Friday, 5 June 2026
เคทีซี

ซิกท์–เคทีซี ดันตลาดรถเช่า EV พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน เช่ารถแทนซื้อโตตามกระแส EV Rental เติบโตสูง 20% ซิกท์นำรถพรีเมียมหลากรุ่น

เคทีซี–ซิกท์ ชี้เทรนด์ “เช่ารถแทนซื้อ” มาแรง

ดัน EV Rental โต รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

ท่ามกลางค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูงและราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่ผันผวน ผู้บริโภคไทยกำลังปรับพฤติกรรมการเดินทาง จากการ “เป็นเจ้าของ” สู่การเลือกใช้บริการที่ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะการเช่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเริ่มถูกมองเป็นทั้งทางเลือกด้านกาปรเดินทางและ “เครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่าย” ในชีวิตประจำวัน

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรในหมวดรถเช่าในไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ขยายตัว 20% สูงกว่าการเติบโตของรถเช่าโดยรวมที่ 10% สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มมอง “การเช่า” เป็นทางเลือกในการบริหารค่าใช้จ่าย มากกว่าการลงทุนระยะยาว

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า สภาพคล่องทางการเงิน และความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตมากขึ้น โดยการเช่ารถ EV ไม่เพียงตอบโจทย์การเดินทาง แต่ยังเป็นโอกาสให้ผู้บริโภคได้ “ทดลองใช้งานจริง” ก่อนตัดสินใจซื้อในอนาคต

นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี กล่าวว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้มองรถ EV เป็นเพียงเทรนด์ แต่เป็นทางเลือกในการบริหารค่าใช้จ่ายในช่วงที่ราคาพลังงานยังมีความไม่แน่นอน การเช่าจึงช่วยทั้งควบคุมต้นทุน และเปิดโอกาสให้ทดลองใช้งานจริงก่อนตัดสินใจลงทุนระยะยาว

ทั้งนี้ ข้อมูลในอุตสาหกรรมระบุว่า การใช้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานได้ประมาณ 40–60% เมื่อเทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของ EV ทั้งในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปและภาคองค์กร

ด้านนายภูมน สมดี ผู้จัดการทั่วไป ซิกท์ รถเช่า ประเทศไทย (SIXT) เปิดเผยว่า ความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในธุรกิจรถเช่ายังคงเติบโตในระดับเลขสองหลักต่อเนื่องในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากทั้งผู้บริโภคที่ต้องการทดลองใช้งานจริง และภาคองค์กรที่ให้ความสำคัญกับแนวทาง ESG มากขึ้น โดย SIXT Thailand เป็นผู้นำด้านการเช่ารถไฟฟ้าที่มีให้เลือกหลากหลายรุ่น รวมถึงแบรนด์พรีเมียมเช่น BMW, XPeng และ Zeekr

ตลาดรถเช่ากำลังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการยอมรับรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยเฉพาะในเมืองหลักและแหล่งท่องเที่ยว เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและพฤติกรรมผู้ใช้งาน

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของผู้บริโภคจากการเน้น “การเป็นเจ้าของ” ไปสู่ “การเข้าถึงการใช้งาน” ที่ตอบโจทย์ความยืดหยุ่นและการบริหารค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้มากกว่า

ทั้งนี้ เคทีซีได้ร่วมกับพันธมิตร อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เครือข่ายวัฒนธรรมอาหารประเทศไทย (Thailand Gastronomy Network) และซิกท์ รถเช่า ประเทศไทย (SIXT) เดินหน้าพัฒนาทางเลือกด้านการเดินทางและไลฟ์สไตล์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยมุ่งเชื่อมโยงประสบการณ์การเดินทาง การใช้จ่าย และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร พร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศผ่านแคมเปญ “EAT THE EAST: The Grand Road Trip” ที่ชวนนักท่องเที่ยวออกเดินทางด้วยรถยนต์ สัมผัสเสน่ห์อาหารและวัฒนธรรมท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาค

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ค้นหาทุกเรื่องที่คุณสนใจได้เลย | KTC  KTC PHONE 02 123 5000 หรือติดตามโปรโมชันของเคทีซีได้ที่ https://www.ktc.co.th สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงก์ https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ

หมายเหตุ: บัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้ตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

“เคทีซี” ชี้เทรนด์เงิน เลิกเป็นผู้ถูกเลือก สู่เลือกชีวิต 5 เทรนด์เงินใหม่ของคนไทย โฟกัสเงินเหลือมากกว่ายอดรายได้ สุขภาพ-เทคโนโลยีเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงิน

เลิกเป็น “ผู้ถูกเลือกให้พอใช้” สู่ “ผู้เลือกชีวิตที่อยากใช้”

เคทีซีชี้ 5 เทรนด์การเงินใหม่ คนไทยโฟกัส “เงินเหลือ” มากกว่า “เงินเข้า”

เงินเดือนชนเดือน ไม่ได้เป็นแค่คำอธิบายชีวิตคนทำงานอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างชีวิตของคนไทยจำนวนมาก ในวันที่ผู้คนต้องดำเนินชีวิตภายใต้ข้อจำกัดทางการเงิน หนี้ครัวเรือนไทยยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 86.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ณ สิ้นปี 2568 (ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย) ขณะเดียวกันค่าครองชีพโดยเฉพาะอาหารและพลังงาน ยังคงกดดันรายจ่ายประจำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาพของ “เงินเดือนชนเดือน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นความจริงของคนไทยจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว เคทีซีมองเห็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่สำคัญ นั่นคือการที่ผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามกับบทบาทของตนเอง จากการเป็น “ผู้ถูกเลือกให้พอใช้” ตามข้อจำกัดของรายรับ ไปสู่การเป็น “ผู้เลือกชีวิตที่อยากใช้” ด้วยการบริหารเงินอย่างมีเป้าหมาย โดยจุดเริ่มต้นไม่ได้อยู่ที่การหาเงินเพิ่มเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้ “เงินเหลือ” กลายเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของคุณภาพชีวิต

ข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายของสมาชิกเคทีซี สะท้อนการเปลี่ยนผ่านนี้อย่างชัดเจน แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้น แต่การใช้จ่ายในหมวดที่สะท้อนคุณค่าในระยะยาวกลับยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะหมวดสุขภาพในปี 2568 มียอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโต 80% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 หมวดฟิตเนสเติบโตมากกว่า 20% ต่อปีต่อเนื่องในช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา ขณะที่หมวดโรงพยาบาลและสุขภาพความงามขยายตัว 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กลุ่มพนักงานออฟฟิศวัย 30–40 ปีในเมืองใหญ่ ที่แม้รายได้อาจไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่กลับเลือกจัดสรรงบประมาณให้กับการดูแลสุขภาพ เช่น การออกกำลังกาย การตรวจสุขภาพประจำปี หรือการใช้บริการด้านสุขภาพเชิงป้องกัน ควบคู่กับการวางแผนการชำระเงินให้สอดคล้องกับรอบรายรับ พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนการขยับจากใช้เงินให้พอเดือน ไปสู่ใช้เงินเพื่อรักษาคุณภาพชีวิตและทางเลือกในระยะยาว

คำถามไม่ใช่ว่าคนไทยมีเงินมากพอหรือไม่? แต่คือเริ่มใช้เงินเพื่อเลือกชีวิตของตัวเองแล้วหรือยัง? จากอินไซต์ดังกล่าว เคทีซีได้สรุป 5 เทรนด์การเงินสำคัญ ที่กำลังกำหนดพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยในปัจจุบัน

1. “เงินเหลือ” คือ KPI ใหม่ของชีวิต

ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มวัดความมั่นคงของชีวิตจาก เงินคงเหลือหลังค่าใช้จ่าย มากกว่าตัวเลขรายได้รวม ตัวอย่างเช่น กลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ (First Jobber) ที่เริ่มต้นชีวิตทำงานด้วยการแยกบัญชีเงินใช้และเงินออม ตั้งงบประมาณตามรายรับจริง และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นโดยไม่ลดคุณภาพชีวิต แม้รายได้ยังอยู่ในระดับต้น แต่สามารถมีเงินสำรองอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยลดความเปราะบางทางการเงินและสร้างวินัยระยะยาว

