างรัฐบาลไทยที่กระทำเหมือนพร้อมใจจะยกแผ่นดินให้กัมพูชาอย่างเต็มใจเสียอย่างนั้น  ไม่นับรวมกลุ่มพรรคการเมืองหลายกลุ่มที่พยายามจะดิสเครดิต ป้ายสีให้ทหารไทยดูแย่และหมดความน่าเชื่อถือลงไปอีก

เอย่าแค่อยากจะบอกว่าไม่มีใครทำให้ประเทศไทยดูแย่  ถ้าไม่ใช่คนไทยทำกันเอง  อย่างตัวอย่างล่าสุดที่เกิดขึ้นกับเพื่อนสนิทของเอย่าที่มาจากต่างประเทศด้วยกัน  นางเข้ามาที่สุวรรณภูมิเอย่าก็เดินมาที่ตรงจุดตรวจคนเข้าเมืองของไทยผ่านมาฉลุย  รอเพื่อนเอย่าสักพักออกมานางถามเอย่าว่า  “เธอๆ  เธอไม่ต้องจ่ายเงินให้ตำรวจสนามบินเหรอ เนี่ยทุกคนฝั่งต่างประเทศจ่ายกันหมดเลย  เขาเรียกคนละ 200 บาทไม่มีใบเสร็จ” พูดจบเอย่าก็ได้แต่ยิ้มอ่อน…ก็ไม่ต้องถามนะว่าทำไมต่างชาติไม่มาเที่ยวประเทศไทย

ดังนั้นในกรณีของเรื่องพิพาทชายแดนก็เช่นกัน  เอย่าว่ามันน่าจะมีอะไรลึกซึ้งกว่านี้ถ้าเอย่าคิดมากนะคะ  แต่ถ้าไม่งั้นก็เพราะว่าคนไทยนี่แหละที่ทำลายไทยด้วยเหตุการณ์แบบนี้  คนแบบชายในคลิปเขาไม่ใช่ตัวแทนหมู่บ้าน ตัวแทนคนไทยนะคะ  เขาคือตัวแทนที่นำความเสื่อมเสียมาสู่ประเทศไทยต่างหาก  เราควรใช้สมองคิดมากกว่าอารมณ์นะคะ ว่าไปตอนนี้เอย่าก็มีเรื่องชวนให้คิดว่า เราจะต่อรองภาษีกับอเมริกาโดยยกฐานทัพเรือที่พังงาให้อเมริกาตั้งฐานทัพเรือนี่จริงหรือเปล่า....ว่าแล้วไว้เอย่ามาเล่าให้อ่านกันอีกทีนะคะ

เบื้องหลังที่มาภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯเก็บเมียนมา 40% อาจส่งสัญญาณเลิกคว่ำบาตรรัฐบาลทหารเมียนมา

(5 ส.ค. 68) หลายคนคงเห็นข่าวที่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเรื่องเก็บภาษีนำเข้าประเทศนั้น ประเทศนี้ แต่เอย่ามาสะดุดคำว่า เมียนมา 40%

รู้หรือไม่ว่า รัฐบาลทหารเมียนมา ดีใจและขอบคุณทางรัฐบาลสหรัฐฯมากเพราะนี่คือหลักฐานที่ออกมาอย่างเป็นทางการว่า สหรัฐ อเมริกาเลิกคว่ำบาตรเมียนมาแล้วอย่างเป็นทางการ อันหมายรวมถึงการยอมรับรัฐบาลทหารเมียนมาเป็นรัฐบาลโดยชอบธรรมของเมียนมาด้วย

กระดาษใบนี้นั่นเองจะเป็นตัวที่เปิดให้ประเทศที่กีดกันทางการค้ากับเมียนมาหันกลับมาทำธุรกิจและลงทุนในเมียนมาอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่างานนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังแน่นอน

ดูเหมือนที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกาน่าจะได้ไตร่ตรองแล้วว่าการอัดฉีดรัฐบาลเงาและกองทัพของชนกลุ่มน้อยในเมียนมาให้ทำสงครามเพื่อแบ่งแยกดินแดนนั้นไม่เป็นผล  แต่ยิ่งกลับเป็นการผลักเมียนมาให้ไปซบอกประเทศที่เป็นคู่กรณีอย่างจีนและรัสเซียมากขึ้น 

ดังนั้นภายใต้การเปิดไมตรีโดยการประกาศภาษีนี้ถามว่ากระทบอะไรกับเมียนมาไหม เอย่าบอกเลยว่าน้อยมากจนถึงกับไม่กระทบเลย เพราะตลอดมาที่เมียนมาถูกโดดเดี่ยวจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไร

ถามว่าการเปิดไมตรีครั้งนี้ เมียนมามองออกหรือไม่เอย่าคาดว่าทางผู้นำอย่างมิน อ่อง หล่าย ไม่ได้เป็นคนโง่ที่จะมองอะไรไม่ออก แต่ก็อย่างว่าเมื่อศัตรูยื่นไมตรีให้เขาก็รับ แต่อย่างไรก็ดี  ตลอดเวลาที่สหรัฐฯสร้างบาดแผลให้เมียนมาก็ทำให้ทางรัฐบาลทหารเมียนมาจำเหมือนกันว่าใครได้ทำอะไรกับตนไว้

จากนี้คงต้องมาดูความจริงใจของฝั่งสหรัฐฯว่าจะยังสนับสนุนฝั่งรัฐบาลเงาของเมียนมาอยู่ไหมหรือจะกวาดทิ้งมาให้เมียนมาเพื่อสร้างแต้มต่อความพึงพอใจ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการขยายอำนาจของจีนและรัสเซียในอ่าวเบงกอลหรือไม่อย่างไร

อนาคตไทยเสี่ยงเผชิญภัยลูกครึ่งกะเหรี่ยง ชาวแอฟริกันหันเข้าร่วมกองกำลังชาติพันธุ์ หลังถูกกลุ่มธุรกิจมืดชายแดนเมียนมาลอยแพ อาจเป็นปัญหาใหญ่ชายแดนไทยในอนาคต

หลังจากที่มีข่าวว่ากองทัพเมียนมาปราบปรามสแกมเมอร์แถบชายแดนไทยในรัฐกะเหรี่ยงหนัก จนมาวันนี้เอย่าได้มีโอกาสคุยกับอดีตสแกมเมอร์คนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันเขาเลิกที่จะเป็นสแกมเมอร์แล้วและพร้อมจะแชร์เรื่องราวเหล่านี้ให้คนได้รู้กัน ต่อไปนี้จะขอเรียกแหล่งข่าวคนนี้ว่า วิน ตามชื่อเล่นของเขานะคะ

รู้หรือไม่สแกมเมอร์ไม่มีคำว่าโดนหลอกไป

คำแรกที่เอย่าได้ยินจากวิน แล้วทำให้สะดุดหูเลย วินบอกว่าในเขตสแกมเมอร์ไม่ได้เลวร้ายทุกคน เขาไม่ได้บังคับเราเป็นทาสนะ มันมีทั้งบริษัทดีและเลว ทุกคนที่ไปเขารู้อยู่แล้วว่าเข้าไปทำงานอะไรเพราะค่าคอมมิชชันที่เขาจ่ายนี่ดีมาก และเป็นขั้นบันได ตั้งแต่ 10%-30% สรุปทำมากได้มากนั่นเอง แต่ถ้าทำไม่ได้ถ้าบริษัทดี ๆ เขาก็ปล่อยตัวกลับนะ ถามว่าไอ้ที่บอกหนี ๆ มาเนี่ย ถ้ากองกำลังเขาเอาจริงคิดว่าจะรอดหรอ แต่มันก็มีบริษัทเลว ๆ ที่ทำไม่ได้ก็กักขัง ทุบตี มันก็มี

อ้าว....งั้นชีวิตสแกมเมอร์ก็สบายสิ

ถามว่าสบายไหมมันก็ดีนะมีทุกอย่างยิ่งเราเป็นผู้ชาย ที่นี่มีครบ เหล้า ยาเสพติด หญิงขายบริการทั้งมาจากไทยและต่างประเทศ แต่ราคาสูง อีกอย่างคืออิสระที่มีมันมีวงขอบจำกัด ทุกคนอยู่ภายใต้การจับตามองของกลุ่มอารักขา  ถ้ามองว่าดีก็ดี ถ้ามองว่าน่ากลัวหรือเป็นทาสมันก็มองได้เช่นกัน

อ้าว...แล้วทำไมถึงกลับมาละ

ก็อย่างว่าอยู่ที่นั่นเราเจอคนหลากหลาย มีทั้งพวกทีาดีและพวกที่น่ากลัวอย่างเดี๋ยวนี้พวกนิโกรจากแอฟริกาเดินในแหล่งสแกมเมอร์ยั้วเยี้ยไปหมดพวกนี้น่ากลัว พอทำงานไม่ได้ พวกจีนมันทิ้งเลยนะ อย่างเราคนไทยยังหนีมาได้ พวกนั้นไม่มีใครมารับ รัฐบาลประเทศพวกเขาไม่สนใจ สุดท้ายพวกนี้ก็ไปเข้าร่วมกับ  KNU, DKBA และ BGF เป็นครูสอนภาษาอังกฤษบ้าง สอนการใช้อาวุธบ้าง ถามว่า KNU ตอบแทนด้วยอะไรละ นอกจากเงิน ก็นารี ยาเสพติด พวกนี้เวลามีเพศสัมพันธ์เขาไม่ได้ป้องกันนะ อีกไม่เกิน 20 ปี เรทคงได้เห็นลูกครึ่ง แอฟริกันกะเหรี่ยงยั้วเยี้ยเต็มแม่สอดหรือเมียวดี ถือปืนกู้เอกราชให้กะเหรี่ยงเป็นแน่ แล้วยิ่งตอนนี้ฝั่ง กะเหรี่ยงเริ่มมีการสร้างอัตลักษณ์ชาตินิยม ถ้าไม่เข้าใจก็ให้มองภาพ มลายูปาตานี เป็นตัวอย่าง นี่แหละมาแนวเดียวกันเลย ไม่ต้องห่วงไม่นานเกินรอไทยอาจจะต้องเปิดศึกกับกะเหรี่ยงเรื่องแย่งดินแดนเป็นแน่แท้

