Saturday, 5 September 2026
เคทีซี

ซิกท์–เคทีซี ดันตลาดรถเช่า EV พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน เช่ารถแทนซื้อโตตามกระแส EV Rental เติบโตสูง 20% ซิกท์นำรถพรีเมียมหลากรุ่น

เคทีซี–ซิกท์ ชี้เทรนด์ “เช่ารถแทนซื้อ” มาแรง

ดัน EV Rental โต รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

ท่ามกลางค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูงและราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่ผันผวน ผู้บริโภคไทยกำลังปรับพฤติกรรมการเดินทาง จากการ “เป็นเจ้าของ” สู่การเลือกใช้บริการที่ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะการเช่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเริ่มถูกมองเป็นทั้งทางเลือกด้านกาปรเดินทางและ “เครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่าย” ในชีวิตประจำวัน

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรในหมวดรถเช่าในไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ขยายตัว 20% สูงกว่าการเติบโตของรถเช่าโดยรวมที่ 10% สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มมอง “การเช่า” เป็นทางเลือกในการบริหารค่าใช้จ่าย มากกว่าการลงทุนระยะยาว

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า สภาพคล่องทางการเงิน และความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตมากขึ้น โดยการเช่ารถ EV ไม่เพียงตอบโจทย์การเดินทาง แต่ยังเป็นโอกาสให้ผู้บริโภคได้ “ทดลองใช้งานจริง” ก่อนตัดสินใจซื้อในอนาคต

นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี กล่าวว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้มองรถ EV เป็นเพียงเทรนด์ แต่เป็นทางเลือกในการบริหารค่าใช้จ่ายในช่วงที่ราคาพลังงานยังมีความไม่แน่นอน การเช่าจึงช่วยทั้งควบคุมต้นทุน และเปิดโอกาสให้ทดลองใช้งานจริงก่อนตัดสินใจลงทุนระยะยาว

ทั้งนี้ ข้อมูลในอุตสาหกรรมระบุว่า การใช้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานได้ประมาณ 40–60% เมื่อเทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของ EV ทั้งในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปและภาคองค์กร

ด้านนายภูมน สมดี ผู้จัดการทั่วไป ซิกท์ รถเช่า ประเทศไทย (SIXT) เปิดเผยว่า ความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในธุรกิจรถเช่ายังคงเติบโตในระดับเลขสองหลักต่อเนื่องในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากทั้งผู้บริโภคที่ต้องการทดลองใช้งานจริง และภาคองค์กรที่ให้ความสำคัญกับแนวทาง ESG มากขึ้น โดย SIXT Thailand เป็นผู้นำด้านการเช่ารถไฟฟ้าที่มีให้เลือกหลากหลายรุ่น รวมถึงแบรนด์พรีเมียมเช่น BMW, XPeng และ Zeekr

ตลาดรถเช่ากำลังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการยอมรับรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยเฉพาะในเมืองหลักและแหล่งท่องเที่ยว เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและพฤติกรรมผู้ใช้งาน

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของผู้บริโภคจากการเน้น “การเป็นเจ้าของ” ไปสู่ “การเข้าถึงการใช้งาน” ที่ตอบโจทย์ความยืดหยุ่นและการบริหารค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้มากกว่า

ทั้งนี้ เคทีซีได้ร่วมกับพันธมิตร อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เครือข่ายวัฒนธรรมอาหารประเทศไทย (Thailand Gastronomy Network) และซิกท์ รถเช่า ประเทศไทย (SIXT) เดินหน้าพัฒนาทางเลือกด้านการเดินทางและไลฟ์สไตล์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยมุ่งเชื่อมโยงประสบการณ์การเดินทาง การใช้จ่าย และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร พร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศผ่านแคมเปญ “EAT THE EAST: The Grand Road Trip” ที่ชวนนักท่องเที่ยวออกเดินทางด้วยรถยนต์ สัมผัสเสน่ห์อาหารและวัฒนธรรมท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาค

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ค้นหาทุกเรื่องที่คุณสนใจได้เลย | KTC  KTC PHONE 02 123 5000 หรือติดตามโปรโมชันของเคทีซีได้ที่ https://www.ktc.co.th สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงก์ https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ

หมายเหตุ: บัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้ตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

“เคทีซี” ชี้เทรนด์เงิน เลิกเป็นผู้ถูกเลือก สู่เลือกชีวิต 5 เทรนด์เงินใหม่ของคนไทย โฟกัสเงินเหลือมากกว่ายอดรายได้ สุขภาพ-เทคโนโลยีเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงิน

เลิกเป็น “ผู้ถูกเลือกให้พอใช้” สู่ “ผู้เลือกชีวิตที่อยากใช้”

เคทีซีชี้ 5 เทรนด์การเงินใหม่ คนไทยโฟกัส “เงินเหลือ” มากกว่า “เงินเข้า”

เงินเดือนชนเดือน ไม่ได้เป็นแค่คำอธิบายชีวิตคนทำงานอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างชีวิตของคนไทยจำนวนมาก ในวันที่ผู้คนต้องดำเนินชีวิตภายใต้ข้อจำกัดทางการเงิน หนี้ครัวเรือนไทยยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 86.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ณ สิ้นปี 2568 (ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย) ขณะเดียวกันค่าครองชีพโดยเฉพาะอาหารและพลังงาน ยังคงกดดันรายจ่ายประจำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาพของ “เงินเดือนชนเดือน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นความจริงของคนไทยจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว เคทีซีมองเห็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่สำคัญ นั่นคือการที่ผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามกับบทบาทของตนเอง จากการเป็น “ผู้ถูกเลือกให้พอใช้” ตามข้อจำกัดของรายรับ ไปสู่การเป็น “ผู้เลือกชีวิตที่อยากใช้” ด้วยการบริหารเงินอย่างมีเป้าหมาย โดยจุดเริ่มต้นไม่ได้อยู่ที่การหาเงินเพิ่มเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้ “เงินเหลือ” กลายเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของคุณภาพชีวิต

ข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายของสมาชิกเคทีซี สะท้อนการเปลี่ยนผ่านนี้อย่างชัดเจน แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้น แต่การใช้จ่ายในหมวดที่สะท้อนคุณค่าในระยะยาวกลับยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะหมวดสุขภาพในปี 2568 มียอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโต 80% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 หมวดฟิตเนสเติบโตมากกว่า 20% ต่อปีต่อเนื่องในช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา ขณะที่หมวดโรงพยาบาลและสุขภาพความงามขยายตัว 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กลุ่มพนักงานออฟฟิศวัย 30–40 ปีในเมืองใหญ่ ที่แม้รายได้อาจไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่กลับเลือกจัดสรรงบประมาณให้กับการดูแลสุขภาพ เช่น การออกกำลังกาย การตรวจสุขภาพประจำปี หรือการใช้บริการด้านสุขภาพเชิงป้องกัน ควบคู่กับการวางแผนการชำระเงินให้สอดคล้องกับรอบรายรับ พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนการขยับจากใช้เงินให้พอเดือน ไปสู่ใช้เงินเพื่อรักษาคุณภาพชีวิตและทางเลือกในระยะยาว

คำถามไม่ใช่ว่าคนไทยมีเงินมากพอหรือไม่? แต่คือเริ่มใช้เงินเพื่อเลือกชีวิตของตัวเองแล้วหรือยัง? จากอินไซต์ดังกล่าว เคทีซีได้สรุป 5 เทรนด์การเงินสำคัญ ที่กำลังกำหนดพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยในปัจจุบัน

1. “เงินเหลือ” คือ KPI ใหม่ของชีวิต

ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มวัดความมั่นคงของชีวิตจาก เงินคงเหลือหลังค่าใช้จ่าย มากกว่าตัวเลขรายได้รวม ตัวอย่างเช่น กลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ (First Jobber) ที่เริ่มต้นชีวิตทำงานด้วยการแยกบัญชีเงินใช้และเงินออม ตั้งงบประมาณตามรายรับจริง และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นโดยไม่ลดคุณภาพชีวิต แม้รายได้ยังอยู่ในระดับต้น แต่สามารถมีเงินสำรองอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยลดความเปราะบางทางการเงินและสร้างวินัยระยะยาว

2. กระแสเงินสด สำคัญกว่ายอดเงินในบัญชี

ทักษะการบริหารกระแสเงินสด (Cash Flow) กำลังกลายเป็นทักษะทางการเงินหลักของคนทำงานยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนรอบบิล (Billing Cycle) ให้ตรงกับวันเงินเดือน หรือการเลือกจัดการช่วงเวลาการชำระเงินเพื่อไม่ให้เงินตึงในระยะสั้น ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ กลุ่มฟรีแลนซ์หรือผู้มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ ที่สามารถบริหารสภาพคล่องได้ดี ด้วยการกำหนดลำดับการใช้จ่ายและกันเงินสำรองล่วงหน้า ทำให้ยังคงใช้ชีวิตได้อย่างปกติ โดยไม่ต้องพึ่งพาหนี้ฉุกเฉิน

3. สุขภาพการเงิน เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตในสังคมสูงวัย

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างชัดเจน โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 22% ของประชากรทั้งหมดในปี 2568 ทำให้การวางแผนด้านสุขภาพและการเงินกลายเป็นเรื่องเดียวกัน ตัวอย่างคือ กลุ่มคนทำงานวัย 40–50 ปี ที่เริ่มจัดสรรงบประมาณให้กับประกันสุขภาพ การตรวจสุขภาพประจำปี และการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในอนาคต สุขภาพจึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่เป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงในระยะยาว

4. เทคโนโลยีการเงิน ช่วยให้ทุกคนบริหารเงินได้ “เหมือนมืออาชีพ”

