Friday, 5 June 2026
เทคโนโลยี

ขายออกจากพอร์ต 11 ล้านล้านบาท สะท้อนแบรนด์มือถือวิกฤต-ไร้เทคโนโลยีใหม่

(5 พ.ย. 67) สัญญาณเตือนวิกฤตแบรนด์ Apple หรือแค่ปรับกลยุทธ์การลงทุน เมื่อบริษัท  Berkshire Hathaway ของเจ้าพ่อการลงทุนวอร์เรน บัฟเฟตต์ ประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 พบว่าหนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญคือการเทขายหุ้นล็อตใหญ่รวมแล้วเป็นจำนวนกว่า 60% ของพอร์ตตลอดปี 2024 

โดยวอร์เรน บัฟเฟตต์ ทยอยขายหุ้น Apple อย่างต่อเนื่อง โดยลดหุ้นแอปเปิ้ลในพอร์ตลงอีก 25% ในไตรมาส 3 หลังจากที่เคยหั่นลดลง 50% ในไตรมาส 2 ซึ่งวอร์เรนเคยกล่าวเมื่อเดือนพฤษภาคมระหว่างการประชุมผู้ถือหุ้นว่า การขายหุ้นแอปเปิ้ลไตรมาสแรกเพราะเหตุผลด้านภาษี และเบิร์กเชียร์จะยังคงลงทุนหุ้นแอปเปิลในสัดส่วนใหญ่อยู่ต่อไป โดยหุ้นแอปเปิลมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 10.6% ระหว่างไตรมาส 3

ในไตรมาสที่สาม Berkshire Hathaway ยังคงดำเนินกลยุทธ์ลดการถือครองหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่อง โดยมีการขายหุ้นแอปเปิ้ลจำนวนมาก ส่งผลให้บริษัท Berkshire Hathaway มีกระแสเงินสดจากการขายหุ้นเพิ่มขึ้นอีก 325,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบราว 11 ล้านล้านบาท

การถือครองหุ้นแอปเปิ้ลของบัฟเฟตต์ สิ้นไตรมาส 3 มีมูลค่า  มีมูลค่า 69,900 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.3 ล้านล้านบาท) ลดลงราว 60% เทียบกับมูลค่า 174,300 ล้านดอลลาร์ (ราว 5.8 ล้านล้านบาท) เมื่อสิ้นปี 2023 ซึ่งนับตั้งแต่เดือนพฤศภาคมที่ผ่านมา บัฟเฟตต์ไม่ได้ระบุเหตุผลเพิ่มเติมของการเทขายหุ้นแอปเปิ้ลในไตรมาสสองและไตรมาสสาม แม้ว่า Berkshire จะเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของแอปเปิ้ลก็ตาม 

จำนวนหุ้นแอปเปิลที่ Berkshire ถืออยู่ล่าสุดมีประมาณ 300 ล้านหุ้น ลดลงจากตัวเลขไตรมาสก่อนหน้านี้ที่ 400 ล้านหุ้น และลดลงจากเมื่อต้นปีที่ 915 ล้านหุ้น โดยมูลค่าหุ้นแอปเปิลที่บริษัทมีตอนนี้ประมาณ 7 หมื่นล้านดอลลาร์

การตัดสินใจของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ขายหุ้น Apple และสะสมเงินสดมหาศาล สร้างความประหลาดใจ และเป็นที่จับตามองของนักลงทุนทั่วโลก แม้ผลประกอบการโดยรวมของ Berkshire Hathaway จะยังแข็งแกร่ง แต่การลดลงของกำไรจากการดำเนินงาน บวกกับการเทขายหุ้น Apple ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการลงทุน เน้นคุณค่า ในระยะยาว ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงวิสัยทัศน์ และกลยุทธ์ของบัฟเฟตต์ในครั้งนี้

การวิเคราะห์สถานการณ์ อาจตีความได้ว่า บัฟเฟตต์กำลังมองเห็น ความเสี่ยง บางอย่าง ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดทุนในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอย เงินเฟ้อ หรือความผันผวนจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ การกลับมาถือครองเงินสดอาจะเป็นการรับมือวิกฤตอะไรบางอย่างที่เขาเตรียมฉวยจังหวะลงทุนในเวลาที่เหมาะสม

ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การเทขายหุ้นแอปเปิ้ลอาจสะท้อนว่าผลกระกอบการของแบรนด์มือถือที่ไม่สดใสเท่าที่ควร แม้จะมีการเปิดตัวมือถือไอโฟนรุ่นใหม่ เนื่องจากไม่ได้มีเทคโนโลยีอะไรที่จูงใจผู้ใช้งานมากเท่าที่ควร ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายก็มองว่า Berkshire Hathaway อาจเตรียมการสำหรับเปลี่ยนผ่านผู้บริหารไปสู่ผู้นำคนใหม่ อย่างเกร็ก เอเบล ก็เป็นไปได้

สิงคโปร์เปิดทดลองให้คนโดยสาร เริ่มวิ่ง 2 เส้นทางกลางปี 2026

(28 ม.ค. 68) สำนักงานการขนส่งทางบกของสิงคโปร์ประกาศเชิญชวนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมร่วมส่งข้อเสนอสำหรับโครงการนำร่องเพื่อทดสอบรถโดยสารประจำทางอัตโนมัติ โดยมีเป้าหมายเริ่มทดลองให้บริการรถเมล์อัตโนมัติ ระยะ 3 ปี บนเส้นทางที่กำหนด 2 เส้นทาง ซึ่งจะเริ่มช่วงกลางปี 2026

โครงการข้างต้นจะเริ่มต้นด้วยรถเมล์จำนวน 6 คัน แต่ละคันมีที่นั่งอย่างน้อย 16 ที่นั่ง และเลือกใช้งานเส้นทางที่มีระยะสั้นและสัญจรง่าย โครงการนำร่องนี้มีเป้าหมายประเมินความเป็นไปได้ทางเทคนิค และศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการดำเนินงานของยานยนต์ประเภทนี้ทั้งในระดับให้บริการเป็นรายคันและระดับกองยานยนต์

ในระยะแรกจะมีพนักงานขับรถประจำอยู่บนรถเมล์อัตโนมัติเพื่อดูแลการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย อาทิ การรับและส่งผู้โดยสารอย่างปลอดภัยตามจุดจอดที่กำหนด โดยผู้โดยสารจะต้องนั่งอยู่กับที่และคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดการเดินทาง และอาจมีเจ้าหน้าที่บริการลูกค้าประจำอยู่ด้วยเพื่อช่วยเหลือผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือ

เมื่อยานยนต์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสามารถขับเคลื่อนอัตโนมัติและมีการควบคุมจากระยะไกลที่น่าเชื่อถือได้แล้ว เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยจากระยะไกลจะมาดำเนินงานแทนพนักงานขับรถ ขณะที่สำนักงานฯ จะติดตามการทำงานของรถโดยสารแบบเรียลไทม์ตลอดช่วงการทดลองเพื่อประเมินประสิทธิภาพและความสอดคล้องกับข้อกำหนดต่างๆ

สำนักงานฯ จะปิดรับข้อเสนอภายในไตรมาสที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน) ของปี 2025 ซึ่งหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จอาจมีการจัดซื้อรถเมล์อัตโนมัติเพิ่มสูงสุด 14 คัน และเพิ่มเส้นทางทดลองอีก 2 เส้นทาง โดยคาดว่าจะมีการมอบสัญญาโครงการนำร่องภายในสิ้นปี 2025

‘ยูซีเซอร์เคิล’ วงกลมเล็กที่ครอบคลุมครึ่งโลก ทั้งประชากร-GDP-เทคโนโลยี โดยไร้เงาชาติตะวันตก

(6 พ.ค. 68) ยูซี (Yuxi) เมืองเล็กในมณฑลยูนนานของจีน อาจดูไม่มีอะไรโดดเด่นด้วยจำนวนประชากรเพียง 2.5 ล้านคน แต่หากใช้เป็นจุดศูนย์กลางแล้ววาดวงกลมรัศมี 2,500 ไมล์ (ราว 4,000 กม.) จะพบว่าวงกลมนี้ครอบคลุมประชากรกว่า 4.3 พันล้านคน หรือมากกว่าครึ่งของประชากรโลก

พื้นที่ภายใน “วงกลมยูซี” นี้ ยังคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของ GDP โลก (เมื่อคำนวณแบบ PPP) และเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ ไมโครชิพ แบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า ฯลฯ ที่สำคัญ ไม่มีประเทศตะวันตกอยู่ในวงกลมนี้เลยแม้แต่ประเทศเดียว

