Friday, 5 June 2026
เซมิคอนดักเตอร์

ปักธง 'ชิปเมดอินไทยแลนด์' หลังบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ เคาะโรดแมปชิปขั้นสูง หวังดึงทุน 2.5 ล้านล้านบาท ใน 25 ปี มุ่งผลิต Power-Sensor Jอนสมรภูมิ AI และ EV ท้าชนสิงคโปร์-มาเลเซีย ยกระดับไทยสู่ฮับชิปโลก

บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์เห็นชอบร่างยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมชิป มุ่งสู่ "ชิปเมดอินไทยแลนด์"

คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) ได้พิจารณาให้ความเห็นต่อร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นโรดแมปสำคัญในการยกระดับไทยสู่ผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยหลังการประชุมเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน

ร่างยุทธศาสตร์จัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลก
ร่างยุทธศาสตร์เริ่มจัดทำตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 โดยว่าจ้างบริษัท Roland Berger ที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก ภายใต้การกำกับของคณะอนุกรรมการที่ประกอบด้วยหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ บีโอไอ สภาพัฒน์ฯ กระทรวงอุตสาหกรรม ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศ

กระบวนการจัดทำประกอบด้วยการศึกษาข้อมูลเชิงลึก การประชุมหารือกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ การประเมินสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน การเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง และได้ผ่านการประชาพิจารณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2568
.
ไทยมีโอกาสแข่งขันได้ในภูมิภาค
จากการศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาค ทั้งผู้นำอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย รวมถึงคู่แข่งอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ พบว่าแม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพบุคลากร สภาพแวดล้อมธุรกิจ มาตรการสนับสนุน และศักยภาพอุตสาหกรรมปลายน้ำ ไทยยังมีโอกาสพัฒนาต่อยอดและแข่งขันได้

ยุทธศาสตร์กำหนดให้เน้น 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพสูง ได้แก่ ชิปประเภท Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญของไทย เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี AI ระบบออโตเมชั่น และการแพทย์

เป้าหมายดึงเงินลงทุน 2.5 ล้านล้านบาท
ร่างยุทธศาสตร์มุ่งต่อยอดจุดแข็งเดิมของไทย ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถใหม่ เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลักดันให้เกิด "ชิปเมดอินไทยแลนด์" โดยตั้งเป้าหมาย:
• ดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาทในช่วง 25 ปีข้างหน้า (ค.ศ. 2026-2050)
• พัฒนาบุคลากรมากกว่า 230,000 คน
• สร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร
ในระยะ 5 ปีแรก จะมุ่งเน้นต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น การประกอบและทดสอบชิป (OSAT) การออกแบบชิป (IC Design) และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงการผลักดันการลงทุนในการผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) และสร้างผู้ประกอบการไทยให้เติบโตเป็น Local Champion

5 กลไกขับเคลื่อนสำคัญ
เพื่อบรรลุเป้าหมาย ร่างยุทธศาสตร์เสนอกลไกขับเคลื่อน 5 ด้าน:
1. สิทธิประโยชน์ - เงินสนับสนุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาว
2. บุคลากรทักษะสูง - พัฒนาหลักสูตรและความร่วมมือภาคอุตสาหกรรม-การศึกษา
3. เทคโนโลยี - ยกระดับ TMEC และศูนย์วิจัยสถาบันการศึกษา
4. โครงสร้างพื้นฐาน - พัฒนาคลัสเตอร์ ระบบน้ำ-ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และจัดการภัยพิบัติ
5. สภาพแวดล้อมธุรกิจ - อำนวยความสะดวกการอนุญาต เจรจา FTA และสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

นอกจากนี้ ที่ประชุมเน้นย้ำความสำคัญของการกำหนดกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป้าหมายให้ชัดเจน โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับศักยภาพและสามารถต่อยอดอุตสาหกรรมหลักที่ไทยมีความเข้มแข็ง

การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศควรดำเนินการควบคู่กับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยมีบทบาทในห่วงโซ่อุตสาหกรรม เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนา Local Champion

นอกจากนี้ ต้องเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และพัฒนาทักษะแรงงานรูปแบบใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม

ตลาดโลกคาดถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2030
นายนฤตม์กล่าวว่า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระดับโลกที่เติบโตรวดเร็ว คาดว่าจะมีขนาดตลาด 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2030 และจะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยระยะยาว

ในช่วงปี 2561-พฤศจิกายน 2568 การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มี 1,748 โครงการ มูลค่า 1.17 ล้านล้านบาท คิดเป็น 19% ของเงินลงทุนทั้งหมด นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีคำขอรับการส่งเสริมมากที่สุด

ปัจจุบันมีบริษัทชั้นนำหลายรายตั้งฐานการผลิตในไทยแล้ว เช่น Infineon, Analog Devices, Microchip Technology, NXP Semiconductor, Sony, Toshiba, Rohm และ Fiti ในเครือ Foxconn

“บีโอไอ” ลุยเจรจาชิป ‘เอกนิติ’ นำทีมเจรจาสหรัฐฯ เป้าหมายดึงลงทุนเซมิคอนดักเตอร์ไทย สหรัฐฯ ลงทุนไทยกว่า 2 แสนล้านใน 5 ปี เสริมเศรษฐกิจใหม่ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

“เอกนิติ - บีโอไอ” เจรจาผู้ผลิตชิปสหรัฐฯ เปิดเกมรุกดึงลงทุนไทย ท่ามกลางโลกผันผวน

รองนายกฯ เอกนิติ - เลขาธิการบีโอไอ ลุยสหรัฐฯ เจรจาความร่วมมือเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้าดึงดูดการลงทุนจากบริษัทระดับโลกในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และระบบอัตโนมัติ วางรากฐานเศรษฐกิจยุคใหม่ เสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศเทคโนโลยีในประเทศ เผยสถิติ 5 ปี สหรัฐฯ ลงทุนไทยกว่า 2 แสนล้านบาท

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำทีมไทยแลนด์ เยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 13 – 17 เมษายน 2569 เพื่อเข้าร่วมการประชุม IMF-World Bank Spring Meetings 2026 พร้อมขยายความร่วมมือกับประเทศพันธมิตรและองค์กรเศรษฐกิจชั้นนำ และเจรจาดึงดูดการลงทุนกับบริษัทเป้าหมายในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว จากความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น เพื่อตอบสนองเทคโนโลยี AI คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดโลกทะลุ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในสิ้นปี 2569 เร็วกว่าที่สมาคมเซมิคอนดักเตอร์เคยคาดการณ์ไว้ถึง 4 ปี และถือเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ประเทศต่าง ๆ แย่งชิงการลงทุน เพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงทางเทคโนโลยี รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่ม ต่อยอดอุตสาหกรรมหลักอื่น ๆ ของประเทศ

สหรัฐอเมริกาถือเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก เป็นผู้กุมหัวใจของเทคโนโลยีและครองส่วนแบ่งรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดชิปโลก การเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการบีโอไอ จึงได้รุกหารือแผนการลงทุนกับบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ 3 รายสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเชิญชวนให้ขยายการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในส่วนของชิปต้นน้ำ ตลอดจนสร้างความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรและผู้ประกอบการไทย

รายแรกคือ บริษัท Phononic ผู้ผลิตชิปควบคุมอุณหภูมิ (Cooling Chip) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำสูง ประหยัดพลังงาน มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมดิจิทัลในยุคปัจจุบัน เนื่องจากความร้อนกลายเป็นหนึ่งในข้อจำกัดหลักของระบบประมวลผลขั้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI บริษัท Phononic เลือกใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักผ่านการร่วมทุนกับบริษัทในประเทศไทย 3 ราย รวมถึงบริษัทสัญชาติไทย ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา มีการลงทุนแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท โดยได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำหรับระบบประมวลผลของ NVIDIA อย่างเป็นทางการ ขณะนี้กำลังเตรียมย้ายฐานการผลิตวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำจากสหรัฐฯ มายังไทยเพิ่มเติมภายในปี 2570 ซึ่งทำให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตครบวงจรตั้งแต่วัสดุต้นน้ำถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปของบริษัท อีกทั้งยังมีโอกาสสูงที่บริษัทจะนำกิจกรรมวิจัยและพัฒนาที่สนับสนุนส่วนต้นน้ำมาดำเนินการในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ด้วย