ข้อมูลปี 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าปริมาณธุรกรรมผ่าน Mobile Banking ของคนไทยเติบโต 10.6% ต่อปี สะท้อนบทบาทของเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงเครื่องมือบริหารเงินได้ง่ายและแม่นยำขึ้น ตัวอย่างเช่น ครอบครัวคนทำงานที่มีภาระค่าใช้จ่ายหลายด้าน ใช้แอปติดตามรายรับรายจ่ายและระบบแจ้งเตือน เพื่อมองเห็นภาพรวมการเงินแบบเรียลไทม์ ช่วยลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน และตัดสินใจใช้เงินได้อย่างมีข้อมูลมากขึ้น เทคโนโลยีจึงไม่ได้ทำให้ผู้บริโภค “ใช้จ่ายน้อยลง” แต่ช่วยให้ใช้จ่ายได้อย่างมีทิศทางและควบคุมได้มากขึ้น

5. อิสรภาพทางการเงิน จากความฝันสู่เป้าหมายที่จับต้องได้

แนวคิดอิสรภาพทางการเงิน (Financial Freedom) กำลังกลายเป็นเป้าหมายของคนทำงานในวงกว้าง ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มรายได้สูง ตัวอย่างที่เห็นมากขึ้นคือ พนักงานประจำที่มองหารายได้เสริม หรือใช้ทักษะเฉพาะตัวสร้างรายได้เพิ่มเติม ควบคู่กับการลดภาระหนี้ระยะยาว แนวคิดนี้ทำให้การใช้เงินมีเป้าหมาย และชีวิตไม่ผูกติดอยู่กับรายได้ทางเดียว

ท้ายที่สุด ความแตกต่างระหว่าง “ผู้ถูกเลือก” กับ “ผู้เลือก” ไม่ได้อยู่ที่ใครมีรายได้มากกว่า แต่อยู่ที่ใครสามารถบริหารเงินจนชีวิตมีทางเลือกได้มากกว่า ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ บทบาทของผู้ให้บริการทางการเงินจึงต้องก้าวไกลกว่าการเป็นเพียงแหล่งสินเชื่อ ไปสู่การเป็นผู้ช่วยบริหารชีวิตการเงิน ที่ทำให้ผู้บริโภคคิด วางแผนและใช้จ่ายได้อย่างมีทิศทาง และสิ่งที่ผู้บริโภคได้รับในท้ายที่สุด ไม่ใช่แค่เงินเหลือในบัญชี แต่คืออำนาจในการเลือกชีวิต ที่กำหนดได้ด้วยตนเองอย่างแท้จริง

ทุนศึกษาเพิ่มโอกาส!! ต้นทุนเรียนสูงขึ้นทั่วโลก ทุนไม่ได้เพียงช่วยเหลือเงิน แต่เป็นแรงใจสู่อนาคต เคทีซีช่วยสนับสนุนทุนข่าวเศรษฐกิจ

เมื่อ “ต้นทุนการเรียนรู้” สูงขึ้น

ทุนการศึกษาจึงไม่ใช่แค่เงินช่วยเหลือ แต่คือโอกาสที่ส่งต่อได้

ในวันที่โลกการเรียนรู้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียนหรือหนังสือเรียนอีกต่อไป เด็กและเยาวชนต้องเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี แพลตฟอร์มออนไลน์ ประสบการณ์จริง และทักษะใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อโลกการทำงานในอนาคต แต่ในเวลาเดียวกัน “ต้นทุนของการเรียนรู้” ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งค่าเล่าเรียน อุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทาง ค่าอินเทอร์เน็ต และค่าใช้จ่ายแฝงที่หลายครอบครัวต้องแบกรับตลอดปีการศึกษา

เมื่อภาระค่าครองชีพยังเป็นแรงกดดันต่อครัวเรือน ทุนการศึกษาจึงไม่ใช่เพียงเงินช่วยเหลือระยะสั้น แต่เป็นแรงประคองที่ช่วยให้เด็กคนหนึ่งสามารถเดินหน้าต่อในเส้นทางการเรียนรู้ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น และช่วยให้ครอบครัวมีพื้นที่ในการวางแผนอนาคตของบุตรหลานได้ดีขึ้น แม้จะอยู่ท่ามกลางข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ

ภาพนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับครอบครัวที่มีรายได้น้อยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนอยู่ในหลายกลุ่มอาชีพ รวมถึงครอบครัวคนทำงานข่าวที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา ติดตามความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ธุรกิจ และสังคมอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีบทบาทไม่ต่างจากพ่อแม่ในอาชีพอื่นที่ต้องดูแลอนาคตทางการศึกษาของลูก

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และการพัฒนาคนมาอย่างต่อเนื่อง จึงร่วมสนับสนุนทุนการศึกษาบุตรสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา และส่งต่อกำลังใจให้กับครอบครัวคนข่าวที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนข้อมูลข่าวสารด้านเศรษฐกิจของประเทศ

นางสาวเจนจิต ลัดพลี ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” กล่าวว่า วันนี้ต้นทุนของการเรียนรู้ไม่ได้มีแค่ค่าเล่าเรียน แต่รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงทักษะ ความรู้ และประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อโลกอนาคต เคทีซีเชื่อว่าความสามารถในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง คือรากฐานสำคัญของการเติบโตทั้งในระดับบุคคลและสังคม การสนับสนุนทุนการศึกษาอาจเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ แต่บางครั้งโอกาสเล็ก ๆ นี้ สามารถต่อยอดเป็นความมั่นใจและอนาคตของเด็กคนหนึ่งได้อย่างมีความหมาย

ด้านนางสาวพิมพ์รภัส ศิริไพรวัน นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ กล่าวว่า สมาคมฯ ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการศึกษาของบุตรสมาชิกมาอย่างต่อเนื่อง เพราะการศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญของอนาคต โดยโครงการมอบทุนการศึกษาบุตรสมาชิกสมาคมฯ ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 25 ปี และในปี 2569 ได้มอบทุนการศึกษารวม 61 ทุน เพื่อช่วยสนับสนุนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับครอบครัวสมาชิก

ขณะที่นางสาวมาสุทธิ ตั้งภควัตกุล ตัวแทนสมาชิกสมาคมฯ สะท้อนว่า ในวันที่ค่าครองชีพยังเป็นแรงกดดันต่อหลายครอบครัว ทุนการศึกษาที่ได้รับไม่ได้ช่วยเพียงแบ่งเบาค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นกำลังใจที่ทำให้ครอบครัวคนข่าวรู้สึกว่า ยังมีผู้เห็นความสำคัญของการศึกษาและพร้อมร่วมสนับสนุนอนาคตของบุตรหลานสมาชิก

ท้ายที่สุด ทุนการศึกษาอาจไม่ได้จบอยู่แค่วันที่ได้รับมอบ และการศึกษาอาจไม่ได้จบอยู่เพียงในห้องเรียน แต่สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของกำลังใจ ความหวัง และโอกาสที่ช่วยให้เด็กคนหนึ่งเดินต่อไปได้ไกลขึ้น ขณะเดียวกันก็สะท้อนว่า การสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน คือการลงทุนระยะยาวที่ส่งผลต่อครอบครัว ชุมชน และสังคมในอนาคต

“เคทีซี” ขยายพื้นที่ไกล่เกลี่ย!! ช่วยลูกหนี้เข้าถึงทางออก ไม่มีค่าใช้จ่าย ยุติหนี้อย่างเป็นธรรม มหกรรมครั้งล่าสุดเจรจานับพันราย เตรียมขยายกิจกรรมทั่วประเทศ

เคทีซี–กรมบังคับคดี ขยายพื้นที่ไกล่เกลี่ย สร้างกลไกให้สังคมจัดการหนี้อย่างเป็นธรรม

ท่ามกลางสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยที่ยังคงท้าทาย “การมีอยู่ของหนี้” อาจไม่ใช่ปัญหาที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือ “การไม่มีพื้นที่ในการหาทางออก” ต่างหากที่ทำให้หลายกรณีเดินไปถึงจุดตัน จากประสบการณ์ทำงานด้านลูกหนี้ของเคทีซี พบว่าลูกหนี้จำนวนไม่น้อยไม่ได้ต้องการหลีกเลี่ยงภาระหนี้ แต่ขาดโอกาสในการพูดคุยเพื่อปรับเงื่อนไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ชีวิตจริงที่เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นหนึ่งใน insight สำคัญที่ไม่เคยถูกพูดถึงในเชิงระบบมาก่อน

เพื่อขยายโอกาสดังกล่าว “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท กรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง จำกัด (KTBL) บริษัท วินเพอร์ฟอร์แมนซ์ จำกัด และกรมบังคับคดี เดินหน้าสร้าง “พื้นที่กลาง” ผ่านมหกรรมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี ประจำปี 2569 ในฐานะกลไกที่ช่วยให้ทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้สามารถกลับมาเจรจาและร่วมกันออกแบบทางออกใหม่ได้บนพื้นฐานของความเป็นธรรม โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วม