2. กระแสเงินสด สำคัญกว่ายอดเงินในบัญชี

ทักษะการบริหารกระแสเงินสด (Cash Flow) กำลังกลายเป็นทักษะทางการเงินหลักของคนทำงานยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนรอบบิล (Billing Cycle) ให้ตรงกับวันเงินเดือน หรือการเลือกจัดการช่วงเวลาการชำระเงินเพื่อไม่ให้เงินตึงในระยะสั้น ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ กลุ่มฟรีแลนซ์หรือผู้มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ ที่สามารถบริหารสภาพคล่องได้ดี ด้วยการกำหนดลำดับการใช้จ่ายและกันเงินสำรองล่วงหน้า ทำให้ยังคงใช้ชีวิตได้อย่างปกติ โดยไม่ต้องพึ่งพาหนี้ฉุกเฉิน

3. สุขภาพการเงิน เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตในสังคมสูงวัย

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างชัดเจน โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 22% ของประชากรทั้งหมดในปี 2568 ทำให้การวางแผนด้านสุขภาพและการเงินกลายเป็นเรื่องเดียวกัน ตัวอย่างคือ กลุ่มคนทำงานวัย 40–50 ปี ที่เริ่มจัดสรรงบประมาณให้กับประกันสุขภาพ การตรวจสุขภาพประจำปี และการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในอนาคต สุขภาพจึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่เป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงในระยะยาว

4. เทคโนโลยีการเงิน ช่วยให้ทุกคนบริหารเงินได้ “เหมือนมืออาชีพ”

ข้อมูลปี 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าปริมาณธุรกรรมผ่าน Mobile Banking ของคนไทยเติบโต 10.6% ต่อปี สะท้อนบทบาทของเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงเครื่องมือบริหารเงินได้ง่ายและแม่นยำขึ้น ตัวอย่างเช่น ครอบครัวคนทำงานที่มีภาระค่าใช้จ่ายหลายด้าน ใช้แอปติดตามรายรับรายจ่ายและระบบแจ้งเตือน เพื่อมองเห็นภาพรวมการเงินแบบเรียลไทม์ ช่วยลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน และตัดสินใจใช้เงินได้อย่างมีข้อมูลมากขึ้น เทคโนโลยีจึงไม่ได้ทำให้ผู้บริโภค “ใช้จ่ายน้อยลง” แต่ช่วยให้ใช้จ่ายได้อย่างมีทิศทางและควบคุมได้มากขึ้น

5. อิสรภาพทางการเงิน จากความฝันสู่เป้าหมายที่จับต้องได้

แนวคิดอิสรภาพทางการเงิน (Financial Freedom) กำลังกลายเป็นเป้าหมายของคนทำงานในวงกว้าง ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มรายได้สูง ตัวอย่างที่เห็นมากขึ้นคือ พนักงานประจำที่มองหารายได้เสริม หรือใช้ทักษะเฉพาะตัวสร้างรายได้เพิ่มเติม ควบคู่กับการลดภาระหนี้ระยะยาว แนวคิดนี้ทำให้การใช้เงินมีเป้าหมาย และชีวิตไม่ผูกติดอยู่กับรายได้ทางเดียว

ท้ายที่สุด ความแตกต่างระหว่าง “ผู้ถูกเลือก” กับ “ผู้เลือก” ไม่ได้อยู่ที่ใครมีรายได้มากกว่า แต่อยู่ที่ใครสามารถบริหารเงินจนชีวิตมีทางเลือกได้มากกว่า ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ บทบาทของผู้ให้บริการทางการเงินจึงต้องก้าวไกลกว่าการเป็นเพียงแหล่งสินเชื่อ ไปสู่การเป็นผู้ช่วยบริหารชีวิตการเงิน ที่ทำให้ผู้บริโภคคิด วางแผนและใช้จ่ายได้อย่างมีทิศทาง และสิ่งที่ผู้บริโภคได้รับในท้ายที่สุด ไม่ใช่แค่เงินเหลือในบัญชี แต่คืออำนาจในการเลือกชีวิต ที่กำหนดได้ด้วยตนเองอย่างแท้จริง

