Friday, 5 June 2026
ฮุนเซน

รัฐสภากัมพูชา แถลงอวย!! 'ฮุน เซน' ทิ้ง!! ใบปริญญาทั้งหมดที่ได้จากไทย

(24 ส.ค. 68) จากกรณีที่สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาประกาศว่า ได้ทิ้งปริญญาบัตรดุษฎีกิตติมศักดิ์ทั้งหมดที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยในไทย 3 แห่ง 

รัฐสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์ชื่นชม สมเด็จฮุน เซน ที่มีการตัดสินใจดังกล่าว โดยระบุว่า รัฐสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอแสดงความสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อการตัดสินใจอันชาญฉลาดของ สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ที่ได้สละปริญญากิตติมศักดิ์ทั้งหมดที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซื่อสัตย์ ความรักชาติอย่างสูงสุด และความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของสมเด็จ ฮุน เซน ในการปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน อธิปไตย เอกราช ผลประโยชน์หลักของชาติ และศักดิ์ศรีของกัมพูชาอย่างชัดเจน

รัฐสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอย้ำว่า ศักดิ์ศรีของราชอาณาจักรกัมพูชาไม่อาจวัดได้ด้วยปริญญากิตติมศักดิ์ ความจริงและคุณธรรมมิได้อยู่ที่สัญลักษณ์จากสถาบันต่างประเทศ แต่อยู่ที่วีรกรรมอันกล้าหาญ การเสียสละตลอดชีวิต และความสำเร็จอันเป็นรูปธรรมนับไม่ถ้วนของสมเด็จ ฮุน เซน ในการนำสันติภาพ การพัฒนา ความเจริญรุ่งเรือง และความสามัคคีมาสู่กัมพูชาอย่างสมบูรณ์

สมเด็จ ฮุน เซน ยึดมั่นในคำขวัญที่ว่าที่ใดมีพลเมืองทุกข์ยาก ที่นั่นย่อมมีหน้าของสมเด็จเดโชฮุนเซนอยู่เสมอ ดังจะเห็นได้จากกรณีความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทย สมเด็จ ฮุน เซน ได้เสียสละกำลังกาย กำลังใจ และจิตวิญญาณ ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน อธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ และประชาชนชาวกัมพูชา

สมเด็จ ฮุน เซน เป็นวีรบุรุษของชาติ บิดาแห่งสันติภาพ ผู้นำประเทศ และประชาชนชาวกัมพูชาผู้โดดเด่น ผู้ซึ่งสละชีวิตเกือบทั้งชีวิต เสี่ยงชีวิตเพื่อยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ นำมาซึ่งสันติภาพอย่างสมบูรณ์และการพัฒนาที่ยั่งยืนและกลมกลืนในกัมพูชา

เกียรติยศ ชื่อเสียง และความสำเร็จของ สมเด็จ ฮุน เซน คือความจริงทางประวัติศาสตร์ที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจของชาวกัมพูชาทุกยุคทุกสมัยตลอดไป รัฐสภากัมพูชาขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ผู้นำไทยทั้งทางการเมืองและการทหารยังคงแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้นำกัมพูชาและประชาชนกัมพูชาทั้งประเทศ

รัฐสภากัมพูชาขอประกาศอย่างเป็นทางการว่า การละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาตามแนวชายแดน อันเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่หลายฝ่ายพยายามไกล่เกลี่ย รวมถึงการจับกุมทหารกัมพูชา 18 นายโดยพลการและผิดกฎหมาย ซึ่งยังไม่ได้รับการปล่อยตัว และการแทรกแซงทางการเมืองเพื่อบิดเบือนความจริงและสร้างความสับสนให้กับประชาชน

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโจมตีผู้นำระดับสูงของกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมเด็จ ฮุน เซน และ สมเด็จ ฮุน มาเนต ไม่ใช่วิธีที่ดีในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทย และนำไปสู่ความสัมพันธ์อันปกติและสันติภาพโดยสมบูรณ์ของทั้งสองประเทศ

ในทางตรงกันข้าม การกระทำเหล่านี้จะยิ่งทำให้ความขัดแย้งให้ยืดเยื้อออกไปอีก ซึ่งจะยังคงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของกองทัพ กองกำลังติดอาวุธทุกประเภท และผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีและเด็กหลายแสนคน รวมถึงเศรษฐกิจของชาติโดยรวม

รัฐสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอเรียกร้องให้ประชาชนชาวกัมพูชาทุกคนร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกันในการสนับสนุนรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต และประธานวุฒิสภา ฮุน เซน ตามพระราชกฤษฎีกาของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหมุนี เพื่อปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน อธิปไตย และเอกราชของชาติ และต่อต้านอย่างแข็งขันต่อความพยายามใด ๆ ที่จะทำลายเกียรติยศ ความสำเร็จ และมรดกของสมเด็จฮุน เซน

อ.สมชัย โพสต์เฟซ!! ถึงมาตรฐานทางจริยธรรม ที่ศาลรัฐธรรมนูญอาจนำมาใช้ ในการพิจารณาคดี!! คลิปเสียงการสนทนา ‘แพทองธาร – ฮุนเซ็น’

