Wednesday, 21 October 2026
เรื่องเล่าอ่านเพลิน

‘พระสังฆราช (ศรี)’ สมเด็จพระสังฆราช 2 กรุง ผู้ยึดมั่นในความสัตย์แห่งบรรพชิต เพื่อมุ่งสู่อเสขภูมิอันแท้จริง

ครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ มีพระภิกษุนามว่า “พระอาจารย์ศรี” แห่งวัดพนัญเชิง ได้หนีภัยสงครามไปพำนักอยู่ ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อถึงปี พ.ศ. ๒๓๑๒ “สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี” เสด็จฯ ไปตีเอาเมืองนครศรีธรรมราช ได้พบพระอาจารย์ท่านนี้ นัยว่าเนื่องจากพระอาจารย์ศรีเป็นผู้แตกฉานในบาลี รู้แจ้งแทงตลอดในพระธรรมคำสอนทั้งหลายเป็นที่ยอมรับ จึงได้นิมนต์ท่านให้มาจำพรรษาอยู่ ณ วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆษิตาราม) ซึ่ง ณ ขณะนั้นเป็นวัดสำคัญคู่กรุงธนบุรี ก่อนจะทรงสถาปนาเป็นพระอาจารย์ท่านขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช นับเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๒ แห่งกรุงธนบุรี

แต่ทว่าสมเด็จพระสังฆราช (ศรี) นั้น ทรงได้พบเคราะห์กรรมใหญ่หลวงใน พ.ศ. ๒๓๒๔ ช่วงปลายกรุงธนบุรี ตามบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์เหตุครั้งนั้นเกิดขึ้นจากพระราชปุจฉาของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั่นเอง 

เรื่องนี้นับมาจากครั้งเสร็จศึกอะแซหวุ่นกี้ราวปี พ.ศ. ๒๓๑๙ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงเริ่มต้นเจริญพระกรรมฐาน ณ พระอุโบสถวัดบางยี่เรือใต้ โดยทรงทำบุญแล้วตั้งพระสัตยาธิษฐาน มีบันทึกไว้พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาดังนี้

“เดชะผลทานบูชานี้ ขอจงยังพระลักขณะพระปีติทั้งห้าจงบังเกิดแก่ข้าพเจ้าแล้วอย่าได้อันตรธาน และพระธรรมซึ่งยังมิได้บังเกิดนั้น ขอจงบังเกิดภิญโญภาพยิ่งๆ ขึ้นไป อนึ่ง ขอจงเป็นปัจจัยแก่พระปรมาภิเษกสมโพธิญาณในอนาคตกาลภายภาคหน้า” ซึ่งหลังจากนั้นก็ได้มีเหตุแห่งปาฏิหาริย์อย่างต่อเนื่องจนพระองค์เชื่อว่าพระองค์ทรงบรรลุโสดาบัน !!! และนั่นคือปัจจัยหนึ่งแห่งเหตุวุ่นวายในปลายรัชกาล

จากพงศาวดารกรุงธนบุรี บันทึกว่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงคร่ำเคร่งทำกรรมฐาน จนเข้าใจว่าทรงบรรลุเป็นพระอริยบุคคล จึงทรงมีปุจฉาถามพระผู้ใหญ่หลายๆ รูปว่า พระสงฆ์จะไหว้คฤหัสถ์ที่เป็นพระโสดาบันได้หรือไม่ ? 

มีพระผู้ใหญ่สองรูปคือ พระรัตนมุนี (แก้ว) กับพระวันรัตน์ (ทองอยู่) ถวายพระพรว่า พระสงฆ์ไหว้คฤหัสถ์ที่เป็นพระโสดาบัน “ได้” จึงทำให้ทรงโปรดพระสงฆ์สองรูปนี้มาก ส่วนพระผู้ใหญ่ ๓ รูปที่ถวายพระพรว่า “ไม่ได้” ประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราช (ศรี)  พระพุฒาจารย์ วัดบางหว้าน้อย (วัดอมรินทราราม) และพระพิมลธรรม วัดโพธาราม (พระเชตุพนฯ) ประกอบเหตุตามหลักในพระพุทธศาสนาความว่า