นายพีระพงศ์ พิตรพิบูลพาทิศ ผู้บริหารสูงสุด สายงานสำนักกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” กล่าวว่า “สิ่งที่เราเรียนรู้จากการทำงานอย่างใกล้ชิด คือปัญหาหนี้จำนวนมากไม่ได้จบที่ตัวเลข แต่จบลงเพราะขาดโอกาสในการพูดคุย หลายคนไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร หรือไม่แน่ใจว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง ขณะเดียวกัน ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอยู่ไม่น้อย เช่น ความกังวลว่าการเข้าร่วมมหกรรมไกล่เกลี่ยจะต้องไปเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ในลักษณะที่กดดันหน่วงเหนี่ยว หรืออาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อน ซึ่งในความเป็นจริง พื้นที่นี้ถูกออกแบบมาให้เป็น ‘พื้นที่กลาง’ ที่ทุกฝ่ายสามารถพูดคุยกันได้อย่างปลอดภัย เป็นกลาง และเป็นธรรม การไกล่เกลี่ยจึงไม่ใช่เพียงขั้นตอนทางกฎหมาย แต่คือกลไกของความเป็นไปได้ ที่ช่วยให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้ได้กลับมาทบทวนทางเลือก และร่วมกันหาทางออกที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของแต่ละคน เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการจัดการหนี้ในแต่ละกรณี แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้การจัดการหนี้ในสังคมมีทางเลือกมากขึ้น และช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถเดินต่อไปได้พร้อมกันอย่างยั่งยืน”หลายครั้งอุปสรรคไม่ได้อยู่ที่การจ่ายหนี้ แต่อยู่ที่ความไม่กล้าเริ่มต้นพูดคุย”

จากแนวคิดสู่ผลลัพธ์จริงในพื้นที่

การจัดงานมหกรรมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี ครั้งที่ 43 ในเดือนพฤษภาคม 2569 ที่จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดระยอง เป็นภาพสะท้อนของการขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าวในเชิงปฏิบัติ โดยมีผู้เข้าร่วมไกล่เกลี่ยหนี้รวม 1,195 ราย คิดเป็นภาระหนี้รวมกว่า 209 ล้านบาท โดยมีนายพจกรณ์ วงศ์ปักษา ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบุรี และนางภัสร์ฐิตา เตชะพงษ์ภินันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดระยอง พร้อมด้วยนายพลัฐ หิรัญสิริสมบัติ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมบังคับคดี และคณะผู้ไกล่เกลี่ยเข้าร่วมชมงาน สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ไม่ได้สะท้อนเพียงการเจรจาที่สำเร็จในเชิงตัวเลข แต่ยังชี้ให้เห็นว่า

  • ลูกหนี้มีแนวโน้มเปิดใจพูดคุยมากขึ้น เมื่อกระบวนการไม่อยู่ในรูปแบบเผชิญหน้า
  • หน่วยงานภาครัฐสามารถทำหน้าที่เป็น “ตัวกลางที่สร้างความเชื่อมั่น” ได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • การมีโครงสร้างการเจรจาที่ชัดเจน ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ภายในงานเคทีซียังจัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านกฎหมายและแนวทางการประนอมหนี้ กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และกรณีศึกษาต่างๆ ให้กับคณาจารย์และนักศึกษาหลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัย  ราชภัฏเพชรบุรี โดยวิทยากรจากฝ่ายงาน Litigation “เคทีซี” และกรมบังคับคดีร่วมบรรยาย เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจสิทธิ ทางเลือก และผลลัพธ์ของแต่ละแนวทางก่อนการตัดสินใจ 

ขยายกลไกระดับพื้นที่ สู่โอกาสของทั้งระบบ

ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการทดลองและขยาย “กลไกเชิงระบบ” ที่ช่วยให้การจัดการหนี้ในสังคมไทยมีทางเลือกที่ยืดหยุ่นและเป็นธรรมมากขึ้น เคทีซีและพันธมิตรเตรียมจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครั้งถัดไป ในวันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 พร้อมกันที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดลพบุรี เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนในภูมิภาคเข้าถึงกระบวนการดังกล่าวได้อย่างทั่วถึง ผู้เข้าร่วมสามารถเข้ารับคำปรึกษาและเจรจาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://www.ktc.co.th/mediation หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02 631 3399 และ 02 631 3668  พร้อมจัดเตรียมเอกสารเพื่อเข้าร่วมงานฯ ดังนี้

กรณีไกล่เกลี่ยด้วยตนเอง

  1. สำเนาบัตรประชาชนของลูกค้า จำนวน 1 ชุด
  2. สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี) จำนวน 1 ชุด

    กรณีรับมอบอำนาจไกล่เกลี่ยแทน

         1. สำเนาบัตรประชาชนของลูกค้า (รับรองสำเนาถูกต้อง) จำนวน 1 ชุด

         2. สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี) จำนวน 1 ชุด

  1. สำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ จำนวน 1 ชุด
  2. หนังสือมอบอำนาจ จำนวน 1 ชุด

แนวคิดเบื้องหลัง: จาก “ภาระส่วนบุคคล” สู่ “ความรับผิดชอบร่วมของสังคม”

การขยายพื้นที่ไกล่เกลี่ยในครั้งนี้ สะท้อนการเปลี่ยนมุมมองสำคัญต่อ “หนี้” จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ไปสู่การเป็นประเด็นที่ต้องอาศัยกลไกความร่วมมือจากหลายฝ่าย เมื่อมีพื้นที่ที่เหมาะสม การสื่อสารที่เปิดกว้าง และกระบวนการที่เป็นธรรม หนี้จึงไม่จำเป็นต้องจบลงที่ข้อพิพาท แต่สามารถจบลงด้วยข้อตกลงที่ทุกฝ่ายยอมรับและก้าวต่อไปได้พร้อมกัน

หนี้มีเวลาตั้งหลัก!! หนี้มีเวลามากขึ้นแต่ไม่หมายถึงน้อยลง จ่ายขั้นต่ำช่วยบริหารกระแสเงินสด แต่มิใช่ทางแก้หนี้ระยะยาว เคทีซีชี้ผู้ใช้ต้องวางแผนการเงิน

หนี้มีเวลามากขึ้น ไม่ได้แปลว่าหนี้น้อยลง
เคทีซีมองเป็นโอกาสให้ตั้งหลักทางการเงิน แต่ไม่ควรกลายเป็นภาระระยะยาว

ในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านรายได้ ค่าครองชีพ และภาระหนี้ที่สะสมมาจากหลายปีก่อน การมีมาตรการช่วยผ่อนคลายภาระการชำระหนี้ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยให้หลายครัวเรือนมีสภาพคล่องมากขึ้น และมีเวลาจัดระเบียบสถานะทางการเงินของตนเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อภาระรายเดือนลดลง สิ่งที่ผู้ถือบัตรเครดิตควรตระหนักคือ “ความสบายในระยะสั้น” อาจไม่ได้หมายถึง “ภาระหนี้ที่ลดลงในระยะยาว” เสมอไป เพราะแม้ยอดชำระขั้นต่ำจะช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัวขึ้น แต่หากยังคงมียอดคงค้างอยู่ หนี้ส่วนที่เหลือก็ยังถูกคิดดอกเบี้ยต่อเนื่อง และอาจใช้เวลานานกว่าที่คิดในการปลดภาระทั้งหมด

ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างหนึ่งของผู้ใช้บัตรเครดิต คือการมองว่าการจ่ายขั้นต่ำเป็นวิธีจัดการหนี้ที่เพียงพอ ในความเป็นจริง การชำระขั้นต่ำถูกออกแบบมาเพื่อช่วยบรรเทาภาระชั่วคราว ในช่วงที่ผู้ถือบัตรมีข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง ไม่ใช่แนวทางการชำระหนี้ที่ควรใช้เป็นประจำในระยะยาว เนื่องจากเงินที่ชำระในแต่ละงวดส่วนหนึ่งจะถูกนำไปชำระดอกเบี้ย ทำให้เงินต้นลดลงช้ากว่าที่หลายคนคาดคิด

ดังนั้น สำหรับผู้ที่ยังมีกำลังชำระ การจ่ายมากกว่ายอดขั้นต่ำจึงเป็นทางเลือกที่ช่วยลดภาระทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า แม้จะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในแต่ละเดือน แต่ก็สามารถช่วยลดเงินต้น ลดดอกเบี้ยสะสม และย่นระยะเวลาการเป็นหนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

อีกประเด็นสำคัญคือ การใช้ช่วงเวลานี้ทบทวนสุขภาพทางการเงินของตนเองอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจรายรับ รายจ่าย ภาระหนี้ และเงินสำรองฉุกเฉิน เพราะการรู้สถานะทางการเงินที่แท้จริงจะช่วยให้สามารถวางแผนบริหารหนี้ได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น หลายครั้งปัญหาหนี้ไม่ได้เกิดจากรายได้ที่ไม่เพียงพอเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการขาดการวางแผนและการติดตามพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้ที่เริ่มมีสัญญาณความเสี่ยง เช่น ชำระหนี้ได้เพียงขั้นต่ำต่อเนื่องหลายเดือน ใช้บัตรเครดิตหลายใบเพื่อหมุนสภาพคล่อง หรือเริ่มกังวลว่าจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด สิ่งที่ควรทำที่สุดคือการติดต่อสถาบันการเงินโดยเร็ว เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ หรือการปรับเงื่อนไขการผ่อนชำระให้สอดคล้องกับกำลังชำระในปัจจุบัน การแก้ปัญหาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมักมีทางเลือกมากกว่า และช่วยลดผลกระทบต่อสถานะทางการเงินในอนาคตได้ดีกว่าการปล่อยให้ปัญหาสะสมจนบานปลาย

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เชื่อมาโดยตลอดว่า การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ไม่ได้หมายถึงเพียงการพิจารณาสินเชื่ออย่างรอบคอบ แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนให้สมาชิกใช้สินเชื่ออย่างเหมาะสมกับศักยภาพทางการเงินของตนเอง พร้อมเปิดโอกาสให้เข้าถึงความช่วยเหลือเมื่อประสบปัญหาทางการเงิน ผ่านโครงการต่างๆ ที่มุ่งส่งเสริมการฟื้นฟูสุขภาพทางการเงินอย่างยั่งยืน

