Friday, 5 June 2026
เวียดนาม

เผย “ฮุน เซน” อารมณ์ร้อน คาดเวียดนามยังครองอิทธิพลในกัมพูชา

(12 ต.ค. 68) หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ (CIA) เคยระบุไว้ตั้งแต่ปี 1986 ว่า สมเด็จฮุน เซน ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกัมพูชาในปัจจุบัน เป็นคน “คาดเดาได้ยาก อารมณ์ร้อน และระแวดระวังคนแปลกหน้า” พร้อมคาดการณ์ว่าแม้เวียดนามจะถอนทหารออกจากกัมพูชา แต่ก็จะยังคงมีอิทธิพลเหนือลูกศิษย์การเมืองของตนต่อไป

เอกสารดังกล่าวมีชื่อว่า “Cambodia: How Viable the Heng Samrin Regime?” จัดทำขึ้นในปี 1986 และถูกเปิดเผยต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกในปี 2017 ภายหลังซีไอเอเปิดคลังข้อมูลกว่า 12 ล้านหน้าออนไลน์ ซึ่งก่อนหน้านั้นเคยเข้าถึงได้เฉพาะที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติของสหรัฐฯ ในรัฐแมรีแลนด์

วิเคราะห์โดยซีไอเอ: เวียดนามยังคงครอบงำกัมพูชา
รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้น 7 ปีหลังจากที่กองทัพเวียดนามและกองกำลังกัมพูชากลุ่มเล็ก ๆ รวมถึงฮุน เซน ได้ร่วมกันโค่นล้มระบอบโพล พต ซีไอเอวิเคราะห์ว่า เวียดนามไม่มีความพร้อมจะ “ส่งมอบอำนาจอย่างแท้จริง” ให้แก่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (PRK) ที่นำโดยผู้นำซึ่งต่อมากลายเป็นพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ในปัจจุบัน

รายงานระบุว่า การถอนกำลังของเวียดนามที่ประกาศไว้เมื่อปี 1985 จำนวนประมาณ 130,000–140,000 นายภายในปี 1990 นั้น “ไม่อาจเป็นไปได้จริง” เนื่องจากรัฐบาลและกองทัพกัมพูชายัง “ไร้ประสิทธิภาพและพึ่งพาเวียดนามอย่างมาก”

> “สถาบันของ PRK พัฒนาได้ช้าและไม่มั่นคง รัฐบาลยังอยู่ภายใต้การครอบงำของที่ปรึกษาชาวเวียดนาม กองทัพก็ยังไร้ประสิทธิภาพทางการเมืองและยุทธวิธี”

ซีไอเอยังระบุว่า เวียดนามอาจต้องใช้ “มาตรการลับ” เพื่อปกปิดอิทธิพลที่แท้จริงของตน เช่น การสอดแทรกทหารเวียดนามเข้าไปในหน่วยรบของกัมพูชา เพื่อแสร้งทำเป็นว่ากัมพูชาปกครองตนเองได้

> “ฮานอยเข้าใจดีว่าความอ่อนแอของ PRK ทำให้กำหนดเวลาถอนทัพไม่เป็นจริง และเราคาดว่าเวียดนามจะใช้เล่ห์กล เช่น ผนวกทหารของตนเข้าไปในหน่วยกัมพูชา เพื่อคงการปรากฏตัวหลังปี 1990”

ความเกลียดชังเวียดนามในหมู่กัมพูชาฝังรากลึก
รายงานของซีไอเอระบุว่า “ความรู้สึกต่อต้านเวียดนามฝังแน่นในหมู่ชาวกัมพูชาและในรัฐบาล PRK เอง” ซึ่งเป็น “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ของผู้นำประเทศ เพราะหากเวียดนามถอนตัวเร็วเกินไป อาจเปิดทางให้เขมรแดงกลับมาก่อการอีกครั้ง

เอกสารยังกล่าวถึงการอพยพของชาวเวียดนามเข้าสู่กัมพูชา ว่าแม้จะไม่มีหลักฐานว่ารัฐบาลเวียดนามมีนโยบายส่งผู้อพยพอย่างเป็นทางการ แต่ “ฮานอยก็ไม่ได้พยายามหยุดยั้งอย่างจริงจัง และชาวเวียดนามบางส่วนยังได้รับสิทธิพิเศษ เช่น การไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของ PRK บางข้อ”

การประเมินผู้นำกัมพูชา: ฮุน เซน และเฮง สัมริน
ในภาคผนวกของรายงาน ซีไอเอให้ข้อมูลประเมินผู้นำรัฐบาลกัมพูชาในขณะนั้น

ฮุน เซน ซึ่งขณะนั้นเป็นประธานสภารัฐมนตรี (ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 1985) ถูกมองว่า “น่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรัฐบาล PRK” แต่ก็ได้รับการประเมินเชิงลบจากฝ่ายอเมริกันว่าเป็น “บุคคลที่คาดเดาไม่ได้ อารมณ์ร้อน และไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า”

