Saturday, 6 June 2026
เรื่องเล่าจากเครมลิน

‘โดรน’ อุตสาหกรรมความมั่นคงใหม่ของรัสเซีย ภายใต้เงาสงคราม – การคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก

(3 ก.ค. 68) ในขณะที่สมรภูมิยูเครนยังคงเป็นพื้นที่สู้รบที่ลุกเป็นไฟและกินเวลานานกว่าสองปี รายงานจากหน่วยงานวิเคราะห์ด้านความมั่นคงของรัสเซีย (Russian think tank) ได้เผยให้เห็นปรากฏการณ์สำคัญที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบงันแต่ทรงพลัง การเร่งผลิตโดรนทางทหารในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ความเปลี่ยนแปลงนี้มิใช่เพียงกลไกเสริมยุทธศาสตร์รบหากแต่เป็นบทพิสูจน์ถึงการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัสเซียในเงาของการคว่ำบาตรและเป็นการส่งสัญญาณทางภูมิรัฐศาสตร์ที่โลกไม่อาจมองข้าม สงครามรัสเซีย - ยูเครนทำให้ “โดรน” เปลี่ยนสถานะจากเพียงเครื่องมือสนับสนุนกลายเป็นหัวใจของการสู้รบทั้งเชิงรุกและรับ โดยเฉพาะฝั่งรัสเซียที่เริ่มใช้โดรนอย่างเป็นระบบและมียุทธศาสตร์มากขึ้น ตั้งแต่โดรนลาดตระเวนเพื่อเก็บภาพจากแนวหน้า ไปจนถึง “โดรนพลีชีพ” (Kamikaze drones) อย่าง Lancet หรือ Geran-2 ที่สามารถเจาะแนวรับของฝ่ายยูเครนได้อย่างแม่นยำและต้นทุนต่ำ

การผลิตโดรนในรัสเซียช่วงกลางปี ค.ศ. 2025 ทะยานสูงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจการผลิตรายงานว่า อัตราการผลิตในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้นถึง 16.9% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และสูงกว่าค่าเฉลี่ยตลอดปี 2024 ถึง 1.6 เท่า แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างเข้มข้นของรัฐในการผลักดันโดรนให้เป็นสินค้าหลักในยุทธศาสตร์สงคราม สำหรับปี ค.ศ. 2024 รัสเซียผลิตโดรนพลเรือนกว่า 16,400 ลำ เพิ่มขึ้นกว่า 2.5 เท่าจากปีก่อนหน้า พร้อมกับการจัดตั้งโรงงานผลิตโดรนมากกว่า 600 แห่งทั่วประเทศ และดึงภาคเอกชนกว่า 200 บริษัทเข้าร่วมโครงการระดับชาติ National Drone Project เพื่อสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีการบินไร้คนขับอย่างครบวงจร ทั้งด้านการผลิต วิจัย ฝึกอบรม และซ่อมบำรุง โดรนจึงกลายเป็น “อุตสาหกรรมใหม่” ที่รัฐใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจควบคู่กับการเสริมสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยี ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรตะวันตก รายงานจากศูนย์วิเคราะห์ยุทธศาสตร์และเทคโนโลยี (CAST) เดือนมิถุนายน ค.ศ. 2025 ระบุว่า รัสเซียเพิ่มกำลังการผลิตโดรนทหารมากกว่า 400% ในเวลาไม่ถึง 18 เดือน พร้อมก่อตั้งสายการผลิตใหม่ในภูมิภาคต่าง ๆ เช่น ตาตาร์สถาน อูราล และไซบีเรีย นอกจากนี้ ภาครัฐยังสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีขนาดกลางและเล็กให้เข้าร่วมในห่วงโซ่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สร้าง “military startup ecosystem” ในรูปแบบรัสเซีย 

ในที่ประชุมทางยุทธศาสตร์ที่เมืองโตลยัตตี แคว้นซามารา «Самарская область» ประธานาธิบดี
วลาดิมีร์ ปูติน ประกาศว่าในปี ค.ศ. 2024 การผลิตโดรนพลเรือนของรัสเซียเพิ่มขึ้น 2.5 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แสดงให้เห็นความสำเร็จของนโยบายเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมโดรนภายในประเทศ รัฐบาลจึงตั้งเป้าให้โดรนเป็นหัวใจสำคัญในโครงสร้างยุทธศาสตร์ชาติ ไม่เพียงเพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารเท่านั้น แต่ยังเน้นส่งเสริมเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมควบคู่กับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายนี้รัฐบาลรัสเซียได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนอย่างมหาศาลผ่านทุนสนับสนุน เงินอุดหนุน และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รวมมูลค่าหลายพันล้านรูเบิล พร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชน เปิดโอกาสให้บริษัทเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพเข้าร่วมโครงการผลิตโดรนในระดับอุตสาหกรรม รายงานจาก CNews ระบุว่าแผนลงทุนพัฒนาด้านโดรนของรัสเซียมีมูลค่าถึง 126 พันล้านรูเบิล ภายใน 7 ปีจนถึงปีค.ศ. 2030 โดยมุ่งผลิตโดรนหลากหลายรูปแบบถึง 59 รุ่น ครอบคลุมทั้งโดรนลาดตระเวน โดรนโจมตี และโดรนพลเรือนสำหรับงานอุตสาหกรรมและความมั่นคง สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลมองโดรนไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางทหารแต่ยังเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งอนาคต

เบื้องหลังความสำเร็จในการเร่งผลิตโดรนของรัสเซียไม่ได้เกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากยุทธศาสตร์ “สายฟ้าแลบ” ที่ผสมผสานการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศ การลักลอบจัดหาชิ้นส่วนผ่านเครือข่ายพันธมิตร และการ “แกะกล่อง” หรือ reverse engineering เทคโนโลยีของต่างชาติอย่างมีระบบ รายงานจากแหล่งข่าวด้านเทคนิคในรัสเซียระบุว่า ในปี ค.ศ. 2024 สัดส่วนของชิ้นส่วนโดรนที่นำเข้าจากจีนมีมากถึง 70% ขณะที่การผลิตในประเทศยังจำกัดอยู่ราว 30% โดยเฉพาะชิ้นส่วนสำคัญอย่างมอเตอร์ไฟฟ้า (electric motors) ซึ่งผลิตภายในได้เพียง 5% เท่านั้น จุดแข็งของรัสเซียจึงอยู่ที่ความสามารถในการดัดแปลง ปรับใช้ และพัฒนาต้นแบบของต่างชาติให้กลายเป็นอาวุธของตนเอง ตัวอย่างชัดเจนคือโครงการผลิตโดรน Geran-2 ที่ถูกพัฒนาขึ้นจากต้นแบบของ Shahed-136 ซึ่งได้รับความร่วมมือเชิงเทคนิคจากอิหร่าน โดยมีโรงงานผลิตขนาดใหญ่ที่เมืองเยลาบูกา «Елабуга»  ในสาธารณรัฐตาตาร์สถาน «Республика Татарстан» เป็นศูนย์กลาง การพัฒนานี้เกิดขึ้นในเวลาเพียงหนึ่งปีหลังจากเริ่มได้รับโดรนจากอิหร่านมาใช้จริงในยูเครน แสดงให้เห็นถึงความเร็วและประสิทธิภาพของระบบการพึ่งพาตนเองเชิงกึ่งอัตโนมัติภายใต้แรงกดดันจากสงครามและการคว่ำบาตร 

รัสเซียจึงไม่เพียงแต่ผลิตโดรนแต่กำลังสร้างระบบอุตสาหกรรมที่สามารถ “ประกอบสงคราม” ได้ในทุกขั้นตอนตั้งแต่การลอกแบบจนถึงการนำไปใช้จริงในสนามรบ ในสนามรบยุคใหม่โดรนรัสเซียทำหน้าที่เป็นทั้ง “กองกำลังสนับสนุน” ที่เติมเต็มข้อมูลข่าวสารและความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ให้กับกองกำลังอย่างไม่ขาดสาย และ “อาวุธโจมตี” ที่ใช้โจมตีเป้าหมายสำคัญด้วยความแม่นยำและต้นทุนต่ำ ด้วยการส่งโดรน FPV จำนวนหลายพันเครื่องต่อวันเข้าสู่แนวหน้า รัสเซียสามารถเพิ่มความต่อเนื่องในการลาดตระเวนและเฝ้าระวัง ลดความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันโดรนพลีชีพอย่าง Geran-2 และ Lancet ถูกใช้ในยุทธวิธีการโจมตีเชิงลึกกับศูนย์บัญชาการ โครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งเก็บอาวุธของฝ่ายตรงข้าม ผลที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในยุทธศาสตร์การป้องกันของยูเครนที่ต้องรับมือกับการโจมตีจากโดรนปริมาณมหาศาลซึ่งเกินกว่าที่เคยประสบมาก่อน รายงานจากสำนักข่าว Kommersant และ TASS ยังยืนยันถึงการใช้งานโดรนอย่างเป็นระบบตั้งแต่การเก็บข้อมูลเชิงลึกไปจนถึงการประสานและโจมตีเป้าหมายที่เจาะจงอย่างแม่นยำ สร้างสมดุลระหว่างการสอดแนมที่ต่อเนื่องและการโจมตีที่มีความลับคมเฉียบซึ่งเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าการรบในสนามยุคใหม่อย่างสิ้นเชิง

แม้เผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรด้านเทคโนโลยีขั้นสูงจากตะวันตก รัสเซียสามารถเร่งผลิตโดรนได้อย่างรวดเร็วสะท้อนถึงการก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีชาตินิยม (techno-nationalism) และการสร้างอุตสาหกรรมสงครามพึ่งตนเอง (sovereign military-industrial complex) ซึ่งรัฐผลักดันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2022 เดิมรัสเซียพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนไมโครอิเล็กทรอนิกส์จากยุโรปและจีนสำหรับอาวุธนำวิถีและโดรน แต่หลังถูกคว่ำบาตรอย่างเข้มข้นจากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป รัฐหันมาใช้นโยบายทดแทนการนำเข้า (import substitution) อย่างเร่งด่วน รายงาน FSB ปลายปี ค.ศ. 2024 เผยการลักลอบนำเข้าไมโครชิปและชิ้นส่วนผ่านเครือข่ายในเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง และแอฟริกาตะวันออกเฉียงเหนือ แสดงถึงความยืดหยุ่นและการปรับตัวของรัฐในสงครามเศรษฐกิจการเติบโตของอุตสาหกรรมโดรนจึงมิใช่ผลจากภาวะสงครามเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการตอบโต้การครอบงำเทคโนโลยีตะวันตกที่รัสเซียมองว่าเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยของตน ภายใต้แรงกดดันจากการถูกตัดขาดในห่วงโซ่อุปทาน รัฐจึงเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีภายในประเทศ ผ่านโครงการอย่าง National Drone Project พร้อมสนับสนุนภาคเอกชนที่เข้ามาเป็นเครือข่ายนวัตกรรมทางทหาร โดยมุ่งลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญ ยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้เป็นเพียงการลอกแบบ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมครอบคลุมตั้งแต่การวิจัย พัฒนา ผลิต จนถึงการใช้งานจริงในสนามรบ ซึ่งสะท้อนความพยายามของรัสเซียในการแยกตัวจากอิทธิพลตะวันตก สร้างความเข้มแข็งจากภายใน และส่งสัญญาณว่าอนาคตสงครามและความมั่นคงจะขึ้นอยู่กับผู้ควบคุมเทคโนโลยีขั้นสูงได้ก่อน

นอกจากความหมายด้านเทคโนโลยีและกำลังรบ การเร่งพัฒนาโดรนยังมีนัยสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์อย่างลึกซึ้ง การสร้างระบบผลิตโดรนภายในประเทศช่วยเสริมความมั่นคงยุทธศาสตร์โดยลดการพึ่งพาชิ้นส่วนต่างชาติ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ถูกรุมคว่ำบาตรหนัก โดรนยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ในระดับภูมิภาคและโลก ผ่านสมรภูมิแบบไฮบริดและสงครามสมัยใหม่ที่เน้นการโจมตีเป้าหมายแม่นยำ เพิ่มศักยภาพควบคุมพื้นที่ ลดต้นทุนการรบ และสะท้อนอำนาจใหม่ในฐานะมหาอำนาจเทคโนโลยีด้านความมั่นคง ในแง่ภูมิรัฐศาสตร์การพัฒนาโดรนเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ “อธิปไตยเทคโนโลยี” (technological sovereignty) ที่มุ่งลดความเปราะบางจากการถูกตัดขาดจากระบบเทคโนโลยีโลก พร้อมเป็นเครื่องมือสร้างพันธมิตรและขยายเครือข่ายทางทหารกับพันธมิตร เช่น อิหร่านและจีน ส่งผลต่อการเปลี่ยนสมดุลอำนาจในยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง และเอเชียกลาง โดยรวมแล้ว การลงทุนในโดรนไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีหรือสงคราม แต่เกี่ยวพันลึกซึ้งกับการรักษาอธิปไตยและการวางตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซียในเวทีโลกยุคศตวรรษที่ 21

การเติบโตของอุตสาหกรรมโดรนกำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจภายในของรัสเซียในลักษณะที่เรียกว่า military Keynesianism หรือการใช้การผลิตทางทหารเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งปรากฏให้เห็นชัดในปี 2024–2025 ที่ GDP ภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในรอบทศวรรษโรงงานผลิตโดรนและศูนย์วิจัยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ดึงดูดแรงงานไอที วิศวกร AI และนักพัฒนาอุปกรณ์สื่อสารเข้าสู่ภาครัฐหรือบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหม เทคโนโลยีของโดรนจึงกลายเป็นพื้นที่บรรจบกันระหว่างภาครัฐ-เอกชน-ทหารในแบบที่เรียกว่า complex military-civilian innovation networkอย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงก็มีอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการ “ทหารนิยม” (militarization) ของเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้ทรัพยากรและงบประมาณของรัฐไหลออกจากภาคพลเรือนไปสู่ภาคสงครามอย่างต่อเนื่อง

การที่รัสเซียผลิตโดรนเองจำนวนมากไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภายในประเทศ แต่ยังส่งผลในระดับภูมิรัฐศาสตร์อย่างเด่นชัด โดยเฉพาะในมิติของการปรับความสัมพันธ์กับพันธมิตรนอกตะวันตก เช่น อิหร่าน จีน เบลารุสและกลุ่มประเทศในเอเชียกลาง 

กับอิหร่าน: รัสเซียเคยพึ่งพาโดรน Shahed-131/136 จากอิหร่าน แต่ภายหลังเริ่มมีการ reverse engineering และผลิตในชื่อ Geran-2 เองในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากอิหร่านจึงเป็นจุดตั้งต้นของการสร้างอุตสาหกรรมโดรนแบบรัสเซีย

กับจีน : แม้จะไม่มีความร่วมมือทางทหารอย่างเปิดเผย แต่บริษัทจีนบางรายถูกพบว่ามีการส่งชิ้นส่วนให้รัสเซียผ่านประเทศที่สาม ซึ่งสะท้อนความคลุมเครือของ “สงครามพรางทางเทคโนโลยี”

กับพันธมิตรอื่น: ความสามารถในการผลิตโดรนของรัสเซียทำให้กลุ่มประเทศต่อต้านตะวันตกเริ่มมองว่ารัสเซียคือแหล่งความรู้และเทคโนโลยีทางทหารทางเลือก อาจนำไปสู่การส่งออกเทคโนโลยีโดรนในอนาคต

บทสรุป การพัฒนาและผลิตโดรนอย่างรวดเร็วของรัสเซียไม่เพียงสะท้อนถึงความพยายามเสริมสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีและความมั่นคงของชาติในยุคสงครามสมัยใหม่แต่ยังเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าการทำสงครามในระดับยุทธศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์อย่างลึกซึ้ง โดรนกลายเป็นเครื่องมือสำคัญทั้งในด้านการลาดตระเวนและการโจมตีที่แม่นยำ ตอกย้ำยุทธศาสตร์เทคโนชาตินิยมและการพึ่งพาตนเองของรัสเซียภายใต้แรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตร การขยายตัวของอุตสาหกรรมโดรนยังช่วยสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมทางทหารที่ผสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ส่งผลให้รัสเซียมีความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์เหนือยูเครนในสมรภูมิแห่งอนาคต ในขณะเดียวกัน การพัฒนาโดรนยังสะท้อนความเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ที่รัฐที่มีเทคโนโลยีโดรนขั้นสูงจะสามารถรักษาอธิปไตยและขยายอิทธิพลได้มากกว่า ในโลกที่สงครามถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสูง โดรนจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือสงคราม แต่เป็นตัวชี้วัดและตัวขับเคลื่อนสำคัญของอำนาจรัฐในศตวรรษที่ 21

‘รัสเซีย’ สร้างแรงสั่นสะเทือน!! รับรอง ‘ตอลิบาน’ การเคลื่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ท้าทายโลกตะวันตก

เมื่อวันที่ (3 ก.ค. 68) รัสเซียได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับระบบระเบียบโลกอีกครั้งด้วยการกลายเป็นประเทศแรกที่ประกาศรับรองรัฐบาลตอลิบานของอัฟกานิสถานอย่างเป็นทางการท่ามกลางกระแสการปฏิเสธและความลังเลจากประชาคมโลก ท่าทีของเครมลินในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการติดต่อทวิภาคีทั่วไปหากแต่คือการประกาศจุดยืนอันชัดเจนว่ารัสเซียพร้อมเดินสวนทางกับค่านิยมเสรีนิยมของตะวันตกและเลือกเดิมพันทางภูมิรัฐศาสตร์กับ "รัฐที่โลกเสรีพยายามลืม" นี่คือการเดินหมากของมหาอำนาจที่ถูกกดดัน ถูกโดดเดี่ยวและถูกปิดล้อมทางการทูตอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่บุกยูเครนในปี ค.ศ. 2022 รัสเซียไม่ได้เพียงรับรองรัฐบาลตอลิบานเท่านั้นแต่ยังส่งสัญญาณถึงโลกว่ากำลังจัดวางพันธมิตรใหม่ภายใต้ตรรกะแห่งประโยชน์และอำนาจ มากกว่าจะผูกติดกับคุณค่าสากลที่ตะวันตกยกย่อง ท่ามกลางฉากหลังของสงคราม ความอดอยาก การก่อการร้าย และการแสวงหาอำนาจในเอเชียกลาง รัสเซียมองว่าตอลิบานไม่ใช่กลุ่มหัวรุนแรงหากแต่คือ "หุ้นส่วนที่เป็นไปได้" ซึ่งสามารถต่อรองอิทธิพลกับตะวันตกและถ่วงดุลการครอบงำในภูมิภาค คำถามจึงไม่ใช่ว่า "รัสเซียควรรับรองตอลิบานหรือไม่" แต่คือ "โลกจะจัดการกับการเปลี่ยนแปลงทางระเบียบภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อย่างไร" การยอมรับตอลิบานคือการเคลื่อนไหวที่สั่นคลอนหลักการเดิมของความชอบธรรมและสิทธิมนุษยชนและกำลังลากโลกเข้าสู่ยุคแห่งการทูตแบบดิบๆ (raw diplomacy) ที่ผลประโยชน์และอำนาจกลับมาครองเวทีอีกครั้ง บทความนี้มุ่งสำรวจพลวัตเบื้องหลังการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของรัสเซีย โดยวางกรอบวิเคราะห์ผ่านเลนส์ของภูมิรัฐศาสตร์ ดุลอำนาจ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการตอบโต้ระเบียบโลกฝ่ายเดียว (unipolarity) ที่ครอบงำมานานกว่าสามทศวรรษ

นับตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 2021 ที่กลุ่มตอลิบานบุกยึดกรุงคาบูลและโค่นล้มรัฐบาลอัฟกานิสถานที่ได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตก โลกก็เผชิญกับคำถามทางศีลธรรม การเมือง และความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างหนักหน่วง การกลับมาสู่อำนาจของกลุ่มตอลิบานไม่เพียงพลิกฟื้นความทรงจำอันขมขื่นในยุคก่อนปี ค.ศ. 2001 แต่ยังเปิดฉากการทดสอบครั้งใหญ่ต่อระเบียบโลกเสรีนิยม การกลับมาของตอลิบานไม่ใช่แค่การโค่นล้มรัฐบาลเก่า แต่มันคือการฉีกหน้าระเบียบโลกที่วางอยู่บนค่านิยมเสรีนิยมตะวันตก การศึกษาสำหรับสตรี? ถูกห้าม เสรีภาพในการแสดงออก? ถูกกด สิทธิมนุษยชน? กลายเป็นวาทกรรมที่ไร้ความหมายในแดนที่กฎหมายถูกตีความผ่านอุดมการณ์ทางศาสนาแบบสุดโต่ง ในช่วงเวลากว่า 3 ปีที่ตอลิบานปกครองประเทศ กลุ่มผู้ปกครองนี้ได้พยายามสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของตนในฐานะ "รัฐบาลแห่งเสถียรภาพ" ที่สามารถฟื้นฟูความสงบได้ดีกว่ารัฐบาลที่ตะวันตกสนับสนุน แต่ขณะเดียวกันก็กลับไปใช้นโยบายแบบอนุรักษนิยมสุดโต่งซึ่งจำกัดสิทธิสตรีอย่างรุนแรง เช่น การห้ามผู้หญิงเรียนหนังสือต่อเกรด 6 การสั่งปิดมหาวิทยาลัยสำหรับผู้หญิง และการกีดกันผู้หญิงจากแรงงานภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนระดับนานาชาติ หลายประเทศจึงเลือก "เปิดช่องทางสื่อสาร" แต่ไม่ให้การรับรองทางการทูตอย่างเป็นทางการ

แม้ไม่มีประเทศใดก่อนหน้ารัสเซียให้การรับรองตอลิบานในฐานะรัฐบาลโดยชอบธรรม แต่อัฟกานิสถานกลับกลายเป็น “จุดยุทธศาสตร์เงียบ” ที่หลายรัฐเข้าไปมีส่วนร่วมผ่านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การเจรจาความมั่นคง และผลประโยชน์ทางทรัพยากร โดยเฉพาะจีน ปากีสถาน กาตาร์ อุซเบกิสถาน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ล้วนมีช่องทางการสื่อสารกับรัฐบาลตอลิบาน แม้จะไม่มีสถานะทางการทูตเต็มรูปแบบก็ตาม องค์กรระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปเกี่ยวกับสถานะของรัฐบาลตอลิบานได้อย่างเป็นเอกภาพ โดยแม้ตอลิบานจะเรียกร้องให้ได้รับที่นั่งประจำในเวทีสหประชาชาติ แต่กลับถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยคณะกรรมการรับรอง (UN Credentials Committee) ภายใต้ข้ออ้างว่ายังไม่แสดงหลักฐานของการปกครองอย่างครอบคลุมและเคารพสิทธิมนุษยชน กล่าวโดยสรุป ตอลิบานดำรงอยู่ในสถานะ “รัฐเงา” (shadow state) ที่ครองอำนาจจริงแต่ไม่มีความชอบธรรมตามกรอบของประชาคมโลก เป็นรัฐบาลที่ไม่ถูกรับรอง แต่ไม่สามารถถูกมองข้าม เป็นผู้เล่นที่ไม่มีชื่อในเวที แต่มีบทบาทในภาคสนาม ทั้งในเรื่องความมั่นคง ชายแดน การค้ายาเสพติด และการอพยพข้ามพรมแดน รัฐบาลรัสเซียจึงเห็นโอกาสทางการทูตเชิงยุทธศาสตร์ในความ "ไร้ตัวตนแต่ทรงอิทธิพล" นี้ของตอลิบาน และเลือกลงมือก่อนใครด้วยการรับรองในทางเปิดเผย

ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอัฟกานิสถานมีรากฐานที่ย้อนกลับไปถึงยุคสงครามเย็น โดยเฉพาะในช่วงที่สหภาพโซเวียตเข้ายึดครองอัฟกานิสถานระหว่างปี ค.ศ. 1979–1989 เพื่อสนับสนุนรัฐบาลฝ่ายซ้ายที่กำลังเผชิญการต่อต้านจากกลุ่มมุญาฮิดีน ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากสหรัฐอเมริกา ปากีสถาน และพันธมิตรตะวันตก ผลลัพธ์คือสงครามที่ยืดเยื้อ สูญเสียทางทหาร และผลกระทบภายในที่เร่งเร้าให้เกิดการล่มสลายของโซเวียตในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบันรัสเซียไม่ได้วางตัวในฐานะ "คู่ขัดแย้ง" กับอัฟกานิสถานอีกต่อไป หากแต่ปรับบทบาทเป็นผู้มีส่วนร่วมเชิงสร้างสรรค์ในภูมิภาค โดยเฉพาะหลังการถอนทหารสหรัฐฯ ออกจากอัฟกานิสถานในปี ค.ศ. 2021 รัสเซียแสดงบทบาทที่โดดเด่นในฐานะเจ้าภาพการประชุม “Moscow Format” ซึ่งรวบรวมประเทศต่าง ๆ ในเอเชียกลาง จีน ปากีสถาน และอิหร่าน เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางสร้างเสถียรภาพในอัฟกานิสถานภายใต้การปกครองของตอลิบาน แม้ในขณะนั้นรัสเซียจะยังไม่รับรองรัฐบาลตอลิบานอย่างเป็นทางการก็ตาม ในทางภูมิรัฐศาสตร์อัฟกานิสถานมีความสำคัญต่อรัสเซียในฐานะรัฐกันชนที่อยู่ติดกับภูมิภาคเอเชียกลางซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัสเซียต้องการรักษาอิทธิพลเชิงประวัติศาสตร์และเชิงยุทธศาสตร์ไว้ให้ได้ นอกจากนี้ความกังวลเรื่องการแทรกซึมของกลุ่มหัวรุนแรงอย่าง ISIS-K เข้าสู่รัฐอดีตโซเวียต เช่น ทาจิกิสถาน อุซเบกิสถาน และเติร์กเมนิสถานยิ่งกระตุ้นให้รัสเซียมองตอลิบานในฐานะพลังที่จำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพ แม้จะขัดแย้งกับค่านิยมด้านสิทธิมนุษยชนของประชาคมโลกก็ตาม การตัดสินใจของรัสเซียในการรับรองตอลิบานในปี ค.ศ. 2025 จึงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากประวัติศาสตร์แห่งความขัดแย้งสู่ความพยายามสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมทางความมั่นคง ภูมิรัฐศาสตร์ และการต่อต้านอิทธิพลของชาติตะวันตกในภูมิภาคที่ยังไร้เสถียรภาพแห่งนี้

การตัดสินใจของรัสเซียในการรับรองรัฐบาลตอลิบานในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2025 ไม่ได้เป็นการเคลื่อนไหวทางการทูตเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น หากแต่สะท้อนถึงการคำนวณทางยุทธศาสตร์ที่มีมิติซับซ้อนและครอบคลุมทั้งด้านความมั่นคง ภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในบริบทของโลกหลังสงครามยูเครนซึ่งรัสเซียจำเป็นต้องแสวงหาพันธมิตรทางเลือกและช่องทางสร้างอิทธิพลนอกเหนือจากขั้วตะวันตก

ประการแรก รัสเซียมองว่าอัฟกานิสถานภายใต้การนำของตอลิบาน แม้จะไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล แต่สามารถมีบทบาทในฐานะ "รัฐกันชน" (buffer state) ที่ช่วยสกัดกั้นการแพร่กระจายของแนวคิดสุดโต่งและกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่ม Islamic State – Khorasan Province (ISIS‑K) ซึ่งมีประวัติการโจมตีผลประโยชน์ของรัสเซีย ทั้งในเอเชียกลางและในกรุงมอสโก รัสเซียจึงให้ความสำคัญกับการมีปฏิสัมพันธ์กับตอลิบานเพื่อสร้างช่องทางการประสานงานด้านความมั่นคง แม้จะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตเต็มรูปแบบมาก่อนหน้านี้

ประการที่สอง ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ รัสเซียพยายามขยายขอบเขตอิทธิพลของตนในเอเชียกลางและเอเชียใต้ โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่เหล่านี้เป็นจุดตัดสำคัญของมหาอำนาจหลายฝ่าย ทั้งจีน อินเดีย อิหร่าน และชาติตะวันตก การสถาปนาความสัมพันธ์กับตอลิบานจึงเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการรักษาอิทธิพลของตนในภูมิภาค และตอบโต้ความพยายามของสหรัฐฯ ที่เคยใช้การแทรกแซงในอัฟกานิสถานเป็นเครื่องมือสร้างดุลอำนาจในภูมิภาคนี้

ประการที่สาม ในด้านเศรษฐกิจ รัสเซียมองเห็นศักยภาพของอัฟกานิสถานในฐานะแหล่งแร่หายาก (rare earth minerals) และทรัพยากรธรรมชาติที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา รวมถึงการเป็นจุดผ่านของโครงการโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค เช่น โครงการท่อส่งก๊าซ TAPI หรือเส้นทางขนส่งสินค้าสายเหนือ–ใต้ ที่อาจเชื่อมโยงรัสเซียกับเอเชียใต้ผ่านอัฟกานิสถาน การเปิดสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการจึงเป็นกลไกสนับสนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยสรุปรัสเซียมิได้มองการรับรองรัฐบาลตอลิบานในกรอบของความถูกต้องตามหลักสิทธิมนุษยชน หากแต่มองผ่านแว่นของผลประโยชน์แห่งรัฐ (raison d'état) และความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มของนโยบายต่างประเทศรัสเซียในยุคหลังยูเครนที่เน้นการสร้างพันธมิตรนอกกระแส ตอบโต้การโดดเดี่ยวจากตะวันตกและขยายขอบเขตของระเบียบโลกทางเลือก

การที่รัสเซียประกาศรับรองรัฐบาลตอลิบานอย่างเป็นทางการในปีค.ศ. 2025 นับเป็นจุดเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่สะท้อนถึงพลวัตของโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากระเบียบโลกแบบเสรีนิยม (liberal order) ไปสู่ระเบียบโลกแบบพหุขั้ว (multipolarity) ที่คุณค่าและความชอบธรรมไม่จำเป็นต้องถูกกำหนดจากศูนย์กลางตะวันตกแต่เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป ปฏิกิริยาของโลกต่อการตัดสินใจของรัสเซียแบ่งออกอย่างชัดเจนตามแนวรอยร้าวทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ดำรงอยู่ในช่วงหลังสงครามยูเครน โดยกลุ่มประเทศตะวันตก นำโดยสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร และแคนาดา ต่างแสดงความผิดหวังอย่างเปิดเผย โดยชี้ว่าการรับรองตอลิบานคือการมอบความชอบธรรมให้แก่รัฐบาลที่ยังคงละเมิดสิทธิสตรี ปราบปรามเสรีภาพ และขาดกลไกตรวจสอบภายในทางการเมือง ปฏิกิริยาเหล่านี้สะท้อนจุดยืนที่ยังยึดโยงกับกรอบคุณค่าของสิทธิมนุษยชนสากล ซึ่งยังคงเป็นแกนกลางของนโยบายต่างประเทศของชาติตะวันตก 

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มประเทศในเอเชียกลาง เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และบางประเทศในแอฟริกา กลับเลือกแสดงท่าทีแบบรอดูท่าทีหรือส่งสัญญาณในเชิงบวกต่อการรับรองของรัสเซีย โดยเฉพาะประเทศที่มีผลประโยชน์เชื่อมโยงกับอัฟกานิสถาน เช่น จีน ปากีสถาน อิหร่าน และกาตาร์ ต่างมีความสัมพันธ์ในทางปฏิบัติกับตอลิบานมาอย่างต่อเนื่อง และอาจใช้กรณีรัสเซียเป็นจุดตั้งต้นในการขยับสถานะของความสัมพันธ์ทางการทูตในอนาคต ที่น่าสนใจคือบางประเทศในโลกมุสลิม เช่น ตุรกี ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แม้จะยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนแต่ก็เลือกหลีกเลี่ยงการประณามรัสเซียในลักษณะเดียวกับชาติตะวันตก สะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังเชิงยุทธศาสตร์ในการรักษาสมดุลระหว่างความสัมพันธ์กับมอสโก และภาพลักษณ์ของตนในเวทีระหว่างประเทศ สำหรับองค์การระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ หรือองค์การเพื่อความร่วมมืออิสลาม (OIC) ยังไม่มีท่าทีอย่างเป็นทางการต่อการรับรองของรัสเซีย แต่การเคลื่อนไหวของประเทศสมาชิกอย่างรัสเซีย 

ย่อมเพิ่มแรงกดดันให้เกิดการหารือในระดับระหว่างประเทศเกี่ยวกับสถานะของรัฐบาลตอลิบานในอนาคต กล่าวโดยสรุป การตัดสินใจของรัสเซียได้กลายเป็นหมุดหมายที่เร่งให้เกิดการ “จัดตำแหน่งทางการเมือง” (political realignment) ที่แบ่งขั้วของโลกออกอย่างเด่นชัดขึ้นระหว่างฝ่ายที่ยึดมั่นในคุณค่าตะวันตก กับฝ่ายที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ ความมั่นคง และอำนาจรัฐเป็นหลัก ซึ่งแนวโน้มนี้สอดคล้องกับกระแสโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากระเบียบเดิมสู่ความไม่แน่นอนของระเบียบใหม่ที่ยังอยู่ระหว่างการต่อรอง

การที่รัสเซียกลายเป็นประเทศแรกที่รับรองรัฐบาลตอลิบานอย่างเป็นทางการจึงมิได้เป็นเพียงการแสดงออกเชิงนโยบายต่างประเทศระดับทวิภาคีเท่านั้น หากแต่เป็นการเคลื่อนไหวที่สั่นคลอนโครงสร้างอำนาจของระเบียบโลกยุคหลังสงครามเย็น โดยเฉพาะในบริบทที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบขั้วเดียวภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกา สู่ระบบพหุขั้วที่กลุ่มอำนาจใหม่พยายามสถาปนา "ระเบียบโลกทางเลือก" (alternative world order) ขึ้นมาท้าทายศูนย์กลางเดิม ในมุมมองของรัสเซียการรับรองตอลิบานคือการใช้ “การทูตกับรัฐนอกกระแส” (pariah state diplomacy) เป็นเครื่องมือในการขยายอิทธิพลและโต้กลับการกีดกันจากโลกตะวันตก ท่าทีนี้สอดคล้องกับแนวโน้มที่รัสเซียกำลังเร่งสร้างเครือข่ายพันธมิตรใหม่กับประเทศที่ถูกคว่ำบาตรหรือไม่ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลก เช่น อิหร่าน ซีเรีย เกาหลีเหนือ และเวเนซุเอลา 

โดยอาศัยความไม่สมดุลของระเบียบโลกเดิมเป็นช่องทางแสวงหาความชอบธรรมใหม่ในหมู่ประเทศที่รู้สึกว่าถูกกีดกันจากระบบโลกที่มีลำดับชั้นทางการเมือง ในขณะเดียวกันความเคลื่อนไหวของรัสเซียยังสะท้อนแนวคิดที่ว่าความชอบธรรมของรัฐในเวทีระหว่างประเทศไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่บน “ค่านิยมสากล” เพียงอย่างเดียว หากแต่สามารถตั้งอยู่บน “ข้อเท็จจริงเชิงอำนาจ” (power-based legitimacy) กล่าวคือรัฐใดก็ตามที่สามารถควบคุมอำนาจรัฐในทางปฏิบัติได้อย่างมั่นคงย่อมมีสิทธิได้รับการยอมรับจากประเทศอื่นโดยไม่จำเป็นต้องผ่านการรับรองจากองค์กรระหว่างประเทศหรือเคารพหลักการประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมเสมอไป ในภาพรวมการตัดสินใจของรัสเซียจึงควรตีความในกรอบของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของระเบียบโลกที่ประเทศมหาอำนาจกำลังวางรากฐานของ "ระบบคู่ขนาน" (parallel system) ในเวทีระหว่างประเทศโดยใช้การยอมรับรัฐบาลที่โลกตะวันตกไม่รับรองเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ในการส่งสารว่า "กฎของเกมเก่าไม่สามารถผูกขาดเวทีโลกได้อีกต่อไป" ในขณะที่ชาติตะวันตกยังพยายามรักษาอิทธิพลผ่านกลไกสากลเดิม รัสเซียรวมถึงจีนกลับหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างระเบียบใหม่ผ่านกลุ่มความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เช่น BRICS, Shanghai Cooperation Organization (SCO) และ Eurasian Economic Union (EAEU) ที่เน้นอำนาจอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ของรัฐ มากกว่าการกำหนดมาตรฐานจากภายนอก

การที่รัสเซียประกาศรับรองรัฐบาลตอลิบานไม่เพียงเป็นเหตุการณ์เชิงสัญลักษณ์ หากแต่ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็น 2 ระยะอย่างชัดเจน: ระยะสั้นที่เน้นการเปลี่ยนแปลงในระดับยุทธศาสตร์และการทูต และระยะยาวที่อาจส่งผลต่อโครงสร้างอำนาจและบรรทัดฐานในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผลกระทบระยะสั้น ได้แก่ 1) เสริมบทบาทของรัสเซียในเอเชียกลาง การรับรองตอลิบานช่วยให้รัสเซียมีอำนาจต่อรองในภูมิภาคเอเชียกลางเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในมิติความมั่นคงและการต่อต้านลัทธิหัวรุนแรง ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวสำหรับรัฐชายแดนอย่างทาจิกิสถานและอุซเบกิสถาน 2) เพิ่มแรงกดดันต่อชาติตะวันตกชาติตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ตอลิบานได้รับความชอบธรรมทางการทูตจากประเทศมหาอำนาจอื่น 