“ถึงมาตรว่าคฤหัสถ์เป็นพระโสดาก็ดี แต่เป็นหินเพศต่ำ อันพระสงฆ์ถึงเป็นปุถุชน ก็ตั้งอยู่ในอุดมเพศอันสูง เหตุทรงผ้ากาสาวพัสตร์ และพระจตุปาริสุทธิศีลอันประเสริฐ ซึ่งจะไหว้นบคฤหัสถ์ อันเป็นพระโสดานั้นก็บ่มิควร”

จากข้อวิสัชชนาดังกล่าวทำให้ สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) พร้อมๆ กับพระพุฒาจารย์ และพระพิมลธรรม ถูกถอดมาเป็นพระอนุจร แล้วนำไปเฆี่ยน และให้ไปใช้แรงงาน ณ วัดหงส์รัตนาราม โดยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงตั้งพระโพธิวงษ์ (ชื่น) วัดหงส์รัตนารามขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชแทน

ขออธิบายเรื่อง พระโสดาบันเพศคฤหัสถ์ ทำไม ? จึงยังต้องไหว้พระภิกษุสามเณรปุถุชนซึ่งเป็นเพศบรรพชิต โดยผมขอยกเหตุผลมาจากมิลินทปัญหา พระเจ้ามิลินท์ได้ทรงมีปุจฉาถามพระนาคเสนเมื่อปุถุชนบรรลุโสดาบัน เหตุใดบรรพชิตจึงไม่ไหว้ปุถุชนผู้นั้นทั้ง ๆ ที่ได้บรรลุแล้วซึ่งโลกุตรธรรม ?  โดยพระนาคเสนได้วิสัชชนาเรื่องนี้ไว้ว่า 

“เพศบรรพชิตอันเป็นสมณะนั้นประกอบด้วยคุณสมบัติภายใน ๒๐ ประการคือ ๑.) เสฏฐภูมิสโย เป็นผู้ตั้งอยู่ในภูมิอันประเสริฐ ประกอบด้วยกรุณา และความสัตย์เป็นต้น ๒.) อคฺโคนิยโม คือ นิยมในกิจอันประเสริฐ ๓.) จาโร มีความประพฤติชอบ ๔.) วิหาโร มีวิหารธรรมและอิริยาบถอันสมควร ๕.) สญฺญโม สำรวมอินทรีย์ ๖.) สํวโร สำรวมในปาฏิโมกข์สังวรศีล ๗.) ขนฺติ ความอดทน ๘.) โสรจฺจํ ความเป็นผู้สงบเสงี่ยม ๙.) เอกันตาภิรติ ยินดีในธรรมเป็นอันแท้ ๑๐.) เอกันตจริยา ประพฤติธรรมเที่ยงแท้ ๑๑.) ปฏิสลฺลินี มีปกติเข้าที่หลีกเร้น ๑๒.) หิริ มีความละอายบาป ๑๓.) โอตฺตปฺป มีความเกลียดกลัวบาป ๑๔.) วิริยํ มีความเพียร ๑๕.) อปฺปมาโท มีความไม่ประมาท ๑๖.) อุทฺเทโส บอกกล่าวเล่าเรียนบาลี ๑๗.) ปริปุจฺฉา เล่าเรียนบอกกล่าวอรรถกถา ๑๘.)สีลาภิรติ ความยินดีในคุณธรรมมีศีล ๑๙.) นิราลยตา ความไม่มีความอาลัย และ ๒๐.) สิกขาปทปาริปูรี เป็นผู้บำเพ็ญสิกขาบทให้เต็มบริบูรณ์ ซึ่งในสุดท้ายนี้ยังประกอบด้วยเครื่องหมายภายนอกของผู้เป็นสมณะ ได้แก่ ภณฺทาภาโร เป็นผู้ทรงผ้ากาสาวพัตร และมุณฺฑภาโว เป็นผู้มีศีรษะโล้น” 