สุดท้ายเอย่าจึงถามคุณวินต่อว่า "แล้วทำไมไทยเรามองว่าคนไปทำสแกมเมอร์คือเหยื่อ"

คำนี้ที่ฝั่งไทยอ้างว่าเราคือเหยื่อก็อาจจะเพราะไทยไม่อยากไปเปลืองงบประมาณกับคนเหล่านี้กระมัง เพราะทั้งจีน อินเดียมีการส่งเครื่องบินไปรับคนของตนมาดำเนินคดี แต่ในขณะที่ไทยไม่เลย

เอย่าเคยคุยกับแอดมินเพจมองพม่าเขาเคยบอกว่าเขาเคยช่วยคนหลายคนเช่นกันที่อ้างว่าโดนหลอกไปทำงานในฉ่วยก๊กโกและ เคเคปาร์ค คนเหล่านั้นมักอ้างว่าโดนล่อลวง แต่แปลกตรงที่เมื่อคนเหล่านี้กลับมาไทยไม่นานก็อยากเดินทางกลับไปอีก โดยผู้หญิงหลายคนจะอ้างว่าที่กลับไปเพราะแฟนชาวจีนมาง้อขอคืนดี แต่เอย่ามองว่ารสเงินสแกมเมอร์มันหอมหวานเกินไปก็เท่านั้นเอง

 

‘เขื่อนฮัตจี’ โครงการเขื่อนพลังงานน้ำ กั้นแม่น้ำสาละวินสำหรับผลิตไฟฟ้า ในเมือง ‘เมียง จี งู’ รัฐกะเหรี่ยง เมียนมา ผลประโยชน์หรือสิ่งแวดล้อม??

ช่วงนี้เราจะกลับมาได้ยินข่าวเรื่องสารพิษตกค้างที่แม่น้ำกกกันมากขึ้นเพราะเข้าหน้าแล้งแล้ว  ว่าไปก็ทำให้คิดถึงเขื่อนฮัตจีที่เป็นโครงการกั้นแม่น้ำสาละวิน เอาเป็นว่าวันนี้เอย่าจะมาเล่าเรื่องเขื่อนฮัตจีนี้ให้ทราบกันดีกว่าคะ

เขื่อนฮัตจี บริเวณโครงการเขื่อนพลังงานน้ำกั้นแม่น้ำสาละวินสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า ตั้งอยู่ที่เมือง Myaing Gyi Ngu ใน Hlaing Bwe Township ในรัฐกะเหรี่ยงใกล้ชายแดนไทย โดยมีการลงนามข้อตกลง (MOU) ระหว่างบริษัท Sinohydro, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตของไทย หรือ EGAT และฝั่งเอกชนของเมียนมา ตั้งแต่ปี 2006 เพื่อพัฒนาร่วมโครงการเขื่อนฮัตจี

แต่ทว่า ณ วันนี้ในปี 2025 เขื่อนฮัตจีก็ยังเป็นแค่แผนอยู่  ยังไม่มีการสร้างจริง  โดยถ้าใครตามข่าวในสื่อจะเห็นว่าเรื่องราวที่ลงสื่อคือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  แต่ทว่าความจริงนั้นไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นหลักแต่เป็นทรัพยากรที่มีในบริเวณนั้น
.
มีรายงานการทำเหมืองและกิจกรรมขุดแร่ในลุ่มน้ำสาละวินและพื้นที่ใกล้เคียงกับเส้นทางที่จะเชื่อมไปยังพื้นที่ก่อสร้าง เขื่อนฮัตจี โดยรายงานหลายฉบับชี้ว่ามีเหมืองทอง เหมืองแรร์เอิร์ธ และกิจกรรมตัดไม้ที่บริหารจัดการโดยกองกำลังกะเหรี่ยงในพื้นที่