ซึ่งอาจทำให้กลไกการโดดเดี่ยวที่ตะวันตกใช้มาตลอด 3 ปีสูญเสียประสิทธิภาพ 3) สร้างแนวโน้มของการยอมรับเชิงปฏิบัติ (de facto recognition) ประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะในโลกมุสลิมหรือกลุ่มที่มีผลประโยชน์ในอัฟกานิสถาน อาจเริ่มปรับนโยบายของตนให้ใกล้เคียงกับรัสเซีย ทั้งในเชิงการทูตและเศรษฐกิจ แม้จะยังไม่ถึงขั้นรับรองในทางนิติก็ตาม ในขณะที่ผลกระทบระยะยาว มีดังนี้ 1) การเปลี่ยนแปลงของบรรทัดฐานทางการทูต ความเคลื่อนไหวของรัสเซียอาจนำไปสู่การสั่นคลอนบรรทัดฐานที่ผูกโยงความชอบธรรมกับสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และการเลือกตั้ง หากรัฐมหาอำนาจเลือกยอมรับรัฐบาลที่ “มีอำนาจจริง” มากกว่ารัฐบาลที่ “ชอบธรรมตามคุณค่า” บรรทัดฐานการรับรองในเวทีโลกก็อาจเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง 2) เสริมสร้างระเบียบโลกแบบพหุขั้ว การรับรองตอลิบานโดยรัสเซียตอกย้ำแนวโน้มที่ประเทศนอกขั้วตะวันตกเริ่มดำเนินนโยบายต่างประเทศที่อิงกับผลประโยชน์ของตนเองมากกว่าการเดินตามแนวทางของโลกเสรีนิยม ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดวาง “ระบบคู่ขนาน” ทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง 3) การลดบทบาทขององค์การระหว่างประเทศ ซึ่งหากกระบวนการรับรองรัฐบาลเริ่มเกิดขึ้นผ่านกลไกทวิภาคีโดยไม่ขึ้นกับการพิจารณาขององค์การสหประชาชาติ หรือองค์กรระดับภูมิภาค ก็อาจนำไปสู่การลดทอนความน่าเชื่อถือและบทบาทของกลไกพหุภาคีในระยะยาว

บทสรุป การที่รัสเซียกลายเป็นประเทศแรกที่รับรองรัฐบาลตอลิบานในปี ค.ศ. 2025 ถือเป็นการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ที่ทรงพลังในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระเบียบโลกในยุคที่อำนาจกำลังแปรผันจากศูนย์กลางเดิมสู่การกระจายตัวอย่างซับซ้อนและท้าทาย นัยสำคัญของเหตุการณ์นี้มิได้จำกัดอยู่เพียงในระดับทวิภาคีระหว่างรัสเซียกับอัฟกานิสถานเท่านั้น หากแต่ยังเปิดเผยถึงความพยายามของรัสเซียในการสร้างระเบียบโลกทางเลือกที่ยึดโยงกับผลประโยชน์ ความมั่นคง และอำนาจอธิปไตย มากกว่าการดำเนินนโยบายตามหลักการสากลที่กำหนดโดยตะวันตก ภายใต้บริบทนี้ “การรับรอง” จึงกลายเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ใช้ในการจัดวางพันธมิตร ขยายอิทธิพล และตอกย้ำภาพของรัสเซียในฐานะรัฐมหาอำนาจที่ยังคงมีบทบาทเชิงรุกในภูมิภาคเอเชียกลางและโลกมุสลิม ในขณะเดียวกันปฏิกิริยาที่แตกต่างกันของนานาประเทศต่อท่าทีของรัสเซียยังสะท้อนถึงการแบ่งขั้วของโลกอย่างชัดเจน โดยฝ่ายหนึ่งยังคงยึดมั่นในค่านิยมแบบเสรีนิยม ขณะที่อีกฝ่ายเริ่มปรับนโยบายตามความจำเป็นของบริบทภูมิรัฐศาสตร์มากกว่ากรอบคุณค่าดั้งเดิม แนวโน้มนี้อาจนำไปสู่การจัดรูปแบบใหม่ของบรรทัดฐานสากลในอนาคต ซึ่งไม่จำเป็นต้องอิงกับฉันทามติของมหาอำนาจตะวันตกเสมอไป กล่าวโดยสรุปการรับรองรัฐบาลตอลิบานโดยรัสเซียไม่ได้เป็นเพียงการยอมรับรัฐบาลหนึ่งเท่านั้น แต่คือสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนผ่านในระดับโครงสร้างของอำนาจโลก ที่กำลังเคลื่อนจากความเป็นเอกภาพ สู่ภาวะพหุขั้วที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน การต่อรอง และการจัดตำแหน่งทางการเมืองใหม่อย่างต่อเนื่อง

‘โรมัน สตาโรวอยต์’ จบชีวิตเองหรือถูกลบออกจากฉากอำนาจ ภาพสะท้อนความโหดร้ายในอำนาจที่ซ่อนอยู่หลังการเมือง ‘รัสเซีย’

7 กรกฎาคม ค.ศ. 2025 กลายเป็นวันแห่งความปั่นป่วนทางการเมืองในรัสเซีย เมื่อมีรายงานว่า
นายโรมัน วลาดิมีโรวิช สตาโรวอยต์ «Роман Владимирович Старовойт» อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถูกพบเสียชีวิตในรถยนต์ส่วนตัวของเขาในเขตเมืองโอดินต์โซโว «Одинцовский городской округ»  ชานกรุงมอสโก โดยมีบาดแผลจากกระสุนปืนในร่างกาย เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากถูกประธานาธิบดี
วลาดิมีร์ ปูตินสั่งปลดออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน ทางการรัสเซียระบุว่าสตาโรวอยต์เสียชีวิตจาก “การฆ่าตัวตาย” พร้อมหลักฐานปืนพกแมคารอฟที่ตกอยู่ข้างศพซึ่งเคยเป็นรางวัลจากกระทรวงมหาดไทย ทว่าความเร่งรีบในการรายงานผลสรุปของเจ้าหน้าที่ การสั่งปลดในวันเดียวกัน และกระแสข่าวที่ว่าเขาอาจเกี่ยวข้องกับคดีคอร์รัปชันในระดับสูงล้วนจุดประกายข้อสงสัยในหมู่นักข่าว นักวิเคราะห์ และสาธารณชน ถึงคำถามที่ยังไม่มีคำตอบว่า... เขา “เลือกจบชีวิต” ด้วยตัวเอง หรือถูกบีบบังคับให้ออกจากฉากอำนาจอย่างถาวร?

นายโรมัน สตาโรวอยต์ ไม่ใช่แค่รัฐมนตรีธรรมดาเขาคืออดีตผู้ว่าการแคว้นคูร์สก์ซึ่งมีบทบาทสำคัญในโครงการเสริมกำแพงป้องกันชายแดนติดกับยูเครน และเป็นหนึ่งในข้าราชการที่ “เติบโตจากความไว้วางใจของศูนย์กลางอำนาจ” การเสียชีวิตของเขาจึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวหากแต่สะท้อนแรงสั่นสะเทือนภายในโครงสร้างอำนาจของรัสเซียในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นคงหลังสงคราม ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ และการกวาดล้างกลุ่มอำนาจภายในที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ บทความนี้จะชำแหละเหตุการณ์เบื้องหลังการเสียชีวิตของ Roman Starovoit ผ่านแว่นขยายทางการเมือง สื่ออิสระ และข้อเท็จจริงที่สาธารณะยังไม่ได้คำตอบ เพื่อพิจารณาว่านี่คือโศกนาฏกรรมส่วนบุคคลหรือเป็นการเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงการจัดระเบียบใหม่ภายในรัฐรัสเซียเอง

นายโรมัน สตาโรวอยต์เป็นนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงของรัสเซียเกิดเมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1972 ในกรุงมอสโก มีพื้นเพด้านวิศวกรรมและบริหารรัฐกิจ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เช่น สำนักงานทางหลวงกลาง «Росавтодор»  ซึ่งรับผิดชอบด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านถนนและสะพานของประเทศ และกระทรวงคมนาคม ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการแคว้นคูร์สก์ในปี ค.ศ. 2018 ซึ่งเป็นช่วงที่เขามีบทบาทสำคัญในการดำเนินโครงการเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดนติดยูเครน แต่ก็ตกเป็นเป้าสงสัยเรื่องการทุจริต ต่อมาในปี ค.ศ. 2024 เขาถูกเลื่อนขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของรัสเซียและดำรงตำแหน่งอยู่เพียงหนึ่งปีก่อนจะถูกปลดจากตำแหน่งในวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 2025 วันเดียวกับที่เขาถูกพบเสียชีวิตในรถยนต์ส่วนตัวอย่างมีเงื่อนงำ โดยเจ้าหน้าที่รัฐสรุปว่าเป็นการฆ่าตัวตาย ท่ามกลางกระแสข่าวว่ากำลังเผชิญการสอบสวนคดีคอร์รัปชันที่อาจส่งผลต่อกลุ่มอำนาจระดับสูงในรัฐบาลกลาง

รัฐบาลรัสเซียและคณะกรรมการสอบสวนอย่างเป็นทางการได้ชี้แจงว่าการเสียชีวิตนายโรมัน สตาโรวอยต์ เป็นผลมาจากการฆ่าตัวตาย โดยอ้างหลักฐานจากอาวุธปืนแมคารอฟที่พบอยู่ข้างศพและไม่มีร่องรอยของการต่อสู้หรือบุคคลอื่นในที่เกิดเหตุ อีกทั้งไม่มีการตั้งข้อสงสัยหรือข้อกล่าวหาในแง่ของฆาตกรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐ ข้อสรุปนี้ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐและหน่วยงานราชการเพื่อปิดประเด็นความสงสัยและรักษาภาพลักษณ์ของเสถียรภาพในรัฐบาลกลาง

อย่างไรก็ตามสื่ออิสระและนักวิเคราะห์อิสระในรัสเซีย รวมถึงนักข่าวต่างประเทศกลับแสดงความสงสัยต่อคำอธิบายของทางการ เหตุผลหลักคือช่วงเวลาที่นายโรมัน สตาโรวอยต์ถูกปลดออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหันและพบเสียชีวิตในวันเดียวกันซึ่งสร้างความไม่สอดคล้องและความเร่งรีบในการสรุปสาเหตุ นอกจากนี้สื่ออิสระยังตั้งข้อสังเกตถึงความคลุมเครือและความขัดแย้งในรายงานอย่างต่อเนื่อง เช่น การพบศพในพุ่มไม้ไม่ใช่ในรถอย่างที่สื่อรัฐรายงาน การขาดหลักฐานสนับสนุนการฆ่าตัวตาย เช่น จดหมายลาตาย หรือการเปลี่ยนแปลงของท่าทีเจ้าหน้าที่สอบสวน รวมถึงการจำกัดการเข้าถึงงานศพจากสื่อและสาธารณะ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนภาพรวมของระบบอำนาจที่ปกปิดความจริงและใช้การกำจัดทางการเมืองเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพของเครมลิน ความเชื่อมโยงกับคดีทุจริตงบประมาณในแคว้นคูร์สก์ที่กำลังถูกสอบสวนและแรงกดดันทางการเมืองก็ทำให้หลายฝ่ายมองว่านายโรมัน สตาโรวอยต์อาจถูกกดดันจนแทบไม่มีทางเลือกอื่น จนนำไปสู่การ “ฆ่าตัวตาย” ที่สะท้อนถึงแรงกดดันอันดุเดือดภายในวงการอำนาจ หรือในอีกมุมหนึ่งอาจเป็นแผนปกปิดความจริงที่แท้จริง เป็นการ “กำจัด” อย่างเป็นระบบในเกมการเมืองเงียบที่รุนแรงและโหดเหี้ยม โดยรวมแล้วคำอธิบายจากรัฐมีลักษณะเป็นทางการและพยายามรักษาความสงบเรียบร้อยทางการเมือง ในขณะที่สื่ออิสระกลับตั้งคำถามเชิงวิพากษ์และเน้นความไม่ชัดเจนของข้อมู เพื่อเปิดประเด็นการตรวจสอบอย่างลึกซึ้งต่อกระบวนการทางการเมืองในรัสเซียยุคหลังสงครามยูเครน ซึ่งมีการกวาดล้างผู้บริหารระดับสูงอย่างต่อเนื่องและซับซ้อนมากขึ้น สื่ออิสระในรัสเซีย เช่น Novaya Gazeta Europe, Meduza, และช่อง Telegram ที่มีชื่อเสียงอย่าง Baza และ Mash ได้วิเคราะห์การเสียชีวิตของนายโรมัน สตาโรวอยต์ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงความเปราะบางและความตึงเครียดภายในวงการอำนาจรัสเซียในยุคปัจจุบันโดยชี้ว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียง “ฆ่าตัวตาย” ธรรมดา แต่คือสัญญาณบ่งบอกถึงการกำจัดหรือบีบให้ผู้บริหารระดับสูงต้อง “เลือกจบชีวิต” เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดโปงหรือดำเนินคดีในข้อหาคอร์รัปชันที่รุนแรง 
โดยสรุป สื่ออิสระในรัสเซียมองเหตุการณ์นี้ว่าเป็นตัวอย่างชัดเจนของ “เกมอำนาจเลือดเย็น” ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องหลังสงครามยูเครน ซึ่งทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลปูตินถูกทดสอบและบ่อนทำลายจากภายใน และสะท้อนถึงความอ่อนแอในกลไกการเมืองที่ใช้การกวาดล้างผู้บริหารที่ตกจากความโปรดปรานเพื่อรักษาอำนาจในระยะสั้น

เมื่อวิเคราะห์เชิงการเมืองนายโรมัน สตาโรวอยต์ไม่ใช่แค่ข้าราชการระดับสูงหรือรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมธรรมดาแต่เป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่สะท้อนภาพรวมของเกมอำนาจภายในเครมลินยุคปูตินที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยความเปราะบาง เขาเป็นตัวแทนของกลุ่ม “เทคโนแครต” ที่ได้รับความไว้วางใจให้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงชายแดนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่รัสเซียเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจจากสงครามในยูเครนและการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การตกเป็นเป้าของคดีทุจริตงบประมาณและการปลดออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหันในปี ค.ศ. 2025 แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและความไร้เสถียรภาพของเกมอำนาจที่ดำเนินอยู่เบื้องหลังฉากในเครมลินซึ่งไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับการจัดการผลประโยชน์และงบประมาณขนาดใหญ่ แต่ยังสะท้อนถึงความพยายามของกลุ่มอำนาจหลักในการ “คัดกรอง” หรือ “กวาดล้าง” ผู้บริหารที่อาจกลายเป็นความเสี่ยงหรือถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อเสถียรภาพของระบบ

นักวิเคราะห์จากฝั่งตะวันตกวิเคราะห์ว่าการปลดและการเสียชีวิตของนายโรมัน สตาโรวอยต์อาจไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญหรือตัวแปรแยกจากโครงสร้างอำนาจสูงสุดในรัสเซีย แต่น่าจะสะท้อนถึงกลไกการควบคุมและการจัดการ “ผู้เล่น” ในเครมลินโดยตรง ซึ่งนายวลาดิมีร์ ปูตินในฐานะผู้นำสูงสุดย่อมมีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้ ในระบบการเมืองรัสเซียที่ปกครองด้วยลัทธิเผด็จการแบบศูนย์รวมอำนาจ นายวลาดิมีร์ ปูตินต้องรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของเครมลินผ่านการบริหารจัดการบุคคลในเครือข่ายอำนาจอย่างเข้มงวด การที่นายโรมัน สตาโรวอยต์ถูกลากเข้าสู่คดีทุจริตงบประมาณที่สำคัญพร้อมกับการปลดกะทันหันและการเสียชีวิตอย่างคลุมเครือจึงอาจสะท้อนถึงคำสั่ง “กำจัด” เพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องราวหรือคดีความเหล่านี้กลายเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจของปูตินและกลุ่มบริวาร เหตุผลทางการเมืองที่ทำให้ปูตินสั่งเก็บบุคคลในระดับนี้ อาจมาจากความกลัวว่านายโรมัน สตาโรวอยต์อาจกลายเป็น “ตัวถ่วง” หรือ “ภัยคุกคาม” ภายในระบบ เนื่องจากความล้มเหลวในการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ รวมถึงความเสี่ยงที่จะเปิดโปงข้อมูลที่เป็นอันตรายต่อระบบหรือเครือข่ายผู้มีอำนาจ นอกจากนี้การกำจัดนายโรมัน สตาโรวอยต์ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงผู้บริหารระดับสูงรายอื่นในรัฐบาลและภาครัฐที่อาจตกเป็นเป้าหมายหากไม่สามารถตอบสนองต่อความคาดหวัง หรือหากกลายเป็นตัวแปรที่ทำลายเสถียรภาพภายใน การตายหรือการปลดในลักษณะนี้จึงเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ปูตินใช้เพื่อคุมเกมและรักษาอำนาจอย่างเด็ดขาดอย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเช่นนี้สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของระบอบที่ขาดความโปร่งใสและขวัญกำลังใจในระดับสูง สร้างความหวาดกลัวและบั่นทอนความมั่นคงภายในในระยะยาว ซึ่งอาจนำไปสู่การล่มสลายของเครมลินในที่สุด

การเสียชีวิตของนายโรมัน สตาโรวอยต์จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวหรือเหตุการณ์ธรรมดา หากแต่เป็นสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ของการใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดในระบบการเมืองรัสเซีย ที่ซึ่ง “การกำจัด” ผู้เล่นที่หลุดจากความโปรดปรานหรือถูกสงสัยในความไม่ซื่อสัตย์อาจดำเนินไปด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยมและไม่โปร่งใส ความตายของเขาในบริบทนี้จึงเป็นทั้งบทลงโทษและการเตือนภัยที่ส่งถึงผู้บริหารระดับสูงรายอื่นในรัฐบาลว่าเส้นแบ่งระหว่างอำนาจและความเสี่ยงนั้นบางเฉียบเพียงใด

ในมิติที่กว้างขึ้นเหตุการณ์นี้สะท้อนภาพรวมของความเปราะบางในกลไกอำนาจของรัสเซียที่กำลังเผชิญกับวิกฤตทั้งภายในและภายนอกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความขัดแย้งระหว่างประเทศและการคว่ำบาตรเศรษฐกิจได้เพิ่มความตึงเครียดภายในทำให้ระบบต้องใช้วิธีการเข้มงวดและมีความเสี่ยงสูงเพื่อรักษาอำนาจไว้ในมือของกลุ่มศูนย์กลาง การเคลื่อนไหวเหล่านี้ส่งผลให้เกิดบรรยากาศของความไม่แน่นอนและความหวาดกลัวในหมู่ผู้บริหารระดับสูงที่อาจถูกกำจัดหากตกจากความโปรดปราน โดยสรุปนายโรมัน สตาโรวอยต์ตัวอย่างของ “เหยื่อเกมอำนาจ” ที่บอกเล่าเรื่องราวเบื้องหลังของการเมืองรัสเซียยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและความโหดร้ายซึ่งสะท้อนทั้งความเปราะบางของระบบและการต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สรุป กรณีการเสียชีวิตของนายโรมัน สตาโรวอยต์เผยให้เห็นความเปราะบางของเกมอำนาจในรัสเซียยุคปัจจุบันที่เส้นแบ่งระหว่าง “การตายอย่างธรรมชาติ” กับ “การถูกทำให้ตาย” กลายเป็นเรื่องเลือนรางและเต็มไปด้วยเงื่อนงำ ความกดดันทางการเมือง คดีทุจริต และการสลับซับซ้อนของระบบอำนาจ ทำให้ความตายของเขาไม่ใช่แค่จุดจบของชีวิตบุคคลหนึ่งหากแต่เป็นสัญลักษณ์สะท้อนถึงความรุนแรงและความโหดร้ายในโลกของอำนาจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านเหล็กยุคใหม่ ในที่ซึ่งความจริงและเรื่องเล่าถูกบิดเบือนไปตามประโยชน์ของผู้มีอำนาจ และ “ความตาย” อาจถูกปั้นแต่งให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างแยบยล