โดยพระนาคเสนอธิบายเพิ่มเติมว่าสมณะประกอบด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ เต็มบริบูรณ์แล้ว ไม่ขาดตกบกพร่อง กำลังดำเนินไปเพื่ออเสขภูมิ เพื่อพระอรหัตผล ภิกษุเหล่านั้นอยู่ ในฐานะเสมอด้วยพระอรหันต์ขีณาสพ แต่อุบาสกผู้โสดาบันไม่มีคุณสมบัติเหล่านั้น ภิกษุทั้งหลายมีสิทธิฟังพระปาฏิโมกข์ แต่อุบาสกผู้เป็นโสดาบันไม่มีสิทธิ ภิกษุมีสิทธิเป็นพระอุปัชฌาย์ ให้ การบรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตร ทำให้พระศาสนาเจริญมั่นคง แต่อุบาสกผู้เป็นโสดาบันไม่มีสิทธิเช่นนั้น ภิกษุมีสิทธิและหน้าที่ในการรักษาสิกขาบทน้อยใหญ่ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ แต่อุบาสกผู้เป็นโสดาบันไม่มีอำนาจหน้าที่เช่นนั้น... พระนาคเสนได้ยกตัวอย่างประกอบเพิ่มเติมว่า “เหมือนเจ้าชายผู้ได้ศึกษา ศิลปวิทยายุทธจากปุโรหิตาจารย์ประจำราชสกุล ต่อมาแม้เมื่อเจ้าชายนั้นได้รับ พระบรมราชาภิเษกเป็นพระราชาแล้ว ก็ยังคงเคารพปุโรหิตนั้นในฐานะเป็นอาจารย์อยู่อย่างเดิม” 

เพราะฉะนั้น การไหว้ จึงไหว้ด้วยความเหมาะสม ไม่ได้ไหว้ ไปเจาะจงที่ตัวบุคคล เป็นสำคัญ แต่ไหว้ในความประเสริฐของเพศบรรพชิตเป็นสำคัญ จบคำอธิบายไว้ตรงนี้ แล้วกลับมาเรื่องของ สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) กันต่อ 

เมื่อเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ ก็ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศสมเด็จพระสังฆราช (ชื่น) วัดหงส์รัตนาราม ลงเป็น พระธรรมธีรราชมหามุนี โดยทรงมีพระปรารภว่า "มีความรู้มาก เสียดายแต่ว่ามีสันดานสอพลอ" ทรงมีดำรัสว่า 

“สมเด็จพระสังฆราช (ชื่น) วัดหงส์ ซึ่งเจ้ากรุงธนบุรีตั้งขึ้นใหม่นั้นก็เป็นพวกอาสัตย์สอพลอพลอยว่าตาม นายแก้ว นายทอง อยู่ไปมิได้เป็นต้นเหตุ แต่รู้พระไตรปิฎกมาก เสียดายอยู่ อย่าให้สึกเลย และที่พระวันรัตนั้นว่างอยู่หาตัวมิได้ จึงโปรดตั้งให้เป็นพระธรรมธีรราชมหามุนี (ชื่น) ว่าที่พระวันรัต ซึ่งรองจากสมเด็จพระสังฆราช” 

รับสั่งให้ พระรัตนมุนี (แก้ว) สึกจากพระ แต่ยังทรงเมตตาให้เข้ารับราชการเป็น “พระอาลักษณ์” เป็นผู้ขนานพระนามพระองค์เจ้าต่างกรม  ส่วนพระวันรัต (ทองอยู่) ให้สึกจากพระ แล้วโปรดเกล้า ฯให้ไปเป็น “หลวงอนุชิตพิทักษ์” อยู่ในกรมมหาดไทย 

ส่วนพระราชาคณะทั้งปวงนั้น ที่เออออไปด้วยกลัวพระราชอาชญาจากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น ทรงพระกรุณาให้ยกโทษเสียทั้งสิ้น แต่ที่พระธรรมโคดมนั้นต้องกับพระสัพพัญญูเจ้า จึงดำรัสให้แปลงนามเสียใหม่ โปรดให้พระเทพกวีเลื่อนขึ้นเป็นที่พระธรรมอุดม ให้พระธรรมโฆษาวัดปากน้ำ เป็นพระเทพกวี ให้มหานากเปรียญเอก วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังฯ) เป็นพระพุทธโฆษาจารย์ ให้มหาเรืองข้าหลวงเดิมวัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังฯ) เป็นพระเทพมุนี ให้มหาเกสรเปรียญโทวัดโพธาราม (วัดพระเชตุพนฯ) เป็นพระญาณสิทธิ์ ฯลฯ

จากนั้นก็โปรดสถาปนาพระอาจารย์ศรี วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม) ขึ้นดำรงสมณศักดิ์ที่ "สมเด็จพระสังฆราช" พระพุฒาจารย์ และพระพิมลธรรมนั้น ก็ทรงโปรดเกล้าฯ ให้คืนสมณศักดิ์ และตำแหน่งดังเดิม พร้อมให้กลับไปครองวัดเก่าที่เคยสถิต 