เฮง สัมริน ประธานาธิบดีในนาม ถูกมองว่าเป็นผู้นำ “ตามตำแหน่งมากกว่าความจริง”
บู ถัง ผู้ว่าราชการจังหวัดราตานักคีรี ถูกเรียกว่า “รถไถ” (the bulldozer) เพราะมีสไตล์การบริหารที่แข็งกร้าว

ผลลัพธ์ทางประวัติศาสตร์
เวียดนามถอนทหารออกจากกัมพูชาอย่างเป็นทางการในปี 1989 เปิดทางให้มี ข้อตกลงสันติภาพกรุงปารีสปี 1991 และ การเลือกตั้งทั่วไปปี 1993 ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่าง ฮุน เซน และ เจ้าชายโนโรดม รณฤทธิ์
แต่ในปี 1997 ฮุน เซนได้ขับฝ่ายพันธมิตร “ฟุนซินเปก” ออกจากอำนาจ และกลับมาครองอำนาจแต่เพียงผู้เดียวจนถึงปัจจุบัน

มุมมองนักประวัติศาสตร์
เดวิด แชนด์เลอร์ นักประวัติศาสตร์ชื่อดังด้านกัมพูชา กล่าวในอีเมลว่า หากซีไอเอรู้ถึงการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในอีกสามปีต่อมา รายงานฉบับนั้นคงจะต่างออกไปอย่างมาก

> “ในปี 1986 ไม่มีใคร—including CIA—คาดการณ์ได้ว่าสหภาพโซเวียตจะล่มในอีกสามปีต่อมา” แชนด์เลอร์กล่าว
“แต่ก็จริงที่ว่า เวียดนามในเวลานั้นหวังจะคงอิทธิพลทางการเมืองในกัมพูชาไว้ให้ได้ เหมือนที่เคยมีต่อประเทศลาว”

เปิดเรื่องช็อกจาก ‘ปาร์ค ฮัง ซอ’ เฮดโค้ชชาวเกาหลีใต้ เฉียดถูก ‘ลักพาตัว’ ในเวียดนาม!! หลังกลับจากเที่ยวกัมพูชา

(17 ต.ค. 68) อดีตโค้ชทีมชาติเวียดนาม 'ปาร์ค ฮัง ซอ' กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังเขาเปิดเผยในรายการทีวีเกาหลีว่าเคย “เกือบถูกลักพาตัว” ระหว่างเดินทางกลับจากเที่ยวที่กัมพูชากับภรรยา เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อคนขับแท็กซี่ขับรถออกนอกเส้นทางขึ้นเขา แม้เขาสั่งให้หยุดแต่คนขับยังฝืน จนไปจอดในลานเปล่าที่มีคนกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่ ก่อนจะมีชายคนหนึ่งจำเขาได้และรีบช่วยให้รอดออกมาอย่างหวุดหวิด

“ผมได้รับวันหยุดยาว 4 วันเนื่องในวันประกาศอิสรภาพของเวียดนาม และได้เดินทางไปกัมพูชากับภรรยาเป็นเวลา 4 วัน 3 คืน ตอนที่เรากลับมาถึงสนามบินเวียดนาม เป็นเวลา 5 ทุ่ม ขณะที่เรากำลังมองไปรอบๆ เพราะไม่มีรถแท็กซี่ ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเราพร้อมโบกมือ แต่ทันทีที่เราขึ้นรถแท็กซี่ เสียงดนตรีก็ฟังดูแปลกๆ คนขับมองกระเป๋าสตางค์ของผมอยู่ตลอด ซึ่งทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจ” 

“ในที่สุดรถก็หยุดในลานจอดรถว่างๆ ผมคิดว่า เราถูกลักพาตัวแน่ๆ ผมจึงบอกภรรยาให้ใจเย็นๆ ไว้ ขณะนั้น มีคนนั่งดื่มชาอยู่ราว 10 คน ผมลงจากรถด้วยความหวังว่าจะมีคนจำได้ ซึ่งหนึ่งในคนกลุ่มนั้นมีคนพูดว่า ‘คุณปาร์ค? ปาร์ค ฮังซอ?’ ผมฟังไม่รู้เรื่อง แต่ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังบอกให้หัวหน้าแก๊งรีบส่งพวกเราออกไป ชายคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าเดินเข้ามาและขับรถพาผมและภรรยาออกไป ตอนนี้ผมหัวเราะกับเรื่องนี้ได้แล้ว แต่ตอนนั้นมันน่าตกใจมาก” ปาร์ค ฮัง ซอ เปิดเผยในรายการ 'Take Off Your Shoes and Be a Single Man' ทางช่อง SBS ของเกาหลีใต้