(24 ส.ค. 68) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (อดีตกกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” ระบุข้อความว่า …

ไม่ไหวจะเคลียร์

มาตรฐานทางจริยธรรม ที่อาจนำมาใช้ประกอบในการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคลิปเสียงการสนทนาแพทองธาร-ฮุนเซ็น มีดังนี้

ข้อ 6  ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ข้อ 7 ต้องถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน

ข้อ 8 ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

ข้อ 17 ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง

ข้อ 19 ไม่คบหาสมาคมกับคู่กรณี ผู้ประพฤติผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีความประพฤติหรือผู้มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสีย อันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่

ข้อ 25 รักษาความลับของราชการตามกฎหมายและ ระเบียบแบบแผนของราชการ

นั่งลงลูก ค่อยๆอ่าน ค่อยๆคิด ว่าเอาไงต่อดี เหลือไม่กี่วันแล้ว

สื่อนอกแฉ!! ‘ฮุน เซน’ รายได้เดือนละ 4 หมื่น แต่รวยทะลุ 1.4 แสนล้าน ชี้มาจากครอบครัวคุม ‘ธุรกิจ-สื่อ-กองทัพ’ ครองอาณาจักรกัมพูชาเบ็ดเสร็จ

(25 ส.ค. 68) นิตยสาร Property & Development ของอังกฤษ เปิดโปงว่า ‘ฮุน เซน’ อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และครอบครัวมีทรัพย์สินมูลค่าไม่น้อยกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 1.4 แสนล้านบาท แม้รายได้ทางการจากตำแหน่งผู้นำประเทศจะเพียงเดือนละ 40,000 บาทเท่านั้น แต่กลับสะสมความมั่งคั่งผ่านเครือข่ายธุรกิจและอำนาจการเมืองตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

นอกจากนี้ รายงานจากองค์กร Global Witness เมื่อปี 2016 ระบุว่า ครอบครัวฮุน เซน เป็นเจ้าของกิจการในกัมพูชามากกว่า 100 บริษัท มูลค่ารวมกว่า 7,000 ล้านบาท และยังมีที่ดินและทรัพย์สินในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ ออสเตรเลีย หรือสหราชอาณาจักร เครือข่ายอิทธิพลนี้ทำให้ราชวงศ์ฮุนยังคงกุมทั้งอำนาจการเมือง เศรษฐกิจ กองทัพ และสื่อภายในประเทศ

แม้จะถูกวิจารณ์หนักเรื่องความหรูหราส่วนตัวท่ามกลางความยากจนของชาวกัมพูชา เช่น การสวมใส่นาฬิกามูลค่าหลายสิบล้านบาทต่อเรือน แต่ครอบครัวฮุน เซน ก็ยังคงรักษาฐานอำนาจได้แน่น ผ่านการแต่งตั้งลูกหลานเข้าคุมตำแหน่งสำคัญ ทั้งกองทัพ รัฐบาล และธุรกิจสื่อ โดยในปี 2023 ฮุน เซน ส่งต่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้บุตรชาย ‘ฮุน มาเนต’ ขณะที่ตนเองขึ้นเป็นประธานวุฒิสภา

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การสะสมทรัพย์สินและอำนาจของราชวงศ์ฮุน คล้ายกับตระกูลการเมืองทรงอิทธิพลในภูมิภาคอื่น ขณะเดียวกันก็สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำในกัมพูชาอย่างชัดเจน แม้จะมีเสียงเรียกร้องความโปร่งใสเพิ่มขึ้นจากทั้งภายในและต่างประเทศ แต่ด้วยโครงสร้างอำนาจที่ฝังรากลึก จึงยากที่ครอบครัวฮุนจะสูญเสียอิทธิพลในเร็ววัน

‘ฮุน มาเนต’ ยืนยันถึงความภักดีของกัมพูชาต่อจีน ขอยึดนโยบาย ‘จีนเดียว’ ผลักดันเศรษฐกิจและการค้าที่แข็งแกร่ง

(25 ส.ค. 68) สำนักข่าว China Daily รายงานว่า ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยืนยันความสัมพันธ์กับจีนที่มีความใกล้ชิดมายาวนานหลายทศวรรษ โดยพัฒนามาจนเป็น “มิตรภาพแน่นแฟ้น” ที่ยืนอยู่บนรากฐานของความเชื่อมั่นทางการเมือง การเคารพซึ่งกันและกันในเรื่องอธิปไตยและไม่แทรกแซงกิจการภายใน ความสัมพันธ์ดังกล่าวถูกยกระดับสู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน ภายใต้กรอบ Diamond Hexagon Cooperation ซึ่งมุ่งสร้าง “ชุมชนร่วมอนาคต” ที่มั่นคงสำหรับทั้งสองประเทศ

จีนสนับสนุนเส้นทางการพัฒนาของกัมพูชาที่เหมาะสมกับบริบทในประเทศ ขณะเดียวกัน กัมพูชายืนหยัดนโยบาย “จีนเดียว” โดยถือว่าไต้หวัน ฮ่องกง ซินเจียง และทิเบต เป็นกิจการภายในของจีน ความสัมพันธ์ระดับผู้นำและการติดต่อสื่อสารในทุกระดับยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความร่วมมือด้านการเมือง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การศึกษา พลังงาน การท่องเที่ยว และความมั่นคง ก้าวหน้าอย่างชัดเจน

