Friday, 5 June 2026
เวียดนาม

อิสราเอลถล่มกาซาหนัก!! โจมตีศูนย์อาหาร-โรงเรียน-โรงพยาบาล ดับแล้วกว่า 95 ราย

(3 ก.ค. 68) อิสราเอลเปิดฉากโจมตีหลายจุดในฉนวนกาซาเมื่อวันจันทร์ ทั้งคาเฟ่ชายทะเล โรงเรียน ศูนย์แจกจ่ายอาหาร และโรงพยาบาล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 95 ราย ในจำนวนนี้ 39 รายเสียชีวิตจากระเบิดใส่คาเฟ่ Al-Baqa ในเมืองกาซา ซึ่งมีเด็กและผู้หญิงรวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิต

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าโรงเรียน Yafa ซึ่งเป็นที่พักพิงของผู้พลัดถิ่นหลายร้อยคนถูกถล่ม เช่นเดียวกับคลังอาหารในย่าน Zeitoun ที่มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 ราย ขณะที่พื้นที่ลานโรงพยาบาล Al-Aqsa ก็ถูกโจมตีเช่นกัน แม้มีครอบครัวผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่ในเต็นท์บริเวณนั้น

ในเมืองคานยูนิสตอนใต้ มีผู้เสียชีวิตอีก 15 รายจากการโจมตีจุดแจกจ่ายอาหารขององค์กร Gaza Humanitarian Foundation (GHF) ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และอิสราเอล ทั้งนี้ มีรายงานว่ากองทัพอิสราเอลยิงขีปนาวุธเข้าใส่ฝูงชนใกล้ศูนย์แจกจ่าย โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของพลเรือน ส่งผลให้เด็กชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตทันที 103 ราย เจ้าหน้าที่สภากาชาดปาเลสไตน์และ UN เสียชีวิตรวม 15 ราย

เจ้าหน้าที่ UN ระบุว่า ขณะนี้กว่า 80% ของพื้นที่ฉนวนกาซาถูกควบคุมโดยกองทัพอิสราเอล หรือกลายเป็นพื้นที่ที่ประชาชนถูกบังคับให้อพยพออก อิสราเอลยังคงรื้อบ้านเรือนในเมืองคานยูนิส และออกคำสั่งอพยพใหม่ในหลายเขตทางตอนเหนือ ทำให้ชาวกาซาต้องหนีตายกันอีกรอบ ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องทุกวัน

ขณะที่กาซายังเผชิญกับเสียงระเบิดและการสูญเสีย สหรัฐฯ เตรียมจัดการเจรจาหยุดยิงรอบใหม่ที่กรุงวอชิงตัน โดยมีอิสราเอลเข้าร่วม กาตาร์และอียิปต์ก็พยายามเร่งเจรจาไกล่เกลี่ยเช่นกัน ด้านฮามาสระบุว่า ไม่ได้รับความคืบหน้าจากอิสราเอลมานานกว่า 4 สัปดาห์ แต่ยืนยันว่าจะยังคงผลักดันให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงเพื่อช่วยชีวิตชาวปาเลสไตน์โดยเร็วที่สุด

‘จีน’ ตอบโต้!! ข้อตกลงการค้า ระหว่าง ‘สหรัฐอเมริกา’ กับ ‘เวียดนาม’ ลั่น!! พร้อมตอบโต้อย่างหนัก เพื่อปกป้องสิทธิ ผลประโยชน์อันชอบธรรม

(5 ก.ค. 68) หลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศข้อตกลงการค้ากับเวียดนาม จีนกล่าวว่ากำลังพิจารณาข้อตกลงดังกล่าว และจะตอบโต้หากผลประโยชน์ของพวกเขาได้รับผลกระทบ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ Truth Social ของเขาว่า สหรัฐฯ และเวียดนามได้สรุปข้อตกลงการค้าแล้ว

ในอีกโพสต์ ทรัมป์ได้ให้รายละเอียดว่า ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าเวียดนามทั้งหมดที่เข้าสู่สหรัฐฯ 20 เปอร์เซ็นต์ และภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นที่ใช้เวียดนามเป็นทางผ่าน 40 เปอร์เซ็นต์

ในทางกลับกัน เวียดนามให้สิทธิ์สหรัฐฯ เข้าถึงตลาดการค้าได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ

ภาษีการใช้เวียดนามเป็นทางผ่านสินค้า ซึ่งมุ่งเป้าไปที่การส่งออกของจีนไปยังสหรัฐฯ เป็นหลัก เกี่ยวข้องกับบริษัทบางแห่งที่ส่งสินค้าที่ผลิตในจีนผ่านเวียดนาม เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

จีนได้พูดถึงข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และเวียดนาม

เหอหยงเฉียน โฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในการแถลงข่าวที่ปักกิ่งเมื่อวันพฤหัสบดีว่า จีน “คัดค้านอย่างหนักแน่นต่อฝ่ายใดก็ตามที่ตกลงกันโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของจีน”

“หากเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น จีนจะตอบโต้อย่างหนักเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรม” เธอกล่าวเสริม โดยไม่ได้ระบุมาตรการที่จะดำเนินการ

เวียดนามได้รับประโยชน์จากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เนื่องจากบริษัทจำนวนมากย้ายฐานการผลิตจากจีนมาที่เวียดนาม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ตั้งคำถามมาเป็นเวลานานแล้ว เกี่ยวกับการที่จีนใช้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นทางผ่านสำหรับส่งสินค้า ซึ่งส่งผลให้สินค้าจีนถูกฟอกตัว

ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการจัดสรรงบประมาณของวุฒิสภาเมื่อเดือนมิถุนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ โฮเวิร์ด ลุตนิก ปฏิเสธแนวคิดข้อตกลงการค้าปลอดภาษีศุลกากรกับเวียดนาม โดยเรียกสิ่งนี้ว่า “สิ่งที่โง่เขลาที่สุดที่เราสามารถทำได้” เขากล่าวถึงการที่จีนใช้เวียดนามเป็นตลาดของบุคคลที่สามเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ

ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าของทรัมป์ กล่าวถึงเวียดนามว่าเป็น "อาณานิคมของจีนคอมมิวนิสต์" ในบทสัมภาษณ์กับ Fox News เมื่อเดือนเมษายน โดยกล่าวหาว่าจีนใช้เวียดนามเป็น "ช่องทางการส่งสินค้า" เพื่อหลบเลี่ยงภาษีของสหรัฐฯ

“มันทำงานยังไง เวียดนามขายให้เรา 15 ดอลลาร์ต่อ 1 ดอลลาร์ที่เราขาย และประมาณ 5 ดอลลาร์เป็นสินค้าจีนที่เข้ามาในเวียดนาม พวกเขาติดฉลากว่าผลิตในเวียดนาม และส่งต่อให้เราเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี” เขากล่าว

ในระหว่างการเยือนเวียดนามระหว่างวันที่ 14-15 เมษายน ผู้นำจีน สีจิ้นผิง สนับสนุนให้มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับเวียดนามมากขึ้น และสนับสนุนการต่อต้าน 'การกลั่นแกล้งฝ่ายเดียว'

ตั้งแต่ทรัมป์เริ่มกดดันจีนในปี 2018 บริษัทจีนก็เข้ามาตั้งรกรากในเวียดนาม โดยสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ ของเวียดนามส่วนใหญ่ อย่างเช่น AirPods และโทรศัพท์ ได้ประกอบในเวียดนามโดยใช้ชิ้นส่วนของจีน

ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นข้อตกลงการค้าฉบับที่ 2 ของทรัมป์ นับตั้งแต่เขาประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าในวันที่ 2 เมษายน เมื่อเดือนพฤษภาคม สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรได้ลงนามในข้อตกลงที่มีมาตรการรักษาความมั่นคงที่เข้มงวดสำหรับเหล็กและยา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกีดกันจีนจากห่วงโซ่อุปทานของสหราชอาณาจักร

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ หลายคนกล่าวว่า หลายประเทศกำลังเร่งดำเนินการให้บรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ก่อนเส้นตายวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันที่ภาษีศุลกากรต่างตอบแทนที่ทรัมป์ระงับไว้จะเริ่มมีผลบังคับใช้

Sun Group ‘เวียดนาม’ ทุ่ม 2 พันล้านดอลลาร์ ปั้นศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้าง Entertainment Complex ครบวงจร

(20 ส.ค. 68) ซันกรุ๊ป (Sun Group) หนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของเวียดนาม เปิดโครงการก่อสร้างคอมเพล็กซ์การค้าและความบันเทิง (Entertainment Complex) มูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 79.8 ล้านล้านดอง (ราว 68,000 ล้านบาท) ในเมืองดานัง เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โครงการนี้ใช้ชื่อว่า “ดานัง ดาวน์ทาวน์” (Danang Downtown) ตั้งอยู่ริมแม่น้ำฮั่น เขตหวากวง 

สำหรับโครงการดังกล่าวจะประกอบด้วยสวนวัฒนธรรมและความบันเทิง โรงละคร ถนนช้อปปิ้งริมน้ำ พื้นที่สีเขียว และตึกระฟ้า 69 ชั้น สูง 408 เมตร ที่จะกลายเป็นอาคารสูงอันดับสองของเวียดนาม รองจาก Landmark 81 ในโฮจิมินห์ซิตี้

ขณะที่ ตึกหลักของโครงการจะรวมกับโรงแรมห้าดาว ออฟฟิศเกรด A คอนโดหรู ศูนย์การค้า ร้านอาหาร บาร์ ศูนย์ประชุม และจุดชมวิว โดยตั้งเป้าเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของเมืองและยกระดับดานังสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ–การท่องเที่ยวระดับภูมิภาค

ทั้งนี้ เมืองดานังมีแผนผลักดันเป็นมหานครสำคัญของเวียดนาม หลังการควบรวมพื้นที่กับจังหวัดกว๋างนามจนกลายเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ปัจจุบันยังมี 2 มรดกโลกจากยูเนสโก สนามบิน 2 แห่ง และเตรียมตั้งเขตการค้าเสรีแห่งแรกของเวียดนาม โดยช่วงครึ่งแรกปี 2025 โดยเมืองนี้จะต้อนรับนักท่องเที่ยวต่อคืน จำนวน 5.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 19% จากปีก่อน

‘ณวัฒน์’ โพสต์แสดงความเสียใจสำหรับประเทศไทย หลังเวียดนามไฟเขียว ‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์’ 7 หมื่นล้าน

(21 ส.ค. 68) จากกรณีเวียดนามไฟเขียวเมกะโปรเจกต์ 'เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์' มูลค่ากว่า 6.6 หมื่นล้านบาท ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษเวินโด่น จังหวัดกว๋างนิญ โดยมอบสิทธิพัฒนาให้บริษัท Van Don Sun Joint Stock Company ในเครือ Sun Group โดยโครงการนี้ถือเป็นกาสิโนแห่งแรกของเวียดนามที่อนุญาตให้พลเมืองเวียดนามเข้าเล่นได้ ภายใต้เงื่อนไขควบคุมเข้มงวดตามกฎหมาย