ถอดรหัสประชุมอะแลสกา ‘ปูติน - ทรัมป์’ ที่ไร้ข้อสรุป แต่มีสัญญาณเชิงบวกต่อกระบวนการยุติสงคราม

(17 ส.ค. 68) การประชุมสุดยอดที่อะแลสกา ระหว่างประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองระหว่างประเทศในปี 2025 ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ดำเนินต่อเนื่องระหว่างรัสเซียและยูเครน การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความพยายามในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจ แต่ยังมีนัยสำคัญต่อกระบวนการเจรจาเพื่อยุติสงครามและการรักษาความมั่นคงในภูมิภาคยุโรปตะวันออก บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอดอะแลสกา โดยพิจารณามุมมองของรัสเซีย สหรัฐฯ ยูเครน และพันธมิตรยุโรป รวมถึงการประเมินแนวโน้มการเจรจาและผลกระทบเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในระยะยาว

โดยก่อนการประชุมสุดยอดที่อะแลสกาในวันที่ 13-14 สิงหาคม ค.ศ. 2025 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเตือนวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียอย่างแข็งกร้าวว่าหากรัสเซียไม่ตกลงหยุดยิงสงครามยูเครน จะต้องเผชิญกับ “ผลลัพธ์ที่รุนแรงที่สุด” โดยแม้ทรัมป์จะไม่ได้ระบุรายละเอียดที่ชัดเจนในการแถลง แต่สื่อและนักวิเคราะห์ตีความว่าหมายถึงการเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจขั้นสูง การกดดันทางการเงินจากนานาชาติ และอาจรวมถึงการตอบโต้ทางการทหารหากสถานการณ์เลวร้ายลง ข้อความขู่นี้ถูกใช้เป็นแรงกดดันทางจิตวิทยาหวังให้รัสเซียยอมถอยและเห็นชอบในข้อตกลงหยุดยิง อย่างไรก็ตามรัสเซียยังคงยืนกรานไม่ยุติการรุกราน ขณะที่ทรัมป์ยังไม่ดำเนินมาตรการขู่ทันที แต่คงท่าทีพร้อมตอบโต้เต็มที่หากรัสเซียยังเลือกเส้นทางสงครามต่อไป

การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 2025 ณ ฐานทัพร่วมเอล์เมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสัน (Joint Base Elmendorf-Richardson) ในเมืองแองคอเรจ รัฐอะแลสกา สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นการพบกันครั้งแรกในรอบ 6 ปีของผู้นำทั้งสอง โดยเป้าหมายหลักของสหรัฐฯ คือการผลักดันให้รัสเซียตกลง “หยุดยิง” สงครามยูเครน ซึ่งเป็นหัวข้อสำคัญในการหารือ การเลือกรัฐอะแลสกาเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดระหว่างปูติน–ทรัมป์มีเหตุผลทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และเชิงสัญลักษณ์ อะแลสกาตั้งอยู่ใกล้ชายแดนรัสเซียที่สุดในสหรัฐฯ ทำให้สะดวกต่อการเดินทางของผู้นำรัสเซียและยังอยู่ภายใต้เขตอำนาจของสหรัฐฯ อีกทั้งฐานทัพร่วมเอล์เมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสันมีความปลอดภัยสูง เหมาะสำหรับรองรับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสุดยอด การเลือกสถานที่นี้ยังมีความหมายเชิงประวัติศาสตร์เนื่องจากอะแลสกาเคยเป็นอาณานิคมของรัสเซียก่อนถูกขายให้สหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 1867 นอกจากนี้การจัดประชุมในพื้นที่ห่างไกลจากเมืองหลวงช่วยสร้างบรรยากาศกลางที่เป็นทางการทูต ลดแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ และเอื้อต่อการเจรจาอย่างรอบคอบและเป็นกลาง แม้ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเผชิญหมายจับจากศาลอาชญากรรมสงครามระหว่างประเทศ (ICC) 
การตัดสินใจเดินทางไปประชุมที่อะแลสกาก็สะท้อนถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของการเจรจาและการสื่อสารโดยตรงกับสหรัฐฯ การเข้าร่วมประชุมช่วยสร้างภาพลักษณ์ว่าเขาเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและพร้อมเจรจาในเวทีโลก ขณะเดียวกันยังคงรักษาอำนาจต่อรองในประเด็นสำคัญ เช่น อิทธิพลในยูเครนและความมั่นคงภูมิภาค การตัดสินใจนี้ชี้ให้เห็นว่าผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และการสร้างสัญญาณเชิงบวกต่อพันธมิตรตะวันตกมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงทางกฎหมายระหว่างประเทศ

การเจรจาในระดับสูงเช่นการประชุมอะแลสก้ามีความซับซ้อนเนื่องจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีผลประโยชน์และแรงกดดันที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน รัสเซียมุ่งหวังผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์และการรับรองอิทธิพลในยูเครน รวมถึงการรักษาสถานะเป็นมหาอำนาจระดับโลก ขณะที่สหรัฐอเมริกาต้องรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนยูเครนและการบริหารความสัมพันธ์กับรัสเซีย ส่วนยูเครนเองต้องเผชิญแรงกดดันภายในประเทศในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคง รวมถึงความคาดหวังจากประชาชนและนักการเมืองภายในประเทศ นอกจากนี้ ยุโรปและนาโตรวมถึงประเทศแนวหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างโปแลนด์และรัฐบอลติกยังมีบทบาทสำคัญในการกดดันทุกฝ่ายไม่ให้รัสเซียได้เปรียบเกินไป ทำให้การหาข้อตกลงที่ตอบสนองต่อความต้องการของทุกฝ่ายเป็นเรื่องยากและต้องอาศัยการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์อย่างระมัดระวัง ความตึงเครียดก่อนการประชุมสุดยอดอะแลสก้ายิ่งซับซ้อนมากขึ้นเมื่อจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยจีนแสดงท่าทีชัดเจนในการสนับสนุนรัสเซียในบางประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกันยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ และพันธมิตรเคารพความมั่นคงของรัสเซียและผลประโยชน์ของจีนในภูมิภาค ซึ่งการแทรกแซงของจีนเพิ่มแรงกดดันให้ทรัมป์ต้องพิจารณามาตรการทางทหารและการเจรจาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งโดยตรง การมีจีนเข้ามาเกี่ยวข้องจึงทำให้บรรยากาศก่อนการประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียด และเพิ่มความซับซ้อนต่อการต่อรองระหว่างรัสเซีย สหรัฐฯ และยูเครน

แม้บรรยากาศก่อนการประชุมจะเต็มไปด้วยความตึงเครียด แต่การประชุมสุดยอดอะแลสก้ายังเผยสัญญาณเชิงบวกบางประการ ประธานาธิบดีปูตินและทรัมป์สามารถเปิดช่องทางการสื่อสารโดยตรงระหว่างสองมหาอำนาจได้อีกครั้ง และแสดงท่าทีพร้อมพิจารณาข้อตกลงเบื้องต้นในประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน นอกจากนี้ การประชุมยังช่วยสร้างบรรยากาศของความเข้าใจและการเจรจาแบบสองฝ่าย โดยแม้จะไม่มีข้อสรุปยุติสงครามอย่างชัดเจน แต่การแลกเปลี่ยนมุมมองและการแสดงเจตนารมณ์ในการเจรจานี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการลดความตึงเครียดและวางรากฐานสำหรับการเจรจาระยะยาว

ผลการประชุมสุดยอดทรัมป์-ปูตินที่อะแลสกาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 2025 จบลงโดยไม่มีข้อตกลงหยุดยิงทันทีตามที่ฝ่ายสหรัฐฯ ผลักดัน แม้โดนัลด์ ทรัมป์จะขู่ว่ารัสเซียจะเผชิญ “ผลลัพธ์ร้ายแรง” หากไม่ยอมรับเงื่อนไข แต่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินยังคงยืนกรานข้อเสนอปูตินยืนยันจุดยืนปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงกับยูเครนระหว่างการประชุมสุดยอดที่อะแลสกา โดยระบุอย่างชัดเจนว่ารัสเซียจะไม่หยุดยิงทันทีตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ และพันธมิตร เพราะรัสเซียยังต้องการผลประโยชน์ทางดินแดนและรับประกันความมั่นคงในภูมิภาค ทั้งยังเน้นข้อเสนอว่าการเจรจาต้องรวมถึงเงื่อนไขที่ยูเครนต้องยอมรับสถานะแต่ละพื้นที่ที่รัสเซียควบคุมอยู่และการจัดวางความมั่นคงใหม่ในยุโรป ปูตินมองว่า การหยุดยิงโดยไม่มีหลักประกันเหล่านี้จะส่งผลเสียต่อรัสเซีย จึงยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อ พร้อมโยกการหารือไปสู่รูปแบบการเจรจา “ข้อตกลงสันติภาพที่กว้างขวางกว่า” มากกว่าการหยุดยิงแบบเร่งด่วน ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เองหลังเจรจาก็ไม่ดำเนินมาตรการกดดันใหม่ในทันที แต่เปลี่ยนไปใช้แนวทางเจรจากับยุโรปและยูเครนต่อ สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายยังคงใช้ซัมมิตนี้เป็นเครื่องมือต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าการหาทางออกอย่างแท้จริง ขณะที่จีนจับตาอย่างใกล้ชิดและประกาศสนับสนุนรัสเซียทางการเมือง ส่งผลให้ข้อขัดแย้งดังกล่าวยังดำรงอยู่ การเปิดช่องเจรจาครั้งนี้จึงสรุปว่า “สมประโยชน์เชิงการเมือง” แต่ยังไม่ส่งผลต่อภาพรวมสงครามยูเครนในทางปฏิบัติ แนวโน้มการเจรจาเพื่อยุติสงครามชี้ให้เห็นว่ากระบวนการจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปและซับซ้อน ยูเครนมีแนวโน้มยอมรับในบางประเด็นหรือพื้นที่ แต่จะไม่ยอมทั้งหมด การยอมดังกล่าวมักเกิดแบบมีเงื่อนไขชัดเจน เช่น การรับประกันด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ หรือยุโรป และการแลกเปลี่ยนที่ลดความสูญเสียสูงสุดต่อประเทศ กระบวนการเจรจาจึงอาจรวมถึงการสร้างกรอบข้อตกลงระยะสั้น (framework agreements) ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ แม้ไม่ได้ผ่านการอนุมัติเต็มรูปแบบจากเคียฟ แต่แรงกดดันจากพันธมิตรยุโรปและนาโตยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางและความสมดุลของข้อตกลงในอนาคต

อเล็กซานเดอร์ เบานอฟ (Alexander Baunov) นักวิเคราะห์และนักวิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการเมืองรัสเซีย ให้ความเห็นว่าการประชุมสุดยอดทรัมป์-ปูตินที่อะแลสกา แม้เป้าหมายคือการหาทางออกให้สงครามยูเครน แต่แท้จริงแล้วเป็นการ “ปรับสถานะเชิงการเมือง” ให้รัสเซียมากกว่า อเล็กซานเดอร์ เบานอฟชี้ว่าการที่ปูตินได้รับเชิญมาเจรจาโดยตรงในประเทศมหาอำนาจฝั่งตะวันตกถือเป็นชัยชนะทางการทูตของรัสเซีย เพราะภาพลักษณ์การโดดเดี่ยวที่ถูกสร้างโดยตะวันตกตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 ถูกสั่นคลอน และช่วยให้รัสเซียกลับไปสู่เวทีโลกในฐานะผู้นำที่ต้องถูกเจรจา แทนที่จะถูกกีดกัน เขาเน้นด้วยว่าคำขู่ของทรัมป์ ว่าจะมี “ผลร้ายแรง” หากไม่หยุดยิงถูกใช้เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางจิตวิทยา แต่รัสเซียปรับตัวรับมือกับแรงกดดันผลักดันมาตรการคว่ำบาตรมาอย่างต่อเนื่อง อเล็กซานเดอร์ เบานอฟสรุปว่าการประชุมครั้งนี้คือโอกาสให้รัสเซียต่อรองเงื่อนไขบนเวทีโลกมากกว่าที่จะบรรลุข้อยุติของสงครามยูเครนอย่างแท้จริง ในขณะที่ฟีโอดอร์ ลุกยานอฟ (Fyodor Lukyanov) นักรัฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศวิเคราะห์ว่าการเข้าร่วมซัมมิตของปูตินถือเป็นการยืนยันสถานะรัสเซียในเวทีโลกและสะท้อนความเชื่อมั่นว่าตะวันตกจำเป็นต้องพูดคุยกับรัสเซียเพื่อแก้วิกฤติ นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญจาก Moscow State Institute of International Relations ยังเน้นว่าการเจรจาไม่สำเร็จแสดงให้เห็นว่ารัสเซียไม่ยอมถอยในประเด็นผลประโยชน์หลัก และปูตินมีแรงสนับสนุนเพียงพอจากพันธมิตรสำคัญอย่างจีน ทำให้ไม่จำเป็นต้องรับข้อเสนอหยุดยิงแบบไม่มีเงื่อนไขจากสหรัฐฯ เซอร์เกร์ กูรีเยฟ (Sergei Guriev) นักเศรษฐศาสตร์รัสเซียชี้ว่าแม้เศรษฐกิจรัสเซียจะอ่อนแรงลงบ้างจากมาตรการก่อนหน้า แต่รัสเซียยังมีทางเลือกด้านการค้าที่หลากหลาย ซึ่งจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง ยังคงให้ความร่วมมือในระดับสูง 

บทสรุปของการประชุมสุดยอดอะแลสกาแสดงให้เห็นว่าการเจรจายุติสงครามยูเครนจะเป็นกระบวนการระยะยาวและค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าจะมีสัญญาณเชิงบวก เช่น การเปิดช่องทางสื่อสารโดยตรงและการพิจารณาข้อตกลงเบื้องต้น แต่การบรรลุข้อยุติที่เด็ดขาดยังคงมีความซับซ้อนสูง การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทของรัสเซีย สหรัฐฯ ยูเครน และพันธมิตรยุโรปในการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ และยังชี้ให้เห็นว่าแรงกดดันจากมหาอำนาจและพันธมิตรภูมิภาคจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของข้อตกลง การประชุมอะแลสกาแม้ไม่ยุติสงครามทันทีแต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการเจรจาที่อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์ยุโรป-รัสเซียในอนาคต

จีน – รัสเซีย กับการปักธงสร้างระเบียบโลกใหม่ ขับเคลื่อนโลกหลายขั้ว สร้างสมดุลใหม่ทางภูมิรัฐศาสตร์

(2 ก.ย. 68) การประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organization – SCO) ประจำปี 2025 ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2025 มิใช่เพียงเวทีทางการทูตเชิงพิธีการ หากแต่เป็นการประกาศการก่อรูปของระเบียบโลกใหม่ที่ท้าทายอำนาจนำของตะวันตก ท่ามกลางสงครามในยุโรปตะวันออกและการแข่งขันระหว่างจีน–สหรัฐฯ การจับมือระหว่าง สี จิ้นผิง และ วลาดิมีร์ ปูติน จึงมีความหมายทางภูมิรัฐศาสตร์เกินกว่าการพบปะตามปกติจีนในฐานะเจ้าภาพ ใช้ SCO ผลักดันแนวคิด “การปกครองโลกแบบใหม่” บนพื้นฐานความร่วมมือพหุภาคี ปฏิเสธ “แนวคิดสงครามเย็น” พร้อมชูความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง โดยมีรัสเซียเป็นพันธมิตรยุทธศาสตร์ที่คอยยืนยันว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุค “หลายขั้วอำนาจ” ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของประเทศใน Global South ที่แสวงหาทางเลือกนอกเหนือจากการนำของสหรัฐและพันธมิตรตะวันตก ในบริบทที่ความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ร้าวลึกและรัสเซียถูกกดดันจากสงครามยูเครน SCO กลายเป็นเวทีที่ทั้งสองประเทศใช้แสดงบทบาทนำและส่งสัญญาณว่าระเบียบโลกขั้วเดียวกำลังเสื่อมถอย การเข้าร่วมของอินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน และประเทศเอเชียกลาง ยังสะท้อนว่า SCO มิใช่เพียงพันธมิตรจีน–รัสเซีย แต่เป็นเวทีรวมพลังของรัฐกำลังพัฒนาที่ต้องการสมดุลใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนั้น SCO Summit 2025 จึงเป็นมากกว่าการประชุมระดับภูมิภาค แต่เป็นจุดตัดสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่โลกหลายขั้วอำนาจ และเป็นการปักธงประกาศของจีนและรัสเซียว่าพวกเขาไม่เพียงอยู่รอดท่ามกลางแรงกดดัน แต่ยังพร้อมจะขับเคลื่อนระเบียบโลกใหม่ที่ต่างไปจากเดิม

การประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ประจำปี 2025 ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน ได้รับความสนใจจากสื่อและนักวิเคราะห์ต่างประเทศในหลายมิติ เนื่องจากมีผู้นำจากประเทศต่าง ๆ ตอบรับเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้เป็นจำนวนมาก ประกอบด้วยผู้นำประเทศสมาชิก 10 ประเทศ ได้แก่ จีน รัสเซีย อินเดีย เบลารุส อิหร่าน คาซัคสถาน คีร์กิซสถาน ปากีสถาน ทาจิกิสถาน และอุซเบกิสถาน ผู้นำมองโกเลีย รัฐสังเกตการณ์ ผู้นำประเททศคู่เจรจา 7 ประเทศได้แก่ ตุรกี กัมพูชา อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน อียิปต์ มัลดิฟส์ และเนปาล รวมถึงผุ้นำอื่น ๆ ที่ได้รับเชิญได้แก่ เลขาธิการองร์การสหประชาชาติ เลขาธิการอาเซียน ผู้นำประเทศเติร์กเมนิสถาน อินโดนีเซีย สปป.ลาว มาเลเซีย และเวียดนาม ประเด็นสำคัญของการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ ประจำปี 2025 มีสาระสำคัญที่น่าจับตาดังนี้

1. ความสัมพันธ์จีน–รัสเซีย–อินเดีย การพบปะระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดียในงานนี้ได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะท่าทีของอินเดียที่แสดงความเป็นพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทั้งจีนและรัสเซีย แม้จะมีความตึงเครียดในบางประเด็น เช่น ความขัดแย้งเรื่องพรมแดนกับจีนและความสัมพันธ์กับปากีสถาน อย่างไรก็ตามการพบปะกันระหว่างผู้นำสามชาติข้างต้นเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือที่เพิ่มขึ้นระหว่างสามประเทศที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเอเชียและยูเรเชีย แม้จะมีความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญร่วมกัน