โครงการภายใต้ Belt and Road Initiative (BRI) ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกัมพูชา เช่น สนามบินนานาชาติเสียมราฐ-อังกอร์ ทางด่วนพนมเปญ–สีหนุวิลล์ และเขตเศรษฐกิจพิเศษพระสีหนุ ขณะเดียวกันยังมีแผนสนับสนุนโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฟูนันเตโช ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของกัมพูชา

ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าก็ขยายตัวต่อเนื่อง หลังการลงนาม ข้อตกลงการค้าเสรีกัมพูชา–จีน (CCFTA) ในปี 2020 ปริมาณการค้าสองทางเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งสองประเทศยังพัฒนา “ระเบียงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี” และ “ระเบียงปลาและข้าว” เพื่อยกระดับภาคเกษตรและอุตสาหกรรม พร้อมทั้งผลักดันการลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด และนวัตกรรมที่ยั่งยืน

นอกเหนือจากมิติทางเศรษฐกิจแล้ว กัมพูชาและจีนยังเน้นการเชื่อมโยงด้านวัฒนธรรมและประชาชน เช่น การกำหนดปี 2025 ให้เป็น “ปีแห่งการท่องเที่ยว” ต่อเนื่องจาก “ปีแห่งการแลกเปลี่ยนประชาชน” ในปี 2024 ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจที่จะเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกัน ขณะเดียวกัน กัมพูชายังมุ่งขยายบทบาทในกรอบความร่วมมือพหุภาคีอย่าง SCO เพื่อสร้างสันติภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาร่วมกันในภูมิภาค

‘ฮุน เซน’ จากนักรบเขมรแดงสู่บัลลังก์ ‘ผู้นำกัมพูชา’ ผู้ครองอำนาจและทรงอิทธิพลทางการเมืองกว่า 40 ปี

(4 ก.ย. 68) ย้ำอีกครั้งว่า บทความนี้ ไม่มีความมุ่งหมายหรือประสงค์ต่อการเหยียดเชื้อชาติแต่อย่างใด เพียงเพื่อบอกเล่าอธิบายถึงความเวทนา สงสาร ถึงความไม่รู้เรื่องรู้ราวของประชาชนคนเขมร พลเมืองประเทศเพื่อนบ้านผู้ไม่เคยรู้สำนึกในบุญคุณของราชอาณาจักรไทยที่เคยโอบอุ้มดูแลชาวเขมรหลายแสนคนในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของเขมรเองแม้แต่น้อย 

เมื่อพูดถึงเขมรยุคปัจจุบันแล้ว ย่อมต้องพูดถึงบุคคลนี้ “ฮุน เซน” ผู้มีบทบาทและอิทธิพลอย่างมากมายต่อประเทศเขมรต่อเนื่องยาวมานานหลายทศวรรษจนทุกวันนี้ ฮุน เซน (Hun Sen) เขาเกิดเมื่อ 5 สิงหาคม 1952 ที่เมืองเพียม เกา สนา จังหวัดกำปงจามในชื่อ ฮุน บุนาล หรือ ฮุน นาล (Hun Bunal) เป็นบุตรคนที่สามจากพี่น้องทั้งหมดหกคน ฮุน เนียง กับ ดี ยอน มารดาของฮุน เซน ในช่วงทศวรรษที่ 1940 ปู่ ย่า ตา ยาย ของฮุน เนียง เป็นเจ้าของที่ดินผู้มั่งคั่งเชื้อสายจีน โดยบรรพบุรุษชาวจีนอยู่ที่หมู่บ้านจ้วนสุ่ย เมืองตันเจียงเขตเฟิงชุน ฮุน เซน ย้ายไปเข้าโรงเรียนในพนมเปญในปี 1965 เปลี่ยนชื่อจาก ฮุน บุนาล เป็น ฮุน เซน (นาล มักเป็นชื่อที่ชาวเขมรเรียกเด็กอ้วนหรือเด็กที่มีน้ำหนักเกิน) ในปี 1972 

เมื่อ ลอน นอล ทำรัฐประหาร กษัตริย์นโรดมสีหนุ ในปี 1970 ฮุน เซนได้ทิ้งการเรียนเข้าร่วมกับเขมรแดง หลังจากกษัตริย์สีหนุเรียกร้องให้ร่วมกันต่อต้านรัฐบาล โดย ฮุน เซน ได้อ้างว่า ได้รับแรงบันดาลใจให้ต่อสู้กับการแทรกแซงจากต่างชาติเมื่อบ้านเกิดของเขาถูกเครื่องบินสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดในปฏิบัติการเมนู และอ้างว่า ในขณะนั้น เขาไม่มีความคิดเห็นหรืออุดมการณ์ทางการเมืองแต่อย่างใด ฮุน เซน ได้เลื่อนตำแหน่งในกองกำลังเขมรแดงอย่างรวดเร็ว และได้เข้าร่วมรบในช่วงที่พนมเปญแตก จนสูญเสียดวงตาข้างหนึ่งอย่างถาวรและเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลาหนึ่ง 

ในรัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตยของเขมรแดง ฮุน เซนดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองกำลังเขมรแดงระดับกองพันในภาคตะวันออก โดยมีทหารในอาณัติประมาณ 2,000 นาย แม้ว่า การมีส่วนร่วมหรือบทบาทของ ฮุน เซน ในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เขมรจะไม่ชัดเจน และเขาได้ปฏิเสธว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่องค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวว่า เขาอาจมีบทบาทในการสังหารหมู่เพื่อปราบปรามความไม่สงบของชาวมุสลิมจามระหว่างกันยายนถึงตุลาคม 1975 ซึ่ง ฮุน เซนปฏิเสธ โดยอ้างว่า ได้หยุดปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลกลางแล้ว ฮุน เซนอ้างว่า เขามีความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่เขมรแดงในรัฐบาลมากขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดช่วงปี 1975 ถึง 1977 

ในปี 1977 ระหว่างการกวาดล้างภายในของระบอบเขมรแดง ฮุน เซนและทหารของเขาได้แปรพักตร์หลบหนีไปยังเวียดนาม ระหว่างสงครามเขมร-เวียดนาม ฮุน เซนกลายเป็นหนึ่งในผู้นำกองทัพกบฏที่ได้รับการสนับสนุนจากเวียดนาม โดยมีชื่อลับภาษาเวียดนามว่า ไม ฟุก ซึ่งตั้งโดยผู้นำเวียดนาม ภายหลังความพ่ายแพ้ของระบอบเขมรแดงในปี 1979 ฮุน เซนได้รับการแต่งตั้งจากเวียดนามให้เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา/รัฐกัมพูชา (PRK/SOC) ขณะที่เขามีอายุ 26 ปี รัฐบาลที่เวียดนามแต่งตั้งให้ทำให้ ฮุน เซนมีอำนาจบางส่วนในแผน K5 ซึ่งเป็นกลยุทธ์การปิดล้อมเขมรแดงที่ระดมแรงงานพลเรือนจำนวนมากเพื่อสร้างสิ่งกีดขวางและทุ่นระเบิด แต่ขอบเขตการมีส่วนร่วมของเขาไม่ปรากฏชัดเจนเท่าใดนัก

สาเหตุที่ ฮุน เซน ร่วมมือกับเวียดนาม มาจากการต่อต้านระบอบเขมรแดง ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นส่วนหนึ่งของระบอบนี้ เขมรแดงภายใต้การนำของพล พต ดำเนินนโยบายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งส่งผลให้มีชาวกัมพูชาเสียชีวิตราว 1.7 ถึง 2 ล้านคนจากการประหารชีวิต การอดอาหาร และการใช้แรงงานบังคับ ในปี 1977 การกวาดล้างภายในของระบอบเขมรแดงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และแพร่กระจายไปทั่ว แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของระบอบเขมรแดงหลายคนก็ตกเป็นเป้าหมาย ดังนั้น ฮุน เซนซึ่งมีความหวาดกลัวเมื่อการกวาดล้างของเขมรแดงทวีความรุนแรงขึ้นใกล้เขตตะวันออก อันเป็นเขตรับผิดชอบของเขา ฮุน เซนจึงแปรพักตร์ไปอยู่กับเวียดนามในเดือนมิถุนายน 1977 ด้วยหวังการสนับสนุนจากเวียดนาม อันเนื่องมาจากความขัดแย้งตามแนวชายแดนและความแตกต่างทางอุดมการณ์ เวียดนามยินดีต้อนรับผู้แปรพักตร์เขมร เช่น ฮุน เซน การร่วมมือกับเวียดนามทำให้เขาได้รับการคุ้มครองและกลับมาสู่อำนาจภายใต้ระบอบการปกครองใหม่ 

เมื่อเวียดนามรุกรานกัมพูชาในเดือนธันวาคม 1978 และล้มล้างรัฐบาลเขมรแดงในเดือนมกราคม 1979 และสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (PRK) ขึ้น ฮุน เซนได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในปีนั้นเอง (เขาจึงกลายเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่อายุน้อยที่สุดในโลก) และขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรก ในเดือนมกราคม 1985  เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติพรรคเดียวได้รับการสนับสนุนจาก นายไซ พูทัง หัวหน้าพรรคโปลิตบูโร แต่งตั้งให้เขาสืบทอดตำแหน่งต่อจาก ชาน ซีซึ่งเสียชีวิตขณะดำรงตำแหน่งในเดือนธันวาคม 1984 ภายใต้การสนับสนุนอย่างแข็งขันจากเวียดนาม

ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและต่อมาเป็นนายกรัฐมนตรี ฮุนเซนมีบทบาทในการเจรจาสันติภาพที่ปารีสในปี 1991ซึ่งเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยสันติภาพในกัมพูชาและยุติสงครามกัมพูชา-เวียดนามอย่าง เป็นทางการ เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงรัฐบาลเปลี่ยนผ่านแห่งสหประชาชาติในเขมร (UNTAC) จนถึงการเลือกตั้งที่สหประชาชาติสนับสนุนในปี 1993 เขาได้นำพรรคประชาชนเขมร (Cambodian People’s Party: CPP) เข้าสู่การเลือกตั้ง พรรค FUNCINPEC นำโดย นโรดม รณฤทธิ์ชนะการเลือกตั้ง แต่ ฮุน เซนกลับปฏิเสธผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ด้วยการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่ รวมถึงกองทัพและตำรวจ ฮุน เซน และนโรดม จักรพงษ์ รองนายกรัฐมนตรีขู่ว่า จะแยก 7 จังหวัดออกไป และกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรค CPP ได้ก่อเหตุรุนแรงกับกองกำลังของสหประชาชาติและพรรค FUNCINPEC จนทำให้ UNTAC และพรรค FUNCINPEC ต้องยอมรับข้อตกลงแบ่งปันอำนาจพิเศษโดยให้ ฮุน เซนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่สองร่วมกับ นโรดม รณฤทธิ์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 1

ในปี 1997 รัฐบาลผสมเริ่มไม่มั่นคงเนื่องจากความตึงเครียดระหว่าง 2 นายกรัฐมนตรี พรรค FUNCINPEC ได้หารือกับกลุ่มกบฏเขมรแดงที่เหลืออยู่ซึ่งเป็นพันธมิตรต่อต้านรัฐบาลฮุน เซนที่ได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามในช่วงทศวรรษ 1980 โดยมีเป้าหมายที่จะรวมเขมรแดงที่เหลือเข้าพรรค FUNCINPEC หากสำเร็จจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสมดุลของอำนาจทางทหารและการเมืองในเขมร ฮุน เซน ตอบโต้ด้วยการทำรัฐประหารในปี 1997 และให้ อึง ฮวดดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 และเขายังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ต่อ 

การเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม 2003 ส่งผลให้พรรค CPP ได้เสียงข้างมากในสภาแห่งชาติเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เสียงข้างมากของพรรค CPP ยังไม่ถึงสองในสามตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ทำให้พรรค CPP สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เพียงลำพัง ความขัดแย้งนี้ได้รับการแก้ไขเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรค CPP และพรรค FUNCINPEC ขึ้นในกลางปี 2004 โดย นโรดม รณฤทธิ์ได้รับเลือกเป็นประธานสภาแห่งชาติ และ ฮุน เซนกลายเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวซึ่งอยู่ในอำนาจต่อเนื่องยาวนานจนถึงปี 2023 หลังจากชัยชนะ 120 จาก 125 ที่นั่งในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2023 ฮุน เซนได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการเพื่อสนับสนุน ฮุน มาเน็ต (Hun Manet) ลูกชายของเขา โดยยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และในปี 2024 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานวุฒิสภาเพื่อให้มั่นใจว่าเขาจะยังคงมีอิทธิพลทางการเมืองของเขมรต่อไป

หมายเหตุ 
ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ฮุน เซนได้คัดค้านการสอบสวนและการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมที่กระทำโดยอดีตผู้นำเขมรแดง โดยศาลคดีเขมรแดงซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ

ฮุน เซน เลือกใช้ราชอาณาจักรไทยเป็นเป้าในการสร้างกระแสคลั่งชาติของคนเขมร เพื่อเบี่ยงเบนปัญหาต่าง ๆ ภายในประเทศ คะแนนนิยมที่ตกต่ำ ฯลฯ หลายครั้งหลายหนต่อเนื่องมาจนปัจจุบันทุกวันนี้ 

(ยังมีต่อ)

ส่อเกิดรอยร้าวใหญ่ ระหว่าง ‘ฮุนเซน–เตีย บัญ’ ปมแบนปั๊มน้ำมันไทย!! แต่กลายเป็นศึกแห่งผลประโยชน์

(9 ก.ย. 68) เฟซบุ๊กเพจ 'กองทัพบก ทันกระแส' วิเคราะห์กรณีการแบนสินค้าไทยในกัมพูชา อาจเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างสองตระกูลการเมืองใหญ่ 'ฮุนเซน' และ 'เตีย บัญ' โดยระบุว่ากลุ่มทุนที่ใกล้ชิดฮุนเซนใช้กระแสความตึงเครียดไทย–กัมพูชาเป็นข้ออ้าง เพื่อผลักดันสินค้าภายในประเทศและสร้างผลประโยชน์ทางการเมือง

ประเด็นร้อนคือการแบนปั๊มน้ำมัน ปตท. ในกัมพูชา ซึ่งดำเนินธุรกิจโดยนายเตีย เสียม ลูกชาย พล.อ.เตีย บัญ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมกัมพูชา แต่กลับถูกน้องชายของ พล.อ.เตีย บัญ คือ พล.ร.อ.เตีย วิญ กดดันให้เปลี่ยนชื่อเป็น 'Peace' ส่งผลให้ยอดขายน้ำมันร่วงกว่า 50% และสร้างความไม่พอใจอย่างหนักต่อ พล.อ.เตีย บัญ