ทุนศึกษาเพิ่มโอกาส!! ต้นทุนเรียนสูงขึ้นทั่วโลก ทุนไม่ได้เพียงช่วยเหลือเงิน แต่เป็นแรงใจสู่อนาคต เคทีซีช่วยสนับสนุนทุนข่าวเศรษฐกิจ

เมื่อ “ต้นทุนการเรียนรู้” สูงขึ้น

ทุนการศึกษาจึงไม่ใช่แค่เงินช่วยเหลือ แต่คือโอกาสที่ส่งต่อได้

ในวันที่โลกการเรียนรู้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียนหรือหนังสือเรียนอีกต่อไป เด็กและเยาวชนต้องเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี แพลตฟอร์มออนไลน์ ประสบการณ์จริง และทักษะใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อโลกการทำงานในอนาคต แต่ในเวลาเดียวกัน “ต้นทุนของการเรียนรู้” ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งค่าเล่าเรียน อุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทาง ค่าอินเทอร์เน็ต และค่าใช้จ่ายแฝงที่หลายครอบครัวต้องแบกรับตลอดปีการศึกษา

เมื่อภาระค่าครองชีพยังเป็นแรงกดดันต่อครัวเรือน ทุนการศึกษาจึงไม่ใช่เพียงเงินช่วยเหลือระยะสั้น แต่เป็นแรงประคองที่ช่วยให้เด็กคนหนึ่งสามารถเดินหน้าต่อในเส้นทางการเรียนรู้ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น และช่วยให้ครอบครัวมีพื้นที่ในการวางแผนอนาคตของบุตรหลานได้ดีขึ้น แม้จะอยู่ท่ามกลางข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ

ภาพนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับครอบครัวที่มีรายได้น้อยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนอยู่ในหลายกลุ่มอาชีพ รวมถึงครอบครัวคนทำงานข่าวที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา ติดตามความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ธุรกิจ และสังคมอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีบทบาทไม่ต่างจากพ่อแม่ในอาชีพอื่นที่ต้องดูแลอนาคตทางการศึกษาของลูก

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และการพัฒนาคนมาอย่างต่อเนื่อง จึงร่วมสนับสนุนทุนการศึกษาบุตรสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา และส่งต่อกำลังใจให้กับครอบครัวคนข่าวที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนข้อมูลข่าวสารด้านเศรษฐกิจของประเทศ

นางสาวเจนจิต ลัดพลี ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” กล่าวว่า วันนี้ต้นทุนของการเรียนรู้ไม่ได้มีแค่ค่าเล่าเรียน แต่รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงทักษะ ความรู้ และประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อโลกอนาคต เคทีซีเชื่อว่าความสามารถในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง คือรากฐานสำคัญของการเติบโตทั้งในระดับบุคคลและสังคม การสนับสนุนทุนการศึกษาอาจเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ แต่บางครั้งโอกาสเล็ก ๆ นี้ สามารถต่อยอดเป็นความมั่นใจและอนาคตของเด็กคนหนึ่งได้อย่างมีความหมาย

ด้านนางสาวพิมพ์รภัส ศิริไพรวัน นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ กล่าวว่า สมาคมฯ ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการศึกษาของบุตรสมาชิกมาอย่างต่อเนื่อง เพราะการศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญของอนาคต โดยโครงการมอบทุนการศึกษาบุตรสมาชิกสมาคมฯ ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 25 ปี และในปี 2569 ได้มอบทุนการศึกษารวม 61 ทุน เพื่อช่วยสนับสนุนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับครอบครัวสมาชิก

ขณะที่นางสาวมาสุทธิ ตั้งภควัตกุล ตัวแทนสมาชิกสมาคมฯ สะท้อนว่า ในวันที่ค่าครองชีพยังเป็นแรงกดดันต่อหลายครอบครัว ทุนการศึกษาที่ได้รับไม่ได้ช่วยเพียงแบ่งเบาค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นกำลังใจที่ทำให้ครอบครัวคนข่าวรู้สึกว่า ยังมีผู้เห็นความสำคัญของการศึกษาและพร้อมร่วมสนับสนุนอนาคตของบุตรหลานสมาชิก