2. SCO ถูกมองว่าเป็นเวทีที่จีนและรัสเซียใช้ในการส่งเสริมระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจ โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้เสนอแนวคิด "Global Governance Initiative" (GGI) ซึ่งเน้นการปฏิเสธระเบียบโลกแบบสงครามเย็นและส่งเสริมการสร้างระเบียบโลกใหม่ที่มีความเป็นธรรมและครอบคลุม โดยมีหลักการสำคัญดังนี้ 1. ความเสมอภาคและการเคารพอธิปไตยของประเทศต่าง ๆ สี จิ้นผิงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพอธิปไตยของประเทศต่าง ๆ และการไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน โดยเฉพาะในบริบทของการพัฒนาและการเลือกเส้นทางการพัฒนาของแต่ละประเทศ 2. การส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม จีนสนับสนุนการแลกเปลี่ยนและการเรียนรู้ระหว่างอารยธรรมต่าง ๆ โดยไม่พยายามบังคับใช้ค่านิยมของตนกับประเทศอื่น ๆ แต่ให้ความสำคัญกับการเคารพและเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม 3. การสร้างสังคมร่วมกันที่มีอนาคต (Community of Shared Future) จีนเสนอแนวคิดการสร้างสังคมร่วมกันที่มีอนาคต ซึ่งเน้นการร่วมมือและการพัฒนาร่วมกันของประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน 4. การส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่าง ๆ จีนมุ่งหวังที่จะส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เช่น เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง โดยเฉพาะในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างความก้าวหน้าและความมั่นคงร่วมกันในระดับโลก แนวคิด GGI นี้สะท้อนถึงความพยายามของจีนในการสร้างระเบียบโลกใหม่ที่ไม่ยึดตามอำนาจของประเทศเดียว แต่เน้นการร่วมมือและความเสมอภาคของประเทศต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดอื่น ๆ ที่จีนได้เสนอในช่วงที่ผ่านมา เช่น Global Development Initiative (GDI) และ Global Security Initiative (GSI) การเสนอแนวคิด GGI ในที่ประชุม SCO Summit 2025 เป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นของจีนในการเป็นผู้นำในการสร้างระเบียบโลกใหม่ที่มีความเป็นธรรมและครอบคลุม โดยเฉพาะในบริบทของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันระหว่างประเทศต่าง ๆ ในปัจจุบัน นอกจากนี้จีนยังได้เสนอแนวคิดเรื่องการสร้างธนาคารพัฒนา SCO และระบบการเงินทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตามความหลากหลายของสมาชิก SCO ซึ่งมีทั้งประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตะวันตกและประเทศที่ถูกคว่ำบาตรจากตะวันตก เช่น อิหร่านและเบลารุส ทำให้การสร้างความเป็นเอกภาพในกลุ่มนี้เป็นเรื่องที่ท้าทาย

3. การสนับสนุนของรัสเซียต่อระเบียบโลกหลายขั้ว รัสเซียใช้ SCO เป็นเวทีสำคัญในการยืนยันบทบาทในภูมิภาคเอเชีย–ยูเรเชียและส่งเสริม ระเบียบโลกหลายขั้ว (Multipolar World Order) โดยเน้นความร่วมมือกับจีนและสมาชิก Global South ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงิน ความมั่นคง และเทคโนโลยี ผ่านการสร้างระบบการชำระเงินทางเลือก โครงการลงทุนร่วม การประสานงานทางทหาร และพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ การเคลื่อนไหวเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพของรัสเซียท่ามกลางแรงกดดันจากตะวันตก แต่ยังส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ไปยังสหรัฐฯ และยุโรปว่า รัสเซียพร้อมมีบทบาทนำร่วมกับจีนและสมาชิก SCO ในการกำหนดทิศทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก

4. การเข้าร่วมของประเทศใหม่และการขยายตัวของ SCO การเข้าร่วมของประเทศใหม่ เช่น สปป.ลาว ทำให้จำนวนสมาชิกและพันธมิตรของ SCO เพิ่มขึ้นเป็น 27 ประเทศ การขยายตัวนี้สะท้อนถึงความสำคัญของ SCO ในฐานะเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่ไม่ขึ้นอยู่กับตะวันตก การรวมตัวของสมาชิกจากเอเชียใต้ เอเชียกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนเป็นสัญลักษณ์เชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งข้อความว่าโลกหลายขั้วกำลังเกิดขึ้นจริง และ SCO กำลังกลายเป็นเวทีรวมพลังของจีน รัสเซีย และ Global South ในการสร้างสมดุลอำนาจระหว่างประเทศ

5. บทบาทของ Global South และการปรับสมดุลอำนาจ การเข้าร่วมของประเทศกำลังพัฒนา หรือ Global South เช่น อินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน สปป.ลาว และประเทศในเอเชียกลาง ทำให้ SCO กลายเป็นเวทีที่สะท้อนเสียงของประเทศนอกขั้วอำนาจตะวันตก และเปิดโอกาสให้พวกเขามีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานทางเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคง การรวมตัวนี้ยังช่วยปรับสมดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจ โดยจีนและรัสเซียทำหน้าที่เป็นขั้วหลักร่วมกับ Global South ส่งสัญญาณไปยังสหรัฐฯ และยุโรปว่าระเบียบโลกแบบขั้วเดียวไม่ใช่ทางเลือกเดียว อีกทั้งยังสร้าง อัตลักษณ์ร่วมและความร่วมมือแบบพหุภาคี ของประเทศกำลังพัฒนา ทำให้ SCO กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างโลกหลายขั้วอำนาจที่มีความสมดุล ยืดหยุ่น และเปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนามีบทบาทนำในภูมิภาคและระดับโลก

6. การตอบสนองของสหรัฐฯ และการเปลี่ยนแปลงในภูมิรัฐศาสตร์โลก สหรัฐฯ ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของจีนและอินเดียในการสนับสนุนรัสเซีย โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งอาจช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับรัสเซียในการทำสงคราม อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางคนมองว่า การดำเนินนโยบายที่ไม่แน่นอนของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการขึ้นภาษีสินค้าจากอินเดีย อาจส่งผลให้ประเทศต่างๆ หันมาหาพันธมิตรใหม่ เช่น จีน และ SCO

บทสรุป การประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ประจำปี 2025 ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน ไม่เพียงเป็นเวทีทางการทูตประจำปี แต่ยังสะท้อน พลวัตการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 ผ่านความร่วมมือระหว่างจีนและรัสเซีย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และเทคโนโลยี จีนใช้เวที SCO ผลักดันแนวคิด Global Governance Initiative (GGI) เพื่อสร้างระเบียบโลกใหม่ที่มีความเป็นธรรม ครอบคลุม และเคารพอธิปไตยของประเทศต่าง ๆ ขณะเดียวกัน รัสเซียเน้นบทบาทของ SCO ในการสร้าง สมดุลโลกหลายขั้วอำนาจ ท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐและยุโรป SCO ยังสะท้อนถึง ความร่วมมือของประเทศกำลังพัฒนาและ Global South โดยการเชื่อมโยงจีน รัสเซีย และเอเชียกลางเข้าด้วยกัน ทำให้เวทีนี้กลายเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ที่ส่งสัญญาณไปยังโลกตะวันตกว่า ระเบียบโลกแบบตะวันตกไม่ใช่ทางเลือกเดียวในมิติเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การประชุม SCO Summit 2025 จึงเป็นทั้ง การปักธงนำโลกใหม่ของจีน–รัสเซีย และการสร้างอัตลักษณ์ร่วมของประเทศสมาชิกในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ความร่วมมือเชิงเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใน SCO จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจต่อไปในอนาคต

‘Zapad 2025’ การซ้อมรบใหญ่ระหว่าง รัสเซีย–เบลารุส เกมท้าทายอำนาจ - เสถียรภาพ NATO ในยุโรปตะวันออก

(22 ก.ย. 68) การซ้อมรบร่วมระหว่างรัสเซียและเบลารุสภายใต้รหัส “ซาปัด 2025” «Запад 2025»” ได้รับการจับตามองอย่างกว้างขวางจากประชาคมโลก เนื่องจากเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ที่ยังคงทวีความร้อนแรงต่อเนื่องจากสงครามในยูเครน แม้ว่ารัสเซียและเบลารุสจะระบุว่าเป็นเพียงการฝึกเพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการป้องกัน แต่ขนาดของกำลังพล ยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย และการจำลองสถานการณ์เชิงรุก เช่น การยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่าง “ช่องแคบซูวาลกี” (Suwalki Gap) ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านและชาติตะวันตกมองว่าการซ้อมรบครั้งนี้มีนัยทางยุทธศาสตร์เกินกว่าการฝึกปกติ ในบริบทดังกล่าวการซ้อมรบซาปัด 2025 ไม่เพียงสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างรัสเซียและเบลารุส หากยังชี้ให้เห็นถึงพลวัตความมั่นคงในยุโรปที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ กล่าวคือ เมื่อรัสเซียใช้การแสดงแสนยานุภาพเพื่อยืนยันบทบาทของตนในภูมิภาคย่อมกระตุ้นให้ประเทศสมาชิกนาโต โดยเฉพาะโปแลนด์และรัฐบอลติก ต้องเสริมกำลังตอบโต้ ผลลัพธ์คือความตึงเครียดที่อาจขยายวงกว้างจนกระทบต่อเสถียรภาพของยุโรปทั้งทวีป

การซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่ของรัสเซียและเบลารุสในปี 2025 มีชื่อว่า “ซาปัด «Запад 2025»” ซึ่งหมายถึง “ตะวันตก” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 16 กันยายน ค.ศ. 2025 ในพื้นที่ของทั้งสองประเทศ รวมถึงใกล้พรมแดนโปแลนด์และน่านน้ำทะเลบอลติกและทะเลแบเรนตส์ โดยมีการกระจายการฝึกในศูนย์ฝึก 41 แห่ง ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ปรากฏตัวในเครื่องแบบทหารในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดและระบุว่ามีกำลังพลเข้าร่วมราว 100,000 นาย พร้อมยุทโธปกรณ์นับหมื่นรายการ รวมถึงเครื่องบิน 33 ลำ และเรือรบ 247 ลำ ขณะเดียวกันเบลารุสเปิดเผยว่ามีกำลังพลเเพียง 7,000 นายเข้าร่วมในพื้นที่ของตน การซ้อมรบครั้งนี้มีผู้แทนจาก 25 ประเทศเข้าร่วม โดย 16 ประเทศส่งผู้แทนเข้าสังเกตการณ์ อาทิ อินเดีย อิหร่าน บังกลาเทศ บูร์กินาฟาโซ คองโก และมาลี จุดประสงค์หลักตามคำกล่าวของปูติน คือการฝึกซ้อมเพื่อป้องกันและขับไล่การรุกรานที่อาจเกิดขึ้นกับ “ยูเนียนสเตต” (Union State) หรือพันธมิตรระหว่างรัสเซียและเบลารุส และจุดยุทธศาสตร์ "ฉนวนซูวาลกี" ระหว่างโปแลนด์-ลิทัวเนียซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมต่อกับภูมิภาคคาลินินกราดของรัสเซีย ไฮไลต์ของการฝึกที่น่าจับตาได้แก่ แผนฝึกการประจำการอาวุธนิวเคลียร์ของเบลารุสและการซ้อมยิงขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงรุ่นใหม่"เซอร์คอน" (Zircon) จากเรือฟริเกตของรัสเซียในทะเลแบเรนตส์โดยถือเป็นการแสดงศักยภาพยุทโธปกรณ์ทางเรือขั้นสูงและเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลต่อประเทศแถบยุโรปและนาโต

โดยการยิงทดสอบขีปนาวุธ Zircon (3M22) ถูกดำเนินการจากเรือฟริเกตชั้น Admiral Gorshkov ในทะเลแบเรนตส์ ขีปนาวุธชนิดนี้มีความเร็วสูงสุดถึง 9 มัค (9,800–11,000 กม./ชั่วโมง) และระยะยิงประมาณ 1,000 กม. จุดเด่นของ Zircon คือความสามารถในการหลบหลีกระบบป้องกันขีปนาวุธของฝ่ายตรงข้าม มีคุณสมบัติเคลื่อนที่ในชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็ว เกิดพลาสมาแปรสภาพซึ่งรบกวนคลื่นเรดาร์และป้องกันการตรวจจับ ขีปนาวุธ Zircon สามารถติดหัวรบธรรมดาหรือหัวรบนิวเคลียร์ ใช้โจมตีเป้าหมายทั้งบนบกและในทะเล โดยเฉพาะการต่อต้านเรือบรรทุกเครื่องบิน ขีปนาวุธ Zircon จึงถือเป็นหนึ่งในยุทโธปกรณ์สำคัญที่กำลังเปลี่ยนสมดุลพลังของการรบทางทะเลในศตวรรษที่ 21

การซ้อมรบนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดกับนาโต โดยเปิดฉากเพียงสองวันหลังจากโปแลนด์ยิงโดรนรัสเซียที่ล้ำเข้าน่านฟ้า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชาติตะวันตกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยโปแลนด์เชื่อว่าการฝึกครั้งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อจำลองการยึด “ช่องแคบซูวาลกี” (Suwalki Gap) จุดยุทธศาสตร์สำคัญของโปแลนด์และนาโตโดยช่องแคบซูวาลกีถือเป็น “จุดอ่อนที่สุด” ของ NATO ในยุโรปตะวันออก หากเกิดความขัดแย้งรัสเซียสามารถใช้กำลังทหารจาก คาลินินกราดและเบลารุสโจมตีปิดล้อมทำให้รัฐบอลติก (เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย) ถูกตัดขาดจากการสนับสนุนทางบกของ NATO สำหรับรัสเซียหากสามารถควบคุมช่องแคบนี้ได้จะเปิดทางเชื่อมต่อทางบกโดยตรงระหว่างคาลินินกราดกับเบลารุสซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญ ช่องแคบซูวาลกีเป็นเส้นเลือดหลักของการส่งกำลังบำรุงจากยุโรปตะวันตกไปยังรัฐบอลติกการขู่โจมตีหรือกดดันบริเวณนี้เท่ากับเป็นการ ท้าทายความมั่นคงของ NATO โดยตรง รัสเซียใช้การซ้อมรบ เช่น “Zapad Exercises” ที่เบลารุสและรัสเซียจัดการเคลื่อนไหวกำลังใกล้ซูวาลกีเพื่อส่งสัญญาณว่าหากเกิดสงครามจริง NATO จะปกป้องรัฐบอลติกได้ยาก การซ้อมรรบดังกล่าวสร้างความกังวลต่อ NATO และประเทศเพื่อนบ้านเนื่องจากมีการทดสอบยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ เช่น จรวด Oreshnik ที่อาจมีศักยภาพนิวเคลียร์และการใช้โดรนกับเครื่องบินทิ้งระเบิด ขณะที่ทางการรัสเซียและเบลารุสอธิบายว่าเป็นการฝึกตอบโต้ภัยคุกคามและรักษา “ความสมบูรณ์ของรัฐสหภาพ” (Union State) นอกจากนี้ยังมีประเทศคู่มิตรอย่างอินเดียและอิหร่านเข้าร่วมหรือส่งผู้สังเกตการณ์ ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางทหารที่กว้างขึ้น ขณะที่ฝ่ายตะวันตกมองว่าเป็นการแสดงแสนยานุภาพและเพิ่มแรงกดดันต่อยุโรปตะวันออก

ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก แห่งเบลารุส ยืนยันว่ามีการเคลื่อนย้ายหัวรบนิวเคลียร์จำนวนหนึ่งจากรัสเซียมาประจำการในเบลารุสแล้ว และการฝึกซ้อมคือเพื่อสร้างศักยภาพในการตอบโต้โดยทันทีหากถูกโจมตี แผนฝึกแบ่งเป็นสองระยะระหว่างดินแดนรัสเซียและเบลารุส โดยมีการจำลองสถานการณ์การใช้ขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์โจมตีเป้าหมายในยุโรปตะวันออกและยุโรปกลาง ทั้งนี้เบลารุสได้เน้นย้ำว่าการฝึกนี้เป็น “มาตรการเชิงรุก” เพื่อเพิ่มศักยภาพตอบโต้และขยายขอบเขตการคุ้มครองอธิปไตยของสหภาพรัสเซียและเบลารุส การซ้อมรบและแผนประจำการนิวเคลียร์ในเบลารุสถือเป็นการส่งสารเชิงยุทธศาสตร์ต่อประเทศข้างเคียงและนาโต ตอกย้ำศักยภาพเกมรุกและการป้องปรามนิวเคลียร์ในภูมิภาคยุโรป สังคมยุโรปและนาโตแสดงความกังวลต่อการประจำการอาวุธนิวเคลียร์แบบนี้เพราะเป็นการขยายจุดยุทธศาสตร์และเพิ่มความตึงเครียดในยุโรปตะวันออก

ท่าทีของชาติพันธมิตรของรัสเซียต่อการซ้อมรบครั้งนี้
- จีนไม่ได้ส่งกำลังพลเข้าร่วมการซ้อมรบทางบก “Zapad 2025” กับรัสเซียและเบลารุสโดยตรง แต่ในปี 2025 นี้ จีนมีบทบาทสำคัญในความร่วมมือทางทหารกับรัสเซียผ่านการฝึกซ้อมรบร่วมทางทะเลภายใต้ชื่อ “Joint Sea-2025” และ “Maritime Interaction 2025” บริเวณทะเลญี่ปุ่นและญี่ปุ่น-วลาดิวอสต็อก กองทัพเรือจีนร่วมซ้อมรบกับรัสเซียในทะเลญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 1-5 สิงหาคม 2025 ที่ผ่านมาโดยเน้นความร่วมมือในด้านการต่อต้านเรือดำน้ำ ป้องกันทางอากาศ การช่วยชีวิตเรือดำน้ำ และการตอบสนองต่อภัยคุกคามทางทะเลร่วมกับรัสเซีย การซ้อมรบทางทะเลดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ เสริมสร้างความมั่นคงภูมิภาค และตอกย้ำพันธมิตรระหว่างสองประเทศ. จีนเน้นย้ำว่าไม่มีเป้าหมายต่อต้านประเทศใดโดยเฉพาะเป็นการขยายความร่วมมือด้านทหารและเสถียรภาพระหว่างชาติพันธมิตร ความร่วมมือทางทหารของจีนกับรัสเซียมีความลึกซึ้งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยจีนยังช่วยสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจให้รัสเซียท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตกหลังสงครามยูเครน จีนประกาศขยายความสัมพันธ์ทางทหารกับต่างชาติ พร้อมประณามการใช้อำนาจอย่างไร้หลักการในเวทีระหว่างประเทศ จีนจึงมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ควบคู่กับรัสเซียผ่านความร่วมมือทางทะเลในปี 2025 แม้จะไม่เข้าร่วมซ้อมรบภาคพื้นดิน “Zapad 2025” โดยตรง

- อินเดีย ส่งทหาร 65 นายเข้าร่วมการซ้อมรบ พร้อมยืนยันผ่านกระทรวงกลาโหมว่าเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือและความไว้ใจระดับทวิภาคีกับรัสเซีย อินเดียยืนยันความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับรัสเซียแม้จะเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐและยุโรป ระบุชัดว่าการเข้าร่วมซ้อมรบเป็นมาตรการรักษาสมดุลทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาค ไม่ใช่เลือกข้างในความขัดแย้ง

- อิหร่านร่วมซ้อมรบทั้งในรัสเซียและจัดซ้อมรบทางทะเลกับรัสเซียอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงความไว้วางใจและเสริมสร้างศักยภาพกองทัพร่วม ผู้นำอิหร่านเน้นย้ำเป้าหมายประสานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับรัสเซีย เพื่อตั้งรับแรงกดดันจากนาโตและสหรัฐ