แม้เปลี่ยนชื่อเป็น 'Peace' แต่ก็ยังต้องพึ่งพาน้ำมันนำเข้าจาก ปตท. อยู่ ทำให้ธุรกิจเสียหายหนัก ขณะที่ผู้ได้ประโยชน์คือกลุ่มทุนที่หนุนฮุนเซน และยังช่วยเพิ่มคะแนนนิยมในทางการเมืองให้กับฝั่งฮุนเซนอีกด้วย

รายงานระบุว่า ปั๊ม ปตท. ในกัมพูชาได้ยกเลิกสัญญาและเปลี่ยนชื่อเป็น PEACE Petroleum Cambodia (PPC) แล้ว 35 แห่งจากทั้งหมด 200 แห่ง และมีแผนนำเข้าน้ำมันจากบริษัทยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ แทนในอนาคต แม้จะต้องใช้เวลาในการปรับระบบ แต่ถูกมองว่าเป็นการสร้าง 'ภาพใหม่' ให้กัมพูชาเดินหน้าด้วยอัตลักษณ์ของตนเอง

‘ชาวกัมพูชา’ พลัดถิ่น…จัดชุมนุมในเกาหลีใต้ โจมตีรัฐบาล!! ‘ฮุน เซน–ฮุน มาเนต’ ทำประเทศตกต่ำ เสียศักดิ์ศรี

(15 ก.ย.68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ปราชญ์ สามสี’ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า… 

เกาหลีใต้ – ชาวกัมพูชาพลัดถิ่นรวมตัวชุมนุมใหญ่ โจมตีรัฐบาลฮุน เซน–ฮุน มาเนต

ที่ประเทศเกาหลีใต้ กลุ่มชาวกัมพูชาที่อยู่นอกประเทศรวมตัวกันจัดการชุมนุมเปิดเวทีปราศรัยอย่างเผ็ดร้อน เพื่อต่อต้านรัฐบาลฮุน เซน และฮุน มาเนต เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังสนั่นว่า ประชาคมโลกไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกัมพูชา เพราะมองว่ารัฐบาลยังคงปกครองด้วยระบอบเผด็จการ ซึ่งตรงข้ามกับหลักประชาธิปไตยที่นานาชาติเคารพ

ผู้ปราศรัยตอกย้ำว่า “แม้ไทยโจมตีจนชาวกัมพูชาต้องเสียชีวิต ประชาคมโลกก็ยังไม่ช่วย” พร้อมชี้ว่าชาวกัมพูชาถูกหลอกให้เชื่อใจรัฐบาล ทั้งที่ปัญหาใหญ่ของประเทศไม่ได้รับการแก้ไข เขาโจมตีตรงไปยังฮุน เซนว่าเป็นผู้นำที่โกหกประชาชน และกล่าวหาฮุน มาเนตว่ามีส่วนพัวพันกับแก๊งอาชญากรรมออนไลน์

การชุมนุมครั้งนี้เต็มไปด้วยเสียงตะโกนจากผู้ร่วมกิจกรรมว่า “หยุดเดี๋ยวนี้!” เพื่อเรียกร้องให้ยุติการโกหกและการปกครองที่ล้มเหลว ผู้ปราศรัยเตือนว่า หากประชาชนยังไม่ยอมรับความจริง ประเทศกัมพูชาจะเผชิญความหายนะและอาจเข้าสู่สงครามครั้งใหม่ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม พร้อมกล่าวหาว่ารัฐบาลปัจจุบันอ่อนข้อและยอมเจรจาภายใต้อำนาจของไทย จนกัมพูชาสูญเสียศักดิ์ศรีและอธิปไตยของตนเอง

‘ระบอบฮุนเซน’ ราชวงศ์ธุรกิจที่ทำให้ชาติทั้งชาติ กลายเป็นสมบัติส่วนตัว!! ของตระกูลเดียว

(23 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ปราชญ์ สามสี’ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า…ระบอบฮุนเซน : ราชวงศ์ธุรกิจที่ทำให้ชาติทั้งชาติกลายเป็นสมบัติส่วนตัว

กัมพูชาในวันนี้คือภาพสะท้อนของการผูกขาดประเทศโดย business dynasty ครอบครัวและเครือข่ายของฮุนเซนได้สานใยอำนาจที่แน่นหนา กองทัพอยู่ในมือของ ฮุน มานิต ที่กำกับข่าวกรองและสายทัพภักดี 

รัฐบาลและพรรค CPP อยู่ภายใต้การนำของ ฮุน มาเนต ลูกชายที่สืบตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สื่อมวลชนและโทรทัศน์ถูกควบคุมโดย ฮุน มานา ลูกสาวคนโต ส่วน บุน ราณี ภริยา ใช้สภากาชาดและงานการกุศลครอบงำสังคม ลูกสาวคนเล็ก ฮุน มาลี เริ่มปักธงในธุรกิจการค้าและการบริโภค ขณะที่เศรษฐกิจมืดและธุรกิจสีเทาเชื่อมโยงกับพันธมิตรอย่าง ก๊ก อัน, ฮุน โตก และลียง พัด ที่ครองสัมปทานและคาสิโนตามชายแดน