พื้นที่โครงการครอบคลุมกว่า 244.45 เฮกตาร์ หรือราว 1,527 ไร่ ถูกออกแบบเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวครบวงจร ประกอบด้วยกาสิโนระดับไฮเอนด์ โรงแรมหรู รีสอร์ท คอนโดเทลและทาวน์เฮาส์เชิงพาณิชย์ ศูนย์การค้า รวมถึงบริการสุขภาพและสถานบันเทิง เม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกำหนดระยะเวลาการดำเนินโครงการสูงสุด 70 ปี และวางกรอบก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 9 ปี

สำหรับชาวเวียดนามที่ต้องการเข้าเล่นกาสิโน กระทรวงการคลังกำหนดให้ซื้อตั๋วราคา 2.5 ล้านดอง (ประมาณ 3,095 บาท) ต่อ 24 ชั่วโมง หรือเลือกซื้อบัตรผ่านรายเดือนในราคา 50 ล้านดอง (ราว 61,913 บาท) เพื่อควบคุมการเข้าถึงและลดผลกระทบทางสังคม

สื่อท้องถิ่นมองว่า โครงการนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับเวียดนามสู่จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและความบันเทิงระดับนานาชาติ 

ขณะที่ ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการกองประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “เสียใจด้วยสำหรับไทยเวียดนามอนุมัติเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ มูลค่ากว่า 7 หมื่นล้าน”

นิตยสาร Forbes ยกย่อง!! ‘เหงียน ถิ ฟอง เถา’ มหาเศรษฐีพันล้านดอลลาร์ คนที่สองของเวียดนาม

(24 ส.ค. 68) นิตยสารฟอร์บส์ได้ประกาศรายชื่อมหาเศรษฐีประจำปี 2017 ซึ่งเป็นรายชื่อบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก สิ่งที่ทำให้ชาวเวียดนามตื่นเต้นมากที่สุดคือการที่ฟอร์บส์ ยกย่อง เหงียน ถิ เฟือง เถา ซีอีโอของสายการบินเวียตเจ็ทแอร์ ให้เป็นมหาเศรษฐีพันล้านดอลลาร์สหรัฐอันดับสองของ เวียดนาม

ฟอร์บส์ระบุว่าปีนี้มีมหาเศรษฐีหญิงที่สร้างฐานะด้วยตนเองเพิ่มขึ้น 15 ราย ในบรรดามหาเศรษฐีเหล่านี้ เวียดนามมีตัวแทนจากนางเหงียน ถิ เฟือง เถา เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ฟอร์บส์ระบุว่านางเถากลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านหลังจากนำหุ้นของสายการบินราคาประหยัดเวียดเจ็ทแอร์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560

นิตยสารฟอร์บส์รายงานว่า ณ สิ้นวันที่ 20 มีนาคม สินทรัพย์ของนางสาวเหงียน ถิ เฟือง เถา มีมูลค่าสูงถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าสินทรัพย์ของนางสาวเถาส่วนใหญ่จะมาจากหุ้นของสายการบินเวียตเจ็ท แต่นิตยสารฟอร์บส์ยกย่องนางสาวเถาให้เป็นผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารของโซวิโก โฮลดิ้งส์

Forbes กล่าวถึง Nguyen Thi Phuong Thao ว่า “ มหาเศรษฐีหญิงคนแรกที่สร้างฐานะด้วยตัวเองของเวียดนาม ได้นำสายการบินราคาประหยัด Vietjet Air ของเธอเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2017 เธอเปิดตัวสายการบินนี้ในปี 2011 และเริ่มเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยโฆษณาที่มีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสวมบิกินี่เป็นจุดเด่น”

ฟอร์บส์เสริมว่า เวียตเจ็ทแอร์มีเที่ยวบินประมาณ 300 เที่ยวบินต่อวัน คิดเป็น 40% ของส่วนแบ่งตลาดในเวียดนาม นอกจากนี้ คุณเหงียน ถิ เฟือง เถา ยังลงทุนในธนาคารเอชดี (HD Bank) และตลาดอสังหาริมทรัพย์ผ่านรีสอร์ทริมทะเล 3 แห่งอีกด้วย

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสินทรัพย์ของคุณเถาคำนวณจากหลายแหล่ง ไม่ใช่เพียงจากเวียตเจ็ทแอร์เท่านั้น จากราคาปิดของหุ้น VJC ณ วันที่ 20 มีนาคม จำนวนหุ้น VJC ที่คุณเถาถืออยู่มีมูลค่าเทียบเท่า 12,319 พันล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 540 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560 นิตยสารฟอร์บส์ได้ประกาศรายชื่อมหาเศรษฐีหญิงที่สร้างฐานะด้วยตนเองที่ร่ำรวยที่สุด ในโลก โดยนางเหงียน ถิ เฟือง เถา อยู่ในอันดับที่ 45 ของรายชื่อนี้ นิตยสารฟอร์บส์ระบุว่านางเหงียน ถิ เฟือง เถา มีทรัพย์สินมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มหาเศรษฐีหญิงชาวเวียดนามผู้นี้มีต้นกำเนิดมาจากธุรกิจการบิน

ก่อนหน้าคุณเถา คุณ Pham Nhat Vuong ประธานกรรมการบริหาร ของ Vingroup ถือเป็นมหาเศรษฐีชาวเวียดนามคนแรกที่ติดอันดับ บุคคลที่รวย ที่สุด ในโลกของนิตยสาร Forbes