ในวันที่เศรษฐกิจยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การมีเวลามากขึ้นในการบริหารภาระหนี้ถือเป็นโอกาสที่มีคุณค่า แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือการใช้โอกาสนั้นเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว เพราะท้ายที่สุดแล้ว หนี้จะหมดได้ไม่ใช่เพราะมีเวลามากขึ้น แต่เพราะมีแผนที่ชัดเจนและมีวินัยในการเดินตามแผนนั้นอย่างต่อเนื่อง

หนี้มีเวลามากขึ้น ไม่ได้แปลว่าหนี้น้อยลง แต่หากใช้เวลาอย่างถูกวิธี อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมามีสุขภาพทางการเงินที่แข็งแรงอีกครั้ง

“เคทีซี” ดันเทรลวิ่งเศรษฐกิจ!! Trail Running หน้าฝนดันตลาดเติบโต กระตุ้นการใช้จ่ายกว่า 2,500 บาทต่อคน เชื่อมโยงชุมชนธุรกิจท้องถิ่น ลุย 5 จุดวิ่งเทรลยอดนิยมในไทย

เคทีซีชวนมอง Trail Running หน้าฝน จากความท้าทายบนเส้นทาง สู่แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจประสบการณ์

ในวันที่หลายคนมองฝนตกเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง ยังมีคนอีกกลุ่มที่กลับเฝ้ารอฤดูกาลนี้มาตลอดทั้งปี พวกเขาเตรียมรองเท้าพื้นดอกลึก เช็กพยากรณ์อากาศ แพ็กอุปกรณ์ใส่ Running Vest และออกเดินทางสู่ภูเขา ป่าไม้ และเส้นทางธรรมชาติที่กำลังกลับมาเขียวขจีที่สุดของปี สำหรับนักวิ่งเทรล (Trail Running) และนักเดินป่า ฤดูฝนไม่ใช่ช่วงเวลาของการหลบฝน แต่คือฤดูกาลแห่งการออกเดินทาง ภาพของทางดินที่กลายเป็นโคลน ลำธารที่ไหลเชี่ยว รากไม้เปียกฝน และสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ อาจเป็นสิ่งที่คนทั่วไปพยายามหลีกเลี่ยง แต่กลับเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดให้ผู้คนจำนวนมากยอมเดินทางหลายร้อยกิโลเมตรเพื่อไปสัมผัส

ปรากฏการณ์นี้กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ไม่ได้มองการใช้จ่ายเพื่อสุขภาพหรือการท่องเที่ยวแยกออกจากกันอีกต่อไป แต่เลือกลงทุนกับ "ประสบการณ์" ที่มอบทั้งความสุข ความหมาย และการพัฒนาตัวเองในเวลาเดียวกัน

Trail Running สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคยุคใหม่
"เคทีซี" หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองว่าปรากฏการณ์ Trail Running ไม่ได้สะท้อนเพียงกระแสการออกกำลังกาย แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มให้คุณค่ากับการลงทุนเพื่อสุขภาพ การเดินทาง และประสบการณ์มากขึ้น จากเดิมที่การใช้จ่ายอาจมุ่งเน้นไปที่การครอบครองสินค้า วันนี้ผู้คนจำนวนมากพร้อมลงทุนกับกิจกรรมที่มอบคุณค่าระยะยาวทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความทรงจำ เคทีซีจึงร่วมกับพันธมิตรด้านกีฬาและ Outdoor ชั้นนำ อาทิ Decathlon, Salomon, The North Face REV Runner และ Element72 เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกเข้าถึงอุปกรณ์และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดังกล่าวได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อหนึ่งการวิ่งนำไปสู่การเดินทาง การใช้บริการในชุมชน การจองที่พัก และการสร้างรายได้ให้ธุรกิจท้องถิ่น Trail Running จึงไม่ใช่เพียงกีฬาอีกต่อไป หากกำลังกลายเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจประสบการณ์ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย

จากกีฬาเฉพาะกลุ่ม สู่ตลาดที่กำลังเติบโต
เมื่อย้อนกลับไปเพียงไม่กี่ปีก่อน การวิ่งเทรลยังถูกมองว่าเป็นกิจกรรมของนักวิ่งสายฮาร์ดคอร์หรือคนรักการผจญภัยกลุ่มเล็กๆ แต่ปัจจุบันภาพดังกล่าวเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ปฏิทินการแข่งขันเทรลของไทยมีสนามเกิดขึ้นตลอดทั้งปีในแทบทุกภูมิภาค ทั้งเชียงใหม่ น่าน เลย เพชรบูรณ์ สระบุรี ระยอง นครศรีธรรมราชและกระบี่ สะท้อนการขยายตัวของฐานผู้เข้าร่วมที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงนักกีฬา แต่รวมถึงนักท่องเที่ยว ครอบครัว คนทำงาน และกลุ่มผู้บริโภคสายสุขภาพด้วย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เองก็เริ่มผลักดัน Trail Running ในฐานะเครื่องมือขับเคลื่อน Sports Tourism อย่างจริงจัง ผ่านโครงการ Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026 ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าร่วมมากกว่า 100,000 คน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 250 ล้านบาท ให้กับระบบเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า Trail Running ไม่ใช่แค่กีฬาอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับทั้งชุมชน ผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

หนึ่งการวิ่ง สร้างการใช้จ่ายมากกว่าที่คิด
สิ่งที่น่าสนใจคือ นักวิ่งเทรลไม่ได้สร้างรายได้เพียงจากค่าสมัครแข่งขัน ตรงกันข้าม การตัดสินใจเข้าร่วมงานวิ่งหนึ่งสนาม มักนำมาซึ่งการใช้จ่ายอีกหลายต่อ ทั้งค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร การซื้อสินค้าชุมชน และอุปกรณ์กีฬา หากอ้างอิงจากเป้าหมายผู้เข้าร่วมกว่า 100,000 คน และมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 250 ล้านบาทของโครงการ Trail Running ระดับประเทศ จะเท่ากับเกิดการใช้จ่ายเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 2,500 บาทต่อคน แม้จะรวมผู้เข้าร่วมในรูปแบบ Virtual Run ไว้ด้วยก็ตาม แต่สำหรับนักวิ่งที่เดินทางไปแข่งขันต่างจังหวัด ค่าใช้จ่ายจริงมักสูงกว่านั้นมาก ค่าเฉลี่ยต่อทริปสามารถอยู่ในช่วงประมาณ 5,000-15,000 บาทต่อคน แบ่งเป็น ค่าสมัครแข่งขัน 800-3,500 บาท ค่าเดินทาง 1,000-5,000 บาท ค่าที่พัก 1-2 คืน 1,500-6,000 บาท ค่าอาหาร คาเฟ่และกิจกรรมท่องเที่ยว 500-2,000 บาท ค่าใช้จ่ายซื้อสินค้าท้องถิ่นและของที่ระลึก 500-3,000 บาท

สำหรับนักวิ่ง Ultra Trail หรือผู้ที่เดินทางพร้อมครอบครัว งบประมาณต่อทริปอาจแตะระดับหลักหมื่นถึงหลายหมื่นบาทได้ไม่ยาก เมื่อรองเท้าคู่หนึ่งนำไปสู่ Outdoor Economy อีกหนึ่งสัญญาณการเติบโตของตลาด คือการขยายตัวของธุรกิจรอบด้าน นักวิ่งเทรลจำนวนมากเริ่มลงทุนในอุปกรณ์เฉพาะทางมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าเทรล เสื้อผ้า Technical Apparel Running Vest นาฬิกา GPS ไม้เท้าเทรล ประกันอุบัติเหตุ และอุปกรณ์โภชนาการกีฬา รองเท้าวิ่งเทรลระดับกลางถึงระดับพรีเมียมในตลาดมีราคาตั้งแต่ 4,000-8,000 บาท ขณะที่อุปกรณ์เสริมบางประเภทมีราคาตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นบาท

ปรากฏการณ์นี้กำลังสร้าง Outdoor Economy หรือเศรษฐกิจกลางแจ้ง ที่เชื่อมโยงร้านอุปกรณ์กีฬา โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ผู้จัดการแข่งขัน ผู้ให้บริการขนส่ง และผู้ประกอบการในท้องถิ่นเข้าไว้ด้วยกัน ฤดูฝนคือไฮซีซันของนักวิ่งเทรล ขณะที่หลายธุรกิจมองฤดูฝนเป็นช่วงโลว์ซีซัน นักวิ่งเทรลกลับมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติสวยที่สุด ป่าไม้เขียวสด น้ำตกสมบูรณ์ อากาศเย็นลง และเส้นทางมีความท้าทายมากขึ้น นี่คือเหตุผลที่หลายสนามยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในช่วง Green Season และกำลังช่วยกระจายรายได้สู่จังหวัดรองนอกเส้นทางท่องเที่ยวหลัก