เรื่องเล่านี้ถูกขุดขึ้นมาอีกครั้งท่ามกลางกระแสอาชญากรรมต่อคนเกาหลีใต้ในกัมพูชาที่เพิ่มสูงขึ้น กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเผยว่า คดีลักพาตัวและหลอกลวงแรงงานพุ่งจากราวปีละ 20 เคสในปี 2022–2023 เป็นกว่า 220 เคสในปีที่แล้ว และทะลุ 330 เคสภายในแค่เดือนสิงหาคมปีนี้ โดยหลายกรณีเชื่อมโยงกับขบวนการค้ามนุษย์และแก๊งสแกมเมอร์

หนึ่งในคดีล่าสุดคือ นักศึกษาหนุ่มเกาหลีวัย 20 ปีที่เดินทางมากัมพูชา ถูกพบเป็นศพโดยตำรวจระบุสาเหตุ “หัวใจวายจากการถูกทรมานอย่างรุนแรง” อีกกรณีคือชายวัย 50 ปี ถูกอุ้มกลางถนนในกรุงพนมเปญและถูกทำร้ายจนเจ็บสาหัส

เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์นี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศยกระดับคำเตือนการเดินทางไปพนมเปญเป็น “คำแนะนำพิเศษระดับสูงสุด” ขอให้เลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางทั้งหมดหากไม่จำเป็น พร้อมเรียกเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำกรุงโซลเข้าพบ เพื่อเรียกร้องให้ทางการกัมพูชาดำเนินมาตรการป้องกันและคุ้มครองความปลอดภัยของพลเมืองเกาหลีอย่างจริงจัง

‘เวียดนาม’ สร้างถนนข้ามทะเลไป ‘ฟูก๊วก’ อ้างได้รับคำยืนยัน จากฝั่งเวียดนามแล้ว แต่ข้อมูลยังมาจากเขมรฝ่ายเดียว

(2 ธ.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า…กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา (MFAIC) ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน เพื่อตอบโต้กระแสข่าวที่แพร่บนโซเชียลมีเดียว่าเวียดนามกำลังก่อสร้างถนนข้ามทะเลจากตำบลเกาะเทียนไห่ จังหวัดอานซาง ไปยังเกาะฟูก๊วก โดยกัมพูชาระบุว่า “ข่าวที่ถูกปล่อยออกมาจากฝั่งเวียดนามเป็นข้อมูลเท็จ”

อย่างไรก็ดี การกล่าวอ้างว่าฝ่ายเวียดนามปฏิเสธนั้น เป็นคำบอกเล่าจากฝั่งกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว และจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเวียดนามหรือสื่อหลักของเวียดนาม ที่ออกมายืนยันหรือปฏิเสธข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณะ

ในแถลงการณ์ MFAIC ระบุว่า กัมพูชาได้ “ตรวจสอบกับฝ่ายเวียดนาม” และได้รับแจ้งว่าไม่มีโครงการสร้างถนนหรือสะพานข้ามทะเลใด ๆ มุ่งสู่เกาะฟูก๊วก พร้อมชี้ว่าภาพการก่อสร้างที่ถูกแชร์ในโลกออนไลน์นั้น เป็นเพียงโครงการถนนเชื่อมท่าเรือในเมืองห่าเตียน ซึ่งอยู่ภายในแผ่นดินเวียดนาม ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างข้ามทะเลแต่อย่างใด

กัมพูชายังเตือนว่า การเผยแพร่ “ข้อมูลเท็จจากเวียดนาม” อาจสร้างความเข้าใจผิดในประเด็นน่านน้ำประวัติศาสตร์ตามข้อตกลงปี 1982 และทำให้สถานการณ์ทางการทูตเกิดความอ่อนไหวโดยไม่จำเป็น
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ชี้ว่า เนื่องจากข้อมูลทั้งหมดในขณะนี้มาจากฝั่งกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว จึงต้องติดตามว่ารัฐบาลเวียดนามจะออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการหรือไม่ และข้อเท็จจริงจะสอดคล้องกับคำอ้างของกัมพูชาหรือไม่ในระยะต่อไป

กัมพูชาทิ้งท้ายว่า ผู้ใช้โซเชียลควรหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ เพื่อไม่ให้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน



เรื่อง : ปราชญ์ สามสี

“ชอยกู” นำทีมคณะใหญ่เยือนเวียดนาม–ลาว หารือผู้นำการเมือง–กองทัพระดับสูง สัปดาห์หน้า พร้อมเยี่ยมอนุสรณ์วีรชน ‘นักบินโซเวียต’ ต่อยอดสัมพันธ์มั่นคงยาวนานหลายทศวรรษ