ท้ายที่สุด ทุนการศึกษาอาจไม่ได้จบอยู่แค่วันที่ได้รับมอบ และการศึกษาอาจไม่ได้จบอยู่เพียงในห้องเรียน แต่สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของกำลังใจ ความหวัง และโอกาสที่ช่วยให้เด็กคนหนึ่งเดินต่อไปได้ไกลขึ้น ขณะเดียวกันก็สะท้อนว่า การสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน คือการลงทุนระยะยาวที่ส่งผลต่อครอบครัว ชุมชน และสังคมในอนาคต

“เคทีซี” ขยายพื้นที่ไกล่เกลี่ย!! ช่วยลูกหนี้เข้าถึงทางออก ไม่มีค่าใช้จ่าย ยุติหนี้อย่างเป็นธรรม มหกรรมครั้งล่าสุดเจรจานับพันราย เตรียมขยายกิจกรรมทั่วประเทศ

เคทีซี–กรมบังคับคดี ขยายพื้นที่ไกล่เกลี่ย สร้างกลไกให้สังคมจัดการหนี้อย่างเป็นธรรม

ท่ามกลางสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยที่ยังคงท้าทาย “การมีอยู่ของหนี้” อาจไม่ใช่ปัญหาที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือ “การไม่มีพื้นที่ในการหาทางออก” ต่างหากที่ทำให้หลายกรณีเดินไปถึงจุดตัน จากประสบการณ์ทำงานด้านลูกหนี้ของเคทีซี พบว่าลูกหนี้จำนวนไม่น้อยไม่ได้ต้องการหลีกเลี่ยงภาระหนี้ แต่ขาดโอกาสในการพูดคุยเพื่อปรับเงื่อนไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ชีวิตจริงที่เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นหนึ่งใน insight สำคัญที่ไม่เคยถูกพูดถึงในเชิงระบบมาก่อน

เพื่อขยายโอกาสดังกล่าว “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท กรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง จำกัด (KTBL) บริษัท วินเพอร์ฟอร์แมนซ์ จำกัด และกรมบังคับคดี เดินหน้าสร้าง “พื้นที่กลาง” ผ่านมหกรรมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี ประจำปี 2569 ในฐานะกลไกที่ช่วยให้ทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้สามารถกลับมาเจรจาและร่วมกันออกแบบทางออกใหม่ได้บนพื้นฐานของความเป็นธรรม โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วม

นายพีระพงศ์ พิตรพิบูลพาทิศ ผู้บริหารสูงสุด สายงานสำนักกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” กล่าวว่า “สิ่งที่เราเรียนรู้จากการทำงานอย่างใกล้ชิด คือปัญหาหนี้จำนวนมากไม่ได้จบที่ตัวเลข แต่จบลงเพราะขาดโอกาสในการพูดคุย หลายคนไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร หรือไม่แน่ใจว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง ขณะเดียวกัน ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอยู่ไม่น้อย เช่น ความกังวลว่าการเข้าร่วมมหกรรมไกล่เกลี่ยจะต้องไปเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ในลักษณะที่กดดันหน่วงเหนี่ยว หรืออาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อน ซึ่งในความเป็นจริง พื้นที่นี้ถูกออกแบบมาให้เป็น ‘พื้นที่กลาง’ ที่ทุกฝ่ายสามารถพูดคุยกันได้อย่างปลอดภัย เป็นกลาง และเป็นธรรม การไกล่เกลี่ยจึงไม่ใช่เพียงขั้นตอนทางกฎหมาย แต่คือกลไกของความเป็นไปได้ ที่ช่วยให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้ได้กลับมาทบทวนทางเลือก และร่วมกันหาทางออกที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของแต่ละคน เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการจัดการหนี้ในแต่ละกรณี แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้การจัดการหนี้ในสังคมมีทางเลือกมากขึ้น และช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถเดินต่อไปได้พร้อมกันอย่างยั่งยืน”หลายครั้งอุปสรรคไม่ได้อยู่ที่การจ่ายหนี้ แต่อยู่ที่ความไม่กล้าเริ่มต้นพูดคุย”