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและกรมพระราชวังบวรสถานมงคลทรงมีพระดำรัสสรรเสริญว่า “พระผู้เป็นเจ้าทั้ง ๓ นี้มีสันดานสัตย์ซื่อมั่นคง ดำรงรักษาพระพุทธศาสนาโดยแท้ มิได้อาลัยแก่ร่างกายและชีวิต ควรเป็นที่นับถือไหว้นบเคารพสักการบูชา แม้มีข้อสงสัยสิ่งใดในพระบาลีภายหน้า จะให้ประชุมพระราชาคณะไต่ถาม ถ้าพระผู้เป็นเจ้าทั้ง ๓ ว่าอย่างไรแล้ว พระราชาคณะอื่นๆ จะว่าอย่างอื่นไป ก็คงจะเชื่อถ้อยคำพระผู้เป็นเจ้าทั้ง ๓ ซึ่งจะเชื่อถ้อยฟังความตามพระราชาคณะอื่นๆ ที่เป็นพวกมากนั้นหามิได้” 

ทั้งยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระสงฆ์วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังฯ) และวัดโพธาราม (วัดพระเชตุพนฯ) เข้ามารับบิณฑบาตในพระราชวังทั้ง ๒ พระอาราม ให้ผลัดเวรกันวัดละ ๗ วัน เป็นนิจกาล ให้รื้อตำหนักทองของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้นไปปลูกเป็นกุฎีถวายสมเด็จ ฯ พระสังฆราช (ศรี) 

สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) หลังจากได้ครองสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก หนที่ ๒ ก็เป็นกำลังสำคัญในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในช่วงสร้างกรุง พระองค์มีกรณียกิจสำคัญในการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ในปี พ.ศ.๒๓๓๑ และเป็นการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๒ ของสยามประเทศ สมเด็จพระสังฆราชได้เลือกพระราชาคณะฐานานุกรม เปรียญอันดับที่เล่าเรียนพระไตรปิฎกได้พระสงฆ์ ๒๑๘ รูป กับราชบัณฑิตยาจารย์ ๓๒ คน ทำการสังคายนาที่วัดนิพพานาราม แบ่งพระสงฆ์ออกเป็น ๔ กอง ดังนี้ สมเด็จฯ เป็นแม่กองชำระพระสุตตันปิฎก พระวันรัต เป็นแม่กองชำระพระวินัยปิฎก พระพิมลธรรม เป็นแม่กองชำระพระสัททาวิเศส และพระธรรมไตรโลก (ชื่น) เป็นแม่กองชำระพระปรมัตถปิฎก โดยสังคายนาที่วัดนิพพานาราม (วัดมหาธาตุฯ) ใช้เวลา ๕ เดือน จึงแล้วเสร็จ

สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) ทรงดำรงทรงดำรงตำแหน่งหนที่ ๒ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๒๕ จนกระทั่งประชวรถึงสิ้นพระชนม์ในวันที่ ๑๖ เดือน สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๓๗ รวมระยะเวลา ๑๒ ปี

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

เปิดนรก 8 ขุม! โลกหลังความตายที่ศาสนาพุทธเตือนให้ระวัง | THE STATES TIMES Story EP.179

เบื้องหลังการทำกรรม...มีโลกนรกซ่อนอยู่?

จาก "สัญชีวนรก" ถึง "อเวจีนรก"
8 ขุมมหานรก และนรกบริวารอีกนับร้อย
ที่บันทึกไว้ในไตรภูมิกถา เพื่อเตือนใจให้เราหมั่นทำดี ละชั่ว ✨

ทำไมบางขุมต้องทรมานนานนับกัลป์?
โลกันตนรกมืดสนิทจริงหรือ?
อ่านแล้วอาจได้ฉุกคิด...ว่าชีวิตนี้ ควรเลือกทางเดินอย่างไร

รู้หรือไม่? ไทยเคยมีขันที!! ขันที ในอยุธยาเป็นคนต่างชาติ มีบทบาทเฉพาะฝ่ายในและราชสำนัก ไม่มีอำนาจเหมือนขันทีจีน สิ้นสลายสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