ประเทศที่อยู่ในวงกลมนี้ได้แก่ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รัสเซีย เวียดนาม พม่า บังกลาเทศ เนปาล ไทย ฟิลิปปินส์ และอีกหลายประเทศ ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย โดยไม่ต้องพึ่งพามหาอำนาจตะวันตก

แต่สำหรับประเทศตะวันตก วงกลมนี้อาจไม่ใช่แค่ “จุดแข็ง” ของเอเชีย แต่ยังเป็น “ความเสี่ยง” ต่ออิทธิพลเดิมที่ตนเคยมี จึงมีความพยายามแทรกแซงในรูปแบบต่างๆ ทั้งฐานทัพ กองกำลัง “เพื่อสันติภาพ” หรือแม้แต่การหนุนหลังความขัดแย้งในประเทศอ่อนแอ

ในบริบทนี้ ผู้สังเกตการณ์บางรายเตือนว่า หากประเทศใดภายในวงกลมยูซีไม่ระวังให้ดี อาจกลายเป็นจุดอ่อนของทั้งภูมิภาค เปิดทางให้การแทรกแซงแฝงมาในรูปแบบใหม่ ซึ่งอาจไม่ได้มาเพื่อร่วมมือ แต่เพื่อถ่วงรั้งอำนาจเอเชียไม่ให้เติบโตเทียบเท่าตะวันตกในอนาคต

โครงการดีที่ไม่ควรพลาด!!

📣 เชิญชวนผู้ประกอบการเข้าร่วม ✨
โครงการเกษตรปลอดภัยและมูลค่าสูง
กิจกรรมหลักการแปรรูปสินค้าเกษตรด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มกิจกรรมย่อยพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปจังหวัดน่าน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดน่าน

คุณสมบัติ 💁🏻‍♀️
- เป็นผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร // วิสาหกิจชุมชน หรือ SMEs // กลุ่มเกษตรกร

✅ สิ่งที่จะได้ในกิจกรรม :
- ได้รับคำปรึกษาด้านแผนการพัฒนา สำหรับกิจการ
- ได้รับการให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ 
- ร่วมศึกษาดูงาน เพิ่มเสริมทักษะการบริหารจัดการด้านเทคโนโลยีและการตลาด
- ร่วมกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาด้านการตลาดอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป (ทดสอบตลาด)

💥 ฟรี 🆓!!! ไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดโครงการ 💥

📅 ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่ 15 - 25 พฤษภาคม 2568
ผ่าน Link : https://forms.gle/7too8kZGfzbzSCfs5

☎️ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : 
• คุณสุดาภรณ์ (063-198-1000)
• คุณกัญญาณัฐ (080-061-9413)

‘พีระพันธุ์’ เผยผลสำเร็จการเจรจาภาคธุรกิจจีน เดินหน้าลดต้นทุนติดตั้งระบบโซลาร์ช่วยคนไทย

‘พีระพันธุ์’ ประสบความสำเร็จเจรจาภาคธุรกิจจีน พร้อมขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและอุปกรณ์ระบบโซลาร์ราคาถูก ลดต้นทุนการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ให้ภาคประชาชนและธุรกิจไทย   

(2 มิ.ย. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมาว่า  การเดินทางครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเจรจาความร่วมมือกับภาคธุรกิจด้านระบบพลังงานแสงอาทิตย์ของจีน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนไทยสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์หรือระบบโซลาร์ที่ได้มาตรฐานในราคาที่ถูกลง  ซึ่งจะเป็นอีกทางเลือกในการลดภาระค่าไฟของประชาชน และช่วยลดต้นทุนของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมลงด้วย

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า  ในการเยือนจีนครั้งนี้ ตนได้พบปะเจรจากับเจ้าของและผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำที่อยู่ในภาคการผลิตอุปกรณ์และระบบพลังงานแสงอาทิตย์ตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม  นับตั้งแต่การผลิตแผงโซลาร์เซลล์ประเภทต่าง ๆ ระบบอินเวอร์เตอร์ทุกขนาด  เครื่องกักเก็บพลังงานและแบตเตอรี่หลากหลายรูปแบบ ไปจนถึงระบบควบคุมและจัดการพลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยได้มีการหารือกันเกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือที่จะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด และเปิดโอกาสให้คนไทยสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ระบบโซลาร์ที่มีคุณภาพในราคาถูกลง