- บังกลาเทศ บูร์กินาฟาโซ คองโก มาลี ทั้ง 4 ประเทศมีท่าทีเชิงสัญลักษณ์ในการส่งทหารเข้าร่วมการซ้อมรบ แสดงการยอมรับรัสเซียในเครือข่ายพันธมิตรทางทหาร การเข้าร่วม "Zapad 2025" ถือเป็นเวทีสร้างสัมพันธภาพกับมหาอำนาจและยกระดับศักยภาพกองทัพประเทศตนเองด้วยเทคโนโลยีและยุทธวิธีของรัสเซีย ผู้นำบางประเทศ เช่น บูร์กินาฟาโซและมาลี มองว่านี่เป็นโอกาสยกระดับกองทัพท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงภายในและเพื่อสร้างพันธมิตรต่างชาติที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทุกประเทศที่กล่าวมานี้ล้วนให้ความสำคัญกับความร่วมมือทางยุทธศาสตร์กับรัสเซีย ทั้งในฐานะพันธมิตรและในมิติการปรับปรุงขีดความสามารถทางทหารของรัฐ

ท่าทีของนาโตและสหรัฐฯ นาโตและสหรัฐฯ มีท่าทีกังวลและตอบโต้การซ้อมรบรัสเซีย-เบลารุส "Zapad 2025" อย่างจริงจังโดยมองว่าเป็นการแสดงกำลังที่เพิ่มความตึงเครียดในยุโรปตะวันออก และเป็นภัยต่อความมั่นคงภูมิภาค โดยมีท่าทีและการตอบโต้ดังนี้

- รัฐบาลโปแลนได้ตอบโต้โดยประกาศปิดพรมแดนติดเบลารุสอย่างไม่มีกำหนด โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงท่ามกลางการซ้อมรบที่ถูกมองว่า “ก้าวร้าว” และปัญหาสงครามลูกผสมจากการผลักดันผู้อพยพผิดกฎหมายเข้าสู่ยุโรป พร้อมกันนี้ยังสั่งตรึงกำลังทหารกว่า 40,000 นายไว้ตามแนวชายแดนและขอให้ NATO ช่วยเสริมกำลังป้องกันทางอากาศนอกจากนี้การปิดพรมแดนยังกระทบเส้นทางการค้าสำคัญของจีนเข้าสู่ยุโรป จนโปแลนด์ต้องอธิบายต่อจีนว่าประเด็นด้านความมั่นคงมีความสำคัญเหนือกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในสถานการณ์ปัจจุบัน

- นาโตจัดการซ้อมรบแสดงแสนยานุภาพทางทหารในโปแลนด์ ภายใต้รหัส "Iron Gate" และ "Iron Defender" เพื่อเตรียมปกป้องอธิปไตยชาติสมาชิก โดยมีกองทัพสหรัฐฯร่วมส่งกำลังเช่น รถถัง เฮลิคอปเตอร์ และเครื่องบินขับไล่ ตอบรับการโจมตีโดรนรัสเซียที่เข้าล้ำเขตน่านฟ้าโปแลนด์-โรมาเนียด้วยการประชุมมาตรา 4 เพื่อเสริมกำลังทหารและอาวุธตรึงชายแดน นอกจากนี้ยังได้ส่งตัวแทนจากตุรกีและฮังการี เข้าชมการซ้อมรบ "Zapad 2025" พร้อมตัวแทนจากสหรัฐฯและประเทศอื่น ๆ รวม 23 ประเทศ เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

- สหรัฐฯ ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูง 2 คน เข้าร่วมชมซ้อมรบร่วมกับรัสเซียและเบลารุสที่เมืองโบริซอฟแสดงถึงความพยายามรักษาช่องทางการสื่อสารแม้สถานการณ์ความสัมพันธ์โดยรวมตึงเครียด นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังได้สนับสนุนกองกำลังนาโตและโปแลนด์โดยส่งเครื่องบินรบเข้าปกป้องน่านฟ้าและเตรียมส่งอาวุธมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ให้ยูเครนเพื่อรับมือกับรัสเซีย และยังแสดงความกังวลว่าการซ้อมรบขนาดใหญ่ซึ่งรวมถึงการฝึกใช้อาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกเป็นการส่งสัญญาณเตือนความขัดแย้งที่อาจลุกลามเป็นสงครามได้  โดยสรุป 
ท่าทีของนาโตและสหรัฐฯ ต่อการซ้อมรบ "Zapad 2025" คือ การเตรียมพร้อมตอบโต้และเสริมกำลังทหารในภูมิภาคอย่างเข้มข้นเพื่อปกป้องพันธมิตรและรักษาเสถียรภาพระหว่างประเทศ

บทสรุป การซ้อมรบ “Zapad 2025” ซึ่งเป็นการฝึกซ้อมใหญ่ระหว่างรัสเซียและเบลารุสในปี 2025 ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สะท้อนถึงความตึงเครียดในยุโรปตะวันออกอย่างชัดเจน การซ้อมรบใช้กำลังทหารกว่าแสนคน พร้อมปฏิบัติการยิงขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง รวมถึงการประจำการอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีที่เบลารุสเป็นเครื่องมือสร้างความพร้อมตอบโต้ภัยคุกคาม ประเทศพันธมิตรหลายชาติ เช่น อินเดีย อิหร่าน บังกลาเทศ และชาติแอฟริกาต่างเข้าร่วมแสดงท่าทีสนับสนุน หรือใช้เวทีนี้สร้างความร่วมมือทางทหารกับรัสเซีย 

ขณะที่จีนมีบทบาทสำคัญในการซ้อมรบร่วมทางทะเลกับรัสเซีย ตอกย้ำพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ในขณะเดียวกัน นาโตและสหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยการเสริมกำลังในโปแลนด์และภูมิภาคใกล้เคียง เตรียมพร้อมรับมือความตึงเครียดและภัยคุกคาม พร้อมส่งตัวแทนติดตามซ้อมรบอย่างใกล้ชิด ทั้งยังสนับสนุนยูเครนด้วยอาวุธขั้นสูง ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนภาพความขัดแย้งและการแข่งขันทางทหารที่ยังคงดำเนินต่อไป โดยรวม การซ้อมรบ “Zapad 2025” ไม่เพียงเป็นการฝึกทหารและแสดงศักยภาพทางทหารของรัสเซียและพันธมิตรแต่ยังเป็นสัญญาณทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของยุโรปและระบบระหว่างประเทศในปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง

แผนสันติภาพยูเครน 28 ข้อ อาจนำสู่หยุดยิงชั่วคราว แต่ยังไม่ตอบโจทย์สันติภาพยั่งยืน แม้ สหรัฐฯ ผลักดันให้เจรจาหยุดยิง  แต่ยูเครน-รัสเซียยังขัดแย้งอธิปไตยและดินแดน

สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2022 ได้กลายเป็นความขัดแย้งทางทหารและการเมืองที่ส่งผลต่อความมั่นคงของยุโรปและระเบียบโลกแม้ยูเครนจะได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐและยุโรปในการป้องกันการรุกราน แต่สถานการณ์ทางยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมถึงความเสื่อมถอยของศักยภาพทางทหาร เศรษฐกิจ และแรงสนับสนุนจากบางประเทศ ทำให้นานาชาติหันมาให้ความสนใจต่อแนวทางการยุติสงครามเพิ่มมากขึ้น ในช่วงปลายปี 2025 สื่อชั้นนำหลายแห่งเช่น Axios, Al Jazeera, Sky News, และ The Guardian รายงานว่ามีเอกสาร “แผนสันติภาพยูเครน 28 ข้อ” ซึ่งฝ่ายสหรัฐจัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบเจรจาระหว่างรัสเซียและยูเครน โดยมีเป้าหมายเพื่อเริ่มการหยุดยิงและสร้างเสถียรภาพด้านความมั่นคงในภูมิภาค 

แม้เอกสารดังกล่าวไม่ใช่ข้อตกลงทางการ แต่ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าฝ่ายสหรัฐฯ ต้องการผลักดันแนวทางการจัดการความขัดแย้งมากกว่าการทำสงครามยืดเยื้อ โดยแผน 28 ข้อนี้ถูกร่างขึ้นโดยตัวแทนของสตีฟ วิทคอฟ (Steve Witkoff) ตัวแทนอำนาจของโดนัลด์ ทรัมป์ร่วมกับตัวแทนจากรัสเซีย คือ คิริล ดมิทรีเยฟ (Kirill Dmitriev) หัวกองทุนความมั่งคั่งของรัฐรัสเซียและผู้ที่ได้รับมอบหมายในทางการทูต) หลังการประชุมระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ-รัสเซียที่อะแลสกาในช่วงกลางปี 2025 เบื้องต้นรัฐบาลยูเครนยอมรับว่าได้เห็นเอกสารฉบับนี้แล้วแต่มีรายงานว่าฝ่ายยูเครนเสนอให้ปรับแก้หลายข้อ ในขณะที่รัฐบาลรัสเซียตอบสนองเชิงบวกว่า “สามารถนำไปพิจารณาได้” แต่ไม่ผูกพันกับข้อเสนอใด ๆ 

อย่างไรก็ตาม แผน 28 ข้อถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวางในเรื่องความเป็นไปได้ เนื่องจากข้อเสนอหลายข้อขัดแย้งกับผลประโยชน์หลักของทั้งยูเครนและรัสเซีย โดยเฉพาะประเด็นอธิปไตยเหนือดินแดนที่ยังเป็นหัวใจสำคัญของข้อพิพาท การจัดทำประชามติในพื้นที่ยึดครอง การจำกัดอาวุธโจมตี และรูปแบบหลักประกันความมั่นคงที่อาจไม่เทียบเท่าการเข้าเป็นสมาชิก NATO ทำให้แผนดังกล่าวถูกมองว่าเป็น “จุดเริ่มต้นของการเจรจา” มากกว่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายของสันติภาพ บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ สรุปเนื้อหาสาระที่สำคัญ และประเมินความเป็นไปได้ของแผนสันติภาพนี้ โดยพิจารณาทั้งมุมมองของยูเครน รัสเซีย และสหรัฐ เพื่อให้เห็นภาพว่าแผนดังกล่าวสะท้อนทิศทางการทูตในอนาคตของความขัดแย้งครั้งนี้อย่างไร และมีศักยภาพเพียงใดในการนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในอนาคต

ตามข้อมูลที่เปิดเผยในสื่อแผนสันติภาพยูเครนจำนวน 28 ข้อ มีรายละเอียดดังนี้
1) “อธิปไตยของยูเครน” จะต้องได้รับการค้ำประกันอย่างเป็นทางการ

2) จะมีการลงนามข้อตกลงไม่รุกรานระหว่างรัสเซีย-ยูเครน-ยุโรปเพื่อแก้ไขปัญหาความคลุมเครือทั้งหมดตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา

3) รัสเซียจะไม่รุกรานประเทศเพื่อนบ้านและนาโตจะหยุดการขยายสมาชิก 

4) สหรัฐฯจะเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างรัสเซีย - นาโต เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงพยายามลดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

5) ยูเครนได้รับ “หลักประกันความมั่นคง” จากฝ่ายที่เกี่ยวข้องและเชื่อถือได้

6) จำกัดให้กองทัพยูเครนมีขนาดไม่เกิน 600,000 นาย

7) ยูเครนต้องแก้รัฐธรรมนูญให้ “ไม่เข้าร่วม นาโต” และ นาโต ต้องแก้ข้อบังคับไม่รับยูเครนในอนาคต

8) นาโตห้ามตั้งฐานทหารหรือส่งกำลังทหารไปประจำในยูเครน

9) มีการนำเครื่องบินรบยุโรปไปประจำที่โปแลนด์ (เพื่อช่วยป้องกันในภูมิภาค)

10) สหรัฐฯ ให้ “การประกัน” (guarantee) ด้านความมั่นคงแก่ยูเครนตามเงื่อนไขบางอย่าง เช่น สหรัฐฯจะได้ค่าตอบแทนสำหรับหลักประกัน หากยูเครนรุกรานรัสเซียก่อนการประกันข้างต้นจะถูกยกเลิก หากรัสเซียรุกรานยูเครนจะมีการตอบโต้ทางทหารร่วมกันและกลับมาคว่ำบาตรรัสเซีย หากยูเครนยิงขีปนาวุธใส่มอสโกหรือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กโดยไร้เหตุผลการรับประกันจะถูกยกเลิกทันที

11) ยูเครนยังมีสิทธิสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) และได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าในช่วงรอพิจารณา

12) มีแพ็กเกจขนาดใหญ่เพื่อฟื้นฟูยูเครน เช่น ตั้ง “กองทุนพัฒนา (Ukraine Development Fund)” เพื่อลงทุนในอุตสาหกรรมเติบโต เช่น เทคโนโลยี, ข้อมูล, โครงสร้างพื้นฐาน, สาธารณูปโภค, แหล่งพลังงาน ฯลฯ

13) รัสเซียจะได้รับการ “กลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจโลก” โดยยกเลิกคว่ำบาตร บางจำกัด และอาจกลับเข้าสู่กลุ่มประเทศอุตสาหกรรม (G8) รวมถึงการมีข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงาน ทรัพยากรธรณี เหมืองแร่ และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ กับสหรัฐฯ/พันธมิตร

14) ทรัพย์สินของรัสเซียที่ถูกอายัดจะถูกนำมาใช้ โดย US-led โครงการลงทุน/ฟื้นฟูยูเครนโดยยุโรปเพิ่มเงินในส่วนนี้เพื่อการฟื้นฟูยูเครน  บางส่วนอาจถูกใช้ในโครงการร่วม US-Russiaโดยผลกำไรบางส่วนจะตกเป็นของสหรัฐตามเงื่อนไข “ค่าตอบแทน/ผลประโยชน์” สำหรับการให้ความคุ้มครองความมั่นคง

15) ตั้งกลุ่มทำงานร่วมสหรัฐ-รัสเซีย เพื่อดูแลให้ทุกข้อผูกพันในข้อตกลงถูกปฏิบัติจริง

16) รัสเซียจะตรากฎหมายยืนยันนโยบาย “ไม่รุกราน” ต่อยุโรปและยูเครน

17) สหรัฐฯ และรัสเซียตกลงขยายความคุ้มครองสนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ / ไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงสนธิสัญญา START

18) ยูเครนยอมรับสถานะ “ไม่เป็นรัฐนิวเคลียร์” (non-nuclear state) ภายใต้สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT)

19) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Zaporizhzhia Nuclear Power Plant จะกลับมาเดินเครื่องภายใต้การควบคุมของ IAEA และไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกแบ่งระหว่างรัสเซียและยูเครน 50:50

20) ทั้งสองประเทศจะต้องมีโครงการส่งเสริม “ความเข้าใจและความอดทนทางวัฒนธรรม” ระหว่างกัน กำจัดการเลือกปฏิบัติ, รับรองสิทธิของชนกลุ่มน้อย, ประกันเสรีภาพสื่อและการศึกษา; ยุติการกีดกันทางภาษา หรือศาสนา รวมถึงยอมรับภาษา/ศาสนาในรูปแบบที่หลากหลาย

21) ข้อตกลงเรื่องดินแดน

-Crimea, Donetsk Oblast และ Luhansk Oblast จะได้รับการรับรองว่าเป็นของรัสเซีย (de facto Russian territory) โดยสหรัฐฯให้การรับรอง 

-ส่วน Kherson Oblast และ Zaporizhzhia Oblast จะอยู่ใน สถานการณ์ถูก “แช่แข็ง” (frozen along current lines of contact) (freeze current frontlines) โดยยอมรับเส้นเขตการควบคุมปัจจุบันเป็นเส้นอาณาเขตชั่วคราว/ถาวรตามข้อตกลง 

-กองทัพยูเครนจะถอนกำลังออกจากพื้นที่ของ Donetsk ที่ยังควบคุมอยู่ และพื้นที่นั้นจะกลายเป็น “demilitarized neutral buffer zone” โดยถือเป็นของรัสเซียอย่างเป็นทางการ และกองทัพรัสเซียไม่ส่งทหารเข้าไปในพื้นที่นี้ 

22) ทั้งรัสเซียและยูเครนต้องยอมรับว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงเขตแดนโดยใช้กำลังในอนาคต

23) รัสเซียต้องไม่ขัดขวางสิทธิของยูเครนในการใช้แม่น้ำ Dnipro River เพื่อกิจกรรมทางพาณิชย์ และต้องยอมให้การขนส่งผลผลิต (เช่น ธัญพืช) ผ่านทะเลดำ (Black Sea) เป็นไปอย่างเสรี

24) ตั้ง “คณะกรรมการด้านมนุษยธรรม (Humanitarian committee)” เพื่อแก้ปัญหาเรื่องเชลย สลับตัว, คืนศพ, รวมครอบครัว, ส่งคืนผู้ถูกจับ, รวมถึงดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสงคราม (พลเรือน, เด็ก, ครอบครัว), การฟื้นฟูด้านมนุษยธรรมทั้งในพื้นที่การสู้รบและพื้นที่พักพิงและลี้ภัย

25) ยูเครนต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 100 วัน หลังการลงนามข้อตกลง

26) ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งจะได้รับ “นิรโทษกรรมเต็มรูปแบบ”สำหรับการกระทำในช่วงสงคราม และทุกฝ่ายยอมสละสิทธิในการฟ้องร้องในอนาคต

27) ข้อตกลงจะมีผลผูกพันทางกฎหมาย และจะมีสภาสันติภาพภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้กำกับ พร้อมบทลงโทษถ้าฝ่ายใดละเมิดสัญญา

28) เมื่อทุกฝ่ายลงนาม การ“หยุดยิง (ceasefire)” จะเริ่มทันที หลังทั้งสองฝ่ายถอนกำลังไปยังจุดที่ตกลงไว้ เพื่อเริ่มปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเต็มรูปแบบ

รัสเซียจับมือจีน ผุดโปรเจกต์ 'โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์' แก้โจทย์พลังงานนอกโลกงัดข้อสหรัฐฯ หวังทวงคืนมหาอำนาจองกาศยุคใหม่

รัสเซียประกาศแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 2025 หน่วยงานอวกาศของรัฐ สหพันธรัฐรัสเซีย Roscosmos «Роскосмос» ได้ประกาศแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในปี ค.ศ. 2036 เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานหลักสำหรับการสำรวจและการดำเนินงานระยะยาวบนพื้นผิวดวงจันทร์ แผนดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อรองรับโครงการความร่วมมือกับจีนภายใต้ชื่อ International Lunar Research Station (ILRS) «Международная научная лунная станция» ซึ่งมีเป้าหมายจัดตั้งฐานวิจัยนานาชาติถาวรบนดวงจันทร์ที่ริเริ่มโดยจีนและรัสเซีย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานถาวรสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การทดลองเทคโนโลยีอวกาศขั้นสูง และการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์ระยะยาวบนพื้นผิวดวงจันทร์

โครงการ ILRS ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือแบบเปิดสำหรับประเทศและองค์กรต่าง ๆ ที่สนใจเข้าร่วม โดยเน้นหลักการไม่ผูกขาด ไม่ขึ้นกับชาติใดชาติหนึ่ง และไม่อยู่ภายใต้กรอบโครงการของสหรัฐฯ เช่น Artemis Accords ในเชิงเทคนิค ILRS จะประกอบด้วยระบบสถานีวิจัยบนพื้นผิวดวงจันทร์ ระบบยานสำรวจอัตโนมัติ เครือข่ายสื่อสาร โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และในระยะต่อไปอาจรองรับการปฏิบัติงานของมนุษย์ โครงการนี้ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นของดวงจันทร์