มีรายงานว่าหลายเหมืองเป็นของทุนจีนที่เข้ามาสัมปทานในพื้นที่โดยรายงานจาก NGO อ้างว่าเข้ามาติดต่อกับรัฐบาลทหารเมียนมา แต่จากข้อมูลที่ได้มาพบว่าไม่ได้มีทุนใดๆเข้ามาสนับสนุนการทำเหมืองในเขตกะเหรี่ยงนอกจาก KNU เป็นผู้บริหารจัดการเองทั้งหมด ส่วนรายงานจาก NGO ที่อ้างว่าเป็นทุนจีนนั่นนี่ ตามที่เอย่าได้ข้อมูลคือกลุ่มทุนจีนมีการทำเหมืองจริง แต่เป็นนอกเขตกะเหรี่ยง โดยพอสืบค้นข้อมูลผู้ทำข้อมูลเข้าไปลึกๆส่วนใหญ่คนทำวิจัยคือกลุ่มกะเหรี่ยงที่รับทุนตะวันตกมาทำเอกสารอ้างอิง ซึ่งนี่ก็ไม่น่าแปลกอะไรเพราะที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์พม่าก็เป็นฝ่ายผิด เป็นตัวร้ายในเรื่องราวของกะเหรี่ยงมาตลอด

สุดท้ายมีข่าวว่าฝั่งเมียนมาจะปัดฝุ่นโครงการเขื่อนฮัตจีอีกรอบ แต่รอบนี้ไม่ได้สร้างเพื่อเอาพลังงานเหมือนแต่ก่อน แต่รอบนี้สร้างเพื่อบริหารจัดการน้ำสำหรับป้องกันอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นจากมวลน้ำในแม่น้ำสาละวินนั่นเอง  จากนี้คงต้องดูว่าการปัดฝุ่นครั้งนี้จะได้สร้างเขื่อนฮัตจีไหม หรือสุดท้ายเขื่อนฮัตจีนั้นไม่มีวันจะเป็นจริงเพราะผลประโยชน์มหาศาลที่ทับซ้อนอยู่นั่นเอง


เรื่อง : AYA IRRAWADEE

รูปปั้นข่มอำนาจ!! เปิดตำนานความเชื่ออุษาคเนย์ วิเคราะห์นัยยะเขมรสร้าง "เทพ 8 กร" เชื่อสร้างขึ้น "สะกดอาเพศ-ข่มเพื่อนบ้าน" ความเชื่อในอุษาคเนย์ที่อินเดียอาจไม่เข้าใจ

รูปปั้นข่มอำนาจ  หลักความเชื่อที่เกิดขึ้นจริงในอุษาคเนย์

จากกรณีที่มีเสียงโวยวายของสาธุชนคนฮินดูที่มีต่อการทำลายเทวรูปพระวิษณุที่ฝั่งกัมพูชาสร้าง  วันนี้เอย่าจะมาถอดรหัสวิเคราะห์กันว่าเหตุใดกัมพูชาจึงเลือกที่จะสร้างพระวิษณุ ณ จุดตรงนี้ทำไมทางกัมพูชาจึงเลือกสร้างเทวรูปแทนที่  มีผู้สันทัดกรณีตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งที่ฝั่งกัมพูชาสร้างนั้นไม่ใช่เทวสถานแต่เป็นรูปปั้นเฉยๆ

โดยประติมากรรมขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ตรงบริเวณด้านตะวันออกของอาคารคาสิโนที่กำลังก่อสร้าง ปากทางช่องอานม้า ใกล้กับอนุสาวรีย์ตาอม เป็นเทพเจ้า 8 กร เป็นศิลปะแบบช่างเขมรสมัยใหม่ที่เลียนแบบมาจากประติมากรรมโบราณที่ปราสาทนครวัด พระเศียรสวมอุณหิสทรงกระบังแบบโบราณ กรอศอเป็นงานประยุกต์ลวดลายขึ้นใหม่มีสังวาลรัด พระหัตถ์ทั้ง 8 ถือของมงคลแต่ละอย่างแตกต่างกันไปอยู่บนแท่นสูง  โดยหลักความเชื่อในการสร้างครั้งนี้ มีผู้วิเคราะห์ไว้ว่านอกจากเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนแล้วในคติพราหมณ์–ฮินดู  มีการตีความถึงความมีอำนาจของรัฐ ความมีสิทธิ์ชอบธรรมในการปกครองพื้นที่ตรงนั้น  

ซึ่งหากเมื่อวิเคราะห์จากภาพจะเห็นว่าในดินแดนแถบนั้นของกัมพูชาประชาชนไม่ได้นับถือศาสนาฮินดู บวกกับแท่นขององค์วิษณุก็ไม่ได้มีแท่นสำหรับการบูชาอย่างใด  นั่นจึงน่าจะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าการสร้างเทวรูปในครั้งนี้หวังผลทางจิตใจหรือไสยศาสตร์มากกว่าการหวังผลทางศาสนา  ผู้สันทัดกรณีอีกท่านเสริมว่าหากมองด้านภูมิศาสตร์การปกครองแล้วการสร้างเทวรูปของฝ่ายกัมพูชาคือการปักเขตแดนของกัมพูชาอีกแบบหนึ่งทั้งทางโลกและทางจิตวิญญาณประหนึ่งว่าหากใครมารุกรานจะเกิดอาเพศแก่บ้านเมืองผู้รุกรานนั้น

