Saturday, 6 June 2026
เพื่อไทย

‘ยศชนัน’ กับบทบาทแคนดิเดตนายกฯ พท. ต้องสร้างจุดขาย ‘นายกฯแบบวิศวกร’ บน 3 เงื่อนไขที่ต้องเห็น เพื่อพิสูจน์ว่าต่างจริง กล้าเปิดผลทดลอง – ปฏิรูปรัฐดิจิทัล- หนุนสร้างนวัตกรรม

หลังพรรคเพื่อไทยเปิดตัว “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ศึกเลือกตั้ง 2569 ภาพจำของสื่อจำนวนมากมักพาเราไปจบที่เฟรมเดิม ๆ เรื่องเครือญาติ-ตระกูลการเมือง ซึ่งก็เลี่ยงไม่ได้ในโลกจริงของการเมืองไทย

แต่ถ้าจะ “เชียร์แบบไม่อวย” และเขียนในมุมที่ยังไม่ค่อยมีคนเขียนให้สุด คำถามที่ควรถามคือ: ประเทศไทยต้องการผู้นำที่พูดเก่ง…หรือผู้นำที่ทำงานเป็นระบบแบบวิศวกร จนรัฐขยับได้จริง?

ยศชนัน มีฐานเป็นนักวิศวกรรมชีวการแพทย์ และทำงานด้าน Brain-Computer Interface (BCI) รวมถึงบทบาทบริหารงานวิจัย/นวัตกรรมในแวดวงมหาวิทยาลัย นี่สำคัญไม่ใช่เพราะ “ดูเท่” แต่เพราะมันคือวิธีคิดคนละชุดกับการเมืองที่มักตัดสินจากสโลแกนและแรงเชียร์

สิ่งที่ “นายกฯแบบวิศวกร” อาจทำให้ไทยต่างจากเดิม (ถ้าทำจริง)
หัวใจไม่ใช่แค่ “นโยบายใหม่” แต่คือกระบวนการทำงานแบบ Test → Learn → Scale: ทดลองกับกลุ่มย่อย วัดผล เปิดเผยผล และค่อยขยายผล แทนการประกาศทีเดียวทั้งประเทศแล้วหวังให้คนเชื่อ
แนวคิดนี้มีเคสต่างประเทศที่พิสูจน์แล้วว่า “รัฐที่ยอมทดลองและวัดผล” เดินได้เร็วกว่า “รัฐที่เดาแล้วประกาศ”

เคสต่างประเทศ: บทเรียนที่ไทยควรหยิบมาใช้
1) สหราชอาณาจักร: ใช้ RCT กับนโยบายมากขึ้น—เลิกเถียงด้วยความเชื่อ
อังกฤษมีแนวทางเชิงนโยบายที่ผลักให้รัฐใช้ Randomised Controlled Trials (RCTs) กับมาตรการสาธารณะมากขึ้น แนวคิดเดียวกับงานแพทย์: ทดลองอย่างเป็นระบบ วัดผล และปรับใช้บนหลักฐาน
บทเรียนถึงไทย: ถ้ายศชนันจะขาย “ความเป็นนักวิจัย” ให้มีความหมาย ต้องตั้งระบบให้รัฐยอมทดลอง และยอมรับความล้มเหลวแบบมีข้อมูล ไม่ใช่ทดลองแล้วปิดผลเพราะกลัวเสียหน้า

2) เอสโตเนีย: รัฐดิจิทัลไม่ได้ชนะเพราะมีแอปเยอะ แต่ชนะเพราะ “เชื่อมข้อมูลได้จริง”
เอสโตเนียถูกยกเป็นตัวอย่างรัฐดิจิทัลเพราะมีแกนกลางการแลกเปลี่ยนข้อมูล (interoperability) ที่ทำให้หน่วยงานรัฐเชื่อมข้อมูลกันได้อย่างปลอดภัย ลดเอกสาร ลดการขอสำเนาซ้ำซาก และทำให้บริการรัฐ “เร็วแบบเป็นระบบ”
บทเรียนถึงไทย: ถ้าจะเชียร์นายกฯสายเทค ต้องเชียร์ให้ทำ “รัฐเชื่อมกันได้” มากกว่า “รัฐมีแพลตฟอร์ม/แอปเพิ่ม” และต้องคุยเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยข้อมูลแบบตรงไปตรงมา ไม่ใช่ซุกไว้ใต้พรม