นิตยสารฟอร์บส์ กล่าวถึงคุณ Pham Nhat Vuong ว่าเป็นผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารของ Vingroup หนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม รายได้ของ Vingroup ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะธุรกิจที่อยู่อาศัยและอพาร์ตเมนต์

ปัจจุบัน รายชื่อมหาเศรษฐีเรียลไทม์ของ Forbes มีเพียงนาย Pham Nhat Vuong เท่านั้นที่อยู่ในรายชื่อ ส่วนชื่อของนางสาว Thao ยังไม่มีการอัปเดต ดังนั้น ปัจจุบันนาย Vuong มีสินทรัพย์สูงถึง 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยเหตุนี้ นาย Vuong จึงมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มขึ้น 50 อันดับจากปีที่แล้ว

นอกจากนายหว่องและนางสาวเถาแล้ว บุคคลร่ำรวยที่สุดในโลกประจำปี 2560 ยังได้รับการเปิดเผยในรายชื่อของนิตยสารฟอร์บส์ด้วย ส่งผลให้มหาเศรษฐีบิล เกตส์ ยังคงครองอันดับหนึ่งเป็นปีที่สี่ติดต่อกัน ด้วยสินทรัพย์สูงถึง 86 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

เจฟฟ์ เบซอส มหาเศรษฐีจาก Amazon เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับสองของโลก แต่ทรัพย์สินของเขากลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด หลังจากผ่านไป 1 ปี ทรัพย์สินของเจฟฟ์ เบซอสเพิ่มขึ้น 27.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 72.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาติด 3 อันดับแรก

วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนระดับตำนานก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน โดยทรัพย์สินของเขาเพิ่มขึ้น 14.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อามันซิโอ ออร์เตกา เจ้าของเครือร้านแฟชั่น Zara ก็พบว่าทรัพย์สินมหาศาลของเขาเพิ่มขึ้น 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปีนี้ ฟอร์บส์สร้างสถิติใหม่ด้านจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลก โดยเพิ่มขึ้น 13% เป็น 2,043 คน จาก 1,810 คนเมื่อปีที่แล้ว สินทรัพย์รวมของมหาเศรษฐีในรายชื่อเพิ่มขึ้น 18% เป็นสถิติสูงสุดที่ 7.67 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

สหรัฐอเมริกายังคงเป็นประเทศที่มีมหาเศรษฐีมากที่สุด โดยมี 565 ราย ตามมาด้วยจีนเป็นอันดับสอง โดยมี 319 ราย เยอรมนีเป็นอันดับสาม โดยมี 114 ราย และอินเดียเป็นอันดับสี่ โดยมี 101 ราย

‘เวียดนาม’ วางโรดแมพ 20 ปี ปฏิรูปการศึกษา ตั้งเป้า ‘โรงเรียน-มหาวิทยาลัย’ ติดอันดับ 20 ของโลกในปี 2045

(28 ส.ค. 68) เวียดนามประกาศแผนปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ วางโรดแมพ 20 ปี มุ่งยกระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยให้ติดอันดับ 20 ของโลกภายในปี 2045 โดยแผนดังกล่าวครอบคลุมการแจกหนังสือเรียนฟรีทั่วประเทศ เพิ่มเงินเดือนและค่าตอบแทนครู ยกระดับความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัย และสร้างบัณฑิตที่เชี่ยวชาญทักษะดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ตามมติการเมืองเลขที่ 71 ที่ประกาศเมื่อ 22 สิงหาคม ระบุว่าการศึกษาและวิทยาศาสตร์คือภารกิจสูงสุดของชาติ โดยกำหนดเป้าหมายแรกภายในปี 2030 ให้เด็กทุกคนอายุ 3–5 ปีเข้าถึงการศึกษาก่อนวัยเรียน การศึกษาระดับมัธยมต้นเป็นภาคบังคับ และ 85% ของเยาวชนเรียนจบมัธยมปลาย พร้อมทักษะภาษาอังกฤษ ดิจิทัล และ AI ที่แข็งแกร่ง

สำหรับค่าตอบแทนครูจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ครูทั่วไปได้เพิ่ม 70% บุคลากรโรงเรียน 30% และครูในพื้นที่ห่างไกลได้สูงสุดถึง 100% รัฐยังตั้งเป้าใช้งบการศึกษาไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณประเทศ โดยกันไว้ 3% สำหรับมหาวิทยาลัย หนังสือเรียนจะฟรีทั่วประเทศภายในปี 2030

ขณะที่ มหาวิทยาลัยจะถูกปฏิรูปครั้งใหญ่ โดยทั้งหมดต้องผ่านมาตรฐานชาติ และอย่างน้อย 20% ต้องถึงเกณฑ์ชั้นนำของเอเชีย เวียดนามหวังว่าภายในปี 2030 จะมีมหาวิทยาลัย 8 แห่งติดอันดับท็อป 200 ของเอเชีย และ 1 แห่งทะยานสู่ท็อป 100 ของโลกในบางสาขา ขณะที่มหาวิทยาลัยที่ผลงานต่ำจะถูกยุบหรือควบรวม และจะสร้าง มหาวิทยาลัยชั้นนำ 3–5 แห่ง เพื่อแข่งขันในเวทีวิจัยนานาชาติ

‘เวียดนาม’ ประกาศแจกเงิน!! เนื่องในโอกาสฉลองวันชาติ 2 ก.ย. นี้ ประชาชนทุกคนเตรียมรับ 100,000 ดอง หรือประมาณ 130 บาท