หากกล่าวถึงการสร้างรูปปั้นเพื่อข่มอำนาจของประเทศข้างเคียงในระแวกประเทศไทยนั้น มีให้เห็นหลายที่ เอาที่เอย่าเห็นชัดเจนที่สุดคือการที่ฝั่งเมียนมามีการสร้างอนุสาวรีย์บุเรงนองที่เมืองท่าขี้เหล็กและเมืองเกาะสองในเมียนมา  มีเรื่องเล่ากันว่าการสร้างอนุสาวรีย์ทั้งสองแห่งเพื่อแสดงถึงอำนาจในพื้นที่  

แต่ทว่าที่ไทยในอำเภอแม่สายก็มีการสร้างรูปปั้นแมงป่องดำ ซึ่งคำว่าแมงป่องดำนั้นมีหลายสายให้ข้อมูลว่า  แมงป่องดำ นั้นในสมัยโบราณถือว่าเป็นแมงป่องที่มีพิษร้ายแรงมาก  ส่วนอีกทางมีการเปรียบเทียบว่าแมงป่องดำ เพราะในทางความเชื่อของล้านนามีความเชื่อว่า แมงป่องเป็นสัตว์ที่มีพลังคุ้มครองและพลังด้านการข่มศัตรู  ส่วนสีดำตีความเป็น อำนาจ การป้องกัน และการสะกดภัย  

ดังนั้นหากแปลกันแล้วว่าฝั่งเมียนมาหากต้องการแผ่อำนาจมาฝั่งไทยก็สามารถกันพลังอำนาจของฝั่งเมียนมาไม่ให้ข้ามฝั่งมาได้  แต่ส่วนทางฝั่งระนองนั้นแม้ฝั่งไทยไม่ได้มีการทำอนุสาวรีย์เพื่อสร้างอำนาจต้านทานและฝั่งไทยกับสร้างอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 แทน ซึ่งถอดความหมายว่าเป็นหากฝั่งเมียนมาจะแผ่อำนาจมา  ฝั่งไทยเราจะใช้การทูต และสันติไมตรีในการสร้างการปกครองให้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขนั่นเอง

เมื่อหันกลับมามองที่กัมพูชาแล้ว  บางทีการสร้างเทวรูปดังกล่าวอาจจะเป็นการสร้างอำนาจเพื่อข่มไทยเสียมากกว่าการที่สร้างมาเป็นเทวสถานสำหรับผู้ศรัทธา  แต่ก็อย่างว่าที่อินเดียจะไม่เข้าใจเรื่องการนำเทวรูปมาทำพิธีการสร้างอำนาจเพราะความเชื่อด้านไสยศาสตร์ในภูมิภาคนี้นั่นเอง

ส่องสมรภูมิการเลือกตั้ง 2569 กับ 4 ประเภท 'ร่างทรงนักการเมือง' จากทายาทตระกูลดังยันร่างทรงต่างชาติ คนไทยต้องรู้เท่าทันใครคือตัวจริงที่ต้องระวัง?

โผร่างทรงการเมืองไทย ก่อนเลือกตั้ง 2569 กับเบื้องลึก 4 กลุ่มทุนหนุนนักการเมือง ทั้งทุนเทา - ครอบครัว-ต่างชาติ ใครบงการใคร?

ปีใหม่ปีนี้คงไม่มีอะไรคึกคักไปกว่า 2 สิ่ง เรื่องแรกคือการไปมูช่วงปีใหม่เพื่อขอโชคขอลาภในปีใหม่ที่จะมาถึง อีกเรื่องคือเรื่องเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงหลังปีใหม่ก็เป็นกระแสไม่น้อยเช่นกัน  ทำให้ช่วงนี้ผู้ที่ต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นน่าจะเป็นเหล่าหมอดูและร่างทรงต่างๆ  ว่ากันแล้วเอย่าขอยกเอาเรื่องร่างทรงรุ่นใหม่ที่เหมาะกับช่วงเวลานี้มาเล่าสู่กันฟังแล้วกันนะคะ โดยเฉพาะช่วงใกล้เลือกตั้งแบบนี้เราจะเห็นร่างทรงพวกนี้มากมาย มีประเภทไหนบ้างมาดูกันค่ะ