(8 ธ.ค. 68) เซอร์เกย์ ชอยกู (Sergei Shoigu) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งรัสเซีย เตรียมนำคณะผู้แทนหลายหน่วยงานเดินทางเยือนเวียดนามและลาวในสัปดาห์หน้า โดยถือเป็นการเยือนเชิงปฏิบัติการ เพื่อพบหารือกับผู้นำการเมืองและผู้นำกองทัพระดับสูงของทั้งสองประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แถลงการณ์จากสภาความมั่นคงรัสเซียระบุว่า ระหว่างการเดินทางครั้งนี้ โชย์กูมีโปรแกรมเข้าพบผู้นำด้านความมั่นคง หัวหน้าหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย และเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านกองทัพ เพื่อพูดคุยประเด็นความร่วมมือด้านความมั่นคง กลาโหม และกฎหมาย รวมถึงการปรับตัวต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ในกำหนดการยังรวมถึงการเดินทางไปวางพวงมาลาและเยี่ยมชมอนุสรณ์สถานรำลึกวีรชนและนักบินโซเวียต ตลอดจนการเยี่ยมชมบางส่วนของโรงงานและสถานที่สำคัญในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของคู่เจรจา ซึ่งสะท้อนการให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ร่วมและความร่วมมือทางทหารที่สืบเนื่องยาวนาน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เคยกล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับลาวที่ยืนยาวมาถึง 65 ปี ยังพัฒนาไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง แม้สถานการณ์โลกจะเปลี่ยนแปลงมากก็ตาม โดยเขายังชื่นชมรัฐบาลลาวที่ช่วยรักษาและให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ร่วมระหว่างสองประเทศ เพราะมองว่าสิ่งนี้คือพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือในอนาคต


ที่มา : Sputnik

ชนกับประเทศเวียดนาม แต่กล้าเล่นเกมชายแดนกับไทย เปิดเบื้องหลัง 40 ปีที่ผูกหุ่นการเมือง และเศรษฐกิจไว้กับฮานอ

ในสายตาคนไทย หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า  “ทำไมฮุนเซนถึงกล้าเล่นแรงกับไทย แต่ไม่เคยเห็นดราม่าชายแดน–การเมืองกับเวียดนามในระดับเดียวกันเลย?”

 

คำตอบไม่ได้มีแค่ “กล้า–ไม่กล้า” แบบอารมณ์คน แต่คือโครงสร้างอำนาจ 40 ปีที่เวียดนามสร้าง–ประคอง–ผูกผลประโยชน์ร่วมกับระบอบฮุนเซน จนทั้งสองฝ่ายกลายเป็นหุ้นส่วนที่ไม่มีเหตุผลอะไรจะเปิดศึกกันเอง

 

บทความนี้ขอชวนมองแบบ “แกะระบบ” ว่า เวียดนามทำอะไรกับฮุนเซนไว้ตั้งแต่ต้น จนวันนี้กัมพูชากล้าใช้ไทยเป็นตัวละครในเกมชาตินิยม แต่ไม่เอาเวียดนามมาเล่น

 

1. จุดเริ่มต้น: ฮุนเซนคือผลผลิตของสงครามที่เวียดนามเป็นคนเปิดเกม

 

ธันวาคม 1978 เวียดนามบุกโค่นเขมรแดง เปิดทางให้ตั้งระบอบใหม่ชื่อ “สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (PRK)” ใต้การอุปถัมภ์ของฮานอย 

ในรัฐบาลใหม่นั้น ฮุนเซนถูกดันขึ้นมาเป็น รมว.ต่างประเทศตั้งแต่อายุราว 26 ปี ก่อนจะขยับขึ้นเป็นนายกฯ ในเวลาต่อมา สื่อต่างประเทศและงานวิชาการจำนวนมากบันทึกตรงกันว่า เขาคือหนึ่งในแกนนำที่เวียดนาม “เลือกแล้วว่าคุยกันรู้เรื่อง”

 

พูดแบบภาษาตรง ๆ คือ ถ้าไม่มีเวียดนามบุกเขมรแดง – ก็ไม่มีฮุนเซนในแบบที่เรารู้จักทุกวันนี้

 

เส้นทางสู่การเป็น “ผู้นำเบอร์หนึ่งของกัมพูชา” ของฮุนเซน จึงไม่ใช่เส้นทางแบบผู้นำชาตินิยมที่ลุกขึ้นสู้เวียดนาม แต่ตรงกันข้ามคือ เกิด–โต–แข็ง บนการหนุนจากเวียดนาม

 

2. วาทกรรม “กตัญญูเวียดนาม”: ประกาศกลางโลกว่าไม่มีฮุนเซนถ้าไม่มีฮานอย

 

ตลอดหลายสิบปีของการครองอำนาจ ฮุนเซนไม่เคยซ่อนความผูกพันกับเวียดนามเลย ตรงกันข้าม เขาพูดในที่สาธารณะหลายครั้งว่า:

  • ถ้าไม่มีเวียดนามเข้ามาโค่นเขมรแดง ก็ “ไม่มีฮุนเซน และไม่มีประเทศกัมพูชาในแบบวันนี้”
  • ในพิธีรำลึกชัยชนะเหนือเขมรแดง เขาย้ำซ้ำ ๆ ถึง “เลือดเนื้อของทหารเวียดนาม” ที่สละชีวิตในกัมพูชา และกล่าวขอบคุณทั้งพรรค รัฐ และประชาชนเวียดนามอย่างเปิดเผย

