Friday, 5 June 2026
อาชญากรรม

ตำรวจภูธรภาค 1 แถลงผลล้างอาชญากรรม ต่างด้าวผิด กม. คริสต์มาส-ปีใหม่ 2568 (7วัน)

เมื่อวันที่ (24 ธ.ค.67) เวลา 10.30 น. พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 พร้อมคณะฯ และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดในสังกัด ภ.1 ได้ร่วมแถลงผลการระดมกวาดล้างอาชญากรรม และแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ห้วงเทศกาลคริสต์มาสและวันหยุดยาวปีใหม่ 2568 ระหว่างวันที่ 17-23 ธ.ค.67 (7วัน) ณ  ลานฝึกยุทธวิธีปราบไพรีอริศัตรูพ่าย ภ.1

วันที่ 25 ธ.ค.67 เป็นวันคริสต์มาส และระหว่างวันที่ 28 ธ.ค.67-วันที่ 1 ม.ค.68  เป็นวันหยุดยาวช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568  ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนมีการเฉลิมฉลอง มีกิจกรรมจัดกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนาน และบางส่วนเดินทางกลับภูมิลำเนา หรือไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ  ในช่วงดังกล่าวมักเป็นโอกาสที่มิจฉาชีพ ใช้ประโยชน์จากความประมาทและความรีบเร่งของผู้คน ในการก่อเหตุอาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงได้ออกมาตรการเข้ม และกำชับหน่วยต่าง ๆ ให้ถือปฏิบัติ ดังนี้ 

1.ให้ทุกหน่วยระดมกวาดล้างอาชญากรรมก่อนช่วงวันคริสต์มาสและวันหยุดยาวปีใหม่ 2568 ระหว่างวันที่ 17-23 ธ.ค.67 ทั้งความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทั่วไป เช่น การพนัน ยาเสพติด อาวุธปืน แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมทั้งตรวจสอบติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับค้างเก่า

2.กวดขันจับกุมผู้ยิงปืนขึ้นฟ้า ผู้เล่นดอกไม้เพลิง พลุ ประทัด และปล่อยโคมลอย ในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ หรือในลักษณะที่น่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือรบกวนการจราจรทางอากาศ, ป้องกันปราบปรามการแข่งรถในทางการรวมกลุ่มหรือมั่วสุมออกเดินทาง, ป้องกันและแก้ไขปัญหาเหตุทะเลาะวิวาทในสถานพยาบาล และกลุ่มวัยรุ่นต่างๆ

3.เพิ่มวงรอบตรวจตราแหล่งมั่วสุม สวนสาธารณะ สถานบริการ สถานบันเทิง สถานีขนส่ง โรงแรม แหล่งท่องเที่ยว เพื่อป้องกันการทำผิดกฎหมายทุกประเภท รวมทั้งป้องกันการโจรกรรมลักทรัพย์ในเคหสถานของประชาชน 

4.ให้ดำเนินการตาม “โครงการร่วมใจดูแลความปลอดภัยบ้านประชาชนช่วงเทศกาลสำคัญ (ฝากบ้าน 4.0)” รับฝากบ้านประชาชน ระหว่างวันที่ 21 ธ.ค.67-วันที่ 2 ม.ค.68 (13 วัน)

5.มาตรการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ให้มีการจัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568” ควบคุมเข้มข้นตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค.-วันที่ 9 ม.ค.68 (21 วัน) และให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อมุ่งเน้นการลดอุบัติเหตุทางถนน ตามมาตรการ 10 ข้อหาหลัก โดยเฉพาะข้อหาเมาแล้วขับ กรณีเกิดอุบัติเหตุให้มีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ทุกราย ตรวจสอบประวัติการทำผิดซ้ำ หากผู้ขับขี่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ให้ถือว่าเมาสุรา และให้มีการสอบสวนขยายผลเพื่อดำเนินคดีกับผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามกฎหมาย

สำหรับผลการระดมกวาดล้างอาชญากรรม และแรงงานต่างด้าว ของตำรวจภูธรภาค 1 ในระหว่างวันที่ 17-23 ธ.ค.68 (7 วัน) ดังนี้ 
1.จับกุมคดีอาวุธปืนได้รวม 170 กระบอก เป็นปืนไม่มีทะเบียน 97 กระบอก และมีทะเบียน 73 กระบอก 
2.จับกุมคดียาเสพติดได้รวม 1,189 ราย ผู้ต้องหา 1,191 คน ของกลางยาบ้ารวม  1,032,963 เม็ด ยาไอซ์ 1,594 กรัม ตรวจยึดทรัพย์สิน 22,184,829 บาท
3.จับกุมแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายได้รวม 1,110 ราย 
4.จับกุมหมายจับค้างเก่าได้รวม 615 คน 
5.จับกุมคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้รวม 354 ราย ผู้ต้องหา 354 คน อายัดทรัพย์สินได้รวม 1,325,800 บาท  
รวมจับกุมทุกข้อหา 3,876 ราย ผู้ต้องหา 3,968 คน

ตำรวจภูธรภาค 1 จะดำเนินการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในพื้นที่รับผิดชอบ ในช่วงวันคริสต์มาส และเทศกาลปีใหม่ 2568 อย่างจริงจังเข้มข้น และขอประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชนในเรื่องที่สำคัญ  ดังนี้