(29 ส.ค. 68) รัฐบาลเวียดนามประกาศแจกเงินสด 100,000 ดอง (ราว 130 บาท) ให้กับประชาชนทุกคน เนื่องในวันชาติ 2 กันยายนนี้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกของประเทศ และคาดว่าจะใช้งบประมาณสูงถึง 380 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 13,000 ล้านบาท

แถลงการณ์ของรัฐบาลระบุว่า มาตรการนี้เป็นการแสดง “ความห่วงใยของพรรคและรัฐที่มีต่อประชาชน” โดยการจ่ายเงินสามารถโอนเข้าบัญชีธนาคารหรือรับเป็นเงินสดได้ โดยธนาคารกลางและกระทรวงการคลังได้รับคำสั่งให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนวันชาติในสัปดาห์หน้า

ชาวกรุงฮานอยหลายคนแสดงความประหลาดใจต่อมาตรการดังกล่าว โดยบางคนบอกว่า “ตอนแรกคิดว่าเป็นข่าวปลอม” ขณะที่บางคนบอกว่าจะนำเงินไปซื้อกาแฟ ซึ่งก็เพียงพอสำหรับ 3 แก้วเท่านั้น ทั้งนี้ ข้อมูลทางการระบุว่าค่าแรงเฉลี่ยของแรงงานเวียดนามเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 7.7 ล้านดองต่อเดือน เพิ่มขึ้น 8.6% จากปีก่อนหน้า

ในโอกาสเดียวกัน กรุงฮานอยยังเตรียมจัดขบวนพาเหรดวันชาติครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปีการประกาศเอกราช โดยสื่อทางการรายงานเพิ่มเติมว่า ระบบขนส่งสาธารณะในกรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์จะให้บริการฟรีตลอดทั้งวันชาติด้วย

‘ดร.อักษรศรี’ ชี้ วิธีแก้เกมจีนแห่เที่ยวเวียดนามเมินไทย แนะใช้ญี่ปุ่นโมเดล เน้นปลอดภัย-พรีเมี่ยม ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนแห่ไปเวียดนามแซงไทย หากเป็นแค่ตัวเลขเชิงปริมาณและเป็นกรุ๊ปทัวร์กำลังซื้อต่ำของนักท่องเที่ยวจีน อาจจะไม่ต้องกังวลมาก เหตุเป็นเพราะรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายฟรีวีซ่าให้กรุ๊ปทัวร์จีน และค่าใช้จ่ายในเวียดนามราคาถูกกว่าไทย จึงไม่ใช่นักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ แนะรัฐบาลใหม่เร่งยกเครื่องเรื่องความปลอดภัยอันดับแรก พร้อมกวาดล้าง สแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ปลุกความเชื่อมั่นดึงนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพเข้าประเทศ หลังคนจีนไม่มั่นใจความปลอดภัยของไทย ระบุหากไม่แก้ไขเรื่องความปลอดภัย แม้จะทำบิ๊กอีเว้นท์อย่างไรนักท่องเที่ยวจีนก็ไม่กลับมา เสนอทิศทางการพัฒนาแนวทางโมเดลญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวจีนไปมากที่สุด เน้นสะอาด-ปลอดภัย-พรีเมี่ยม-มีระเบียบ

รศ. ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถ้าหากตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในเวียดนามเป็นแค่เชิงปริมาณและเป็นกรุ๊ปทัวร์กำลังซื้อต่ำ ก็อาจจะยังไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัวของไทย จากรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนไปเวียดนามในช่วงเดือน ม.ค.- มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าเวียดนามกลายเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวจีนไปเยือนมากกว่าไทยแล้ว แต่ข้อเท็จจริงก็คือประเทศที่นักท่องเที่ยวจีนไปมากที่สุด คือ ญี่ปุ่น ตัวเลขของเวียดนามเป็นเพียงการรายงานจำนวนนักท่องเที่ยวต่อหัวในรูปแบบกรุ๊ปทัวร์ราคาต่ำเป็นส่วนใหญ่ และอาจจะเป็นนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่งไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก กลุ่มนี้มักจะมีพฤติกรรมการใช้จ่ายต่อหัวไม่สูงมากนัก เหตุที่กรุ้ปทัวร์จีนสนใจไปเวียดนาม ก็เพราะรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีนในรูปแบบกรุ๊ปทัวร์นั่นเอง ประกอบกับค่าใช้จ่ายในเวียดนามราคาถูกกว่าไทย

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยน้อยลงอย่างมาก เนื่องจากมีภาพจำในแง่ลบเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะจากกรณีที่ หวัง ซิง นักแสดงชาวจีน ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกลวงให้เดินทางเข้ามายังไทยก่อนจะถูกส่งตัวไปค้ามนุษย์ต่อในเมียนมาและได้รับการช่วยเหลือออกมาในท้ายที่สุด ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการคือการยกระดับมาตรฐานเรื่องความปลอดภัย และจัดการปัญหาศูนย์สแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลบล้างภาพจำที่ไม่ดีและสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวจีน

“ถ้ายังไม่แก้ไขให้คนจีนมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย การทำอีเว้นท์มาร์เก็ตติ้งต่างๆ ในช่วงปลายปีเพื่อดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาไทยนั้น ส่วนตัวมองว่าอาจจะไม่ได้ช่วยมากนัก ตราบใดที่คนจีนยังรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย อีกเรื่องที่สำคัญคือการแก้ไขเรื่องเงินบาทแข็งค่า ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายในไทยสูงขึ้นในสายตาต่างชาติ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อศักยภาพการแข่งขันของไทยด้านการท่องเที่ยว รวมถึงการส่งออก” รศ. ดร.อักษรศรี กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ประเทศที่กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปมากที่สุดในโลก คือ ญี่ปุ่น แม้จีนจะไม่ได้รับสิทธิเรื่องฟรีวีซ่าจากรัฐบาลญี่ปุ่นก็ตาม หากแต่ญี่ปุ่นมีจุดเด่นเรื่องความปลอดภัย ความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อย อยู่ไม่ไกลจากจีน มีไฟล์ทบินให้เลือกจำนวนมาก และมีระบบการคมนาคมที่สะดวก เดินทางได้ง่าย รวมทั้งค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นแหล่งช้อปปิ้งยอดฮิตของนักท่องเที่ยวจีน ทั้งหมดนี้ จึงทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมเดินทางไปญี่ปุ่นมากที่สุด ญี่ปุ่นจึงเป็นตลาดพรีเมี่ยมที่นักท่องเที่ยวจีนยินดีจ่าย แม้ค่าครองชีพในญี่ปุ่นจะแพงกว่าไทยหรือเวียดนาม

“ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้พัฒนาตนเองในด้านการท่องเที่ยวยกระดับในแนวทางของโมเดลญี่ปุ่น เป้าหมายของไทยจึงควรเป็นการพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และมีความพรีเมี่ยม มาท่องเที่ยวไทยได้ในราคาไม่สูงเท่าญี่ปุ่น แต่ได้มาตรฐานใกล้เคียงกัน ดังนั้น ในการแก้เกมในเรื่องนักท่องเที่ยวจีนไปเวียดนามมากกว่าไทย คือ การสร้างความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก และเน้นยกระดับการท่องเที่ยวไทย ไม่ใช่การลงไปแข่งขันในตลาดล่างกับเวียดนามที่มุ่งเน้นจำนวนเชิงปริมาณของนักท่องเที่ยว” รศ. ดร.อักษรศรี กล่าว

‘เวียดนาม’ เปลี่ยนชื่อประเทศมาแล้ว 13 ครั้ง สะท้อนการต่อสู้เพื่ออัตลักษณ์ตลอด 4,000 ปี

(8 ต.ค. 68) รู้หรือไม่ ว่าประเทศเวียดนามที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ เคยเปลี่ยนชื่อประเทศมาแล้วถึง 13 ครั้ง ตลอดเวลากว่า 4,000 ปีของประวัติศาสตร์ชาติ ชื่อแต่ละชื่อไม่ได้เปลี่ยนไปเพียงเพราะกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ หากแต่สะท้อนถึงการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของชนชาติหนึ่ง ที่ถูกปกครอง ถูกกลืน แล้วก็ลุกขึ้นใหม่อีกครั้งไม่รู้กี่ครั้ง ราวกับคลื่นในแม่น้ำแดงที่ไม่เคยหยุดนิ่งเลยในหน้าประวัติศาสตร์

เมื่อสืบย้อนไปถึงยุคเริ่มต้นของอารยธรรมเวียดนาม ราว ประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ราว ค.ศ. 2000 BCE หรือกว่า 4,500 ปีก่อนปัจจุบัน) พงศาวดารเวียดนามบันทึกชื่อแรกของประเทศว่า “ซิกกวี๋” (Xích Quỷ) ปกครองโดยกษัตริย์ กิงเยืองเวือง (Kinh Dương Vương) ผู้ถูกถือว่าเป็นบิดาแห่งชนชาติเอียวเวียด ดินแดนนี้ตั้งอยู่แถบลุ่มแม่น้ำแดง (Red River Delta) อันอุดมสมบูรณ์ ถือเป็นยุคที่ผู้คนเริ่มรู้จักเกษตรกรรมและรวมกลุ่มเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ในเวลานั้น ดินแดนไทยยังอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์แบบบ้านเชียง เป็นสังคมเกษตรกรรมแรกเริ่มเช่นเดียวกัน

ต่อมาในราว 1,000–500 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ประมาณ ค.ศ. 1000–500 BCE) กษัตริย์องค์ใหม่ชื่อ หุ่งเวือง (Hùng Vương) ขึ้นครองราชย์และตั้งประเทศใหม่ว่า “วันลาง” (Văn Lang) ซึ่งถือเป็นอาณาจักรแรกในตำนานของชาวเวียด ตั้งเมืองหลวงอยู่บริเวณตอนเหนือของประเทศในปัจจุบัน คือจังหวัดฟู้เถาะ (Phú Thọ) มีการแบ่งการปกครองออกเป็น 15 เขต (โบะ) ถือเป็นครั้งแรกที่มีระบบรัฐของเวียดนาม
ในช่วงเวลาเดียวกัน ดินแดนสยามเริ่มก่อร่างวัฒนธรรมทวารวดีและเริ่มมีโครงสร้างสังคมแบบเมือง

จากนั้นในราว 286–257 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ค.ศ. 286–257 BCE) อานเยืองเวือง (An Dương Vương) ผู้นำชนเผ่า “เอิวเหวียด” (Âu Việt) และ “หลากเหวียด” (Lạc Việt) ได้รวมชนสองเผ่าเข้าด้วยกัน ตั้งอาณาจักรใหม่ชื่อ “เอิวหลาก” (Âu Lạc) มีราชธานีที่เมือง โก๋ลวา (Cổ Loa) หรือเมืองป้อมเก่าที่ปัจจุบันอยู่ไม่ไกลจากกรุงฮานอย ถือเป็นยุคที่เวียดนามเริ่มมีอาณาจักรที่เป็นรูปธรรมและมีกำแพงเมืองป้องกันประเทศ
ในช่วงเวลาเดียวกัน ดินแดนไทยกำลังอยู่ในยุคฟูนานตอนต้นที่รุ่งเรืองด้านการค้ากับอินเดียและจีน