 

ข้อความพวกนี้คือการ “ล็อกกรอบเรื่องเล่า” ว่าเวียดนามไม่ใช่ศัตรู แต่คือเพื่อนผู้ช่วยชีวิต และการโจมตีเวียดนามแรง ๆ ในเชิงชาตินิยม เท่ากับกระทืบประวัติศาสตร์ที่ตัวเองยืนอยู่

 

เพราะฉะนั้น ถามว่า “ทำไมไม่เห็นฮุนเซนปลุกม็อบด่าเวียดนามแบบที่ด่าไทย?” ก็เพราะถ้าทำแบบนั้น ตำนานตัวเองจะพังทั้งชุด

 

3. เวียดนามไม่เล่นศึกชายแดน แต่เล่น “สัญญาเขตแดน” ให้จบ แล้วล็อกเกมยาว

 

เรื่องชายแดนกัมพูชา–ไทย กับกัมพูชา–เวียดนามมีความต่างสำคัญ:

  • ฝั่งเวียดนาม–กัมพูชา มีสนธิสัญญาเขตแดนปี 1985 มีสนธิสัญญาเพิ่มเติมปี 2005 และล่าสุดปี 2019 ทั้งสองประเทศลงนามสนธิสัญญาเสริม และแลกเปลี่ยนสัตยาบันว่าด้วยการปักปันเขตแดนบนบกเกือบทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว

 

แม้จะมีฝ่ายต่อต้านในกัมพูชาด่าแรง ว่าข้อตกลงเหล่านี้อิงเอกสารยุคเวียดนามยึดครอง และอาจกระทบอธิปไตยกัมพูชา แต่รัฐบาลฮุนเซนก็เดินหน้ารับรองในสภาแบบรวดเดียวผ่าน

 

แปลว่าในเชิงโครงสร้าง ฮุนเซนเลือก “ปิดเกมชายแดนกับเวียดนามด้วยปากกา” ไม่ใช่ด้วยปืน

 

ผลลัพธ์คือ

  • ชายแดนฝั่งเวียดนามค่อนข้างนิ่ง
  • เวียดนามพอใจที่มีเพื่อนบ้านที่ “เคลียร์แผนที่กันแล้ว”
  • ระบอบฮุนเซนได้ “การันตี” ว่าจะไม่มีเรื่องชายแดนฝั่งตะวันออกมาปั่นให้ระบอบตัวเองสั่นคลอนได้ง่าย ๆ

 

4. ผูกหุ่นทางเศรษฐกิจ: เวียดนาม = ตลาด–โรงงาน–หุ้นส่วนระยะยาว

 

นอกจากการเมืองและทหาร ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจก็ผูกกันแน่นขึ้นเรื่อย ๆ :

  • การค้ากัมพูชา–เวียดนาม โตเกินหลายเท่าในรอบสิบปี จากหลักพันล้านดอลลาร์ ไปสู่ระดับกว่าสิบพันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
  • เป้าร่วมล่าสุดคือดันตัวเลขการค้าสองประเทศให้แตะ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

ในทางปฏิบัติ เวียดนามไม่ใช่แค่ “เพื่อนการเมือง” แต่คือ

  • ทางผ่านสินค้า–โลจิสติกส์ ไปออกทะเลและเชื่อมต่อเศรษฐกิจใหญ่
  • แหล่งทุน–โครงการลงทุนของเอกชนเวียดนามในกัมพูชา
  • และเป็น “ตัวอย่างประเทศ” ที่โตเร็ว ยืนบนฐานเศรษฐกิจแข็ง

 

ดังนั้น สำหรับผู้นำแบบฮุนเซน การชนกับเวียดนามไม่ใช่แค่เรื่องศักดิ์ศรี แต่มันคือการระเบิดเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของตัวเอง

 

5. แล้วทำไมไทยถึงโดนเล่นเกมชาตินิยมบ่อยกว่าเวียดนาม?

 

ถ้าดูให้ครบทุกมิติ จะเห็น pattern ประมาณนี้:

ฝั่งเวียดนาม

  • คือผู้โค่นเขมรแดงและปั้นรัฐบาลใหม่ให้ฮุนเซน
  • มีสนธิสัญญาเขตแดนที่ฮุนเซนเองยอมรับและผลักดัน
  • ผูกแน่นด้วยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ–การเมือง

 

โจมตีเวียดนามแรง ๆ =

  • ขัดกับเรื่องเล่าที่ใช้สร้างความชอบธรรมของตัวเอง
  • เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจหนัก
  • เปิดช่องให้ฝ่ายค้านย้อนว่า “แล้ว 40 ปีที่นายอยู่ภายใต้อิทธิพลเวียดนามล่ะ?”