GlobalFoundries ผู้ผลิตชิปอันดับ 5 ของโลก มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตชิปเฉพาะทาง เช่น ชิปสำหรับระบบสื่อสารไร้สาย ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบจัดการพลังงาน และการเชื่อมต่อข้อมูลด้วยแสงสำหรับ AI Data Center โดยบริษัทมองว่าประเทศไทยมีความพร้อมหลายด้าน รวมทั้งการเป็นฐานที่ตั้งของอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ชิปจำนวนมาก เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และ Data Center โดยรองนายกฯ ได้เชิญชวนให้บริษัทพิจารณาลงทุนสร้างโรงงานชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) แห่งต่อไปในไทย จากเดิมที่มีอยู่แล้วใน 3 ประเทศคือ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และสิงคโปร์

Teradyne ผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ทดสอบเซมิคอนดักเตอร์แบบอัตโนมัติ (ATE) อันดับ 1 ของโลก รวมทั้งเป็นผู้นำด้านระบบออโตเมชั่นและหุ่นยนต์ ครองส่วนแบ่งตลาดการทดสอบชิปประมวลผลขั้นสูงกว่าร้อยละ 50 มีลูกค้าหลัก เช่น Intel, Qualcomm, Texas Instruments, ADI, IBM และ Samsung ขณะนี้มีสำนักงานภูมิภาคและศูนย์บริการลูกค้าในประเทศไทย และมีแผนว่าจ้างผู้ผลิตและใช้ชิ้นส่วนในไทยเพิ่มเติม

ในการหารือครั้งนี้ ผู้นำอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้สะท้อนมุมมองต่อจุดแข็งของประเทศไทยในหลายมิติ ทั้งคุณภาพของบุคลากรไทยและซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่สั่งสมมานาน อุตสาหกรรมปลายน้ำที่เข้มแข็ง ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด การเมืองที่มีเสถียรภาพในปัจจุบัน ตลอดจนการให้บริการและอำนวยความสะดวกอย่างดีของบีโอไอ นอกจากนี้ นักลงทุนยังแสดงความสนใจและให้ข้อแนะนำในการพัฒนาตลาดทุนไทยเพื่อเป็นช่องทางระดมทุนสำหรับการขยายการลงทุนในอนาคต ซึ่งรองนายกฯ ได้ยืนยันถึงความพร้อมของระบบการเงินที่มีสภาพคล่องสูง และพร้อมสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำให้ใช้ไทยเป็นฐานการระดมทุนเพื่อขยายกิจการในอนาคต

นอกจากการพบปะรายบริษัทแล้ว คณะยังได้พบหารือกับ “สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก (SEMI)” ซึ่งเชื่อมโยงผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมชิป มีสมาชิกกว่า 4,000 บริษัททั่วโลก มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายและกำหนดมาตรฐานทางเทคนิค และเป็นผู้จัดงาน SEMICON ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นงานที่รวมตัวผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ใหญ่ที่สุด ทั้งนี้ บีโอไอได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก SEMI เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยครั้งนี้ได้หารือแนวทางการร่วมมือเพื่อใช้เครือข่ายของ SEMI ในการเข้าถึงบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก รวมถึงการร่วมจัดงาน SEMICON ในประเทศไทยในอนาคต เพื่อยกระดับบทบาทของไทยในเวทีโลก

นอกจากนี้ คณะยังได้เข้าหารือกับหอการค้าสหรัฐฯ (U.S. Chamber of Commerce: USCC) โดยแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำ อาทิ Dow Chemical, Chevron, Netflix, PepsiCo, Visa และ IBM ซึ่งต่างมีฐานการดำเนินงานในประเทศไทย การหารือครั้งนี้มีนัยสำคัญเชิงนโยบาย ภาคเอกชนสหรัฐฯ ยืนยันตรงกันว่า ไทยมิใช่เป็นเพียงฐานการผลิตเพื่อส่งออกกลับสหรัฐฯ แต่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจระดับภูมิภาค สะท้อนความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในห่วงโซ่มูลค่าของบริษัทอเมริกันในเอเชีย โดยรองนายกฯ ได้นำเสนอวาระปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับการขจัดอุปสรรคการลงทุน การพัฒนาระบบศุลกากรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาทักษะบุคลากรร่วมกับภาคเอกชนผ่านมาตรการของบีโอไอ

“อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กำลังเป็นตัวกำหนดอนาคตเศรษฐกิจโลก ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพื่อดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ การเดินทางครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเชื่อมประเทศไทยเข้ากับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีและผู้เล่นหลักของโลก เพื่อเปิดทางไปสู่การลงทุน และสร้างเครื่องยนต์ใหม่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต การดึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เข้าสู่ประเทศไทย จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยในหลายด้าน ทั้งการสร้างงานคุณภาพสูงและมีค่าตอบแทนสูงกว่าอุตสาหกรรมดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นวิศวกรออกแบบชิป วิศวกรกระบวนการผลิต และช่างเทคนิคในโรงงานผลิตชิป การต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมสนับสนุนและบริการที่เกี่ยวเนื่องในประเทศ เช่น กิจการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตวัตถุดิบ บริการด้านวิศวกรรมและบริการด้านเครื่องจักร ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทชั้นนำระดับโลก และช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าว

สำหรับภาพรวมการลงทุนจากสหรัฐอเมริกาในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา (พ.ศ. 2564–2568) นักลงทุนจากสหรัฐอเมริกายื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 232 โครงการ มูลค่ากว่า 220,300 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล การแปรรูปอาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ ทั้งนี้ เฉพาะปี 2568 มีจำนวน 60 โครงการ มูลค่ารวม 32,774 ล้านบาท โดยมีโครงการสำคัญจากบริษัทชั้นนำ เช่น Lumentum, Microchip Technologies และ Fabrinet สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐฯ ต่อศักยภาพไทยในฐานะฐานการผลิตสินค้าเทคโนโลยีสูงของภูมิภาค

ชิปยังร้อนแรง!! SEMI มองความต้องการเซมิคอนดักเตอร์โตต่อ แม้ห่วงโซ่อุปทานเสี่ยงจากตะวันออกกลาง คาดยอดขายโลกแตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2035 'อาจิต' มั่นใจความต้องการไม่ลดลง หวั่นปัญหาวัตถุดิบกระทบบ้างในระยะยาว

กลุ่มธุรกิจมองความต้องการ 'ชิป' ยังสูง แม้เกิดความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์

กัวลาลัมเปอร์, 6 พ.ค. (ซินหัว) -- อาจิต มาโนชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเซมิ (SEMI) กลุ่มอุตสาหกรรมชิประดับโลก กล่าวนอกรอบการประชุมเซมิคอน (SEMICON) แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปี 2026 ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซียเมื่อวันอังคาร (5 พ.ค.) ว่าความต้องการเซมิคอนดักเตอร์จะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป แม้ภาวะห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักจากวิกฤตตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนทางการค้าอื่นๆ

อาจิตระบุว่ายอดจำหน่ายเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกจะสูงแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32.35 ล้านล้านบาท) ในปี 2026 และเพิ่มขึ้นสองเท่าสู่ระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 64.71 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2035 ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของศูนย์ข้อมูลที่ใช้ขับเคลื่อนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ทั้งนี้ อาจิตมองว่าความเสี่ยงที่เกิดจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ในปี 2026 แม้การขาดแคลนวัตถุดิบอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มในระยะยาวก็ตาม

ที่มา : Xinhua

“จีน” ชี้ “สหรัฐฯ” บ่อนทำลายห่วงโซ่!! กระทรวงพาณิชย์จีนวิจารณ์การควบคุมชิป ย้ำ "สหรัฐฯ ทำลายเสถียรภาพโลก" เรียกร้องยุติมาตรการเลือกปฏิบัติ กระทบอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก

เมื่อวันพฤหัสบดี (4 มิ.ย.) เหอหย่งเฉียน โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีน กล่าวว่าการที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการควบคุมการส่งออกในทางที่ผิดได้บ่อนทำลายเสถียรภาพห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกอย่างรุนแรง

เหอกล่าวถ้อยคำข้างต้นเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับการดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ซึ่งมุ่ง "ปิดช่องโหว่ข้อบังคับ" ที่เกี่ยวข้องกับชิป โดยระบุว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาสหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการควบคุมการส่งออกในทางที่ผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยอ้างเรื่องความมั่นคงของชาติ สิ่งนี้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของบริษัทจีน บั่นทอนระเบียบเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ และบ่อนทำลายเสถียรภาพห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก พร้อมสำทับว่าจีนคัดค้านการกระทำดังกล่าวมาโดยตลอด

จีนเรียกร้องให้สหรัฐฯ แก้ไขการกระทำที่ไม่ถูกต้องโดยเร็วที่สุด ยุติมาตรการเลือกปฏิบัติต่อจีน และร่วมรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานโลก

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top