Friday, 5 June 2026
อุตสาหกรรมไทย

ปี 2569 กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งปีแห่งความท้าทายของภาคการผลิตไทย เมื่อ ส.อ.ท. พบสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทยยังคงมีความเปราะบางสูง ท่ามกลางปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศ

ท่ามกลางกระแสความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงพัดกระหน่ำ การก้าวเข้าสู่ปี 2569 ของภาคอุตสาหกรรมไทยดูเหมือนจะไม่ใช่ก้าวย่างที่ราบรื่นนัก เมื่อผลสำรวจล่าสุดสะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า ว่าปีหน้านี้อาจเป็นปีที่ผู้ประกอบการต้อง "รัดเข็มขัด" และ "เร่งปรับตัว" ครั้งใหญ่ที่สุดอีกปีหนึ่ง

ล่าสุด ส.อ.ท. ได้เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นและแนวโน้มอุตสาหกรรมปี 2569 ซึ่งรวบรวมจากแม่ทัพนายกองของ 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และตัวแทนภาคเอกชนจาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ ภาพรวมที่ออกมาฉายชัดถึงสถานการณ์ที่ "ทรงตัว" ไปจนถึง "น่าเป็นห่วง"

จากข้อมูลพบว่า มีเพียง 15 กลุ่มอุตสาหกรรมเท่านั้นที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดีขึ้น ในขณะที่ส่วนใหญ่ (23 กลุ่ม) มองว่าจะทำได้เพียงแค่ทรงตัว และมีถึง 10 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ส่อแววหดตัวลง ยิ่งเมื่อเจาะลึกลงไปในระดับภูมิภาค สัญญาณเตือนยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อภาคเหนือเป็นเพียงภาคเดียวที่คาดว่าจะประคองตัวได้ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ ต่างถูกคาดการณ์ว่าจะประสบภาวะหดตัว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากำลังซื้อในระดับรากหญ้าและโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากกำลังอ่อนแรง

มรสุมลูกใหญ่: สินค้าราคาถูกและการเติบโตที่ชะลอตัว
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. และคณะผู้บริหาร ได้ชี้ให้เห็นถึง "หลุมดำ" ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ นั่นคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน โดยเฉพาะในปี 2569 ที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทย (GDP) จะขยายตัวได้เพียง 1.6–2.0% ซึ่งถือว่าชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้สวนทางกับความคาดหวังในการฟื้นตัว และยังตอกย้ำด้วยปัญหา "สินค้าทุ่มตลาด"

การไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ และปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าสวมสิทธิ (Transshipment) กำลังกัดกินความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตไทยอย่างรุนแรง ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ไม่เติบโตเท่าที่ควร แม้ตัวเลขการส่งออกอาจดูเหมือนขยับตัวได้บ้าง แต่ไส้ในกลับกลวงเปล่าเพราะไม่ใช่สินค้าที่ผลิตในไทยอย่างแท้จริง

SMEs โจทย์หินที่ยังแก้ไม่ตก
กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดในสมรภูมินี้หนีไม่พ้น ผู้ประกอบการ SMEs ที่เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย ปี 2569 จะเป็นปีที่ SMEs ต้องเผชิญศึกรอบด้าน ทั้งต้นทุนพลังงาน ค่าแรง และดอกเบี้ยที่ยังสูงลิ่ว ประกอบกับมาตรการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดของสถาบันการเงิน ทำให้สภาพคล่องตึงตัว นอกจากนี้ การแข่งขันด้านราคาและเทคโนโลยีกับรายใหญ่และสินค้าต่างชาติ ยิ่งทำให้โอกาสในการทำกำไรของ SMEs ตีบตันลง รายได้จึงคาดว่าจะฟื้นตัวได้ช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่

GC เดินเครื่องต่อ!! เร่งบริหารรอบด้านพยุงลูกค้า และอุตสาหกรรมไทยในภาวะผันผวน คุมวัตถุดิบ-ต้นทุน-การผลิต รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง

GC เดินโรงงานต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวน ลดผลกระทบกับลูกค้า และภาคอุตสาหกรรมของประเทศ

กรุงเทพฯ – 12 มีนาคม 2569 – บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ยังคงเดินเครื่องการผลิตอย่างต่อเนื่อง พร้อมบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตและการจัดหาวัตถุดิบ เพื่อดูแลการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าและสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความรุนแรงและผันผวน ซึ่งส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานและวัตถุดิบทั่วโลกตึงตัวจากกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมที่ลดลง โดย GC ได้สื่อสารและทำงานร่วมกับลูกค้าและคู่ค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบตลอดทั้ง Value Chain และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของไทยสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