นายพีระพันธุ์กล่าวอีกว่า  จากการเยี่ยมชมและเจรจาหารือกับบริษัทชั้นนำ 6 แห่ง ในนครเซี่ยงไฮ้ และมณฑลเจียงซู ซึ่งล้วนเป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ด้านระบบโซลาร์ในระดับโลก ประกอบด้วย  บริษัท GoodWe Technologies บริษัท Canadian Solar Inc. (CSI) บริษัท Trina Solar บริษัท Changzhou Almaden บริษัท JinkoSolar และบริษัท Sungrow ทุกบริษัทต่างพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในแนวทางที่ตนนำเสนอซึ่งจะมีการประสานงานกันต่อไปเพื่อให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

“เป็นเรื่องน่ายินดีที่ทุกบริษัทที่ได้ร่วมหารือกันในครั้งนี้ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในแนวทางที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ภาคประชาชนและภาคธุรกิจของไทย ซึ่งต้องขอขอบคุณทางหอการค้าจีนที่ช่วยประสานการเจรจา โดยเฉพาะท่าน Shi Yonghong รองประธานหอการค้าจีน ที่เดินทางมาจากปักกิ่งเพื่อร่วมคณะเจรจาในครั้งนี้ พร้อมผู้ช่วยที่ดูแลด้านพลังงานและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับโซล่าร์ รวมถึงสถานกงสุลไทยประจำนครเซี่ยงไฮ้ที่ช่วยประสานงานด้านต่าง ๆ” นายพีระพันธุ์กล่าว

การขยายความร่วมมือกับภาคธุรกิจจีนในครั้งนี้ยังเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการออกกฎหมายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่จะปลดล็อกกฎระเบียบเกี่ยวกับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้มีความสะดวก รวดเร็ว และส่งเสริมให้มีการใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น  เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน และช่วยลดต้นทุนของภาคธุรกิจ  โดยนายพีระพันธุ์ได้ยกร่างกฎหมายส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในนามของกระทรวงพลังงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว  และเตรียมจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในเร็วๆนี้และจะรีบเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมที่จะถึงนี้ เพื่อเป็นทางเลือกด้านพลังงานที่ยั่งยืนให้กับประชาชน

“ผมให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้านพลังงานทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องค่าไฟฟ้าซึ่งกระทบกับค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน และภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ การส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทดแทนไฟฟ้าหลักก็เป็นอีกแนวทางในการลดภาระค่าไฟที่ต้องเร่งทำ  และเร่งหาช่องทางในการเข้าถึงเทคโนโลยีและอุปกรณ์ระบบโซลาร์ราคาถูก มีคุณภาพได้มาตรฐาน  ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน และต้องทำอย่างจริงจัง” นายพีระพันธุ์กล่าว

จีนเปิดวีซ่าประเภท ‘เค’ ดึงดูดเยาวชนหัวกะทิ!! เน้นสายวิทย์–เทคโนโลยี จากทั่วโลก เริ่ม 1 ต.ค. นี้

(15 ส.ค. 68) จีนเตรียมออกวีซ่าประเภทใหม่สำหรับเยาวชนผู้มีความรู้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หลังจากหลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ลงนามคำสั่งคณะรัฐมนตรีจีนเพื่อประกาศมติแก้ไขระเบียบการบริหารจัดการการเดินทางเข้าและออกประเทศของชาวต่างชาติ

โดยรายงานระบุว่าจีนจะเพิ่มวีซ่าประเภทเค (K) ในวีซ่าธรรมดาสำหรับเยาวชนผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ โดยผู้ประสงค์ขอวีซ่านี้ต้องมีคุณสมบัติและปฏิบัติตามข้อกำหนดของทางการจีนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงยื่นเอกสารประกอบตามที่กำหนด เริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ต.ค. 2025

‘หมอเบ็นซ์’ ชู “Spider Boot” ความหวังของทหารไทย เทคโนโลยีที่อาจช่วยรักษาขาเวลาเหยียบทุ่นระเบิด

(18 ส.ค. 68) นพ. โฆษิต เอี้ยวฉาย หรือ ‘หมอเบ็นซ์ มาสเตอร์พีช’ ได้โพสต์คลิปในช่อง tiktok : dr.benz_masterpiece ว่า ในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีรายงานว่าทหารไทย 5 นายต้องสูญเสียขาจากการเหยียบกับระเบิดในพื้นที่เสี่ยง หากมีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม เหตุการณ์เหล่านี้อาจไม่เกิดขึ้นเลยก็เป็นได้ โดยหนึ่งในนวัตกรรมที่ถูกพูดถึงอย่างมากในวงการทหารคือ “Spider Boot” หรือรองเท้าแมงมุม ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้จริงในสนามรบยูเครน