 

ฝั่งไทย

  • มีประวัติศาสตร์ขัดแย้งชายแดน–เขตแดน ที่หยิบมาเล่าใหม่ได้ตลอด
  • กระแสชาตินิยมต่อต้านไทยในกัมพูชาถูกผลิตซ้ำเป็นระยะ เช่น ช่วงพิพาทปราสาทพระวิหาร
  • การชี้นิ้วใส่ไทยในยามวิกฤต ช่วยสร้างภาพ “ศัตรูภายนอก” เบี่ยงความสนใจจากปัญหาเศรษฐกิจหรือการเมืองในประเทศ

 

พูดแบบไม่อ้อมค้อม: ไทยคือคู่ขัดแย้งที่ “เล่นการเมืองได้” ส่วนเวียดนามคือเสาหลักที่ “ห้ามแตะ”

 

6. เวียดนาม “ทำอะไร” กับฮุนเซนกันแน่?

 

สรุปในมุมวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง เวียดนามทำ 4 อย่างนี้กับฮุนเซน (และระบอบเขา):

  1. 1) ช่วยให้เกิดและอยู่รอด – บุกโค่นเขมรแดง และติดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ฮุนเซนเป็นแกนนำตั้งแต่แรก
  2. 2) ให้ความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ – สร้างเรื่องเล่าร่วมกันว่า “เวียดนามช่วยกัมพูชาพ้นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ซึ่งฮุนเซนพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็น narrative หลักของระบอบ
  3. 3) ปิดเกมชายแดนด้วยสัญญา – ผลักสนธิสัญญา 1985 – 2005 – 2019 ให้ชายแดนส่วนใหญ่ “นิ่ง” แล้วลิงก์เสถียรภาพนั้นเข้ากับความชอบธรรมของรัฐบาลปัจจุบัน
  4. 4) ผูกผลประโยชน์เศรษฐกิจ–การค้าในระดับโครงสร้าง – ทำให้การชนเวียดนาม = ทำลายอนาคตเศรษฐกิจของตัวเอง มากกว่าผลิตคะแนนนิยม

 

เมื่อเอาทั้งสี่ข้อนี้มารวมกัน จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นภาพชัดเจนว่า ฮุนเซนจะกล้าเล่นแรงกับไทย แต่กับเวียดนาม เขาไม่ได้มองว่าเป็นคู่แข่งให้ “รุกราน” ตั้งแต่แรก — เพราะทั้งตัวเขาและระบอบที่เขาสร้างขึ้นมา ถูกผูกและปั้นขึ้นมาจากฝั่งฮานอยตั้งแต่วันเกิดใหม่ทางการเมืองแล้ว

ช้างศึกพ่ายเวียดนาม!! เจ้าภาพไทยพลาดทองฟุตบอลชายซีเกมส์ โดนเวียดนามทวงแชมป์ ครั้งแรกในรอบ 50 ปี พลาดทองในบ้าน โค้ชขอโทษ ยันทีมยังต้องลุยต่อ U23

(19 ธ.ค. 68) ฟุตบอลชายซีเกมส์ 2025 รอบชิงชนะเลิศ ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ทีมชาติไทย เจ้าภาพและแชมป์ 16 สมัย ขึ้นนำเวียดนาม 2-0 ในครึ่งแรก แต่สุดท้ายพ่ายแพ้ 2-3 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ตัดสินโดยเวียดนามพลิกเกมกลับมาแซงชนะอย่างน่าตื่นเต้น ทำให้ไทยพลาดแชมป์สมัยที่ 17 ท่ามกลางแฟนบอลเต็มสนามกว่า 17,000 คน

ไทยเข้าสู่รอบชิงจากการเป็นแชมป์กลุ่มเอ ขณะที่เวียดนามเป็นแชมป์กลุ่มบี และมีเป้าหมายชัดเจนในการล้มเจ้าภาพ เกมเริ่มต้นด้วยไทยที่ทำประตูนำ 2 ครั้งจากฟรีคิกของ 'ยศกร บูรพา' และลูกยิงของ 'เสกสรรค์ ราตรี' ก่อนจะถูกตีเสมอจากจุดโทษและลูกโหม่งของเวียดนามในครึ่งหลัง

ในช่วงต่อเวลาพิเศษ นาทีที่ 96 เวียดนามได้ประตูชัยจาก 'เหวียน ทรันห์ นาห์น' จบเกมไทยเสียทองในบ้านครั้งแรกในรอบ 50 ปี นับตั้งแต่ปี 1975 ที่ไทยได้ทองฟุตบอลชายซีเกมส์ทุกครั้งที่เป็นเจ้าภาพ

'โค้ชวัง' ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ขอโทษแฟนบอลและรับผิดชอบผลงาน พร้อมชี้ว่าการเสียประตูเร็วในครึ่งหลังเป็นจุดเปลี่ยนเกม และยืนยันว่าทีมยังต้องเดินหน้าต่อในศึกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีที่ซาอุดีอาระเบียในเดือนม.ค. 2026 นี้