(In-Situ Resource Utilization: ISRU) เช่น น้ำแข็งหรือแร่ธาตุ เพื่อสนับสนุนความยั่งยืนของฐานวิจัยในระยะยาว ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์อวกาศ ILRS สะท้อนความพยายามของจีนและรัสเซียในการสร้าง “ขั้วความร่วมมือทางอวกาศ” ทางเลือก นอกเหนือจากระเบียบอวกาศที่นำโดยสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก

โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ในการกำหนดกติกา บทบาท และอิทธิพลในยุคของการแข่งขันอวกาศระลอกใหม่ ซึ่งดวงจันทร์กำลังถูกมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของมนุษยชาติในศตวรรษที่ 21

โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะทำหน้าที่จ่ายพลังงานอย่างต่อเนื่องให้แก่ระบบสื่อสาร ยานสำรวจ โครงสร้างพื้นฐาน และกิจกรรมวิจัยที่ไม่สามารถพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์ได้ตลอดเวลา เนื่องจากข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมบนดวงจันทร์ ทั้งกลางคืนที่ยาวนานและอุณหภูมิที่ผันผวนสูง การประกาศแผนดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของรัสเซียในการฟื้นบทบาทความเป็นมหาอำนาจด้านอวกาศ ควบคู่ไปกับการสร้างแนวร่วมทางเทคโนโลยีกับจีน เพื่อตอบรับการแข่งขันอวกาศยุคใหม่ที่กำลังทวีความเข้มข้นระหว่างมหาอำนาจโลก

จากคำแถลงของ Roscosmos โครงการดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญของการสำรวจอวกาศยุคใหม่ เนื่องจากพลังงานจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานหลักในการขับเคลื่อนยานสำรวจ ระบบกล้องโทรทรรศน์ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ระบบสื่อสาร รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของสถานีวิจัยบนดวงจันทร์ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน ทั้งนี้ดวงจันทร์มีรอบกลางคืนที่ยาวนานเป้นระยะเวลาหลายวันของโลก ทำให้การพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอและมีความเสี่ยงต่อความต่อเนื่องของภารกิจ การนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้จึงถูกมองว่าเป็นทางออกเชิงเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการดำเนินงานระยะยาว การตั้งฐานวิจัยถาวร และการขยายกิจกรรมมนุษย์บนพื้นผิวดวงจันทร์ในอนาคต

แม้ Roscosmos จะยังไม่ได้ระบุรายละเอียดเชิงเทคนิคอย่างชัดเจนว่าระบบพลังงานดังกล่าวเป็น “นิวเคลียร์” ในรูปแบบใด แต่การที่โครงการนี้ดำเนินการร่วมกับ Rosatom (Государственная корпорация по атомной энергии «Росатом») ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานนิวเคลียร์ของรัสเซีย และ สถาบัน Kurchatov Национальный исследовательский центр «Курчатовский Институт» อันเป็นศูนย์วิจัยพลังงานนิวเคลียร์ชั้นนำของประเทศ ย่อมสะท้อนอย่างมีนัยสำคัญว่าแหล่งพลังงานหลักของโครงการมีแนวโน้มสูงที่จะเป็นระบบนิวเคลียร์ การมีส่วนร่วมของหน่วยงานทั้งสองซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์และเทคโนโลยีพลังงานขั้นสูง บ่งชี้ว่าโครงการโรงไฟฟ้าบนดวงจันทร์ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงสัญลักษณ์

แต่เป็นแผนงานที่ตั้งอยู่บนศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่รัสเซียมีความเชี่ยวชาญมาอย่างยาวนาน

โดยรัสเซียได้วางตำแหน่งโครงการโรงไฟฟ้าบนดวงจันทร์นี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การฟื้นบทบาทของประเทศในเวทีอวกาศโลก ภายหลังความล้มเหลวของภารกิจ Luna-25 ในปี ค.ศ. 2023 ซึ่งยานอวกาศประสบอุบัติเหตุพุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์และไม่สามารถลงจอดได้ตามแผน เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของโครงการอวกาศรัสเซียในระดับนานาชาติ การประกาศแผนโครงการขนาดใหญ่และมีความทะเยอทะยานอย่างการสร้างแหล่งพลังงานถาวรบนดวงจันทร์ จึงไม่เพียงเป็นการแก้ไขความเสียหายเชิงสัญลักษณ์ แต่ยังสะท้อนความตั้งใจของรัสเซียในการยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยี สร้างความต่อเนื่องของภารกิจอวกาศระยะยาว และยืนยันบทบาทของตนในฐานะหนึ่งในมหาอำนาจด้านอวกาศ ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นกับสหรัฐฯ และจีนในยุคของ “การแข่งขันอวกาศระลอกใหม่”

การประกาศแผนดังกล่าวยังเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันด้านอวกาศระดับโลกที่ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย และรัสเซียต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเพื่อรองรับทั้งการสำรวจเชิงวิทยาศาสตร์และการตั้งถิ่นฐานระยะยาวนอกโลก อวกาศจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่แห่งการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์อีกต่อไป หากแต่กลายเป็นมิติใหม่ของการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์และอำนาจระหว่างมหาอำนาจ ในบริบทนี้สหรัฐฯ ผ่านองค์การ NASA ก็ได้เดินหน้าโครงการติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กบนดวงจันทร์ภายในปี 2030 เพื่อเป็นแหล่งพลังงานถาวรสำหรับโครงการ Artemis ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในอวกาศกำลังกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของการสำรวจและตั้งฐานถาวรบนดวงจันทร์ และเป็นตัวชี้วัดศักยภาพทางเทคโนโลยีของประเทศมหาอำนาจในยุคการแข่งขันอวกาศระลอกใหม่

นักวิเคราะห์ทั้งในรัสเซียและต่างประเทศเห็นพ้องกันว่า โครงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านพลังงานหรือเทคโนโลยีอวกาศเท่านั้น หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์อวกาศโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอย่างเต็มรูปแบบ โครงการดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับการแสดงศักยภาพทางเทคโนโลยี ความสามารถในการดำเนินการวิจัยระยะยาวนอกโลก และการกำหนดบทบาทเชิงอำนาจในอวกาศซึ่งถูกมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่ของศตวรรษที่ 21 นักวิเคราะห์บางส่วนถึงกับมองว่าโครงการนี้อาจกลายเป็น “New Sputnik moment” ซึ่งมีนัยเชิงสัญลักษณ์ว่ารัสเซียและจีนกำลังผนึกกำลังกันท้าทายความเป็นผู้นำด้านอวกาศของสหรัฐฯ และประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะการตอบโต้เชิงภูมิรัฐศาสตร์ต่อโครงการ Artemis ของสหรัฐฯ และพันธมิตร ที่มุ่งสร้างการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์อย่างยั่งยืนภายใต้กรอบกติกาที่ตะวันตกเป็นผู้กำหนด

ในมุมมองของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและอวกาศฝั่งตะวันตก การนำพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นไปใช้บนดวงจันทร์ถูกมองว่าเป็นทางออกทางวิศวกรรมที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการปฏิบัติการระยะยาว เนื่องจากพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบสนองความต้องการพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนของดวงจันทร์ที่อาจยาวนานเป็นเวลาหลายวันของโลก โครงการพลังงานนิวเคลียร์อวกาศของ NASA เองก็สะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในช่วงต้นทศวรรษ 2030 เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบที่อยู่อาศัยของนักบินอวกาศ ระบบสื่อสารระยะไกล และการพัฒนาเทคโนโลยีการใช้ทรัพยากรในสถานที่จริงซึ่งรวมถึงการขุดแร่และการผลิตพลังงานในอนาคต

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางรายเตือนว่า การผลักดันโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ให้เกิดขึ้นจริงยังต้องเผชิญกับอุปสรรคทางเทคนิคและการเงินในระดับสูง ตั้งแต่การพัฒนาเตาปฏิกรณ์ที่สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากชั้นบรรยากาศ การรับมือกับความผันผวนของอุณหภูมิที่รุนแรงระหว่างกลางวันและกลางคืนของดวงจันทร์ ไปจนถึงปัญหาการจัดการและระบายความร้อนในพื้นที่ที่ไม่มีอากาศช่วยถ่ายเทความร้อน ซึ่งแตกต่างจากเงื่อนไขบนโลกอย่างสิ้นเชิง ความท้าทายเหล่านี้ไม่เพียงเพิ่มต้นทุนทางการเงินอย่างมหาศาล แต่ยังทำให้โครงการต้องอาศัยการวิจัยและการทดสอบระยะยาวก่อนจะสามารถนำไปใช้จริงได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

จากมุมมองของรัสเซียเองการประกาศแผนใช้พลังงานนิวเคลียร์บนดวงจันทร์สะท้อนความพยายามในการยืนหยัดและฟื้นบทบาทของตนบนเวทีอวกาศโลกอีกครั้ง ภายหลังความล้มเหลวของภารกิจ Luna-25 ซึ่งตอกย้ำข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและงบประมาณเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และจีน การผลักดันโครงการพลังงานนิวเคลียร์จันทราจึงถูกมองว่าเป็นการแสดงศักยภาพในด้านที่รัสเซียมีความเชี่ยวชาญเชิงโครงสร้างมาอย่างยาวนาน ขณะเดียวกัน ความร่วมมือกับจีนภายใต้กรอบ International Lunar Research Station (ILRS) ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของรัสเซียในฐานะผู้เล่นสำคัญที่ยังคงมีบทบาทในความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ และเปิดพื้นที่ทางการทูตอวกาศ (space diplomacy) ทางเลือกนอกเหนือจากกรอบที่ตะวันตกเป็นผู้กำหนด

สรุปคือ แม้โครงการนี้จะมีศักยภาพสูงและถูกยกย่องว่าเป็นก้าวสำคัญของการสำรวจดวงจันทร์ในระยะยาว แต่แรงกดดันทางเทคนิค การจัดสรรงบประมาณ และการแข่งขันกับโครงการอื่นของโลก ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่นักวิเคราะห์ทั้งรัสเซียและตะวันตกต่างจับตามองอย่างใกล้ชิด


ผู้เขียน : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

 

รัสเซียทดสอบ “Sarmat” สำเร็จ ยกระดับนิวเคลียร์ไตรภาคี สะเทือนสมดุลยุทธศาสตร์โลก เจาะระบบป้องกันสหรัฐฯ–NATO RS-28 Sarmat ไม่ใช่แค่อาวุธ แต่คือสัญญาณการกลับมาของการแข่งขันนิวเคลียร์มหาอำนาจ

รัสเซียกับการเสริมศักยภาพนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ผ่านโครงการ Sarmat

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมค.ศ. 2026 เวลา 11 นาฬิกา 15 นาที กองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ «Ракетными войсками стратегического назначения (РВСН)» สหพันธรัฐรัสเซีย ได้ประกาศความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปชนิดเชื้อเพลิงเหลวหนักรุ่น RS-28 “Sarmat” ซึ่งเป็นระบบอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์รุ่นใหม่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อทดแทนขีปนาวุธยุคสหภาพโซเวียตรุ่น R-36M “Voyevoda” (NATO: SS-18 “Satan”) โดยพลเอกเซอร์เกย์ คาราคาเยฟ «Сергей Каракаев» ผู้บัญชาการกองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ ได้รายงานต่อประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินว่า “วันนี้ เวลา 11 นาฬิกา 15 นาทีกองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ได้ดำเนินการปล่อยขีปนาวุธข้ามทวีปชนิดเชื้อเพลิงเหลวหนักรุ่นใหม่ล่าสุด ‘Sarmat’ การปล่อยประสบความสำเร็จและภารกิจบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของการทดสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” ทั้งนี้รายงานดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (VKS) ระหว่างประธานาธิบดีกับผู้บัญชาการกองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ของรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 2022 กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ประกาศการทดสอบยิงครั้งแรกของขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) รุ่น “Sarmat” ซึ่งเป็นระบบประจำฐานยิงแบบประจำที่ (silo-based) จากฐานปล่อยอวกาศเพลเซตสค์ «Плесецк» แคว้นอาร์คันเกลสค์ (Arkhangelsk Oblast) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย ในขณะนั้นกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่าภารกิจการทดสอบดำเนินไปอย่างสมบูรณ์ตามแผน พร้อมยืนยันว่าคุณลักษณะเชิงคำนวณของขีปนาวุธได้รับการพิสูจน์ครบถ้วนในทุกช่วงการบิน ขณะที่หัวรบจำลองสำหรับการฝึกได้เดินทางถึงพื้นที่เป้าหมายที่กำหนด ณ ฐานยิงขีปนาวุธคูรา «Ракетный полигон Кура́» บนคาบสมุทรคัมชัตกาเรียบร้อยแล้ว กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่า "ขีปนาวุธซาร์แมทมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ทำให้สามารถเจาะทะลุระบบป้องกันขีปนาวุธที่มีอยู่หรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างน่าเชื่อถือ ซาร์แมทเป็นขีปนาวุธที่ทรงพลังที่สุดและมีระยะยิงไกลที่สุดในโลก ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรบของกองกำลังนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศรัสเซียอย่างมีนัยสำคัญ"

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2022 หัวหน้าผู้ออกแบบของบริษัทวิจัยแห่งรัฐมาเคเยฟ (ผู้พัฒนาขีปนาวุธซาร์แมท) นายวลาดิมีร์ เดกเตียร์ «Владимир Дегтярь» กล่าวว่า ขีปนาวุธซาร์แมทจะเป็น "เกราะป้องกัน" ให้กับรัสเซียไปอีกหลายทศวรรษ ขีปนาวุธ Sarmat ถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของแผนการปรับปรุง “นิวเคลียร์ไตรภาคี” (Nuclear Triad) ของรัสเซีย ซึ่งครอบคลุมกำลังรบนิวเคลียร์ทางบก ทางทะเล และทางอากาศ

ทั้งนี้แผนการปรับปรุง “นิวเคลียร์ไตรภาคี” ของรัสเซียเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเสริมสร้างและรักษาศักยภาพการยับยั้งทางนิวเคลียร์ของประเทศ ภายใต้บริบทการแข่งขันด้านอำนาจทางทหารระหว่างประเทศมหาอำนาจที่กลับมาทวีความเข้มข้นอีกครั้ง โดย “นิวเคลียร์ไตรภาคี” หมายถึงโครงสร้างกำลังรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ 3 ด้าน ได้แก่ กำลังรบนิวเคลียร์ภาคพื้นดิน กำลังรบนิวเคลียร์ทางทะเล และกำลังรบนิวเคลียร์ทางอากาศ ซึ่งถูกออกแบบเพื่อให้รัสเซียสามารถรักษาความสามารถในการตอบโต้นิวเคลียร์ได้แม้ในกรณีถูกโจมตีก่อน อันเป็นหลักการสำคัญของยุทธศาสตร์การยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Deterrence) ในส่วนของกำลังรบนิวเคลียร์ภาคพื้นดิน รัสเซียมุ่งพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) รุ่นใหม่เพื่อทดแทนระบบยุคสหภาพโซเวียตที่เริ่มล้าสมัย เช่น RS-28 Sarmat, RS-24 Yars รวมถึง ระบบ Avangard Hypersonic Glide Vehicle โดยโครงการ RS-28 Sarmat ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของแผนดังกล่าว ขีปนาวุธรุ่นนี้ถูกออกแบบให้มีพิสัยยิงข้ามทวีประยะไกล สามารถบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์หลายหัวแบบ Multiple independently targetable reentry vehicle (MIRV) และรองรับการติดตั้งอาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Glide Vehicle) ได้ ส่งผลให้มีศักยภาพในการหลีกเลี่ยงและเจาะผ่านระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ และ NATO ได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันรัสเซียยังเดินหน้าปรับปรุงกำลังรบนิวเคลียร์ทางทะเลผ่านการพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธ Borei-class submarine ซึ่งมีความสามารถในการซ่อนตัวและปฏิบัติการในมหาสมุทรเป็นระยะเวลานาน อันช่วยเพิ่มความอยู่รอดของระบบตอบโต้นิวเคลียร์ในกรณีเกิดสงครามเต็มรูปแบบ รวมถึงขีปนาวุธ Bulava submarine-launched ballistic missile (SLBM) ส่วนกำลังรบนิวเคลียร์ทางอากาศ รัสเซียยังคงพัฒนาและปรับปรุงเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ให้สามารถใช้อาวุธนิวเคลียร์และอาวุธปล่อยนำวิถีระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่น Tupolev Tu-160, Tupolev Tu-95 เครื่องบินเหล่านี้สามารถยิงขีปนาวุธร่อนติดหัวรบนิวเคลียร์จากระยะไกล และมีความยืดหยุ่นในการแสดงกำลังหรือยกระดับการตอบโต้ทางทหาร โดยแผนการปรับปรุง Nuclear Triad ของรัสเซียในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีเป้าหมายหลัก คือ 1) ทดแทนระบบขีปนาวุธในยุคสหภาพโซเวียตที่เริ่มล้าสมัย 2) เพิ่มความสามารถในการเจาะระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ และ NATO 3) พัฒนาอาวุธความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Weapons) 4) เสริมศักยภาพการโจมตีโต้กลับ (“Second Strike Capability”) หรือความสามารถในการตอบโต้แม้ถูกโจมตีก่อน และ5) รักษาสถานะ “มหาอำนาจนิวเคลียร์” ของรัสเซียในระบบระหว่างประเทศ  โดยระบบ RS-28 Sarmat ดังกล่าวถูกออกแบบให้มีพิสัยยิงข้ามทวีประยะไกล สามารถบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์หลายหัวแบบ MIRV รวมถึงรองรับการติดตั้งอาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Glide Vehicle: HGV) รุ่น Avangard ได้ ส่งผลให้มีศักยภาพในการหลีกเลี่ยงและเจาะผ่านระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ และ NATO ได้ดียิ่งขึ้น

สาระสำคัญของการประกาศครั้งนี้ มิได้มีเพียงมิติด้านเทคโนโลยีทางทหารเท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศอย่างชัดเจน กล่าวคือ รัสเซียต้องการแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการคงไว้ซึ่ง “ศักยภาพการยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Deterrence) ภายใต้บริบทการแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์ที่กลับมาทวีความเข้มข้นอีกครั้ง ภายหลังความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกเสื่อมถอยจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน และกลไกควบคุมอาวุธระหว่างประเทศหลายฉบับเผชิญภาวะหยุดชะงัก แม้ว่าระบบ Sarmat จะเผชิญความล่าช้าและรายงานความล้มเหลวในการทดสอบหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา แต่การประกาศความสำเร็จครั้งล่าสุดสะท้อนว่ารัสเซียยังคงให้ความสำคัญสูงสุดต่อการพัฒนากำลังรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ และมีแนวโน้มเดินหน้าการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านอาวุธยุทธศาสตร์ต่อเนื่องในระยะยาว ในมิติด้านความมั่นคงระหว่างประเทศเหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อแนวโน้มการแข่งขันด้านอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะการเร่งพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธและอาวุธ Hypersonic ของสหรัฐฯ NATO และจีน รวมทั้งเพิ่มความเปราะบางต่อเสถียรภาพด้านการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์โลกในอนาคต อันอาจนำไปสู่สภาวะการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์รูปแบบใหม่ที่มีความซับซ้อนและยากต่อการควบคุมมากยิ่งขึ้น