หมอเบ็นซ์ ระบุด้วยว่า รองเท้า Spider Boot มีจุดเด่นด้านการออกแบบที่เน้นการลดแรงกระแทกจากการระเบิด โดยมีหลักการทำงานสำคัญ 3 ประการ:

เพิ่มระยะห่างจากพื้น: ตัวรองเท้ายกเท้าของผู้สวมให้สูงจากพื้นถึง 14.4 เซนติเมตร ช่วยลดความรุนแรงของแรงกระแทกจากระเบิดที่เกิดจากพื้นดิน

โครงสร้างขาแมงมุมรับแรงแทน: โครงสร้างภายนอกคล้ายขาแมงมุมจะรับแรงกระแทกโดยตรง และกระจายพลังงานออกในแนวเฉียงตามหลักเวกเตอร์ ทำให้แรงที่ส่งถึงร่างกายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

แผ่นดูดซับแรงกระแทก: พื้นรองเท้าถูกออกแบบมาให้ดูดซับและกระจายแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดโอกาสการบาดเจ็บจากแรงระเบิด

ทั้งนี้ จากการทดลองและการใช้งานจริงในสนามรบ พบว่ารองเท้า Spider Boot สามารถลดโอกาสการสูญเสียขาได้ถึง 70% ซึ่งหมายความว่า หากทหารไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์เดียวกันในการลาดตระเวนชายแดนกัมพูชา  โอกาสรอดจะเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการผลิตหรือดัดแปลงรองเท้าชนิดนี้ในประเทศไทย ดังนั้น จึงอยากให้ผู้ที่มีความสามารถด้านการออกแบบ 3 มิติ หรือมีโรงงานผลิตอุปกรณ์ทางทหาร นำแนวคิดดังกล่าวมาพัฒนา เพื่อช่วยปกป้องชีวิตและร่างกายของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงต่อไป

‘ทรัมป์–สี จิ้นผิง’ พบกันในรอบ 6 ปี จับตารีเซ็ตสัมพันธ์สองมหาอำนาจโลก ถกหนักสงครามการค้า–เทคโนโลยี–ไต้หวัน โลกรอดูจะจับมือจริงหรือแค่ภาพสวย

(30 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง พบกันครั้งแรกในรอบ 6 ปี ที่ฐานทัพอากาศคิมแฮ เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ท่ามกลางความคาดหวังจากทั่วโลกว่า การพูดคุยครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์สองมหาอำนาจเศรษฐกิจที่ตึงเครียดมานานจากสงครามการค้าและข้อพิพาททางเทคโนโลยี

ผู้นำทั้งสองเริ่มต้นด้วยท่าทีเป็นมิตร ทรัมป์กล่าวชื่นชมสีจิ้นผิงว่าเป็น “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของประเทศที่ยิ่งใหญ่” พร้อมระบุว่าต้องการให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปในทางที่ดี ขณะที่สีตอบว่า “เป็นเกียรติที่ได้พบกันอีกครั้ง” และยอมรับว่าแม้สองประเทศจะมีความเห็นต่าง แต่ก็สามารถ “รุ่งเรืองไปด้วยกันได้” หากร่วมกันกำหนดทิศทางที่ถูกต้อง

การเจรจาครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นหลากหลาย ทั้งภาษี การเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน มาตรการคุมเข้มสินค้าส่งออกอย่างแร่แรร์เอิร์ธ ปัญหายาเฟนทานิล การซื้อถั่วเหลืองของสหรัฐฯ รวมถึงประเด็น TikTok ยูเครน และไต้หวัน ซึ่งล้วนเป็นจุดอ่อนไหวในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ด้าน นักวิเคราะห์มองว่า การพบกันของทรัมป์และสีจิ้นผิงในครั้งนี้ แม้อาจยังไม่ถึงขั้นบรรลุข้อตกลงใหญ่ แต่ถือเป็นก้าวสำคัญในการ “รีเซ็ต” ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ–จีน ที่ผันผวนมานาน หากสามารถสร้างกรอบความร่วมมือใหม่ได้ ก็จะเป็นผลดีทั้งต่อทรัมป์ที่ต้องการคะแนนจากนโยบายต่างประเทศ และต่อจีนที่อยากลดแรงกดดันในช่วงเร่งพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง

นำแสงสว่างสู่โลกดิจิทัล ยกโมเดล AI มีจริยธรรม เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง พัฒนาเมืองอัจฉริยะ–พลังงานสีเขียว

(3 พ.ค. 68) ชีค โมฮัมเหม็ด อัล-ซาบาห์ ประธานสมาคมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แห่งคูเวต (AAIOT) กล่าวชื่นชมจีนว่า เป็นผู้นำในการผลักดัน “เทคโนโลยี AI ที่มีความรับผิดชอบโดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง” พร้อมระบุว่าจีนไม่ได้เพียงสร้างโรงงานหรือเทคโนโลยี แต่กำลัง “สร้างปรัชญาใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร” ผ่านการวาง AI ไว้ในยุทธศาสตร์ชาติอย่างมีจริยธรรมและหลักวิทยาศาสตร์

เขาย้ำว่า จีนได้กลายเป็น “เสาหลักในการกำหนดอนาคตดิจิทัลของโลก” ด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาวและความมุ่งมั่นทางนวัตกรรม พร้อมชี้ว่าจีนไม่ได้เพียงแข่งขันในสมรภูมิเทคโนโลยี แต่กำลัง “นำทางโลกสู่การใช้ AI อย่างมีสติและมีความรับผิดชอบ”

สำหรับคูเวต ชีค โมฮัมเหม็ดระบุว่า ประเทศกำลังเร่งขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “New Kuwait 2035” โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การศึกษาอัจฉริยะ และพลังงานยั่งยืน แม้จะยังเผชิญข้อจำกัดเรื่องบุคลากรและกฎระเบียบข้อมูล แต่ถือเป็น “โอกาสในการร่วมมือกับจีน” เพื่อพัฒนาเมืองอัจฉริยะด้วยระบบคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง และมาตรฐานจริยธรรมด้าน AI

นอกจากนี้ เขายังยก “โครงการเส้นทางสายไหมดิจิทัล” ของจีนว่าเป็น “สะพานแห่งแสงเชื่อมเอเชียกับอ่าวเปอร์เซีย” และแสดงความมั่นใจว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า ความร่วมมือจีน–คูเวตจะเติบโตสู่ยุคใหม่ โดยมีเมืองอัจฉริยะ “Silk City” และ “Gateway Smart City” เป็นสัญลักษณ์ของการจับมือกันในโลกดิจิทัล

บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกเริ่มเลิกจ้างคน งานหลังบ้าน–คอลเซ็นเตอร์ โดนก่อน ซีอีโอดังยืนยัน AI คือผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้ยึดครอง แต่บางตำแหน่งงานจะหายไปจริง!!

บริษัทยักษ์ใหญ่ “ลดพึ่งคน หันพึ่ง AI” คลื่นเปลี่ยนงานครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้น ทั่วโลกกำลังขยับจาก “คนทำงานทุกขั้นตอน” ไปสู่ “คนกำกับ แต่ใช้ AI ลงมือ” งานที่โดนก่อนคือหลังบ้าน (เอกสาร การเงิน HR) งานบริการลูกค้า งานสรุปข้อมูล และการเขียนโค้ดบางส่วน เพราะ AI ทำได้เร็วขึ้น ต้นทุนต่ำลง ทำงานได้ 24/7 ไม่มีวันหยุด และยังได้ความสม่ำเสมอของคุณภาพ

ทำไมบริษัทถึงเร่งใช้ AI 
เหตุผลหลักมีทั้งเรื่องประสิทธิภาพและการแข่งขัน โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ทำให้บริษัทขยายบริการได้ทันทีข้ามประเทศ โดยผู้บริหารจำนวนมากยอมรับว่าบางบทบาท “ถูกออกแบบใหม่” หรือ “ถูกแทนที่บางส่วน” แล้ว 

ตัวอย่างชัดคือ IBM บริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติสัญชาติอเมริกัน ที่ชะลอการจ้างงานหลังบ้านและประเมินว่างานกลุ่มนี้จำนวนหนึ่งสามารถใช้ AI ทำแทนได้ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า