ที่มา : https://www.matichon.co.th/sport/seagames2025/news-seagames2025/news_5511756

ทุ่มไม่ยั้ง!! เพื่อนบ้านอาเซียนปักหมุด “อภิมหาสนามกีฬา” ฮานอยวางเป้าเสร็จ 2028 สนามจุ 135,000 ที่นั่ง หวังขึ้นแท่นศูนย์กลางกีฬาโลก

(28 ธ.ค. 68) เวียดนามเดินหน้าโครงการ "Olympic Sports Urban Area" ชานกรุงฮานอย ตั้งเป้าสร้างสนาม Trống Đồng Stadium ความจุ 135,000 ที่นั่ง เป็นหัวใจเมืองกีฬาใหม่ กดปุ่มเมกะโปรเจกต์ที่ลงทุนกว่า 925.6 ล้านล้านดอง หรือราว 35.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อยกระดับเวียดนามเข้าสู่เวทีโลกกีฬาในช่วงทศวรรษหน้า

ตามข้อมูลทางการ โครงการนี้มีขนาดถึง 9,171 เฮกตาร์ โดยสนาม Trống Đồng ใช้พื้นที่ 73.3 เฮกตาร์ ออกแบบรองรับมาตรฐานการแข่งขันระดับนานาชาติ โดยเป้าหมายคือเสร็จสิ้นในเดือนสิงหาคม 2028 เพื่อเปลี่ยนพื้นที่นี้ให้เป็นศูนย์กลางกีฬาและเมืองระดับภูมิภาคและนานาชาติ

สนามจุ 135,000 ที่นั่งทำให้ Trống Đồng Stadium ถูกจัดเป็นหนึ่งในสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก แม้จะมีรายงานหลากหลายว่าขนาดนี้อาจเป็นสนามที่ใหญ่ที่สุดหรือรองอันดับสองรองจาก Rungrado 1st of May Stadium ของเกาหลีเหนือ แต่ความสำคัญคือเวียดนามกำลังยกระดับโครงสร้างพื้นฐานกีฬาให้เหนือกว่าในภูมิภาคอาเซียน

เจ้าหน้าที่ระบุว่า "โครงการนี้ไม่ใช่แค่สนามฟุตบอล แต่รองรับจัดอีเวนต์ระดับเอเชียน เกมส์ โอลิมปิก และเวิลด์คัพ" พร้อมชูผลกระทบเศรษฐกิจ ทั้งการลงทุนใหม่ สร้างงาน และการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและพาณิชย์ที่รวดเร็ว

เวียดนามตั้งเป้าที่จะเพิ่ม Soft Power และเพิ่มเครดิตการเป็นเจ้าภาพในระดับโลก โดยการมีสนามกีฬาและระบบรองรับที่พร้อมจะเป็นแต้มต่ออันดับต้นๆ ในภูมิภาค ขณะที่ไทยควรเรียนรู้จากโมเดลนี้ โดยไม่เพียงแค่เน้นขนาดสนาม แต่ต้องวางแผนใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและเชื่อมโยงระบบเดินทางได้สะดวก เพื่อป้องกันปัญหาสนามร้างและความลำบากในการบริหารจัดการหลังงานใหญ่

ที่มา: https://www.sanook.com/sport/1628432/

เวียดนามเร่งเครื่อง!! “เศรษฐกิจดิจิทัล” ขึ้นแท่นแรงขับเคลื่อนใหม่ กินส่วนแบ่ง 14.02% ของ GDP ปี 2025 ภาคหลักขับเคลื่อนเด่นด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งเป้าขยายตลาดดิจิทัลต่อเนื่อง

(7 ม.ค. 69) สื่อท้องถิ่นเวียดนามรายงานว่าในปี 2025 เศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนามมีมูลค่าราว 7.21 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 14.02 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักสำหรับการเติบโตของประเทศ

สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามระบุว่าในช่วงปี 2021-2025 เศรษฐกิจดิจิทัลมีส่วนแบ่งเฉลี่ยราวร้อยละ 13.2 ของ GDP ทั้งประเทศ ถือเป็นสัญญาณชี้ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคนี้

ภาคเศรษฐกิจดิจิทัลหลักอย่างการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ โทรคมนาคม รวมถึงการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์และการประมวลผลข้อมูล ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและขยายตัวของ GDP เวียดนาม

ความก้าวหน้าเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าเวียดนามมุ่งเน้นพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นฐานสำคัญของการเติบโตในอนาคต โดยหวังดันให้เศรษฐกิจของประเทศยืนหยัดด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มากขึ้น