นี่ไม่ใช่เพียงการแต่งตั้งลูกหลาน แต่คือการสร้าง business dynasty ที่รวมอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไว้ในตระกูลเดียว คล้ายราชวงศ์แต่ไร้การถ่วงดุล โครงสร้างธุรกิจและการเมืองถูกร้อยเข้าด้วยกันจนไม่มีเส้นแบ่งชัดเจน ผู้คนในระยะยาวย่อมรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ระบบที่ยุติธรรม เพราะโอกาสในการเติบโตของสังคมถูกผูกขาดโดยสายเลือดและนามสกุล

ผลที่ตามมาคือ สถาบันพระมหากษัตริย์กัมพูชา ถูกทำให้เหลือเพียงสัญลักษณ์ในพิธีการ ไม่ต่างจากฉากหลังที่เคลื่อนไหวไม่ได้ จากที่ควรเป็นตัวกลางถ่วงดุลและเป็นเสียงแทนประชาชน กลับกลายเป็นเพียงตราประทับความชอบธรรมให้ระบอบฮุนเซนยืนยาว

สำหรับประเทศไทย สิ่งที่น่าห่วงคือการเริ่มเห็นการเลียนแบบ หากโครงสร้างถ่วงดุลอย่างการลดอำนาจ กองทัพ องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ และวุฒิสภาถูกแก้ไขจนหมดสิ้นผ่านรัฐธรรมนูญ ก็ไม่จำเป็นต้องแตะหมวด 1 หรือหมวด 2 เลย เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ก็จะถูกทำให้อ่อนแอโดยปริยาย แต่ถ้าวันใดหมวด 1–2 ถูกแก้ไขจริง ประเทศไทยก็จะเลื่อนไถลเข้าสู่ระบอบ business dynasty แบบฮุนเซน อย่างเต็มรูปแบบ อำนาจทั้งหมดถูกรวบศูนย์อยู่ในมือเครือข่ายนักการเมืองและทุนใหญ่ โดยไม่เหลือเสาหลักใด ๆ ให้ประชาชนพึ่งพา

ผมก็หวังว่าสิ่งที่ผมห่วงทั้งหมดนี้ จะเป็นเพียงแค่ความไม่ประสีประสาของข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว…

ครองอำนาจด้วยเงา!! ปกครองด้วยทุน ผูกขาด!! ด้วยเครือญาติ ไม่ได้ปกครองเพื่อชาติ!! แต่เพื่อราชวงศ์ อำนาจของตนเอง

‘ฮุนเซนโมเดล’ คือแบบแผนการเมืองที่สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ทุกโอกาสเพื่อสร้างอำนาจและรักษาเก้าอี้ให้นานที่สุด จุดเริ่มต้นของ Hun Sen (ฮุน เซน) มาจากการเป็นนายทหารเขมรแดง แต่เมื่อเห็นว่าระบอบนั้นไม่อาจนำไปสู่ความมั่นคงของตนเอง เขาก็เลือกตีจากไปพึ่งเวียดนาม และใช้เวียดนามเป็นบันไดกลับเข้าสู่อำนาจในกัมพูชา กลยุทธ์นี้คือการเปลี่ยนข้างเพื่อความอยู่รอด ไม่ใช่เพราะยึดมั่นในอุดมการณ์ใด ๆ หากแต่เพื่อเปิดทางสู่การเป็นผู้กำหนดเกมการเมืองในอนาคต

เมื่อได้อำนาจกลับคืนมา ฮุน เซน ใช้วิธีสร้างเกราะป้องกันให้ตนเองโดยการดึงผู้นำที่อ่อนแอหรือสถาบันที่มีภาพลักษณ์ชอบธรรมมาไว้ข้างตัว ภายนอกดูเหมือนว่าเขาเป็นผู้สนับสนุนและจงรักภักดี แต่แท้จริงแล้วเขาคือผู้ควบคุมเกมอยู่เบื้องหลัง พร้อมค่อย ๆ ดูดซับทั้งกองทัพ กลไกรัฐ และเศรษฐกิจเข้ามาอยู่ภายใต้อำนาจของตน วิธีนี้ทำให้เขาสามารถอยู่ในอำนาจยาวนานโดยไม่ต้องเผชิญแรงต่อต้านโดยตรง เพราะภาพลักษณ์ถูกบังด้วย ‘เจ้านาย’ หรือ ‘สถาบัน’ ที่อยู่เบื้องหน้า

ในระยะยาว ฮุนเซนโมเดลไม่ได้หยุดเพียงแค่การรวบอำนาจ แต่ยังขยายไปสู่การสร้าง ‘ราชวงศ์ธุรกิจ–การเมือง’ ที่สืบทอดต่อกันได้ในครอบครัว เครือญาติของเขาควบคุมทั้งการเมือง กองทัพ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ตั้งแต่สื่อพลังงาน ธุรกิจคาสิโน ไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ระดับชาติ สิ่งนี้ทำให้โมเดลของฮุน เซน ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเมือง หากแต่เป็นระบบที่รวมการเมือง เศรษฐกิจ และครอบครัวเข้าด้วยกัน เพื่อให้การครองอำนาจดำเนินต่อไปอย่างมั่นคงและยาวนาน

'ฮุน เซน' หัวร้อน หลังคนไทยนำภาพไปเป็นเป้ายิงปืน เรียกร้องคนเขมรแบนสินค้าไทย - เลิกใช้เงินบาทในกัมพูชา

(6 ต.ค. 68) สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ออกมาโพสต์แชร์บทความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว "Samdech Hun Sen of Cambodia" ระบุข้อความว่า ... "นี่คือประเทศที่ศิวิไลซ์ มีคุณธรรม จริยธรรม และอารยธรรมอันสูงส่งหรือ?