ไม่นานหลังจากนั้น จีนเริ่มขยายอำนาจลงใต้ เจ้าเมืองจีนชื่อ เตรี่ยวด่า (Triệu Đà) ยึดดินแดนเอิวหลากได้และตั้งชื่อประเทศใหม่ว่า “นามเหวียด” (Nam Việt) เมื่อราว ประมาณ 207–111 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ค.ศ. 207–111 BCE) ตั้งราชธานีที่ เฟียนงุง (Phiên Ngung) ซึ่งอยู่ในมณฑลกวางตุ้งของจีนปัจจุบัน ถือเป็นครั้งแรกที่เวียดนามถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอิทธิพลจีน
ในห้วงเวลาใกล้เคียงกัน อาณาจักรฟูนานในลุ่มน้ำโขงของไทย–กัมพูชาเริ่มรุ่งเรืองและติดต่อกับโลกภายนอก

ต่อจากนั้นในช่วง ค.ศ. 111 ก่อนคริสต์ศักราช – ค.ศ. 544 หลังคริสต์ศักราช (ประมาณ พ.ศ. 432 ถึง 1087) ดินแดนเวียดนามตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีนอย่างเต็มรูปแบบในชื่อว่า “ยาวจี๋” (Giao Chỉ) เป็นมณฑลหนึ่งในราชวงศ์ฮั่นและต่อเนื่องถึงราชวงศ์ถัง ชาวเวียดถูกบังคับใช้ภาษาจีนและจารีตจีน แต่ก็ยังคงรักษาภาษาและประเพณีของตนไว้ได้

ช่วงเดียวกันนั้น ฝั่งไทยอยู่ในยุคอาณาจักรทวารวดีและศรีวิชัยที่รุ่งเรืองทางศาสนาและการค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กระทั่งปี ค.ศ. 544 (พ.ศ. 1087) ขุนพลชื่อ ลี้นามเด๊ (Lý Nam Đế) สามารถขับไล่ทัพจีนออกไปได้สำเร็จ แล้วตั้งตนเป็นจักรพรรดิ ตั้งชื่อประเทศใหม่ว่า “หว่านซวน” (Vạn Xuân) แปลว่า “หมื่นฤดูใบไม้ผลิ” ตั้งราชธานีที่ ลองเบียน (Long Biên) หรือบริเวณฮานอยในปัจจุบัน ถือเป็นครั้งแรกที่เวียดนามได้เอกราชคืนจากจีนอย่างเป็นทางการ
ช่วงนี้ตรงกับยุคปลายทวารวดี–ต้นกำเนิดสุโขทัยของไทย

แต่อิทธิพลจีนกลับมาอีกครั้งในช่วง ค.ศ. 1407–1427 (พ.ศ. 1950–1970) เมื่อราชวงศ์หมิงเข้ายึดครองและตั้งชื่อประเทศว่า “อานนาม” (An Nam) หมายถึง “ดินแดนสงบทางใต้” ซึ่งแม้จะฟังดูอ่อนโยน แต่สะท้อนสถานะเมืองขึ้นอย่างชัดเจน ในเวลานั้นไทยอยู่ในช่วงปลายสุโขทัยและต้นอยุธยา ซึ่งพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ศรีอินทราทิตย์) เริ่มรวบรวมอำนาจ

หลังจากนั้นเมื่อเวียดนามขับไล่จีนออกไปได้อีกครั้งในราว ค.ศ. 968–1054 (พ.ศ. 1511–1597) จักรพรรดิ ดิงโป่ลิ้ง (Đinh Bộ Lĩnh) ตั้งอาณาจักรใหม่ชื่อ “ด่ายโก๋เหวียด” (Đại Cồ Việt) แปลว่า “เวียดผู้ยิ่งใหญ่” ราชธานีอยู่ที่ ฮวาลือ (Hoa Lư) เมืองหลวงเก่าในจังหวัดนิงบิงห์ ช่วงเวลานี้ตรงกับปลายสุโขทัย–ต้นอยุธยาในประเทศไทย

ต่อมาในราว ค.ศ. 1054–1400 (พ.ศ. 1597–1943) เวียดนามเข้าสู่ยุคราชวงศ์ ลี้ (Lý) และ เตริ่น (Trần) ใช้ชื่อประเทศว่า “ด่ายเหวียด” (Đại Việt) ต่อเนื่องกว่า 300 ปี เมืองหลวงย้ายไปที่ ทังลอง (Thăng Long) หรือฮานอยในปัจจุบัน เป็นช่วงที่เวียดนามรุ่งเรืองสูงสุดทางวัฒนธรรมและกฎหมาย
ช่วงเดียวกันกับกรุงศรีอยุธยาของไทยที่ศิลปะและศาสนาเจริญถึงขีดสุด

ในช่วงสั้น ๆ ต่อมา คือราว ค.ศ. 1400–1407 (พ.ศ. 1943–1950) ราชวงศ์เตริ่นถูกโค่นโดยขุนนางชื่อ โห่กวี๊ลี (Hồ Quý Ly) ผู้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “ด่ายงู” (Đại Ngu) แปลว่า “ความสงบอันยิ่งใหญ่” ตั้งเมืองหลวงที่ โตโด (Tây Đô) หรือจังหวัดแทงฮว้า ถือเป็นการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ทั้งด้านเศรษฐกิจและกฎหมาย ช่วงนี้ตรงกับปลายกรุงศรีอยุธยาของไทยก่อนเสียกรุงครั้งที่ 2