นักเทศขันทีไทย องครักษ์ผู้ดูแลฝ่ายในและองค์เหนือหัว ผู้ไม่มีอำนาจเหมือนขันทีจีน มีหนวด ตัวใหญ่ ไม่ใช่คนไทย และมีบทบาทสำคัญในยุคกรุงศรีอยุธยา

ราชสำนักไทยในอดีตมี "ขันที" ปรากฏ และปฏิบัติหน้าที่อยู่จริง ตามหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุด ย้อนกลับไปสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ "ขันที" ไทยมีเอกลักษณ์ มีที่มาแตกต่างจากภาพที่เราคุ้นเคยจากซีรีส์จีนอยู่หลายประการ

หลักฐานตามกฎหมายโบราณ มีข้อมูลของขันทีปรากฏชัดเจนตามกฎหมาย และเอกสารสำคัญหลายฉบับ เช่น
กฎมณเฑียรบาล ตราขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กำหนดทำเนียบศักดินาขุนนางฝ่ายใน โดยระบุถึงตำแหน่งของกลุ่มคนที่เรียกว่า "นักเทศขันที"
กฎหมายตราสามดวง ในพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน ระบุตำแหน่งขุนนางในกรมขันที เช่น หลวงศรีมโนราช หลวงศรีสัจจา เป็นต้น ซึ่ง 2 ตำแหน่งนี้เป็นหัวหน้าดูแลเหล่านักเทศ และขันที

ขันทีในไทยเป็น "คนต่างชาติ" นักประวัติศาสตร์ระบุว่า ราชสำนักไทยไม่มีนโยบายตอนชายไทยเป็นขันที แต่ใช้การ “นำเข้า” จากต่างประเทศ โดยมักเป็นชาวเอเชียใต้ และตะวันออกกลาง ซึ่งสอดคล้องกับคำว่า "นักเทศ" หรือ “แขกเทศ” ที่แปลว่าคนต่างภาษาหรือต่างเมือง

ตามบันทึกของ ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ (Simon de la Loubère) ราชทูตฝรั่งเศสที่เข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้จำแนกกลุ่มขันทีในราชสำนักสยาม ซึ่งเขาเรียกว่า ยูนุค ออกเป็น 2 กลุ่มตามสีผิว ดังนี้

“กลุ่มยูนุคผิวขาว” เป็นกลุ่มขันที ที่เดินทางมาจากอาณาจักรใหญ่ ๆ ในแถบตะวันออกกลางและเอเชียใต้ ซึ่งมีวัฒนธรรมการใช้ขันที และ "ฮาเร็ม" (ฝ่ายใน) ฝังรากลึกอยู่แล้ว ขันทีกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ทำหน้าที่ควบคุมระเบียบงานขั้นสูง เป็นหัวหน้า หรือองครักษ์ใกล้ชิด ซึ่งมาจากเชื้อชาติหลัก ๆ คือ

ชาวเปอร์เซีย (อิหร่านในปัจจุบัน) : เป็นกลุ่มที่มีบทบาทสูงมากในราชสำนักอยุธยา เนื่องจากมีความสัมพันธ์ทางการค้า และการทูตที่แน่นแฟ้น โดยภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณ เช่น ที่วัดไชยทิศ กรุงเทพฯ มีภาพขันทีแต่งกายด้วยชุดยาว และโพกศีรษะตามแบบชาวอิหร่านโบราณ

ชาวอาหรับ: มาจากดินแดนในคาบสมุทรอาหรับ เดินทางเข้ามาพร้อมกับเรือสินค้า และการเผยแผ่ศาสนา
ชาวอินเดีย (โมกุล): มาจากจักรวรรดิโมกุลทางตอนเหนือของอินเดีย ซึ่งเป็นราชสำนักมุสลิมขนาดใหญ่ที่มีการฝึกฝนวิชาชีพขันทีโดยเฉพาะ

ชาวโต้ระกี่ (ตุรกี / ออตโตมาน): แม้จะมีหลักฐานระบุไว้ไม่มากนัก แต่จักรวรรดิออตโตมานในยุคนั้นคือศูนย์กลางขันทีที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีการส่งออก และเชี่ยวชาญระบบขันที จึงมีบางส่วนเดินทางมายังอยุธยา