หน้าฝนต้องเตรียมตัวต่างจากฤดูอื่นอย่างไร
สิ่งที่ทำให้ Trail Running ในฤดูฝนแตกต่าง ไม่ใช่เพียงสภาพอากาศ แต่คือรายละเอียดเล็กๆ ที่ส่งผลต่อความปลอดภัย 1. รองเท้าคืออุปกรณ์สำคัญที่สุด รองเท้าวิ่งเทรลควรมีดอกยางลึกและยึดเกาะพื้นได้ดีเพื่อลดโอกาสลื่นล้มบนทางโคลนหรือรากไม้เปียก 2. เสื้อผ้าต้องแห้งเร็ว หลีกเลี่ยงผ้าฝ้ายที่อุ้มน้ำง่าย ควรเลือกเสื้อผ้า Technical Fabric ที่ระบายอากาศดี น้ำหนักเบาและแห้งเร็ว 3. Running Vest กลายเป็นอุปกรณ์จำเป็น นอกจากน้ำดื่ม ควรพกเสื้อกันฝนแบบ Lightweight โทรศัพท์มือถือ Power Bank ขนาดเล็ก ไฟฉายคาดศีรษะ นกหวีดฉุกเฉิน ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น ถุงกันน้ำสำหรับเก็บอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 4. อาหารและพลังงานสำรอง ในสภาพอากาศเย็นและเปียก ร่างกายใช้พลังงานมากกว่าที่หลายคนคิด จึงควรเตรียม Energy Gel, Energy Bar หรืออาหารให้พลังงานที่รับประทานง่ายระหว่างทาง 5. ศึกษาเส้นทางและสภาพอากาศ การเช็กพยากรณ์อากาศ จุดเติมน้ำ ระยะทาง และแผนการอพยพฉุกเฉิน ถือเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การซ้อมร่างกาย 6. ประกันการเดินทางและอุบัติเหตุ นักวิ่งเทรล จำนวนไม่น้อยเริ่มให้ความสำคัญกับประกันคุ้มครองอุบัติเหตุหรือกิจกรรมกีฬา เพราะเส้นทางธรรมชาติมีความเสี่ยงมากกว่าการออกกำลังกายในเมือง โดยเฉพาะการแข่งขันระยะไกลหรือเส้นทางภูเขาสูง

5 เส้นทางเทรลหน้าฝนที่น่าไปในไทย

1. ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ มีป่าเขียวชุ่มตลอดฤดูฝน อากาศเย็นสบาย มีเส้นทางให้เลือกหลายระดับ เหมาะสำหรับนักวิ่งที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศป่าดิบเขาและทะเลหมอกอย่างใกล้ชิด
2. เขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีป่าฝนเขตร้อนสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย น้ำตกและลำธารตลอดเส้นทาง ความชื้นสูงและท้าทาย เป็นสนามที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักเทรลสายผจญภัยที่ต้องการทดสอบความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ
3. ภูกระดึง - ภูหลวง จังหวัดเลย มีป่าสนเขียวสดช่วงหน้าฝน อากาศเย็นกว่าหลายพื้นที่ วิวสวยตลอดเส้นทาง เหมาะกับนักเดินป่าและนักวิ่งเทรลที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติแบบเต็มอิ่ม
4. เขาค้อ - ภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีทะเลหมอกเกือบตลอดฤดูกาล เส้นทางขึ้นลงหลากหลาย มีสนามเทรลจัดต่อเนื่องทุกปี ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมของนักวิ่งเทรลไทย
5. อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เดินทางสะดวกจากกรุงเทพฯ มีทั้งเส้นทาง Hiking และ Trail Running เหมาะกับมือใหม่ และผู้ที่อยากเริ่มต้นสัมผัสโลกของเทรลโดยไม่ต้องเดินทางไกล

หากในอดีตความหรูหราอาจหมายถึงโรงแรมระดับ 5 ดาว หรือการเดินทางชั้นธุรกิจ วันนี้นิยามความหรูหราของคนจำนวนไม่น้อย อาจหมายถึงการได้ใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่ท่ามกลางป่าเขียวหลังฝนตก ได้ยินเสียงน้ำไหลแทนเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ และได้พิสูจน์ว่าตัวเองยังสามารถก้าวต่อไปได้แม้เส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยโคลน นี่จึงเป็นเหตุผลง่ายๆ ที่ Trail Running กำลังเปลี่ยนจาก "กีฬาเฉพาะกลุ่ม" สู่ "ไลฟ์สไตล์แห่งการแสวงหาความหมาย" ที่เชื่อมโยงสุขภาพ การเดินทาง และเศรษฐกิจประสบการณ์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว และฤดูฝนก็คือช่วงเวลาที่เสน่ห์ดังกล่าวปรากฏชัดที่สุด

SME ไทยลุยทุน!! มีบทบาทเศรษฐกิจสูง แต่เข้าถึงทุนยังเป็นปัญหา สสว. เน้นย้ำเพิ่มการรู้ทางการเงิน เคทีซีชู 10 เคล็ดลับเตรียมธุรกิจ

SME ไทยกับโจทย์ใหญ่ ทำอย่างไรให้ธุรกิจรายเล็กเข้าถึงทุน

ผู้ประกอบการรายเล็ก เงินทุนเปรียบเสมือนออกซิเจนของธุรกิจ ที่ช่วยให้ธุรกิจมีสภาพคล่อง ซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง ลงทุนเครื่องมือใหม่ เพิ่ม และปรับตัวให้ทันตลาด แต่ในความเป็นจริง SME จำนวนมากยังเข้าไม่ถึงความรู้ที่ถูกต้อง แม้จะมีลูกค้า มีรายได้ และมีศักยภาพเติบโต เมื่อระบบการเงินยังมองไม่เห็นอนาคตนั้นอย่างชัดเจน ข้อมูลของ สสว. ระบุว่า SME ไทยมีจำนวนกว่า 3.3 ล้านราย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 34.8% ของ GDP ประเทศ ซึ่งสะท้อนว่า SME เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งด้านรายได้ การจ้างงาน และกำลังซื้อ

การเป็นฐานใหญ่ของเศรษฐกิจไม่ได้หมายความว่า SME ทุกธุรกิจจะเข้าถึงโอกาสได้เท่ากัน วันนี้ SME ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งต้นทุนสูง ตลาดแข่งขันรุนแรง พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว และสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น นายวรพจน์ ประสานพานิช ผู้ตรวจการสำนักงาน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวในงาน KTC FIT TALK : SME NEXT MOVE ว่า “SME ไทยกำลังเจอจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง 3 เรื่อง ได้แก่ Demographic Change, Low Productivity และ Need Value Creation พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น นี่คือโลกที่ลูกค้าเปลี่ยน แรงงานหายากขึ้น ต้นทุนเพิ่ม และสินค้าแบบเดิมขายยากขึ้นสังคมสูงวัยทำให้ตลาดเปลี่ยน ผู้บริโภคมีความต้องการเฉพาะตัวมากขึ้น ธุรกิจจึงต้องเข้าใจลูกค้าให้ลึกกว่าเดิม ขณะเดียวกันปัญหาผลิตภาพต่ำยังเป็นข้อจำกัดสำคัญของ SME ไทย หลายกิจการทำงานหนักขึ้น ขายมากขึ้น แต่สิ้นเดือนไม่เห็นกำไร เพราส่วนมากยังติดข้อจำกัดด้านทักษะแรงงาน เทคโนโลยี การบริหารจัดการ

โจทย์ของ SME วันนี้คือจะทำอย่างไรให้เงินทุนกลายเป็นแรงส่ง ไม่ใช่ภาระใหม่ ปัญหาหลักข้อหนึ่งคือ SME จำนวนมากไม่มีประวัติทางการเงินที่ชัดเจน ไม่บันทึกค่าใช้จ่ายรายรับ-รายจ่าย บางรายยังอยู่นอกระบบหรือกึ่งนอกระบบ ไม่ได้จดทะเบียนถูกต้อง ไม่มีภาษี ไม่มีงบการเงิน ไม่มีประวัติกับเครดิตบูโร หรือใช้บัญชีส่วนตัวปนกับบัญชีธุรกิจ เหล่านี้ล้วนเป็น Financial Footprint ร้านค้าอาจจะมองว่าเป็นเอกสารมากมาย แต่สำหรับสถาบันการเงิน หรือหน่วงงานที่คอยให้การสนับสนุนเพื่อนำมาบริหารจัดการธุกิจ นี่คือข้อมูลสำคัญในการประเมินความเสี่ยง

อีกด้านหนึ่ง SME รายเล็กจำนวนไม่น้อยยังมีความเปราะบางสูง รายได้ผันผวน กำไรต่อหน่วยต่ำ และพึ่งพากระแสเงินสดรายวัน เมื่อยอดขายตกหรือต้นทุนเพิ่ม ธุรกิจจึงสะเทือนได้ง่าย ดังนั้น การเพิ่มวงเงินสินเชื่ออย่างเดียวอาจไม่พอ หากธุรกิจยังไม่มีระบบบัญชี ไม่มีข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ไม่มีแผนธุรกิจ และยังขาดความรู้ทางการเงิน เงินกู้ที่ควรเป็นโอกาสอาจกลายเป็นภาระ

บทบาทของ สสว. ช่วยลดช่องว่างระหว่าง SME กับระบบสนับสนุนที่มีอยู่ทั้งความรู้ เครื่องมือ ที่ปรึกษา ข้อมูลข่าวสาร ตลาด และโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงเงินทุนที่พร้อมช่วย SME ตั้งแต่เริ่มต้นตรงไหน ต้องเตรียมอะไร ต้องไปหาหน่วยงานใด และเครื่องมือใดเหมาะกับธุรกิจของตัวเอง รวมถึงการเพิ่มทักษะผู้ประกอบการ ลดต้นทุน ลดความเสี่ยง เปิดโอกาสใหม่ และเชื่อมโยง SME เข้ากับข้อมูลหรือมาตรการสนับสนุนของรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ ที่เข้าถึงง่ายตลอด 24 ชั่วโมง อย่าง Application SME ONE, SME CONNEXT, Web Portal สำหรับผู้ประกอบการ และ Call Center 1301 จึงไม่ใช่แค่ช่องทางให้ข้อมูล แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ SME เข้าถึงระบบสนับสนุนได้ง่ายขึ้น เครื่องมือเหล่านี้สำคัญกับ SME ที่ไม่มีทีมบัญชี ไม่มีฝ่ายกฎหมาย ไม่มีที่ปรึกษาการเงิน และไม่มีเวลาค้นหาโครงการสนับสนุนด้วยตัวเอง ในภาพใหญ่ของเศรษฐกิจ การทำให้ SME เข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นมีความหมายมากกว่าการช่วยธุรกิจรายใดรายหนึ่ง หาก SME จำนวนมากเริ่มจัดระบบข้อมูลได้ดีขึ้น มีความรู้ทางการเงินมากขึ้น และเข้าถึงตลาดหรือโอกาสใหม่ได้มากขึ้น ฐานเศรษฐกิจระดับล่างและระดับกลางของประเทศก็จะแข็งแรงขึ้น