กลุ่มแรกคือ ร่างทรงครอบครัว ร่างทรงรุ่นนี้เป็นตัวแทนของครอบครัวนักการเมืองขึ้นมาเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของครอบครัว  ส่วนใหญ่เป็นรุ่นใหม่ ไร้ประสบการณ์ อยู่ใต้เจตนารมณ์ของผู้ปกครอง แต่อาจจะได้ใจคนรุ่นใหม่เพราะวัยเดียวกัน

รุ่นต่อมาคือ ร่างทรงนายทุน รุ่นนี้มีมานานแล้วแต่นับวันจะลดลงเพราะนายทุนเริ่มรู้ว่าการสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ก่อเกิดประโยชน์สูงสุดทางธุรกิจ นายทุนยุคใหม่จึงมุ่งเน้นการสนับสนุนแบบจำเพาะหรือไม่ก็จ่ายทุกขาจะได้ไม่มีปัญหาเวลาเปลี่ยนขั้ว  แต่เช่นกันเมื่อนายทุยรายใดใหญ่มากพออาจจะไม่ต้องจ่ายเลยเพราะถึงเวลาร่างทรงเหล่านี้จะวิ่งมาขอให้สนับสนุนเอง

กลุ่มต่อมาคือ ร่างทรงเทา  กลุ่มนี้เป็นร่างทรงของพวกธุรกิจสีเทาทุกรูปแบบ ตั้งแต่ทำหวย ทำบ่อน ยันสแกมเมอร์ ทำทุกอย่างเพื่อเปิดโอกาสฟอกขาวให้กลุ่มธุรกิจนี้ โดยไม่ระบุสัญชาติไหน

สุดท้ายคือ ร่างทรงต่างชาติ กลุ่มนี้น่ากลัวที่สุด เพราะกลุ่มนี้เข้ามาเพื่อพยายามปรับนโยบายของชาติอย่างทีละเล็กทีละน้อย พยายามเอาคนของตนมาเป็นกรรมาธิการต่างๆ เช่นพวกแรงงานหรือระหว่างประเทศเพื่อผลักดันคนต่างชาติให้มีสิทธิ์ มีเสียง มีเสรีเท่าคนไทย พวกนี้จะทำงานเป็นระบบใช้ระยะเวลานานนับสิบๆปี ส่งต่อโปรเจกต์กันรุ่นต่อรุ่น ค่อย ๆ บั่นทอนและลดอำนาจที่คอยขัดขวางกลุ่มของตนหรือประเทศที่ให้การสนับสนุน ซึ่งคนเหล่านี้จะเปลี่ยนหน้าไปเรื่อย ๆ และพยายามจะเป็นร่างทรงทั้งในสภาสูงและสภาล่าง

เลือกตั้งรอบนี้  อยากได้ร่างทรงแบบไหนคนไทยทุกคนมีอำนาจมากที่สุดวันเดียวนะคะ  ในอดีตเราไม่มีโซเชียล ความตื่นรู้อาจจะไม่เท่าสมัยนี้  เอย่าก็หวังว่าอำนาจที่อยู่ในมือทุกคนขอให้ใช้มันกับร่างทรงเพื่อประเทศชาติและเพื่อประชาชนทุกคนอย่างแท้จริงนะคะ

ประเทศปาหี่!! 'กอทูเล' ประเทศใหม่ที่โลกไม่รู้จัก ชี้ 4 องค์ประกอบการเป็นรัฐยังไม่ผ่าน มีประชากรแค่ 400 คน ไร้กฎหมายปกครอง ขณะที่ประชาคมโลกไม่ให้แสง 'เนอดา เมี๊ยะ'

วิเคราะห์สาธารณรัฐกอทูเล  ประเทศใหม่ที่แค่พี่ไทยเฮ

เป็นข่าวลงสื่อใหญ่ในไทยแต่สื่อต่างประเทศไม่ให้แสงกับข่าวการตั้งประเทศสาธารณรัฐกอทูเล โดยมี พณ. ท่านสมศักดิ์ เอ้ย เนอดา เมี๊ยะ เป็นประธานาธิบดี    เอย่าเชื่อว่าหลายๆเพจคงวิเคราะห์เรื่องการจัดตั้งประเทศไปแล้วว่าเป็นปาหี่ที่เด็กน้อยเพื่อนไม่คบ อยากหาแสง แต่วันนี้เอย่าจะมาวิเคราะห์กันแบบเอาหลักการมาจับว่าทำไมประเทศปาหี่ที่มีคน 400 กว่าคนถึงไม่ได้รับแสงยกเว้นแค่ในไทย

เริ่มต้นต้องเข้าใจการเกิดของประเทศก่อนว่า การเกิดประเทศใหม่ต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานของ “รัฐ” ก่อน กล่าวคือ