ต่อมาในราว ค.ศ. 1428–1788 (พ.ศ. 1971–2331) ขุนศึกชื่อ เลท้ายโต๋ (Lê Thái Tổ) ลุกขึ้นต่อต้านการปกครองของจีนจนได้รับชัยชนะ แล้วฟื้นชื่อประเทศเดิมว่า “ด่ายเหวียด” (Đại Việt) อีกครั้ง ตั้งเมืองหลวงที่ ดงโด (Đông Đô) หรือฮานอย เป็นช่วงที่เวียดนามเริ่มมีอำนาจมั่นคง เทียบได้กับสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ถึงพระบรมไตรโลกนาถ แห่งอยุธยา

จนมาถึงปี ค.ศ. 1802 (พ.ศ. 2345) จักรพรรดิ ยาลอง (Gia Long) หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ “องเชียงสือ” หลังจากหนีภัยการเมืองมาพึ่งราชสำนักกรุงรัตนโกสินทร์ ได้อาศัยกำลังจากฝรั่งเศสกลับไปกู้ชาติและรวบรวมเวียดนามเป็นหนึ่งเดียว ตั้งราชธานีที่เมือง ฟู้ซวน (Phú Xuân) หรือเมืองเว้ (Huế) ในปัจจุบัน แล้วตั้งชื่อประเทศใหม่ว่า “เหวียดนาม” (Việt Nam) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศนี้มีเอกภาพเหนือ–ใต้ครบถ้วน
ช่วงนี้ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ภายหลังในรัชสมัยของพระโอรสคือ จักรพรรดิมิงหม่าง (Minh Mạng) เมื่อปี ค.ศ. 1820 (พ.ศ. 2363) ได้เปลี่ยนชื่อประเทศอีกครั้งเป็น “ด่ายนาม” (Đại Nam) แปลว่า “ดินแดนอันยิ่งใหญ่ทางใต้” เพื่อแสดงถึงความมั่นคงของจักรวรรดิในยุคทองของราชวงศ์เหงวียน ช่วงนี้ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2–3 ของไทย

จนกระทั่งปี ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ผู้นำขบวนการปลดปล่อยชาติ โฮจิมินห์ (Hồ Chí Minh) ได้ประกาศเอกราชจากฝรั่งเศสอีกครั้ง และประกาศชื่อประเทศกลับมาเป็น “เหวียดนาม” (Việt Nam) อย่างเป็นทางการ ในนาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม

ตั้งแต่นั้นมา “เวียดนาม” ก็กลายเป็นชื่อที่ผูกพันกับอิสรภาพและศักดิ์ศรีของชาติ

กว่า 4,000 ปีของการเปลี่ยนชื่อถึง 13 ครั้ง เวียดนามได้ผ่านทั้งสงคราม การล่มสลาย และการเกิดใหม่ไม่รู้กี่หน แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ “หัวใจของความเป็นชาติ” ที่พร้อมจะลุกขึ้นยืนได้เสมอ แม้จะล้มลงกี่ครั้งก็ตาม และถ้าเทียบกับสยาม–ประเทศไทยแล้ว ทั้งสองชาติเดินเส้นทางคู่ขนานกันในหลายช่วงเวลา ต่างเผชิญแรงกดดันจากอำนาจภายนอก แต่ก็ล้วนรักษาเอกราชไว้ได้ด้วยภูมิปัญญา ความอดทน และความเชื่อมั่นในคำว่า “ชาติ” เช่นเดียวกัน

ลาวจับมือเวียดนาม เปิดช่องทางนำเข้า ‘เชื้อเพลิง’ เส้นทางใหม่ งีเซิน-เชียงขวาง-หัวพัน ดันเศรษฐกิจภูมิภาค

(9 ต.ค. 68) บริษัทน้ำมันเชื้อเพลิงลาว (Lao State Fuel Company) เปิดเส้นทางนำเข้าเชื้อเพลิงสายใหม่ผ่านท่าเรืองีเซินของเวียดนาม เพื่อเสริมแกร่งความมั่นคงด้านพลังงานและรับประกันการจัดหาเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่องในลาว

เส้นทางใหม่นี้เชื่อมต่อท่าเรือในเขตเศรษฐกิจพิเศษงีเซิน จังหวัดทัญฮว้าของเวียดนาม มายังลาว โดยผ่านด่านตรวจระหว่างประเทศน้ำคัง ในแขวงเชียงขวางตอนเหนือของลาว และด่านตรวจระหว่างประเทศน้ำโสยในแขวงหัวพันทางตอนเหนือ ซึ่งเชื้อเพลิงที่นำเข้าจะถูกเก็บไว้ที่คลังนาทองในแขวงหัวพัน

เส้นทางข้างต้นช่วยสนับสนุนความพยายามของรัฐบาลลาวในการรับประกันการจัดหาเชื้อเพลิงที่มั่นคงทั่วประเทศ และตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมในตอนเหนือของลาว

โครงการนี้ยังไม่เพียงแต่ช่วยให้การจัดหาเชื้อเพลิงมีความมั่นคงมากขึ้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างลาวและเวียดนาม การเปิดเส้นทางใหม่นี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

อนึ่ง ปัจจุบันลาวนำเข้าเชื้อเพลิงส่วนใหญ่จากไทย เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top