เสียงจากซีอีโอ “AI คือผู้ช่วย…และบางงานจะหายไป”
อาร์วินด์ คริชนา (Arvind Krishna) ประธานและซีอีโอของ IBM เคยให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่า “ผมมองเห็นว่างานหลังบ้านราวส่วนหนึ่งจะถูกแทนที่ด้วย AI และระบบอัตโนมัติภายในห้าปี” 

สัตยา นาเดลลา (Satya Nadella) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Microsoft กล่าวว่า “Copilot (ผู้ช่วย AI ที่ขับเคลื่อนโดย Microsoft) คือหมวดใหม่ของคอมพิวเตอร์…มันจะเปลี่ยนวิธีที่เราทำงานและคุยกับคอมพิวเตอร์โดยตรง แนวคิดคือเพิ่มผลิตภาพทั้งองค์กร ไม่ใช่แค่ลดคนในทีมใดทีมหนึ่ง”

ซันดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) ประธานบริหารของบริษัท Google กล่าวว่า “AI จะยังไม่มาแทนนักพัฒนา มันเป็นแค่ตัวเร่งให้ทีมทำงานได้มากขึ้นดีขึ้น และเรายังต้องจ้างวิศวกรต่อไป”

เจนเซ่น หวง (Jensen Huang) ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Nvidia กล่าวว่า “ภาษาที่ใช้ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์กำลังกลายเป็น ‘ภาษามนุษย์’…ทุกคนจึงเป็นโปรแกรมเมอร์ได้”

ข้อดี–ข้อเสียที่ต้องรับมือ 
ด้านบวกคือความเร็ว ต้นทุนต่อชิ้นงานที่ลดลง และคุณภาพที่สม่ำเสมอในชิ้นงาน แต่ความเสี่ยงก็ชัด ข้อมูลอาจเกิดข้อผิดพลาดได้ถ้าไม่มีคนตรวจ ความลับองค์กรมีโอกาสรั่วไหล ตลอดจนแรงงานบางกลุ่มที่ต้อง “รีสกิล” ไปสู่การเพิ่มค่าจ้าง เช่น กำกับคุณภาพโมเดล ออกแบบพร็อมพ์ และวางเวิร์กโฟลว์ที่ปลอดภัย

ผลกระทบกับไทย 
โครงสร้างพื้นฐานมา งานใหม่มา กติกากำลังตาม ไทยกำลังได้ฐานรองรับ AI ระดับโลก 

AWS เปิดรีเจียนในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ (ม.ค. 2025) พร้อมแผนลงทุนมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ และคาดหนุนการจ้างงานช่วยจีดีพีเพิ่มขึ้น

Microsoft ประกาศลงทุนคลาวด์และศูนย์ข้อมูลในไทย พร้อมโครงการอัปสกิลคนไทยกว่า 100,000 คน (พ.ค. 2024)

Google ประกาศลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์รีเจียนในไทยวงเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ (ก.ย. 2024) เสริมความสามารถด้าน AI ของประเทศ

TikTok เตรียมลงทุนโครงการโฮสติงข้อมูลในไทยราว 126.8 พันล้านบาท หนุนดีมานด์ดาต้า–AI เพิ่มขึ้นอีกระลอก (อนุมัติโดยบีโอไอ ม.ค. 2025)

ผลลัพธ์คือ องค์กรไทยเข้าถึงเครื่องมือ AI ได้ง่ายขึ้น เห็นการนำไปใช้จริงในธนาคาร โทรคมนาคม อีคอมเมิร์ซ ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับเร่งวางแนวทางใช้ AI อย่างปลอดภัยและเป็นธรรม เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและข้อมูลสำคัญ

มองไปข้างหน้า 
ทิศทางที่เป็นจริงที่สุดตอนนี้คือ “คนกับ AI ทำงานร่วมกัน” บริษัทที่ได้เปรียบคือบริษัทที่เลือกโจทย์ถูก (งานรูทีน วัดผลได้เร็ว) วางรั้วกำกับตั้งแต่วันแรก และลงทุนรีสกิลทีมให้สั่งงาน–ตรวจทาน–เชื่อม AI เข้ากับเวิร์กโฟลว์เดิม เมื่อโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกกำลังลงหลักในไทย หน้าต่างโอกาสก็เปิดกว้าง—คำถามจึงไม่ใช่ “จะใช้ AI ไหม” แต่คือ “จะเริ่มตรงไหนและกำกับอย่างไรให้เกิดผลลัพธ์ไวที่สุด”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top