“กลุ่มยูนุคผิวดำ” ลาลูแบร์ระบุว่า มีขันทีผิวสีอยู่ด้วย ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็น "ชาวแอฟริกัน" (เช่น ชาวอะบิสสิเนีย หรือเอธิโอเปียในปัจจุบัน) คนกลุ่มนี้มักถูกจับตัวมาตั้งแต่เด็ก โดยพ่อค้าทาสชาวอาหรับ จากนั้นจะถูกตอนเพื่อนำมาขายเป็นแรงงาน

แล้ว "ขันทีชาวจีน" มีไหม? ในหมู่นักประวัติศาสตร์มีข้อสันนิษฐานแตกออกเป็น 2 ทาง คือ
ทางแรก: เชื่อว่า “มี” เพราะในยุคอยุธยาตอนต้น ซึ่งเป็นช่วงที่ติดต่อกับราชวงศ์หมิงของจีนอย่างใกล้ชิด อาจเคยมีการนำเข้าขันทีจีนมาเป็นกลุ่มแรก ๆ เพราะสันนิษฐานจากคำว่า “นักเทศ” กับ “ขันที” ที่มักถูกเขียนแยกกัน
ทางที่สอง: เชื่อว่า “ไม่มี” เพราะหลักฐานเอกสารเกือบทั้งหมดที่หลงเหลืออยู่ รวมถึงรายชื่อราชทินนามขุนนาง เช่น ขุนราชาข่าน ซึ่งคำว่า ข่าน เป็นตำแหน่งมุสลิม ชี้ไปทางเดียวกันว่า ขันทีที่ทำงานจริง ๆ และมีบทบาทเด่นชัดในไทยล้วนเป็น "ชาวมุสลิม" หรือ “แขกเทศ” แทบทั้งสิ้น

หน้าที่ของขันทีในไทย ขันทีในราชสำนักอยุธยาไม่มีอำนาจล้นฟ้าหรือยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเหมือนในจีน แต่มีหน้าที่เฉพาะทาง ในฐานะผู้ประสานงานระหว่าง "ฝ่ายหน้า" ซึ่งเป็นพื้นที่ของพระมหากษัตริย์ และขุนนางชายในการว่าราชการงานแผ่นดิน กับ "ฝ่ายใน" ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามเฉพาะสตรี นางใน และพระมหากษัตริย์เท่านั้น ซึ่งหน้าที่หลัก ๆ ได้แก่
อารักขาความปลอดภัยในเขตพระราชฐานชั้นใน / อัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งจากฝ่ายหน้าไปฝ่ายใน /
จัดเตรียมการร่วมขบวนเสด็จ ฯ ที่มีฝ่ายในติดตามออกไปข้างนอก / ติดตามองค์พระมหากษัตริย์เมื่อเสด็จฯ เข้าไปยังฝ่ายใน และในสถานที่อื่น ๆ ตามพระราชประสงค์

ตำแหน่งสำคัญของนักเทศขันที
หลวงศรีมโนราชภักดีศรีเทพรักษา องครักษ์ ขันที และ หลวงเทพชำนาญภักดีศรีเทพรักษา องครักษ์ ขันที ทั้ง 2 ตำแหน่งนี้มีชื่อ และราชทินนามเทียบเท่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ขึ้นตรงกับเสนาบดีกรมวัง ถือศักดินา 1,000 ไร่ ซึ่งถือว่าสูงมากหากเทียบกับชั้น “หลวง” คือเทียบเท่ากับ “เจ้ากรม” ซึ่งเป็น “ออกพระ” เลยทีเดียว โดยมีหน้าที่เฉพาะคือเป็น "ราชองครักษ์ขันที" ถวายอารักขาพระมหากษัตริย์ และดูแลความปลอดภัยให้กับเหล่าสตรีฝ่ายใน หรือจะเรียกว่า “องครักษ์ฝ่ายใน” ก็ได้ มีหน้าที่ถวายอารักขาใกล้ชิดพระมหากษัตริย์ในยามที่เสด็จฯ ร่วมกับฝ่ายใน เช่น การถวายอารักขาเมื่อเสด็จฯ ทางชลมารคไปโดยมีเรือพระที่นั่งของฝ่ายในร่วมเสด็จฯ ด้วย / ตรวจตราความเรียบร้อยไม่ให้ชายใดลอบเข้ามาในเขตหวงห้าม รวมถึงกำกับดูแลความประพฤติของนางกำนัลให้อยู่ในระเบียบวินัย / คุมสิ่งของสมโภชในกระบวนเสด็จฯ ซึ่ง "ตำราแบบธรรมเนียมในราชสำนักครั้งกรุงศรีอยุธยา" บันทึกว่ายามที่พระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินทางสถลมารค (ทางบก) เพื่อไปสมโภชพระพุทธบาทสระบุรี ขุนนางขันทีระดับหัวหน้าจะมีหน้าที่คุมบัญชี และดูแลขบวนเกวียนขนสิ่งของเครื่องใช้ ดอกไม้เพลิง และสรรพาวุธต่าง ๆ ของทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน

ออกพระศรีมะโนราชภักดีศรีปลัยวัล เจ้ากรมนักเทศขันที ถือศักดินา 1,000 ไร่ ซึ่งเป็นระดับเดียวกับเจ้ากรมชั้นผู้ใหญ่ในวังหลวง เป็นผู้ดูแล "นักเทศขันที" ทั้งหมด โดยมีหน้าที่บริหาร ควบคุม ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในเขตพระราชฐานชั้นใน รับส่งสารพระราชกระแสรับสั่ง ประสานงานเชื่อมต่อระหว่างฝ่ายหน้ากับฝ่ายใน ฝ่ายนักเทศดูแลการออกฝ่ายหน้า ฝ่ายขันทีดูแลฝ่ายใน ซึ่งงานของเขามีตัวอย่างเช่น การเข้าเฝ้าในพระราชพิธีสำคัญอย่างพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ดูแลการเข้าออกของฝ่ายในทั้งหมด ซึ่งตัวออกพระศรีฯ เองก็ห้ามออกไปนอกด่านขนอนโดยเด็ดขาด ออกพระศรีฯ มีผู้ใต้บังคับบัญชาในทำเนียบเช่น หลวงราชาชานภักดี ปลัดกรมมีศักดินา 500 ไร่ ปลัดจ่านุชิด ปลัดพิพิท ปลัดมระกฎ ซึ่งเป็นกลุ่มขันทีระดับปฏิบัติการ

จากตำแหน่งที่มีชื่อในข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่าราชสำนักอยุธยามีการจัดระบบกลุ่มข้าราชบริพารที่เป็นขันทีอย่างเป็นกิจจะลักษณะ และมีแบบแผนที่ชัดเจน

การแต่งกาย และอุปกรณ์ของนักเทศขันที
เนื่องจากนักเทศ ขันที เหล่านี้มักถูกตอนเฉพาะอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกบางส่วน เพื่อให้ยังคงมีฮอร์โมนเพศชายในการเป็น "องครักษ์" จึงไม่ได้มีลักษณะอ้อนแอ้น รูปร่างของพวกเขาจึงยังคงมีความแข็งแรงกำยำแบบบุรุษ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เช่น ที่วัดไชยทิศ กรุงเทพฯ และหอเขียน วังสวนผักกาด มีภาพที่สะท้อนการแต่งกายของขันทีไว้อย่างชัดเจนว่ามีการแต่งกาย "ตามเชื้อชาติและวัฒนธรรมอิสลาม/เปอร์เซีย" มีการใช้ผ้าโพกศีรษะ ตามแบบชาวมุสลิม นุ่งห่มและสวมเสื้อคลุมยาวแบบแขกเทศ เหน็บกริช ไว้ที่เอว ถือไม้เท้าเดินตามเสด็จฯ ที่เรียกว่า “ไม้หวด” โดยไม้เท้านี้มีไว้สำหรับตีหรือหวด เจ้านายฝ่ายในหรือนางกำนัลที่ประพฤติตนออกนอกลู่นอกทาง รวมถึงใช้ตีไล่พวกมหาดเล็กหนุ่มๆ ฝ่ายหน้า ที่แอบเข้ามาด้อมๆ มองๆ สาวๆ ฝ่ายใน บางครั้งต้องถือ "กระสุน" และ “ธนูยิงกระสุน” เพื่อใช้ยิงไล่พวกที่ประพฤติไม่เหมาะสมขณะเสด็จฯ ร่วมเดินแห่เพื่ออารักขา หรือทำหน้าที่ ตีกรับ/เป่าสังข์ ในการส่งสัญญาณห้ามคนเข้าใกล้ขบวนเสด็จฝ่ายใน