ตาม อนุสัญญามอนเตวิเดโอ ระบุว่า รัฐประเทศต้องมี 4 อย่างหลัก ๆ คือ

1. ดินแดน โดยต้องมีอาณาเขตชัดเจน 
2. ประชากร  คือมีประชาชนอาศัยอยู่จริงและต่อเนื่อง
3. รัฐบาล หมายถึงมีอำนาจบริหาร ปกครอง บังคับใช้กฎหมายได้จริง
4. ความสามารถในการติดต่อกับรัฐประเทศอื่น  คือมีศักยภาพทำสนธิสัญญา ความสัมพันธ์ทางการทูต ฯลฯ

และส่วนประกอบอื่นๆที่ต้องคำนึงคือ การได้รับการยอมรับจากนานาชาติ

ส่วนสาธารณรัฐกอทูเล นั้นเป็นอย่างไรล่ะ เอย่าจะมาวิเคราะห์ให้ทราบกัน เริ่มจากวิเคราะห์องค์ประกอบทั้ง 4 พบว่า

ในมุมของดินแดนนั้น ไม่พบว่ามีดินแดนที่ได้รับการยอมรับหรือควบคุมจริง ไม่มีขอบเขตแนวกั้นของประเทศอย่างชัดเจน

ในแง่ของประชากรที่อาศัยจะพบว่าไม่มีประชากรที่มีสถานะพลเมืองตามกฎหมาย
แม้ประเทศนี้จะได้รับเงินบริจาคจากชาวกะเหรี่ยงจากต่างแดนแต่คนเหล่านั้นถือพาสปอร์ตของประเทศอื่นไม่ใช่พลเมืองของประเทศกอทูเล ดังนั้นการมีผู้สนับสนุนหรือสมาชิก ไม่ถือเป็นประชากรถาวร ข้อนี้จึงตกไปอีกข้อ

ในแง่รัฐบาลที่ใช้อำนาจได้จริงจะพบว่าประเทศกอทูเลไม่มีรัฐธรรมนูญของตัวเอง ไม่มีอำนาจปกครอง หรือการบังคับใช้กฎหมาย ไม่มีศาล ไม่มีทหารของรัฐ หรือระบบภาษี  ทั้งหมดที่ประเทศนี้มีกับคนจำนวน 400 กว่าคนนั้นเป็นเพียงโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์มากกว่า

ในด้านความสามารถด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พบว่าไม่มีประเทศใดรับรอง รวมถึงไม่สามารถทำสนธิสัญญาในนามรัฐ

แค่ 4 ข้อ นี้ก็ทำให้ประเทศนี้เป็นประเทศปาหี่ได้แล้วนี่ไม่นับเรื่องโครงสร้างเงินตรา ระบบเศรษฐกิจของประเทศนี้อีกนะ  เอย่าถึงสงสัยว่าคนไทยที่ส่งเสียงเฮเนี่ย คิดอะไรอยู่  เพราะคน 400 คนที่ประเทศนี้จะสร้างระบบเศรษฐกิจจากอะไร ถ้าไม่ใช่ขอเงินชาติตะวันตกที่เคยขอทุกที หรือไม่ก็เตรียมถางป่ารอรับทุนเทาที่จะข้ามจากสีหนุวิลล์ไปสาธารณรัฐกอทูเล หรือจะสร้างเศรษกิจจากการเป็นผู้ผลิตเวชภัณฑ์ส่งขายตามตลาดมืดทั่วโลกอันนี้ก็ไม่อาจทราบได้

เอย่าก็หวังว่าคนไทยจะตื่นรู้นะคะ เพราะถ้าเขาลืมตาอ้าปากได้คิดว่าเขาจะยึดแค่แผ่นดินฝั่งพม่ามาเป็นประเทศตนเองหรือ คิดว่าทุกวันนี้กะเหรี่ยงยึดชายแดนตากหรือยังล่ะคะ  ถ้าคนเคยมาแม่สอดหรืออยู่แถวนี้น่าจะรู้ดีว่าสิ่งเดียวที่แม่สอดยังมีคือคนไทยบางกลุ่มที่อาศัยมาตั้งแต่ดั้งเดิม กับอีกสิ่งคือธงชาติไทย ไม่งั้นป่านนี้แม่สอดคงได้ปักธงกะเหรี่ยงตั้งนานแล้ว

แชร์อย่างไรไม่ให้โดนจับ? เปิด 4 เทคนิครีโพสต์ข่าวเลือกตั้งให้ปลอดภัย ไร้ความเห็นชี้นำ- กันตีความ "หาเสียงไม่สุริต" ยกเคสป้ายปริศนา "ไม่เลือกพรรคขายชาติ" สุ่มเสี่ยงปลุกระดม-ใส่ร้ายพรรคการเมือง

เปิด 4 เทคนิครีโพสต์ข่าวเลือกตั้งให้ปลอดภัย ไร้ความเห็นชี้นำ- ป้องกันการตีความ “หาเสียงไม่สุจริต” 