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้นำโซลูชันการรับชำระเงินสำหรับธุรกิจร้านค้า (Merchant Payment Solutions) ด้วยการขับเคลื่อนการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างเท่าเทียม (Financial Inclusion) มองว่าการเข้าถึงทุนไม่ได้เริ่มจากการยื่นขอวงเงินเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการทำให้ธุรกิจมีข้อมูลที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น โดยเฉพาะ SME รายเล็กที่ต้องการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน พร้อมแนะ 10 เช็กลิสต์สำหรับ SME ในการเตรียมธุรกิจให้พร้อมเข้าถึงทุน

1. แยกบัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัวให้ชัด จุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วยให้เห็นรายรับ รายจ่าย กำไร และกระแสเงินสดของธุรกิจจริง หากยังใช้บัญชีเดียวกันทั้งหมด สถาบันการเงินจะประเมินสุขภาพธุรกิจได้ยาก

2. บันทึกรายรับรายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ ธุรกิจรายเล็กไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบซับซ้อน แต่ควรมีข้อมูลพื้นฐานว่าแต่ละเดือนขายได้เท่าไร ต้นทุนเท่าไร ค่าใช้จ่ายหลักอยู่ตรงไหน และเหลือกำไรจริงหรือไม่

3. เตรียม Financial Footprint ของธุรกิจ เอกสารอย่างรายการเดินบัญชี ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี รายการซื้อขาย หรือประวัติการชำระเงิน ล้วนเป็นร่องรอยทางการเงินที่ช่วยให้ธุรกิจดูน่าเชื่อถือขึ้น

4. รู้ต้นทุนและจุดคุ้มทุนของตัวเอง SME ควรรู้ว่าสินค้าหรือบริการแต่ละอย่างมีกำไรต่อหน่วยเท่าไร ต้องขายเท่าไรจึงจะคุ้มทุน และต้นทุนส่วนไหนกำลังกดกำไรของธุรกิจ

5. ประเมินความสามารถในการชำระหนี้ก่อนขอทุน เงินทุนควรเป็นแรงส่ง หากมีภาระผ่อนชำระเพิ่ม ธุรกิจยังมีกระแสเงินสดพอหรือไม่

6. มีแผนการใช้เงินที่ชัดเจน แหล่งทุนย่อมต้องการเห็นว่าเงินก้อนนั้นจะถูกนำไปใช้อย่างไร เช่น ซื้อวัตถุดิบ เพิ่มกำลังผลิต ลงทุนอุปกรณ์ ขยายช่องทางขาย หรือปรับระบบหลังบ้าน

7. ใช้เครื่องมือสนับสนุนที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ SME ไม่ได้เริ่มต้นลำพัง สามารถใช้เครื่องมือของภาครัฐและหน่วยงานสนับสนุน เช่น SME ONE, SME CONNEXT จากสสว. เพื่อค้นหาความรู้ ที่ปรึกษา โครงการสนับสนุน และโอกาสที่เหมาะกับธุรกิจ

8. พัฒนาความรู้ทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ความรู้ด้านบัญชี กระแสเงินสด ภาษี ต้นทุน และการบริหารหนี้ เป็นทักษะจำเป็นของ SME ยุคใหม่ เพราะช่วยให้เจ้าของกิจการตัดสินใจได้แม่นขึ้น และลดความเสี่ยงจากการใช้เงินทุนผิดจังหวะ

9. มองเงินทุนเป็นส่วนหนึ่งของแผนเติบโต ไม่ใช่ทางออกฉุกเฉินเท่านั้น การเข้าถึงทุนที่ดีควรเชื่อมกับแผนธุรกิจ เช่น ใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพ พัฒนาสินค้า สร้างมูลค่าใหม่ หรือขยายตลาด ไม่ใช่ใช้เพื่ออุดปัญหากระแสเงินสดซ้ำๆ โดยไม่มีแผนปรับธุรกิจ

10. กล้าเข้าหาความช่วยเหลือและคำปรึกษา หนึ่งในแนวคิดสำคัญจากเวที SME NEXT MOVE คือ SME ยุคใหม่ต้องไม่กังวลที่จะใช้บริการหรือเครื่องมือสนับสนุนจากภาครัฐ เพราะการมีที่ปรึกษาและข้อมูลที่ถูกต้องอาจเป็นแต้มต่อสำคัญในการแข่งขัน

แบรนด์ลุยตลาดสุขภาพ!! สุขภาพกลายเป็นสกุลเงินใหม่ของการตลาด หลายแบรนด์ใช้วิ่งสร้างสัมพันธ์ลูกค้า “วิ่งแลก” รางวัลยอดฮิตกระตุ้นพฤติกรรม เศรษฐกิจสุขภาพโตต่อเนื่องทั่วโลก

ทำไมหลายแบรนด์ถึงยอม "จ่าย" ให้คนออกไปวิ่ง? เมื่อสุขภาพกำลังแทนที่ส่วนลดในเกมการตลาดยุคใหม่

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า "การวิ่ง" ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น "สกุลเงิน" รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค เราเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ "การวิ่ง" เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล

คำตอบอาจไม่ใช่เพราะคนไทยกำลังฮิตวิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่เป็นเพราะ "สุขภาพ" กำลังกลายเป็นสินทรัพย์รูปแบบใหม่ที่มีคุณค่าต่อทั้งผู้บริโภคและธุรกิจ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของการเปลี่ยนเกมการตลาดในยุคที่ผู้คนไม่ได้ต้องการเพียงโปรโมชั่น แต่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก

เมื่อแบรนด์ไม่ได้อยากให้คุณแค่ซื้อ แต่อยากให้คุณสุขภาพดี
ในอดีตการตลาดส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดง่ายๆ ยิ่งใช้ ยิ่งได้ ยิ่งรูดบัตรมาก ยิ่งได้คะแนน ยิ่งซื้อเยอะ ยิ่งได้ส่วนลด ยิ่งใช้บริการ ยิ่งได้รับสิทธิพิเศษ แต่วันนี้หลายแบรนด์เริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า ถ้าลูกค้าเลือกดูแลสุขภาพตัวเอง เราจะตอบแทนพฤติกรรมนั้นได้อย่างไร แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนจากการให้รางวัล จากยอดใช้จ่ายไปสู่การให้รางวัลจากพฤติกรรม ไม่ใช่เพราะคุณซื้อของมากขึ้น แต่เพราะคุณเดินมากขึ้น วิ่งมากขึ้น หรือใช้ชีวิตอย่างใส่ใจสุขภาพมากขึ้น การวิ่งจึงไม่ใช่แค่กิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือที่แบรนด์ใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในระยะยาว

หากมองให้ลึกลงไป จะพบว่า "นักวิ่ง" ไม่ได้เป็นเพียงคนที่ชอบออกกำลังกาย แต่เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าที่หลายคนคิด การเริ่มวิ่งหนึ่งครั้ง มักนำไปสู่การใช้จ่ายอีกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าวิ่ง เสื้อผ้ากีฬา สมาร์ตวอทช์ อาหารเสริม ฟิตเนส โปรแกรมฝึกซ้อม หรือบริการด้านสุขภาพต่างๆ เมื่อเข้าสู่วงการวิ่งอย่างจริงจัง หลายคนยังเดินทางไปแข่งขันในจังหวัดต่างๆ เข้าพักโรงแรม ใช้บริการร้านอาหาร คาเฟ่ หรือแหล่งท่องเที่ยวรอบสนามแข่งขัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง การวิ่งหนึ่งกิโลเมตร อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าที่เห็นบนเส้นทางวิ่ง นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายแบรนด์ยินดีเปลี่ยน "ทุกกิโลเมตร" ให้เป็นรางวัล เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับกลับมาไม่ใช่แค่ยอดขายระยะสั้น แต่เป็นลูกค้าที่มีแนวโน้มกลับมาใช้บริการซ้ำ และมีความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว

จากกระแสสุขภาพ สู่เศรษฐกิจสุขภาพ
อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือ ผู้บริโภคยุคใหม่มองเรื่องสุขภาพแตกต่างจากอดีต สุขภาพไม่ใช่เรื่องของการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่เป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว คนพร้อมจ่ายเพื่อฟิตเนสมากขึ้น พร้อมจ่ายเพื่ออาหารสุขภาพมากขึ้น พร้อมจ่ายเพื่อการตรวจสุขภาพและการป้องกันโรคมากขึ้น ทำให้ "Wellness Economy" หรือเศรษฐกิจสุขภาพ กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก เมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ธุรกิจก็ต้องปรับตัวตาม จากเดิมที่แข่งขันกันด้วยราคาและโปรโมชั่น มาแข่งขันกันด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ดีของลูกค้า

ในมุมของ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) การเติบโตของแคมเปญ "วิ่งแลก..." สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การดูแลสุขภาพกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคมากขึ้น ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีพบว่า หมวดกีฬาและการออกกำลังกายมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีเป้าหมายชัดเจนอย่างการวิ่งมาราธอน เทรลรันนิ่ง และกิจกรรมออกกำลังกายในรูปแบบคอมมูนิตี้

เคทีซีจึงพัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างครบวงจร ภายใต้แนวคิด "KTC Wellness: The Journey to Well-being" ครอบคลุมตั้งแต่ฟิตเนส สตูดิโอออกกำลังกาย อุปกรณ์กีฬา โรงพยาบาล ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ ไปจนถึงกิจกรรมกีฬาและการเดินทาง เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างต่อเนื่องในทุกมิติของชีวิต สุดท้ายแล้ว สิ่งที่หลายแบรนด์กำลังแข่งขันกันในวันนี้ อาจไม่ใช่ใครให้ส่วนลดมากที่สุด หรือใครแจกของรางวัลแพงที่สุด แต่อาจเป็นการแข่งขันว่า ใครสามารถสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนลุกขึ้นมาดูแลตัวเองได้มากที่สุด

เพราะเมื่อสุขภาพกลายเป็นรางวัล ทุกก้าวที่เดินและทุกกิโลเมตรที่วิ่ง ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับผู้วิ่งเพียงคนเดียว แต่ยังสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมโดยรวม ในวันที่การตลาดไม่ใช่แค่เรื่องการขายของอีกต่อไป แบรนด์ที่เข้าใจวิธีเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดี ให้กลายเป็นแรงจูงใจที่ยั่งยืน อาจเป็นผู้ชนะตัวจริงของเกมธุรกิจยุคใหม่

“เคทีซี” วางเกมครึ่งปีหลัง 2569 !! ครึ่งปีหลังเน้นลูกค้าคุณภาพ ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรโต 4.7% ดันเทคฯ–ประกันเสริมแกร่ง มั่นใจเป้าปีนี้ทำได้ดี

เคทีซีวางเกมครึ่งปีหลัง 2569 เน้นโตอย่างมีคุณภาพ เร่งดิจิทัล–ประกัน หลังครึ่งปีแรกกำไร 4,397 ล้านบาท

เคทีซีเปิดเกมครึ่งปีหลัง 2569 มั่นใจยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและสินเชื่อเติบโตตามเป้าหมาย รับแรงส่งความต้องการใช้จ่ายช่วงไฮซีซันปลายปี พร้อมเดินหน้าหาลูกค้าคุณภาพ เน้น 2 กลุ่มหลัก “รายได้ 50,000 บาทขึ้นไป” และ “First Jobber–คนรุ่นใหม่” ควบคู่การใช้ข้อมูลและ Core System ใหม่เพิ่มประสิทธิภาพ คุมความเสี่ยงไซเบอร์ และต่อยอดธุรกิจนายหน้าประกันภัย หลังครึ่งปีแรกกำไรสุทธิ 4,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.1% ขณะที่ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรโต 4.7% สูงกว่าอุตสาหกรรมที่ 2.7% และส่วนแบ่งตลาดด้านยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้นเป็น 13.3%

นางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Earnings Call) 2Q2026 ว่า “ภาพรวมของเศรษฐกิจครึ่งปีหลังไม่น่าจะแตกต่างจากครึ่งปีแรกมากนัก แต่ความต้องการใช้จ่ายและสินเชื่อมีโอกาสเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล โดยเฉพาะไตรมาสสุดท้ายซึ่งเป็นช่วงไฮซีซัน เชื่อว่าเป้าหมายการเติบโตของยอดใช้จ่ายผ่านบัตรและสินเชื่อสามารถทำได้ โจทย์ของเราไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนลูกค้า แต่ต้องได้ลูกค้าที่มีคุณภาพ และบริหารต้นทุนในการหาลูกค้าให้มีประสิทธิภาพ เราลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็น ใช้เทคโนโลยีปรับกระบวนการทำงาน และพัฒนาทักษะของคน แต่จะไม่ลดสิทธิประโยชน์ที่มีคุณค่ากับสมาชิก เพราะการเติบโตต้องเกิดขึ้นพร้อมกับการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว”

“การที่ผลประกอบการของกลุ่มบริษัทเคทีซียังเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจเช่นนี้ เป็นผลจากความร่วมมือของคนทั้งองค์กรในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย สิ่งที่เคทีซีให้ความสำคัญคือการสร้างความแข็งแรงให้กับธุรกิจตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การคัดกรองและคัดเลือกลูกค้าคุณภาพ การพัฒนาการบริการของเจ้าหน้าที่ดูแลสมาชิก การยกระดับทักษะของพนักงาน การลงทุนด้านเทคโนโลยีและการป้องกันการทุจริตทางการเงิน ไปจนถึงการดูแลลูกค้าที่เริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้ผ่านการให้คำปรึกษาและการไกล่เกลี่ยอย่างใกล้ชิด เราเชื่อว่าการบริหารจัดการแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้เคทีซีสามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพ รักษาความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า และสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน"

เจาะ 2 ฐานลูกค้า ผลักดันเคทีซีเป็นบัตรหลัก
ธุรกิจบัตรเครดิตครึ่งปีหลังจะเน้นขยายฐานลูกค้าคุณภาพสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือ ผู้มีรายได้ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป ซึ่งยังมีกำลังซื้อและความสามารถในการชำระคืนที่ดี อีกกลุ่มคือ First Jobber และคนรุ่นใหม่ โดยเคทีซีต้องการเข้าไปเป็นบัตรเครดิตใบแรก เพื่อสร้างความสัมพันธ์และเติบโตไปกับลูกค้าในระยะยาว สำหรับสมาชิกเดิม เป้าหมายคือทำให้เคทีซีเป็นบัตรหลักในการใช้จ่าย ปัจจุบันสมาชิกเคทีซียังคงมีการใช้จ่ายผ่านบัตรอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานสมาชิกที่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพของกลยุทธ์การตลาด ที่มุ่งตอบโจทย์การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทั้งหมวดร้านอาหาร ช้อปปิ้ง ช้อปออนไลน์ ประกันภัยและการท่องเที่ยว ซึ่งยังคงเป็นหมวดที่มีการเติบโตดี โดยเฉพาะยอดใช้จ่ายช้อปออนไลน์ที่เติบโตดีในระดับเลขสองหลัก รวมถึงหมวดที่มีโอกาสเติบโตอย่างหมวดสุขภาพและความงาม และพร้อมทำงานร่วมกับธนาคารกรุงไทยมากขึ้น เพื่อต่อยอดฐานลูกค้าคุณภาพและกลุ่ม Wealth

Core System ใหม่ เปิดทางดิจิทัล–คุม Cybersecurity
อีกจุดเปลี่ยนสำคัญ คือการขึ้นระบบ Core System ใหม่ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ซึ่งดำเนินการได้ตามแผนและมีเสถียรภาพ จะทำให้ครึ่งปีหลังเคทีซีสามารถเดินหน้าโครงการเทคโนโลยีที่เตรียมไว้ได้มากขึ้น ทั้งการใช้ข้อมูลเพื่อรู้จักความต้องการของสมาชิกในเชิงลึกเพื่อนำเสนอสิทธิประโยชน์ให้ตรงกลุ่ม การพัฒนาประสบการณ์บนแอป “KTC Mobile” และการนำระบบสมัครผลิตภัณฑ์มาเชื่อมบนแอป รวมถึงการปรับแพลตฟอร์ม “KTC U SHOP” ภายในปีนี้ เพื่อต่อยอดธุรกิจจากฐานสมาชิกเดิม

ระบบใหม่ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือ Cybersecurity และ Scam ซึ่งเคทีซีมองว่าเป็นความท้าทายสำคัญ โดยจะลงทุนต่อเนื่องทั้งด้านความปลอดภัยของลูกค้าและระบบ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีลดขั้นตอนและบริหารต้นทุน แม้ครึ่งปีหลังจะเริ่มรับรู้ค่าใช้จ่ายจากการลงทุนใน Core System และโครงการด้านเทคโนโลยีเพิ่มเติม แต่การดำเนินงานด้าน Technology Modernization จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและบริหารต้นทุนในระยะยาว ส่งผลให้บริษัทคาดว่า Cost-to-Income Ratio ตลอดทั้งปีจะยังอยู่ในระดับประมาณ 36%

ประกัน–สินเชื่อส่วนบุคคล เพิ่มโอกาสครึ่งปีหลัง
ธุรกิจนายหน้าประกันภัยจะเป็นอีกโอกาสสร้างรายได้ใหม่ หลังเริ่มดำเนินงานตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 โดยเคทีซีเลือกเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป เน้นนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับลูกค้ามากกว่าการเร่งยอดขาย และคาดว่าไตรมาส 4 จะมีความพร้อมด้านดิจิทัลมากขึ้น จุดแข็งคือฐานลูกค้าคุณภาพ ความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย และ Digital Ecosystem หรือระบบดิจิทัลของเคทีซี ซึ่งจะช่วยต่อยอดการขายและนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย

ในส่วนของธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล เคทีซีมองเห็นโอกาสเติบโตต่อเนื่องจากทั้งบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” (KTC PROUD) และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ “เคทีซี พี่เบิ้ม” โดยมีการปรับกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์และการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยงของลูกค้า (Risk-based Pricing) เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและขยายฐานลูกค้าคุณภาพมากยิ่งขึ้น

ยอดใช้จ่ายเติบโตดีกว่าตลาด หนุนความมั่นใจครึ่งปีหลัง
ฐานธุรกิจหลักยังมีแรงส่ง โดยข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ระบุว่า ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทั้งอุตสาหกรรมครึ่งปีแรกเติบโต 2.7% ขณะที่เคทีซีมียอดใช้จ่าย 153,421 ล้านบาท เติบโต 4.7% ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดด้านยอดใช้จ่ายเพิ่มจาก 13.1% เป็น 13.3% ขณะที่ NPL ของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 1.86% ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายไม่เกิน 2%

นางพิทยากล่าวว่า “แม้เศรษฐกิจยังมีความท้าทาย แต่เราค่อนข้างมั่นใจในคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ และยังเห็นโอกาสเติบโต ครึ่งปีหลังเคทีซีจะใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และความเข้าใจลูกค้า เลือกโอกาสที่เหมาะสม พร้อมบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อให้การเติบโตเป็นไปตามเป้าหมาย และสร้างกำไรสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง”