3) อิตาลี/กรีซ: เทคโนแครตช่วยคุมไฟระยะสั้นได้ แต่เสี่ยงโดนตีกลับเรื่องความชอบธรรม
ยุโรปมีตัวอย่างรัฐบาลเทคโนแครตในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ-การคลังที่ช่วย “พยุงสถานการณ์” ได้ช่วงหนึ่ง แต่ก็เสี่ยงถูกต่อต้าน หากสังคมรู้สึกว่าเป็น “รัฐบาลผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ยึดโยงประชาชน” หรือสื่อสารไม่เป็น
บทเรียนถึงไทย: ต่อให้คิดเป็นระบบแค่ไหน ถ้าทำการเมืองไม่เป็น สื่อสารไม่เป็น หรือทำให้คนรู้สึกว่า “รัฐฉลาดแต่ไม่เห็นหัวประชาชน” ก็ไปไม่รอด

เชียร์แบบไม่อวย: 3 เงื่อนไขที่ต้องเห็น เพื่อพิสูจน์ว่าต่างจริง
ถ้าจะเชียร์ยศชนันในมุม “นายกฯแบบวิศวกร” ควรเชียร์พร้อมเงื่อนไขชัด ๆ ว่าอย่างน้อยต้องทำให้เห็น 3 เรื่องนี้ตั้งแต่ต้น
• ตั้งหน่วย “ทดลองนโยบาย” แบบเปิดผลลัพธ์: ทำ pilot ในพื้นที่/กลุ่มเป้าหมายจริง เปิด KPI และผลจริงให้ประชาชนตรวจได้ ก่อนขยายทั้งประเทศ
• ปฏิรูปรัฐดิจิทัลด้วยการเชื่อมข้อมูล (interoperability) ไม่ใช่แค่ทำแพลตฟอร์มใหม่: ลดงานเอกสาร ลดการขอข้อมูลซ้ำ และมีกติกาคุ้มครองข้อมูลที่คนเชื่อได้
• ทำ “จัดซื้อจัดจ้างเพื่อสร้างนวัตกรรม”: ให้รัฐเป็นลูกค้ารายแรกในบางหมวดของไทยที่ผ่านการทดสอบแล้ว โดยเฉพาะสุขภาพ/ผู้สูงวัย/อุปกรณ์ช่วยเหลือ เพื่อให้ ‘งานวิจัย’ กลายเป็น ‘อุตสาหกรรม’ ไม่ใช่แค่รางวัล

ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่ขาด “ระบบที่ทำให้ความเก่งชนะ”
ยศชนันอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด และไม่ควรถูกเชียร์แบบหลับหูหลับตา แต่เขาเป็น “สัญญาณ” ที่ทำให้สังคมตั้งคำถามใหม่ได้ว่า เราจะเลิกเลือกผู้นำจากความคมบนเวที แล้วหันมาเลือกจากความสามารถในการทำให้รัฐเดินด้วยข้อมูล วัดผล และแก้ซ้ำอย่างมีวินัยได้หรือยัง

ถ้าเขากล้าประกาศเงื่อนไขแบบวิศวกร—กำหนด KPI เปิดผลทดลอง และยอมให้ตรวจสอบ—นั่นแหละถึงจะเป็นความต่างที่จับต้องได้ และเป็นการเชียร์ที่ไม่อวย แต่พาประเทศไปข้างหน้าได้จริง

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงแนวทางการบริหาร (governance approach) ไม่ใช่การชี้ชวนให้เลือกพรรค/บุคคลโดยปราศจากเงื่อนไข

 

กีฬาคือความหวัง!! 'ยศชนัน' นำทีมเพื่อไทยบุกโอลิมปิก เล็งปัดฝุ่น 1 รัฐวิสาหกิจ 1 สมาคมกีฬา พร้อมเสนอแผนบรรจุ 1,500 นักกีฬาทีมชาติ ให้เป็นพนักงานราชการสางปัญหาฮีโร่ตกอับ

‘ยศชนัน’ นำทัพเพื่อไทย ถก "บอร์ดโอลิมปิคฯ" ดันวาระเร่งด่วนปรับเงินนักกีฬาให้ทันค่าครองชีพ พร้อมฟื้นโมเดล "1 รัฐวิสาหกิจ 1 สมาคมกีฬา"

เมื่อวันที่  6 มกราคม 2569 ที่ ห้องประชุมคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย เขตดุสิต ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย นำคณะทำงานด้านกีฬาเข้าหารือ ร่วมกับคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

นายพิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการฯ ได้กล่าวเน้นย้ำจุดยืนขององค์กรที่มีความเป็นกลางทางการเมือง แต่ก็ยินดีเปิดรับและให้ข้อมูลแก่ทุกพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียมเพื่อนำไปใช้วางนโยบายพัฒนากีฬาของชาติ ไม่ได้ผูกขาดกับพรรคใดพรรคหนึ่ง ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะเป็นพรรคแรกที่ติดต่อเข้ามาหารือ และในวันนี้มีคณะผู้บริหารและตัวแทนจากสมาคมกีฬาต่างๆ เข้าร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ได้แก่ สมาคมกีฬาเคอร์ลิงแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาปันจักสีลัตแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาสควอชแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย รวมถึงคณะผู้ทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมการโอลิมปิคฯ

โดยในวงหารือ ได้แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และรับฟังข้อเสนอแนะในการยกระดับมาตรฐานกีฬาไทยทั้งระบบ โดยบรรยากาศหารือเน้นหนักไปที่การแก้ไขปัญหาเชิงระบบ ทั้งในส่วนของนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และผู้ตัดสิน รวมถึงเรื่องงบประมาณที่มีขีดจำกัด เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ความเป็นเลิศในระดับสากล รวมถึงคุณภาพชีวิตของนักกีฬา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชีวิตสำหรับอาชีพนักกีฬา และการจูงใจในการสร้างนักกีฬาใหม่ๆ

จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยถึงแนวนโยบายของพรรคเพื่อไทยในการยกเครื่องวงการกีฬาไทยทั้งระบบ โดยระบุว่าพรรคเตรียมผลักดันการสังคายนาระบบเงินสนับสนุนนักกีฬาใหม่ทั้งหมด เนื่องจากอัตราค่าตอบแทนเดิมอยู่ในเกณฑ์ต่ำและไม่ได้ปรับปรุงมานาน ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องทบทวนเพื่อสร้างขวัญกำลังใจและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับตัวนักกีฬา ควบคู่ไปกับการเดินหน้านโยบาย “หนึ่งรัฐวิสาหกิจ ต่อหนึ่งสมาคมกีฬา” เพื่อเป็นหลักประกันว่างบประมาณจากภาครัฐจะไหลเวียนสู่การพัฒนากีฬาอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อน พรรคเพื่อไทยได้วางโครงสร้างไว้ 4 ด้านหลัก เริ่มจากการปั้น “สปอร์ตอคาเดมี่” เพื่อดูแลนักกีฬาแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นจนจบ เน้นสร้างอาชีพที่มั่นคงรองรับหลังเกษียณจากการแข่งขัน โดยจะนำวิทยาศาสตร์การกีฬา โภชนาการ และเทคโนโลยีระดับ Genome มาใช้พัฒนาศักยภาพนักกีฬาให้แม่นยำที่สุด พร้อมกันนี้จะมีการปฏิรูประบบงบประมาณสู่รูปแบบ “Block Grant” หรือการจัดสรรงบระยะยาวหลายปี แทนการขอแบบปีต่อปี เพื่อให้สมาคมกีฬาสามารถวางแผนฝึกซ้อมและบริหารจัดการได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการใช้กีฬาขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการทูต หรือ Sports Diplomacy โดยจะพัฒนาสนามกีฬาในระดับจังหวัดร่วมกับภาคเอกชนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และใช้กีฬาเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้นักกีฬาไทยได้ไปแลกเปลี่ยนหรือศึกษาต่อในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น โดยทั้งหมดนี้จะยึดหลักการให้เกียรติและรับฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในวงการ เพื่อให้เกิดการยอมรับและเคารพในศักดิ์ศรีซึ่งกันและกันระหว่างฝ่ายนโยบายและฝ่ายปฏิบัติ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวเสริมว่า ในระยะยาวพรรคมีแผนปูพรมพัฒนากีฬาตั้งแต่ระดับท้องถิ่นผ่านการรื้อฟื้น (Revisit) ระบบการเรียนการสอนพลศึกษาในโรงเรียน ให้เน้นกีฬาที่เป็นจุดเด่นของไทยและสร้างค่านิยมรักกีฬา รวมถึงการผลิตครูพลศึกษาให้สอดรับกับทิศทางกีฬาของชาติ เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ของกีฬาอาชีพให้แข็งแกร่งและมีมาตรฐานเทียบเท่าระดับโลก

“กีฬาคือการสร้างความหวัง และเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะยกเครื่องระบบกีฬาไทยให้ทันสมัยและมั่นคง เพื่อให้กีฬาเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยในอนาคตอย่างแท้จริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย

ด้านนายสรวงศ์ กล่าวว่า ปัญหาหลักของกีฬาไทยคือการ "มีเงินแต่ใช้ผิดที่" โดยเฉพาะงบกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติที่หมดไปกับอีเวนต์มากกว่าการพัฒนาวิทยาศาสตร์การกีฬา โภชนาการ และการจ้างโค้ชเก่งๆ จึงเสนอโมเดล "1 อำเภอ 1 Academy" เน้นปั้นนักกีฬาไทยเอง (Youth Development) ตามความเหมาะสมของพื้นที่แทนการซื้อตัวโอนสัญชาติ พร้อมเสนอแก้ปัญหา "ฮีโร่ตกอับ" ด้วยการบรรจุนักกีฬาทีมชาติ 1,500 คน เป็นพนักงานราชการสัญญาจ้าง 4 ปี เพื่อสร้างสวัสดิการที่มั่นคงและสร้าง Personal Branding ให้เป็นที่รู้จักตั้งแต่ก่อนคว้าชัยชนะ

นอกจากนี้ ยังเตรียมผลักดันมาตรการจูงใจให้เอกชนร่วมสนับสนุนกีฬาผ่านการลดหย่อนภาษี 2 เท่า เพื่อลดภาระภาครัฐ พร้อมเร่งแก้ไขอุปสรรคเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการคืนอำนาจอนุมัติงบกองทุนฯ ให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเพื่อความรวดเร็ว และแก้ไขปัญหาการเบิกจ่ายรายไตรมาสที่ทำให้สมาคมกีฬาวางแผนระยะยาวไม่ได้ รวมถึงต้องปรับความเข้าใจกับสำนักงบประมาณเพื่อไม่ให้ตัดงบปกติของกระทรวงฯ จนเกิดสภาวะสุญญากาศในการทำงาน

สำหรับคณะผู้เข้าหารือในครั้งนี้ ฝั่งพรรคเพื่อไทย นำโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, นายสรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรค, นายพายุ เนื่องจํานงค์ รองโฆษกพรรค, นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช นายทะเบียนพรรค, นางญาณิกา เทียนทอง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และ นายฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ที่ปรึกษารองหัวหน้าพรรค ทางด้านคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ ให้การต้อนรับนำโดย นายพิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการฯ, ศาสตราจารย์พิเศษ เจริญ วรรธนะสิน รองประธานฯ, นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ รองประธานฯ และนายกสมาคมฮอกกี้แห่งประเทศไทย ร่วมด้วย ดร.สุวรรณา ศิลปอาชา และคณะกรรมการรายอื่นๆ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

11 มกราคม 2552 ย้อนอดีตเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ที่มีสีสันมากที่สุด คนกรุงโหวต “สุขุมพันธุ์” ขึ้นนั่งผู้ว่าฯ ชนะกลางศึก ปชป.–เพื่อไทย ผู้สมัครใหม่สร้างสีสันการเมืองกรุง

(11 ม.ค. 52) การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งพิเศษในวันที่ 11 มกราคม 2552 กลายเป็นหมุดหมายการเมืองสำคัญ เมื่อม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร หรือ 'คุณชายหมู' จากพรรคประชาธิปัตย์ ชนะเลือกตั้งขึ้นครองเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 15 ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองระดับชาติที่มีการแตกขั้วอย่างชัดเจน

การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.กลางคัน เนื่องจากถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดในโครงการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท แม้เขาจะยืนยันความบริสุทธิ์แต่แรงกดดันทางการเมืองนำไปสู่การลาออกและการเลือกตั้งใหม่

สนามเลือกตั้งรวบรวมผู้สมัครจากหลากหลายฝ่าย เช่น 'คุณชายหมู' จากพรรคประชาธิปัตย์, 'ยุรนันท์ ภมรมนตรี' จากพรรคเพื่อไทย, 'หม่อมปลื้ม' ผู้สมัครอิสระ และผู้ตรวจสอบจากกลุ่มกรุงเทพฯ ใหม่ โดยโพลและสื่อมวลชนส่วนใหญ่ชี้ชัดว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ยังคงนำโด่งในคะแนน

ผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแสดงให้เห็นว่า 'คุณชายหมู' ได้คะแนนประมาณ 45.4% ทิ้งห่างอันดับสองเกือบ 3 แสนเสียง ส่งสัญญาณว่าแม้การเมืองระดับชาติจะแตกขั้ว แต่ฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์ในกรุงเทพฯ ยังแข็งแกร่ง ขณะที่พรรคเพื่อไทยยังไม่สามารถทะลวงฐานเสียงเมืองหลวงได้เต็มที่

เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นทั้งการเลือกตั้งและการทดสอบพลังทางการเมืองในกรุงเทพฯ และสะท้อนภาพรวมที่กรุงเทพฯ ยังคงเป็นฐานมั่นของประชาธิปัตย์ในช่วงเวลาหนึ่ง รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นยุคของ 'คุณชายหมู' ที่บริหารกรุงเทพฯ ถึงสองสมัยติดต่อกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top