แล้วพวกนักเทศ ขันทีเขาอยู่กันอย่างไร ?
"ทิมนักเทศ" และ "ทิมขันที" คือโรงหรืออาคารพักอาศัย ที่ถูกแบ่งอย่างเป็นสัดส่วนของกลุ่มข้าราชบริพารชายที่ถูกตอนแล้วมาทำงานในพระราชฐานชั้นในของพระราชวังหลวงสมัยกรุงศรีอยุธยา คำว่า "ทิม" ในภาษาโบราณหมายถึง แถวห้องพัก อาคารยาว หรือโรงเรือนพักสำหรับเจ้าพนักงานในวัง ข้อมูลตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น ตำราแบบธรรมเนียมในราชสำนักครั้งกรุงศรีอยุธยา ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับทิมกลุ่มนักเทศขันทีไว้ดังนี้
มีแยกทิมอย่างชัดเจน ในบันทึกระบุสิ่งก่อสร้างเพื่อพักอาศัยของข้าราชบริพารฝ่ายในว่า "...ทิมนักเทศ ทิมขันที ทิมโขลน..." สิ่งนี้เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่นักประวัติศาสตร์ใช้ยืนยันว่า "นักเทศ" กับ "ขันที" เป็นคนละกลุ่ม และมีที่พักแยกจากกัน ไม่ใช่คำเรียกเหมารวมอย่างที่เข้าใจกันในยุคหลัง โดยสันนิษฐานว่า ทิมนักเทศ เป็นที่พักของยูนุคกลุ่มที่มาจากฝั่งตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ (มุสลิม/แขกเทศ) ซึ่งมักนั่งเฝ้าฝั่งขวาในพระราชพิธี ทิมขันที เป็นที่พักของยูนุคกลุ่มที่อาจจะได้รับอิทธิพลหรือมาจากฝั่งอื่น ๆ ซึ่งมักนั่งเฝ้าฝั่งซ้าย
ตั้งอยู่ตรงไหนของเขตหวงห้ามชั้นใน ? ทิมเหล่านี้ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน แวดล้อมไปด้วยสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของสตรีฝ่ายใน เช่น พระตำหนักเรือนหลัง พนักงานสนมซ้ายขวา โรงสะดึง (สำหรับปักผ้า) โรงเทียน และทิมโขลน (ที่พักของตำรวจหญิง) การตั้งอยู่บริเวณนี้ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มนักเทศ และขันทีจำเป็นต้องพร้อมปฏิบัติหน้าที่อารักขา และเดินสารตลอด 24 ชั่วโมง
ระบบชนชั้นภายในทิม “ทิมนักเทศ" และ "ทิมขันที จะเป็นลักษณะห้องพักรวม (เรือนนอนรวม) สำหรับขันทีระดับปฏิบัติการทั่วไป ส่วนข้าหลวงขันทีชั้นผู้ใหญ่ที่มีบรรดาศักดิ์สูง และกุมอำนาจคุมกรม เช่น ออกพระศรีมะโนราชภักดี ฯ หรือ หลวงศรีมโนราช จะได้รับพระราชทานความสะดวกสบายที่มากกว่า โดยมีเรือนพักส่วนตัวแยกออกไปเป็นเอกเทศ ไม่ต้องนอนรวมในทิมกับคนอื่น ๆ

ระบบขันทีชายในราชสำนักไทยได้สูญสิ้นไปอย่างเป็นทางการในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยถูกยกเลิกลงอย่างเด็ดขาดในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เมื่อสิ้นกรุงศรีอยุธยา เข้าสู่ยุคกรุงธนบุรี ต่อเนื่องมาจนถึงการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ในปี พ.ศ. 2325 แม้ว่าจะมีการรวบรวมกฎหมายเก่ามาจัดทำเป็น "กฎหมายตราสามดวง" ซึ่งยังคงใส่ชื่อตำแหน่งอย่าง หลวงศรีมโนราชฯ หรือ หลวงศรีสัจจาฯ ไว้ตามธรรมเนียมอยุธยาเพื่อเป็นแบบแผน แต่ในความเป็นจริง รัชกาลที่ 1 ทรงสั่งยกเลิกขุนนางตำแหน่งนักเทศขันทีทั้งหมด และไม่มีการนำเข้านักเทศขันทีต่างชาติเข้ามาใช้งานในพระบรมมหาราชวังอีกต่อไป จึงถือเป็นจุดสิ้นสุดของ "ขันทีชาย" ในประวัติศาสตร์ไทยอย่างแท้จริง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top