“เคทีซี” ชี้ ค่าอากาศทุบชีวิต!! Climate Change สร้างต้นทุนใหม่ทุกวัน ค่าไฟสูงขึ้น ค่าอาหารแพงขึ้น เตรียมรับมือด้วยเงินสำรองฉุกเฉิน ลงทุนวันนี้ลดค่าใช้จ่ายในอนาคต

ใครจะคิดว่าวันหนึ่งเราอาจต้องจ่าย “ค่าอากาศ” เคทีซีชี้ Climate Change กำลังกลายเป็นต้นทุนใหม่ของชีวิต

ไม่กี่ปีก่อน เวลาพูดถึงค่าครองชีพ เรามักนึกถึงราคาน้ำมัน ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ หรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่วันนี้กำลังมีต้นทุนอีกประเภทหนึ่งที่ค่อยๆ เข้ามาอยู่ในกระเป๋าเงินของเราโดยไม่รู้ตัว นั่นคือต้นทุนจากสภาพอากาศ

เช้าวันหนึ่งเราเปิดเครื่องปรับอากาศเร็วกว่าปกติเพราะอากาศร้อนจัด ตอนเที่ยงสั่งอาหารเดลิเวอรี่แทนการเดินออกไปซื้อเพราะอุณหภูมิสูงเกินรับไหว ตอนเย็นฝนตกหนักจนต้องเปลี่ยนเส้นทางกลับบ้าน ส่วนวันหยุดที่วางแผนไว้ก็อาจต้องยกเลิกเพราะพายุ น้ำท่วม หรือคุณภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย แต่ละเหตุการณ์อาจดูเป็นเพียงความไม่สะดวกเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ทว่าเมื่อรวมค่าใช้จ่ายเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เราอาจพบว่า "สภาพอากาศ” กำลังกลายเป็นรายจ่ายที่ต้องจ่ายเพิ่มโดยไม่รู้ตัว

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่าปี 2024 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก และเป็นปีแรกที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ขณะที่เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การดำรงชีวิต และความเป็นอยู่ของผู้คนในหลายภูมิภาคทั่วโลก ความไม่แน่นอนกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกยุคใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่น่าสนใจคือ ผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้ปรากฏอยู่เฉพาะในหน้าข่าว หากกำลังค่อยๆ สะท้อนอยู่ในงบประมาณครัวเรือน ผ่านค่าไฟฟ้า ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าซ่อมแซมทรัพย์สิน ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่ไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ Climate Change จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเรื่องเศรษฐกิจ และในที่สุดก็เป็นเรื่องการเงินของทุกคน

“ค่าอากาศ” ไม่มีในหมวดค่าใช้จ่าย
ในบัญชีรายรับรายจ่ายของเรา ไม่มีหมวดไหนชื่อว่าค่าอากาศ แต่รายจ่ายประเภทนี้ซ่อนอยู่แทบทุกที่ ซ่อนอยู่ในค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นจากการใช้เครื่องปรับอากาศนานกว่าเดิม ซ่อนอยู่ในราคาผัก ผลไม้ และวัตถุดิบอาหารที่ผันผวนตามสภาพอากาศ ซ่อนอยู่ในค่าซ่อมบ้านหรือรถยนต์หลังฝนตกหนัก และซ่อนอยู่ในค่ารักษาพยาบาลจากโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน ฝุ่น PM2.5 หรือโรคที่มากับฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงไป

สิ่งที่ทำให้หลายคนไม่ทันสังเกตคือ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน และไม่มีป้ายกำกับว่าเป็นผลจาก Climate Change เราจึงมักมองว่าเป็นรายจ่ายคนละเรื่อง แต่เมื่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเกิดบ่อยขึ้น รายจ่ายที่เคยเป็นเหตุการณ์พิเศษก็กำลังเปลี่ยนเป็นต้นทุนประจำของชีวิต

จากค่าครองชีพสู่ค่าปรับตัว
ในอดีต เวลาพูดถึงค่าครองชีพ เรามักนึกถึงค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเช่าที่อยู่อาศัย หรือค่ารักษาพยาบาล แต่ในโลกที่สภาพอากาศคาดเดาได้ยากขึ้น เราอาจต้องรู้จักกับค่าใช้จ่ายอีกประเภทหนึ่ง นั่นคือค่าปรับตัว (Adaptation Cost) หรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อให้เรายังคงใช้ชีวิตได้อย่างปกติในโลกที่ไม่ปกติเหมือนเดิม เช่น บ้านอาจต้องมีระบบป้องกันความร้อนที่ดีขึ้น เครื่องใช้ไฟฟ้าอาจต้องให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการใช้พลังงานมากขึ้น ขณะที่สุขภาพอาจต้องได้รับการดูแลเชิงป้องกันมากกว่าการรักษา

แม้ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะดูเป็นภาระในระยะสั้น แต่หลายครั้งกลับเป็นการลดความเสี่ยงทางการเงินในระยะยาว เพราะของที่ราคาถูกที่สุดในวันนี้ อาจไม่ใช่ทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำที่สุดตลอดอายุการใช้งาน ในมุมของความยั่งยืน การรับมือ Climate Change ไม่ได้หมายถึงการช่วยโลกเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการทำให้ชีวิตและการเงินของเรารับแรงกระแทกจากความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้นด้วย การบริหารเงินในยุคสภาพอากาศผันผวน จึงไม่ใช่แค่การตั้งคำถามว่าจะประหยัดอย่างไรดี แต่ควรถามว่าควรลงทุนอะไรในวันนี้ เพื่อไม่ต้องจ่ายแพงกว่าในวันหน้า

เงินสำรองสำหรับโลกที่คาดเดาไม่ได้
ความหมายของเงินฉุกเฉินกำลังเปลี่ยนไปเช่นกัน เมื่อก่อนหลายคนเตรียมเงินสำรองไว้สำหรับกรณีตกงาน เจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุ แต่ในโลกที่เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเกิดถี่ขึ้น เหตุฉุกเฉินอาจรวมถึงน้ำท่วม ความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย การเดินทางหยุดชะงัก หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่อยู่ในแผนจากเหตุการณ์ทางธรรมชาติ

ในช่วงที่ค่าครองชีพยังเป็นแรงกดดันสำคัญของครัวเรือนไทย การมีค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้อยู่ในแผนเพียงครั้งเดียว อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินมากกว่าที่คิด การเตรียมความพร้อมต่อความเสี่ยงจากสภาพอากาศ จึงไม่ใช่เรื่องของนักสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Financial Wellness หรือสุขภาพทางการเงินของทุกคน

จากพยากรณ์อากาศสู่พยากรณ์การเงิน
เราไม่สามารถกำหนดได้ว่าปีหน้าจะร้อนขึ้นแค่ไหน ฝนจะตกเมื่อไร หรือเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงจะเกิดขึ้นที่ใด แต่สิ่งที่ทุกคนทำได้ คือการเตรียมความพร้อมทางการเงิน ก่อนซื้อบ้าน เราอาจต้องพิจารณาความเสี่ยงจากน้ำท่วมและความร้อนมากขึ้น ก่อนซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า เราอาจต้องมองต้นทุนตลอดอายุการใช้งานมากกว่าราคาหน้าร้าน ก่อนวางแผนเดินทาง เราอาจต้องเผื่องบประมาณสำหรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอ และก่อนใช้จ่ายจนเต็มรายได้ เราอาจต้องกันพื้นที่บางส่วนไว้สำหรับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง

ความยั่งยืน (Sustainability) ในชีวิตประจำวัน อาจเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า สิ่งที่เราจ่ายวันนี้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงของเราในวันข้างหน้าได้หรือไม่ หลายครั้งสิ่งที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมก็อาจดีต่อกระเป๋าเงินไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ หรือการวางแผนการใช้จ่ายที่ช่วยลดต้นทุนในระยะยาว เพราะความยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการใช้ให้น้อยที่สุดเสมอไป แต่หมายถึงการใช้ทรัพยากรและเงินอย่างคุ้มค่าที่สุด

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองว่า ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่ยังรวมถึงความสามารถของผู้คนในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว การมีเงินสำรองฉุกเฉิน การบริหารภาระหนี้อย่างรับผิดชอบ การเลือกใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล และการตัดสินใจที่คำนึงถึงผลกระทบระยะยาว ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้กับชีวิต เพราะเมื่อผู้คนมีความพร้อมทางการเงินมากขึ้น ก็จะสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้ดีขึ้น ตัดสินใจได้อย่างรอบคอบขึ้น และใช้ชีวิตได้อย่างสมดุลมากขึ้นในโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงกว่าเดิม

เราอาจเปลี่ยนอากาศในวันพรุ่งนี้ไม่ได้ เราอาจหยุดพายุไม่ได้ และไม่สามารถคาดเดาได้ว่าภัยธรรมชาติครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อไร แต่เราสามารถเตรียมความพร้อมทางการเงินได้ตั้งแต่วันนี้ ในวันที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กำลังกลายเป็นต้นทุนใหม่ของชีวิต คำถามสำคัญคือเราพร้อมแค่ไหนที่จะรับมือกับผลกระทบทางการเงินที่ตามมา และบางทีวิธีรับมือกับ Climate Change ที่ใกล้ตัวที่สุด อาจไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนโลกทั้งใบ แต่อาจเริ่มจากการวางแผนการเงินให้พร้อมสำหรับโลกที่คาดเดาได้ยากขึ้นทุกวัน เพราะเมื่อความไม่แน่นอนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การมีภูมิคุ้มกันทางการเงินที่ดี อาจเป็นความยั่งยืนที่สำคัญที่สุดสำหรับคนธรรมดาอย่างพวกเราทุกคน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top