ในปัจจุบัน GC ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยังรักษาระดับการเดินโรงงานได้ตามแผนการผลิตและส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า พร้อมดำเนินมาตรการบริหารจัดการอย่างรอบด้าน ทั้งด้านความผันผวนของราคา การจัดหาและบริหารวัตถุดิบ การบริหารสินค้าคงคลัง การผลิต และการจำหน่ายสินค้า รวมถึงการบริหารงบประมาณและค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ GC พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐ และทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) รวมถึงประสานความร่วมมือกับกลุ่ม ปตท. เพื่อติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของประเทศให้สามารถก้าวผ่านสถานการณ์ความผันผวนครั้งนี้ไปด้วยกัน

ข้อมูลเพิ่มเติม: บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC)

ลุยรับมือ!! “ธนกร” สั่งทุกหน่วยอุตฯ รับมือศึกตะวันออกกลาง ประคองผู้ประกอบการฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ เร่งลดภาระผู้ประกอบการทั่วประเทศ หนุนใช้พลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้น

“ธนกร” สั่งทุกหน่วยงานประคองอุตฯ ไทย รับมือวิกฤตตะวันออกกลางตามนโยบาย ศปศ. กำชับเร่งเดินหน้ามาตรการลดภาระ-อำนวยความสะดวก เพื่อช่วยผู้ประกอบการ

กรุงเทพฯ – นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านพลังงาน รัฐบาลจึงตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศปศ.)” เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการติดตาม วิเคราะห์ และกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างเร่งด่วน โดยในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เป็นผู้รวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการ ประเมินผลกระทบ และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อดูแลภาคอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง

นายธนกร กล่าวต่อว่า ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือปัญหาการจัดหาน้ำมันของภาคอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลกำหนดแนวทางให้ภาคอุตสาหกรรมกลับไปใช้น้ำมันผ่านระบบค้าส่งตามปกติ หากผู้ประกอบการรายใดประสบปัญหา สามารถใช้หลักฐานการสั่งซื้อย้อนหลัง 2 เดือน ยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือพลังงานจังหวัด เพื่อจัดซื้อน้ำมันได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนแนวโน้มสถานการณ์พลังงานภายหลังมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรครบกำหนดนั้น ภาครัฐนำโดยกระทรวงพลังงาน ได้หารือร่วมกับผู้ค้าน้ำมันและผู้ประกอบการโรงกลั่น เพื่อบริหารจัดการด้านปริมาณและการกระจายน้ำมันให้เพียงพอ พร้อมทั้งกำหนดแนวทางปรับราคาน้ำมันแบบค่อยเป็นค่อยไป ครั้งละ 50 สตางค์ถึง 1 บาทต่อลิตร เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

“ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการใน 3 ด้านสำคัญคือ 1. สำรวจสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบหรือมีความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และขาดแคลนวัตถุดิบที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน เพื่อจัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างตรงจุด 2. รณรงค์ให้สถานประกอบการในการลดใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือก และ 3. ส่งเสริมการให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ของกระทรวงอุตสาหกรรม อาทิ ระบบทะเบียนลูกค้ากลาง (I-Industry) การยื่นขอใบอนุญาตออนไลน์ (Digital License) และการชำระเงินผ่านระบบดิจิทัล (Digital Payment) เพื่อลดภาระและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ” นายธนกร กล่าว

นายธนกร กล่าวอีกว่า กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้แนะนำให้ผู้ประกอบการเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน โดยใช้ประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนด้านการเงิน เช่น สินเชื่อจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวตามแนวประชารัฐ และสินเชื่อสีเขียว รวมถึงการกระจายความเสี่ยงทางการค้าไปยังตลาดใหม่ อาทิ ลาตินอเมริกา แอฟริกา และอินเดีย ตลอดจนการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยง เช่น การทำประกันความเสี่ยงจากสงคราม และการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เช่น การผลิตพลังงานจากชีวมวลจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร (Biofuel) เช่น แกลบ ใบอ้อย ชานอ้อย กะลาและเส้นใยปาล์ม การพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) และการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาโรงงาน (Solar Rooftop) เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

“กระทรวงอุตสาหกรรมจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมออกมาตรการเพิ่มเติมอย่างทันท่วงที เพื่อดูแลผู้ประกอบการไทยให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก” นายธนกร กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top