ชาวกัมพูชาทั้งหลาย โปรดอย่าทำสิ่งชั่วร้ายที่ไร้มนุษยธรรมและเลวร้ายยิ่งกว่าสัตว์ ไม่ว่าวิดีโอนี้จะสร้างโดยมนุษย์ หรือเอไอ ก็ตาม วิดีโอนี้แสดงให้เห็นการกระทำที่ชั่วร้ายทั้งหมดโดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติหรือกลุ่มใด

ในอดีต พี่น้องของเราบางคนขอให้ผมตอบโต้ด้วยการถ่ายภาพหรือพระมหากษัตริย์ไทยเพื่อรับรางวัล เหมือนที่คนไทยบางคนทำ ผมบอกพวกเขาว่าถ้าพวกเขาคิดว่ากำลังทำสิ่งนี้ผิด โปรดอย่าพยายามทำผิดพลาดกับพวกเขา เพราะการกระทำเช่นนี้ไร้มนุษยธรรมและเลวร้ายยิ่งกว่าสัตว์

ผมอธิบายเพิ่มเติมว่าพวกเขากำลังทำเช่นนี้เพื่อทำให้ผมหมดความอดทนในช่วงหยุดยิง ซึ่งกำลังอยู่ในภาวะเปราะบาง หรืออย่างน้อยก็เพื่อยุยงให้ทหารและประชาชนของเราตอบโต้ในลักษณะที่บ่อนทำลายอารยธรรม

ผมขอวิงวอนเพื่อนร่วมชาติของเราอย่านำพระมหากษัตริย์ไทยหรือภาพถ่ายของผู้นำไทยไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม แม้ประเทศของเราจะเล็ก ประชากรน้อย และเศรษฐกิจอ่อนแอ แต่เราไม่ได้อ่อนแอทางศีลธรรม เราต้องรักษาชาติอันสูงส่งและมีคุณธรรมอันสูงส่งต่อไป

หากคุณรู้สึกขุ่นเคืองต่อประเทศไทย ไม่ชอบประเทศไทย อย่าซื้อสินค้าไทย และหยุดใช้เงินบาทไทยบนแผ่นดินกัมพูชา เพื่อเสริมสร้างความเป็นอิสระทางการเงินของประเทศ

โปรดอย่ากระทำการใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อบริษัทไทยและคนไทยที่อาศัยและทำธุรกิจในกัมพูชา ผมยังคงเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ต้องการเป็นศัตรูกับชาวกัมพูชา คนไทยบางคน รวมถึงผู้นำไทยบางคน กำลังประเมินเศรษฐกิจกัมพูชาผิดพลาด โดยกล่าวว่าเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่หลังจากที่ไทยปิดพรมแดนเนื่องจากขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค

ผมขอขอบคุณผู้นำไทยอีกครั้งที่โจมตีพวกเขาด้วยหัวของพวกเขาเอง เพราะกัมพูชาเคยใช้เงินไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ต่อปีเพื่อซื้อสินค้าไทย และนำเงินจำนวนนี้ไปซื้อสินค้าในประเทศ ซึ่งทำให้สินค้าที่ผลิตในประเทศมีตลาดที่เป็นโอกาสในการเสริมสร้างเศรษฐกิจกัมพูชา

เราไม่เคยขอให้สินค้าไทยมาขายในตลาดของเรา แต่กลับใช้เงินซื้อ ขอท่านผู้นำไทยอย่าเข้าใจผิดและดูหมิ่นกัมพูชาอีกต่อไป เรารู้ว่าท่านร่ำรวยกว่ากัมพูชา แต่ท่านก็ต้องเข้าใจด้วยว่าเราก็ใช้เงินซื้อสินค้าไทยเช่นกัน ซึ่งทำให้คนไทยมีตลาดหาเงิน

ขอท่านคนไทยที่เคยขายสินค้าให้กัมพูชา อย่าโกรธเคืองที่กัมพูชาซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ต้องสูญเสียเงินไป นี่ไม่ใช่ความผิดของกัมพูชา

สุดท้ายนี้ ผมขอแจ้งให้ท่าน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ติดชายแดนไทย รีบแลกเงินบาทเป็นเงินเรียล หรือดอลลาร์โดยเร็ว เพราะในอนาคตท่านจะสูญเสียเงินจำนวนมากและอาจกลายเป็นจุดอ่อนที่ถูกคุกคาม เช่น ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และเชื้อเพลิงในอดีต เลิกใช้เงินบาทและใช้เงินเรียลเถอะ เพราะมันจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับสกุลเงินของประเทศเรา

ผมขอแนบวิดีโอที่คนไทยโพสต์รูปผมเพื่อลุ้นรางวัล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top