วันก่อนเอย่าเห็นข่าวของสำนักข่าวหนึ่งพาดหัวว่า พบร้านทำป้ายคำว่า "เราไม่เลือก พรรคขายชาติ เราไม่เลือก พรรคด้อยค่าทหาร"  แม้ข้อความเหล่านี้จะไม่ได้ระบุโจมตีพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่งโดยตรงแต่ข้อความเหล่านี้มีความสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายเลือกตั้งในหลายประเด็นกล่าว วันนี้เอย่าจะมาเล่าให้ทราบกัน  หลักๆแล้วข้อความที่ปรากฏในข่าวนั้นมีการผิดกฎหมายเลือกตั้งอยู่ 3-4 ประการคือ

1. อาจเข้าข่ายเป็นการ “โฆษณาหาเสียงที่ไม่สุจริตหรือปลุกระดม”
2. ข้อความนี้ถือว่าเป็นข้อความที่ห้ามเพราะทำให้เกิดการแบ่งแยกหรือก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมในการหาเสียง
3. ข้อความเหล่านี้ถือเป็นการดูหมิ่นหรือโจมตีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งโดยเฉพาะ
4. หากคำพูดในป้ายถือเป็น การหมิ่นประมาทหรือใส่ความโดยไม่มีมูลจริง นอกจากจะผิดกฎหมายเลือกตั้งแล้ว ยังอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญา หรือกฎหมายอื่น เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ถ้ามีการเผยแพร่ทางออนไลน์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วย

ซึ่งกฎหามายข้อนี้ไม่ได้ระบุว่าควบคุมแค่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ทำป้ายเหล่านี้ขึ้นมาด้วย เพราะถือเป็นการหาเสียงโดยบุคคลอื่น ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของ กกต.  อีกทั้งยังสามารถตีความให้เข้าใจได้ว่าเข้าข่าย การหาเสียงที่ไม่สุจริต หรือ ปลุกระดม  นี่ยังไม่นับว่าพรรคการเมืองที่ถูกอ้างถึงอาจจะฟ้องหมิ่นประมาทได้   ดังนั้นใครจะพิมพ์จะโพสต์อะไรช่วงนี้ก็ขอให้ระวังกันไว้นะคะ  จะรักใครไม่รักใครเราก็ต้องทำตามที่ขอบเขตกฎหมายกำหนด

แต่อย่างไรก็ตามแม้นักการเมืองจะหาเสียงอย่างไรก็ตาม  สิ่งที่เราทำได้คือการรีโพสต์  โดยวันนี้เอย่าจะมาแนะนำการรีโพสต์อย่างไรให้ห่างไกลจากการผิดกฎหมายเลือกตั้งกันนะคะ

1. การรีโพสต์ต้องนำมาจากเนื้อหาจากข่าวจริง โดยระบุ สำนักข่าวหรือคลิปที่เผยแพร่ในสำนักข่าวที่ไม่มีการตัดต่อคำพูดเราใส่เข้าไป
2. ไม่ใส่คำพูดหรือความเห็นชี้นำ  โดยคำที่หลีกเลี่ยง เอย่าจะยกตัวอย่างเช่น
“แบบนี้อย่าเลือกมัน” หรือ “เห็นยัง พรรคนี้เป็นแบบนี้” หรือ “แชร์ไว้ให้จำก่อนเลือกตั้ง” คำที่เราใช้ได้อย่างปลอดภัยคือ “อ้างอิงจากข่าว … สส. X กล่าวในที่ประชุมว่า …” พร้อมระบุลิงก์ต้นเรื่องด้วยจะดีที่สุด
3. หลีกเลี่ยงถ้อยคำดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือปลุกอารมณ์
4. สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดคือ รีโพสต์พร้อมข้อความชี้นำการลงคะแนน และรีโพสต์แบบคัดเฉพาะด้านลบ เพื่อโจมตีแม้จะเป็นความจริงก็ตาม กกต. อาจจะตีความว่า หาเสียงไม่สุจริตได้ เพราะถือเป็นการสร้างความเกลียดชัง ทำพรรคเสียหายหรือดิสเครดิตพรรคการเมือง

สรุปช่วงนี้ทำอะไรไม่ได้มากนะคะ  ทำได้แค่จำคะ หรือใครจำไม่ได้ก็ลองหา Digital Foot Print ต่างๆตาม search engine ต่างๆมาดูและพิจารณาเองนะคะ  รักใคร เกลียดใคร เดี๋ยวนี้ต้องเก็บไว้ในใจคะ   กฎหมายไม่ได้กำหนดเสรีภาพในการแสดงออกในช่วงนี้ให้เราขนาดนั้น แม้ว่าเราจะอยู่ในประเทศเสรีประชาธิปไตยก็ตาม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top