จากแนวคิดสู่ผลลัพธ์จริงในพื้นที่

การจัดงานมหกรรมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี ครั้งที่ 43 ในเดือนพฤษภาคม 2569 ที่จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดระยอง เป็นภาพสะท้อนของการขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าวในเชิงปฏิบัติ โดยมีผู้เข้าร่วมไกล่เกลี่ยหนี้รวม 1,195 ราย คิดเป็นภาระหนี้รวมกว่า 209 ล้านบาท โดยมีนายพจกรณ์ วงศ์ปักษา ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบุรี และนางภัสร์ฐิตา เตชะพงษ์ภินันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดระยอง พร้อมด้วยนายพลัฐ หิรัญสิริสมบัติ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมบังคับคดี และคณะผู้ไกล่เกลี่ยเข้าร่วมชมงาน สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ไม่ได้สะท้อนเพียงการเจรจาที่สำเร็จในเชิงตัวเลข แต่ยังชี้ให้เห็นว่า

  • ลูกหนี้มีแนวโน้มเปิดใจพูดคุยมากขึ้น เมื่อกระบวนการไม่อยู่ในรูปแบบเผชิญหน้า
  • หน่วยงานภาครัฐสามารถทำหน้าที่เป็น “ตัวกลางที่สร้างความเชื่อมั่น” ได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • การมีโครงสร้างการเจรจาที่ชัดเจน ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ภายในงานเคทีซียังจัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านกฎหมายและแนวทางการประนอมหนี้ กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และกรณีศึกษาต่างๆ ให้กับคณาจารย์และนักศึกษาหลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัย  ราชภัฏเพชรบุรี โดยวิทยากรจากฝ่ายงาน Litigation “เคทีซี” และกรมบังคับคดีร่วมบรรยาย เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจสิทธิ ทางเลือก และผลลัพธ์ของแต่ละแนวทางก่อนการตัดสินใจ 

ขยายกลไกระดับพื้นที่ สู่โอกาสของทั้งระบบ

ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการทดลองและขยาย “กลไกเชิงระบบ” ที่ช่วยให้การจัดการหนี้ในสังคมไทยมีทางเลือกที่ยืดหยุ่นและเป็นธรรมมากขึ้น เคทีซีและพันธมิตรเตรียมจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครั้งถัดไป ในวันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 พร้อมกันที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดลพบุรี เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนในภูมิภาคเข้าถึงกระบวนการดังกล่าวได้อย่างทั่วถึง ผู้เข้าร่วมสามารถเข้ารับคำปรึกษาและเจรจาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://www.ktc.co.th/mediation หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02 631 3399 และ 02 631 3668  พร้อมจัดเตรียมเอกสารเพื่อเข้าร่วมงานฯ ดังนี้

กรณีไกล่เกลี่ยด้วยตนเอง

  1. สำเนาบัตรประชาชนของลูกค้า จำนวน 1 ชุด
  2. สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี) จำนวน 1 ชุด

    กรณีรับมอบอำนาจไกล่เกลี่ยแทน

         1. สำเนาบัตรประชาชนของลูกค้า (รับรองสำเนาถูกต้อง) จำนวน 1 ชุด

         2. สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี) จำนวน 1 ชุด

  1. สำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ จำนวน 1 ชุด
  2. หนังสือมอบอำนาจ จำนวน 1 ชุด

แนวคิดเบื้องหลัง: จาก “ภาระส่วนบุคคล” สู่ “ความรับผิดชอบร่วมของสังคม”

การขยายพื้นที่ไกล่เกลี่ยในครั้งนี้ สะท้อนการเปลี่ยนมุมมองสำคัญต่อ “หนี้” จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ไปสู่การเป็นประเด็นที่ต้องอาศัยกลไกความร่วมมือจากหลายฝ่าย เมื่อมีพื้นที่ที่เหมาะสม การสื่อสารที่เปิดกว้าง และกระบวนการที่เป็นธรรม หนี้จึงไม่จำเป็นต้องจบลงที่ข้อพิพาท แต่สามารถจบลงด้วยข้อตกลงที่ทุกฝ่ายยอมรับและก้าวต่อไปได้พร้อมกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top