โดยสรุป การทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป RS-28 “Sarmat” ของรัสเซียในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของมอสโกในการปรับปรุงและยกระดับศักยภาพกำลังรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ ภายใต้แผนการพัฒนา “นิวเคลียร์ไตรภาคี” ซึ่งถือเป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์การยับยั้งทางนิวเคลียร์ของรัสเซียในยุคปัจจุบัน ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการแข่งขันด้านอาวุธยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูงที่กำลังกลับมามีบทบาทสำคัญในระบบความมั่นคงระหว่างประเทศอีกครั้ง

แม้ว่ารัสเซียจะอธิบายว่าการพัฒนาระบบ Sarmat มีเป้าหมายเพื่อรักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์และเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องปรามภัยคุกคามจากภายนอก แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธความเร็วเหนือเสียงของมหาอำนาจต่าง ๆ อาจนำไปสู่การขยายตัวของการแข่งขันด้านอาวุธเชิงยุทธศาสตร์รอบใหม่ ซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่ายุคสงครามเย็น ทั้งในมิติของเทคโนโลยี ระบบป้องกันขีปนาวุธ อวกาศ และสงครามไซเบอร์

ภายใต้บริบทดังกล่าว การพัฒนา RS-28 Sarmat จึงมิได้เป็นเพียงการปรับปรุงระบบอาวุธของรัสเซียเท่านั้น หากแต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงโลกเข้าสู่ยุคการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่เข้มข้นมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์และระบบควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างประเทศในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

‘ปูติน’ เยือนสถาบันขีปนาวุธ MITT MITT ไม่ใช่แค่สถาบันวิจัย แต่คือหัวใจอุตสาหกรรมขีปนาวุธ และนิวเคลียร์ไตรแอดรัสเซีย ตอกย้ำยุทธศาสตร์นิวเคลียร์รับมือ NATO

การเยือนสถาบันสถาบันเทคโนโลยีความร้อนแห่งมอสโกของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน

กับภาพสะท้อนยุทธศาสตร์นิวเคลียร์รัสเซีย

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินได้เดินทางเยือนสถาบันเทคโนโลยีความร้อนแห่งมอสโก «Московский институт теплотехники (МИТ)» ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรหลักของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศรัสเซียโดยผลิตภัณฑ์หลักคือขีปนาวุธข้ามทวีปทั้งเชิงยุทธศาสตร์และยุทธวิธี

สถาบันเทคโนโลยีความร้อนแห่งมอสโก (Moscow Institute of Thermal Technology – MITT) เป็นองค์กรวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัสเซีย ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ.1946 ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ภายใต้การจัดตั้งของสหภาพโซเวียตมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีจรวดและอาวุธนำวิถี โดยเริ่มต้นจากหน่วยงานวิจัยด้าน “จรวดเชื้อเพลิงแข็ง” และค่อย ๆ พัฒนาเป็นศูนย์กลางด้านวิศวกรรมขีปนาวุธของประเทศในเวลาต่อมา

ในช่วงยุคสหภาพโซเวียตสถาบันมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานอุตสาหกรรมขีปนาวุธยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีที่นำไปสู่ระบบอาวุธสำคัญหลายรุ่น และได้รับการยกระดับเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของการพัฒนาขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็ง ทั้งสำหรับภาคพื้นดิน กองทัพเรือ และระบบยุทธศาสตร์ระยะไกล

หลังการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศรัสเซียในยุคหลังโซเวียต สถาบัน MITT ยังคงมีบทบาทต่อเนื่องในฐานะผู้พัฒนาระบบขีปนาวุธเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ เช่น ตระกูล Topol, Topol-M, Yars และ Bulava ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบหลักของโครงสร้าง “นิวเคลียร์ไตรแอด” ของรัสเซียในปัจจุบัน

สถาบัน MITT ถือเป็น “แกนกลางของอุตสาหกรรมขีปนาวุธรัสเซีย” โดยมีบทบาทใน 3 มิติหลัก ได้แก่

(1) แกนหลักของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ยุทธศาสตร์

สถาบันเทคโนโลยีความร้อนแห่งมอสโก (MITT) ถือเป็น “แกนหลักของเทคโนโลยี” ระบบอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ของรัสเซีย เนื่องจากมีบทบาทโดยตรงในการออกแบบและพัฒนาระบบขีปนาวุธพิสัยไกลที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้าง “นิวเคลียร์ไตรแอด” (land-based, sea-based, air-based deterrence) ซึ่งเป็นหัวใจของอำนาจยับยั้งทางทหารของรัฐ

ในเชิงเทคโนโลยี MITT มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็ง (solid-fuel ballistic missiles) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงยุทธศาสตร์ เพราะสามารถเก็บรักษาและตอบสนองการยิงได้รวดเร็ว ลดข้อจำกัดด้านเวลาเตรียมการเมื่อเทียบกับระบบเชื้อเพลิงเหลว นอกจากนี้ยังครอบคลุมการออกแบบระบบนำวิถี โครงสร้างหัวรบ และระบบควบคุมการบินของขีปนาวุธพิสัยไกล ผลงานสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ MITT ได้แก่ระบบขีปนาวุธ Topol, Topol-M, Yars และ Bulava ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของกองกำลังนิวเคลียร์รัสเซีย โดยระบบเหล่านี้ถูกออกแบบให้มีคุณสมบัติด้าน “ความอยู่รอดเชิงยุทธศาสตร์” (strategic survivability) เช่น การเคลื่อนที่ได้ (mobile launch systems), การหลบหลีกการตรวจจับ และความสามารถในการเจาะระบบป้องกันขีปนาวุธของฝ่ายตรงข้าม

ในมิติของความมั่นคง MITT จึงไม่ได้เป็นเพียงสถาบันวิจัย แต่เป็น “ศูนย์กลางการผลิตอำนาจยับยั้งนิวเคลียร์” ของรัฐรัสเซีย กล่าวคือ เป็นจุดที่เชื่อมระหว่างวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และยุทธศาสตร์ระดับชาติ ทำให้รัสเซียสามารถรักษาความสามารถในการยับยั้ง (deterrence capability) ต่อมหาอำนาจอื่นได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคโซเวียตจนถึงปัจจุบัน

กล่าวโดยสรุป MITT ทำหน้าที่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของอำนาจนิวเคลียร์รัสเซีย” ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสร้างอาวุธแต่รวมถึงการรักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ของโลกผ่านศักยภาพในการตอบโต้และยับยั้งภัยคุกคามในระดับสูงสุดของรัฐชาติ

(2)  ศูนย์กลางความรู้เชิงอธิปไตย (Technological Sovereignty)

 บทบาทของสถาบัน MITT ในฐานะ “ศูนย์กลางความรู้เชิงอธิปไตย” หมายถึงการเป็นแหล่งสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความสามารถทางวิศวกรรมในระดับยุทธศาสตร์ที่รัสเซียสามารถพัฒนา ควบคุมและต่อยอดได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีหรือห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศ แนวคิดนี้มีรากฐานจากประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของรัสเซียตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียตที่ต้องพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายใต้การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างเข้มข้น ส่งผลให้เกิด “ระบบความรู้แบบปิดและครบวงจร” (closed-loop technological system) ซึ่ง MITT เป็นหนึ่งในแกนหลักของระบบดังกล่าว โดยทำหน้าที่ตั้งแต่การวิจัยพื้นฐาน การออกแบบวิศวกรรม ไปจนถึงการผลิตและส่งมอบระบบอาวุธยุทธศาสตร์ในเชิงโครงสร้าง MITT มีบทบาทสำคัญในการสร้าง “โรงเรียนวิศวกรรมจรวดของรัสเซีย” ที่สืบทอดองค์ความรู้ข้ามรุ่น ทำให้เกิดความต่อเนื่องทางเทคโนโลยี แม้ในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากสหภาพโซเวียตสู่สหพันธรัฐรัสเซีย ความสามารถนี้ทำให้รัสเซียยังคงรักษาศักยภาพด้านขีปนาวุธได้โดยไม่เกิด “ช่องว่างทางเทคโนโลยี” เมื่อเทียบกับมหาอำนาจตะวันตก นอกจากนี้ MITT ยังทำหน้าที่ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่มีความอ่อนไหวสูง เช่น ระบบนำวิถี วัสดุขั้นสูง และระบบขับเคลื่อนขีปนาวุธ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงแห่งรัฐ การรักษาความสามารถภายในประเทศในมิติเหล่านี้จึงถือเป็นหัวใจของ “อธิปไตยทางเทคโนโลยี” ของรัสเซีย ในบริบทปัจจุบันภายใต้แรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีจากตะวันตก แนวคิด technologic sovereignty ของ MITT ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเพราะไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความภาคภูมิใจทางวิทยาศาสตร์แต่เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการรักษาความสามารถทางทหารและความมั่นคงของรัฐในระยะยาว

(3) ฐานอุตสาหกรรมแบบ Dual-use (การใช้ได้ทั้งทางทหารและพลเรือน)

หมายถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในภารกิจทางทหารและภาคเศรษฐกิจพลเรือน ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของรัสเซียในการรักษาความต่อเนื่องทางอุตสาหกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมของรัฐ ในมิติทางทหาร MITT มีบทบาทหลักในการออกแบบและผลิตระบบขีปนาวุธเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น วัสดุทนความร้อน ระบบขับเคลื่อนแรงสูง ระบบควบคุมการบิน และระบบนำวิถีความแม่นยำสูง เทคโนโลยีเหล่านี้เป็น “แกนกลางทางวิศวกรรม” ที่สามารถต่อยอดไปสู่ภาคพลเรือนได้ ในมิติพลเรือน ความรู้และเทคโนโลยีจาก MITT ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลายสาขา เช่น อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ ระบบพลังงาน การขนส่ง และวิศวกรรมเครื่องจักรกลหนัก โดยเฉพาะเทคโนโลยีวัสดุทนสภาพแวดล้อมรุนแรงและระบบเครื่องกลความแม่นยำสูง ซึ่งมีต้นกำเนิดจากการวิจัยเพื่อการทหาร แต่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในภาคพลเรือนได้อย่างมีนัยสำคัญ

แนวทาง dual-use นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของรัสเซียยุคปัจจุบัน เนื่องจากช่วยให้รัฐสามารถ “กระจายความคุ้มค่าทางเทคโนโลยี” (technology spillover) จากงบประมาณด้านกลาโหมไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ ลดความสูญเปล่าของทรัพยากร และเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเองภายใต้แรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ในเชิงยุทธศาสตร์ dual-use ยังทำหน้าที่เป็น “กลไกความยืดหยุ่นของรัฐ” (state resilience mechanism) เพราะทำให้โครงสร้างอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวได้ทั้งในภาวะสงครามและภาวะเศรษฐกิจปกติ โดยไม่แยกขาดระหว่างภาคทหารและพลเรือนอย่างสิ้นเชิง

นอกจากภารกิจด้านความมั่นคงแล้ว MITT ยังมีบทบาทในการพัฒนาเทคโนโลยีแบบ dual-use หรือเทคโนโลยีที่สามารถใช้ได้ทั้งทางทหารและพลเรือน เช่น การประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมพลังงาน น้ำมัน การขนส่ง และโครงการอวกาศ ซึ่งสะท้อนแนวทางการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว โดยสรุป MITT เป็น “สถาบันแกนกลางของอุตสาหกรรมขีปนาวุธรัสเซีย” ที่เชื่อมโยงทั้งมรดกทางเทคโนโลยียุคโซเวียต การพัฒนาศักยภาพนิวเคลียร์สมัยใหม่ และยุทธศาสตร์ความมั่นคงของรัฐรัสเซียในปัจจุบันอย่างเป็นระบบ

ระหว่างการเยือนประธานาธิบดีปูตินกล่าวยกย่องบทบาทของ MITT ว่าเป็นหนึ่งในสถาบันหลักที่สร้างรากฐานด้านวิทยาการขีปนาวุธและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัสเซียมาตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียต โดยชี้ว่าความทุ่มเทและการทำงานอย่างเสียสละของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และบุคลากรหลายรุ่น ได้ทำให้รัสเซียมี “สำนักวิชาระบบขีปนาวุธที่มีอธิปไตยของตนเอง” และวางรากฐานทางเทคโนโลยีที่ประเทศยังคงใช้งานได้จนถึงปัจจุบัน ผู้นำรัสเซียกล่าวว่า เทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมจรวดที่พัฒนาขึ้นในยุคโซเวียตยังคงมีความสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติ และเป็นพื้นฐานของระบบขีปนาวุธยุทธศาสตร์สมัยใหม่ของรัสเซีย รวมถึงระบบ Topol, Topol-M, Yars และ Bulava ปูตินยืนยันว่า ชรัสเซียจะเดินหน้าปรับปรุงและพัฒนากองกำลังนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงและความสามารถในการยับยั้งทางทหารของประเทศ พร้อมทั้งพัฒนาระบบขีปนาวุธรุ่นใหม่ที่มีอานุภาพสูงขึ้น และสามารถเจาะทะลุระบบป้องกันขีปนาวุธทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้ นอกจากนี้เขายังกล่าวถึงการใช้งานระบบขีปนาวุธเคลื่อนที่แบบไม่ติดหัวรบนิวเคลียร์ ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยสถาบันดังกล่าวว่า ได้ถูกนำไปใช้จริงในปฏิบัติการทางทหาร และพิสูจน์ประสิทธิภาพในสภาพการรบแล้ว ในด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ผู้นำรัสเซียชื่นชมการที่สถาบันสามารถต่อยอดองค์ความรู้ทางทหารไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับภาคพลเรือน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมน้ำมัน การขนส่ง และภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถของรัสเซียในการเชื่อมโยงเทคโนโลยีทางทหารกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ช่วงท้ายปูตินกล่าวขอบคุณบุคลากรของสถาบันที่มีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความมั่นคงของรัสเซีย พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมขีปนาวุธและเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศต่อไปในระยะยาวการที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเดินทางเยือน สถาบัน MITT ในช่วงเวลานี้และกล่าวสุนทรพจน์ยกย่องสถาบัน MIIT มีนัยสำคัญทั้งด้านยุทธศาสตร์ การเมืองภายใน และการส่งสัญญาณระหว่างประเทศ โดยสามารถวิเคราะห์ได้ในหลายมิติ ดังนี้

(1) ส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ต่อ NATO และสหรัฐฯ

ช่วงปี ค.ศ. 2025–2026 ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกยังคงอยู่ในระดับสูงจากสงครามยูเครน การที่ปูตินเลือกเยือนสถาบันซึ่งเป็นผู้พัฒนาระบบขีปนาวุธนิวเคลียร์หลักของรัสเซีย เช่น Topol-M, Yars และ Bulava มีนัยเป็นการส่งสัญญาณเชิงยับยั้งต่อ NATO ว่า รัสเซียยังคงรักษาศักยภาพด้านขีปนาวุธและนิวเคลียร์ไว้ได้อย่างมั่นคง การกล่าวถึง “ขีปนาวุธที่สามารถเจาะระบบป้องกันขีปนาวุธในอนาคตได้” ยังสะท้อนการแข่งขันโดยตรงกับระบบ Missile Defense ของสหรัฐฯ และ NATO ทั้งในยุโรปและเอเชีย

(2) สร้างภาพลักษณ์ “รัฐมหาอำนาจทางเทคโนโลยี”

MITT ไม่ใช่เพียงโรงงานอาวุธ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จด้านวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมยุคโซเวียต การเยือนครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ เพื่อย้ำว่ารัสเซียยังคงเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีทางทหาร แม้เผชิญมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีจากตะวันตก การกล่าวย้ำว่า “รัสเซียยังใช้สิ่งที่พัฒนามาจากยุคโซเวียตจนถึงปัจจุบัน” เป็นการเชื่อมโยงความชอบธรรมของรัฐรัสเซียปัจจุบันเข้ากับความยิ่งใหญ่ของสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นแนวทางที่ปูตินใช้มาอย่างต่อเนื่องในการสร้างอัตลักษณ์รัฐและความภาคภูมิใจของสังคมรัสเซีย

(3) สนับสนุนขวัญกำลังใจของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

สงครามยูเครนทำให้อุตสาหกรรมทหารของรัสเซียกลายเป็นกลไกหลักของรัฐ การเยือนและการมอบเครื่องอิสริยาภรณ์แก่บุคลากรของ MITT เป็นการสร้างขวัญกำลังใจแก่ภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และยืนยันว่ารัฐบาลยังให้ความสำคัญสูงสุดกับนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้ผลิตอาวุธยุทธศาสตร์นอกจากนี้ยังสะท้อนว่า รัฐรัสเซียกำลังให้ความสำคัญกับการระดมศักยภาพทางเทคโนโลยีหรือ “technological mobilization” เพื่อรองรับการแข่งขันระยะยาวกับตะวันตก

(4) เชื่อมโยงสงครามยูเครนกับความสำเร็จทางเทคโนโลยี

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินกล่าวถึงการใช้งานระบบขีปนาวุธแบบไม่ติดหัวรบนิวเคลียร์ใน “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” ซึ่งมีนัยว่า รัสเซียต้องการแสดงให้เห็นว่าอาวุธที่พัฒนาโดย MITT ไม่ได้เป็นเพียงโครงการเชิงทฤษฎี แต่ถูกพิสูจน์แล้วในสนามรบจริง นี่เป็นทั้งการโฆษณาศักยภาพทางทหาร การเสริมความเชื่อมั่นภายในประเทศและอาจมีมิติด้านตลาดอาวุธระหว่างประเทศด้วย เพราะรัสเซียมักใช้การได้รับการทดสอบและพิสูจน์แล้วในการรบจริง หรือ “combat-proven” เป็นจุดขายสำคัญในการส่งออกอาวุธ

(5) สะท้อนแนวคิด “พึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี”

การกล่าวถึงผลิตภัณฑ์พลเรือนของ MITT สำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันและการขนส่งสะท้อนยุทธศาสตร์ของรัสเซียในการใช้เทคโนโลยีทางทหารต่อยอดสู่ภาคเศรษฐกิจพลเรือน เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีตะวันตก

บทสรุป การเยือนสถาบัน MITT ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 สะท้อนให้เห็นว่ารัสเซียยังคงให้ความสำคัญสูงสุดต่อการรักษาและพัฒนาศักยภาพด้านขีปนาวุธและกองกำลังนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของอำนาจยับยั้งและสถานะมหาอำนาจของรัฐรัสเซียในระบบระหว่างประเทศ ภายใต้บริบทของสงครามยูเครน การแข่งขันทางเทคโนโลยีกับชาติตะวันตก และแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตร รัสเซียได้พยายามย้ำถึงแนวคิด “อธิปไตยทางเทคโนโลยี” ผ่านการสนับสนุนสถาบันวิจัยและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ได้ด้วยตนเอง MITT จึงมิได้เป็นเพียงสถาบันวิจัยด้านขีปนาวุธ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความต่อเนื่องระหว่างมรดกทางวิทยาศาสตร์ยุคสหภาพโซเวียตกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงของรัสเซียยุคปัจจุบัน ขณะเดียวกันการเน้นเทคโนโลยีแบบ dual-use ยังสะท้อนความพยายามของรัฐในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมทหารเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติในระยะยาว สำหรับประเทศไทยเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนบทเรียนสำคัญว่าการสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมด้านความมั่นคงภายในประเทศ รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมอย่างต่อเนื่องถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเสริมสร้าง “ความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์” และการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอกในโลกที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์มีความเข้มข้นมากขึ้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top