ที่มา :Xinhua

ตลาดกุ้งเวียดนามพลิก!! เวียดนามส่งออกกุ้งสู่จีนเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ ปี 2025 ตลาดจีนเติบโต 63.3% ทะลุอันดับ 1 สหรัฐฯ ยังตามติดแต่ไม่ถึงระดับ 1 พันล้านดอลลาร์ ยอดส่งออกกุ้งเวียดนามครองสถิติใหม่ ปีล่าสุด

(11 ม.ค. 69) รายงานจากเวียดนามระบุว่าในปี 2025 จีนได้แซงหน้าสหรัฐฯ ขึ้นเป็นตลาดส่งออกกุ้งขนาดใหญ่ที่สุดของเวียดนาม โดยมูลค่าการส่งออกกุ้งไปจีนสูงถึง 1.24 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าปีที่แล้วถึง 63.3% ขณะที่ปริมาณกุ้งส่งออกอยู่ที่ 1.23 แสนตัน เพิ่มขึ้น 48.4% เมื่อเทียบกับปี 2024

ข้อมูลจากสื่อท้องถิ่นเผยแพร่เมื่อวันที่ 8 ม.ค. ระบุว่าแม้สหรัฐฯ จะยังคงเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญ แต่ยอดส่งออกกุ้งไปสหรัฐฯ ยังไม่สามารถทะลุหลัก 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐได้ ทำให้จีนขึ้นแท่นเป็นตลาดสำคัญที่สุดแทน

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมกุ้งเวียดนามที่ส่งออกไปทั่วโลก โดยยอดส่งออกกุ้งของเวียดนามในปี 2025 ปรับตัวสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 4.65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.46 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 19.9% จากปีก่อนหน้า

ตัวเลขนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในแนวโน้มตลาดโลกและการเพิ่มบทบาทของจีนในฐานะคู่ค้าสำคัญทางการค้าเกี่ยวกับการส่งออกสินค้าประเภทอาหารทะเลของเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกุ้งที่ได้รับความนิยมอย่างสูง

อย่างไรก็ตาม ตลาดสหรัฐฯ ยังคงเป็นเป้าหมายหลักของเวียดนามด้วยมูลค่าที่สูง และความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อกลยุทธ์การส่งออกของเวียดนามในอนาคต

ที่มา : Xinhua

เวียดนามลุยพลังงานใหม่ “เวียดนาม” จับมือ “รัสเซีย” เน้นพลังงานนิวเคลียร์ LNG ตอบรับวิกฤตพลังงานโลก ไทยต้องเร่งปรับตัวยุทธศาสตร์

นายกรัฐมนตรีเวียดนาม 'ฝั่ม มิงห์ จิ๋ง' เดินทางเยือนกรุงมอสโกระหว่างวันที่ 22–26 มีนาคม 2569 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านพลังงานกับรัสเซีย ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงพลังงาน

รัฐมนตรีเวียดนามกล่าวในแถลงการณ์ว่า "การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเสริมสร้างความสัมพันธ์แต่ยังเป็นการตอบสนองเชิงนโยบายสำคัญต่อวิกฤตพลังงาน" การลงนามข้อตกลงหลายด้าน เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Ninh Thuan 1 ที่ใช้เทคโนโลยีรัสเซีย มีกำลังผลิต 2,400 เมกะวัตต์ และการจัดส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายความเสี่ยงและยกระดับโครงสร้างพลังงานประเทศ

ความร่วมมือด้านพลังงานนี้ยังครอบคลุมการสำรวจผลิตและการลงทุนร่วมในภาคน้ำมันและก๊าซ ซึ่งช่วยให้เวียดนามได้รับประโยชน์ด้านเทคโนโลยีและทรัพยากรมากขึ้น ขณะเดียวกันช่วยให้รัสเซียสามารถขยายอิทธิพลทางพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บริบทนี้สะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ของรัสเซียที่พลิกตลาดจากยุโรปสู่เอเชีย ขณะที่เวียดนามมีนโยบายถ่วงดุลมหาอำนาจ โดยสร้างพันธมิตรพลังงานหลากหลายเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก ในขณะเดียวกัน ไทยยังเผชิญความท้าทายในการวางยุทธศาสตร์พลังงาน เนื่องจากนโยบายที่ไม่ต่อเนื่องและการขาดความชัดเจน ทำให้ยังเป็นฝ่าย "ตั้งรับ" มากกว่าที่จะเป็น "ผู้เล่นเชิงรุก"

ไทยจำเป็นต้องกระจายแหล่งพลังงานและพันธมิตร ลดการพึ่งพาแหล่งเดียว พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น ศูนย์กลาง LNG และระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมถึงลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมกับดำเนินนโยบายทูตพลังงานเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและวางตำแหน่งในเวทีโลกอย่างมั่นคง การเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานนี้จึงเป็นเรื่องของ "วิธีคิดเชิงยุทธศาสตร์" ที่ช่วยให้รัฐสร้างความมั่นคงและอำนาจต่อรองในสภาพภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ไม่แน่นอน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top