1.โครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ 4.0  ได้เปิดรับฝากบ้านระหว่างวันที่ 21 ธ.ค.67-วันที่ 2 ม.ค.68 (รวม 13 วัน) เพื่อดูแลความปลอดภัยของบ้านเรือนประชาชนในช่วงวันหยุดยาว โดยมีขั้นตอนที่จะฝากบ้านกับตำรวจ 2 วิธี คือ เดินทางไปแจ้งความประสงค์ที่สถานีตำรวจ หรือลงทะเบียนผ่านแอพพลิเคชั่น “ฝากบ้าน 4.0 (OBS)” สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งจากระบบ IOS และ Andriod  ซึ่งขณะนี้มีประชาชนในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 ฝากบ้านไว้กับตำรวจแล้วรวม 116 หลัง

2.ด้านการป้องกันภัยจากอาชญากรรมออนไลน์ ขอให้ไม่หลงเชื่อข้อความหลอกลวงต่างๆ อย่าคลิกลิงก์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ ไม่ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลส่วนตัวกับคนแปลกหน้า  และขอแนะนำให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสาร การประชาสัมพันธ์ เพื่อรู้เท่าทันภัยออนไลน์ ผ่านช่องทางต่างๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาทิ www.เตือนภัยออนไลน์.com เฟซบุ๊กแฟนเพจ : ตำรวจไซเบอร์ - บช.สอท., ตำรวจสอบสวนกลาง, สืบนครบาล IDMB เป็นต้น และหากพี่น้องประชาชนถูกมิจฉาชีพหลอกลวงในคดีออนไลน์ หรือต้องการคำปรึกษา หรือสอบถามเกี่ยวกับคดีออนไลน์ ขอให้โทรติดต่อที่สายด่วน 1441 ของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (ศูนย์ AOC) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งความผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ ได้ที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th

การป้องกันและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางถนน ขอให้ตรวจสอบสภาพรถก่อนเดินทาง ขับขี่ด้วยความเร็วที่กฎหมายกำหนดและเหมาะสมกับสภาพการจราจร ไม่ใช้โทรศัพท์ในขณะขับรถ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด

ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นฯ เข้าพบจเรตำรวจแห่งชาติ กระชับความร่วมมือป้องกันปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์

(23 ม.ค.68) เวลา 15.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (จตช./ผอ.ศพดส.ตร./ผอ.ศปอส.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ให้การต้อนรับผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้แก่ นายนาโอโตะ วาตานาเบะ เลขานุการเอก และผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจ , นายโทโมโนริ ซาโต้ เลขานุการโท และกงสุล , นายพิสิฏฐ์ ไม้ประเสริฐ ผู้ช่วยกงสุล และ น.ส.แพรวพฤกษ์ จิตสกุลชัยเดช เลขานุการผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจ ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยได้ขอเข้าพบจเรตำรวจแห่งชาติ เพื่อหารือกระชับความร่วมมือในการแก้ไขการหลอกลวงบุคคลให้ไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน และปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งปัญหาดังกล่าวมีความเสียหายในวงกว้าง 

จเรตำรวจแห่งชาติประชุมร่วม UNODC เดินหน้าหน่วยเฉพาะกิจต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ ระดับนานาชาติ

(14 ก.พ.68) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ /ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (จตช./ผอ.ศตคม.ตร./ผอ.ศปอส.ตร.) ในฐานะหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ (Specialized Cyber Scam and Trafficking in Persons for Forced Criminality Taskforce) เป็นประธานการประชุมหารือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime : UNODC) โดยมี พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท. , พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ รอง ผบช.ตชด. , พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผบก.ปคม. , พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.ณรงค์ เทศวิบูลย์ รอง ผบก.ปคม. พร้อมด้วยผู้แทน UNODC ได้แก่ Mr. Benedikt Hofmann UNODC Deputy Regional Representative /Acting Regional Representative for Southeast Asia and the Pacific , Dr. Rebecca Miller, Regional Coordinator,  Human Trafficking & Migrant Smuggling Programme, UNODC , Dr. Sylwia Gawronska, Advisor, Human Trafficking & Migrant Smuggling, UNODC และคณะ เพื่อหารือความคืบหน้าการจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ (Specialized Cyber Scam and Trafficking in Persons for Forced Criminality Taskforce) ณ ห้องประชุม ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้เพื่อหารือความคืบหน้าการตั้งคณะทำงาน การประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของไทย ในหน่วยเฉพาะกิจดังกล่าว และความร่วมมือของ UNODC ที่จะมาสนับสนุนการปฏิบัติ พร้อมกันนี้ได้มีการพูดคุยถึงสถานการณ์การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังทางการไทยกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะมาตรการตัดไฟ-อินเตอร์เน็ต-น้ำมัน ไปฝั่งเมียวดี ประเทศเมียนมา ทำให้มีการทยอยส่งคนกลับมาทางฝั่งชายแดน อ.แม่สอด และ อ.พบพระ จ.ตาก คาดว่าเร็วๆ นี้ จะมีการส่งทยอยส่งคนสัญชาติต่างๆ กลับมาอีกจำนวนมาก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของไทยได้มีมาตรการในการรองรับ โดยการคัดแยกเหยื่อค้ามนุษย์เพื่อเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism - NRM) และประสานสถานทูตแต่ละประเทศเพื่อรับตัวกลับประเทศต้นทางต่อไป

ในส่วนการคัดกรองคนต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศไทย โดยใช้ 7 มาตรการเข้มของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พบว่าได้ผลเป็นอย่างยิ่ง ทำให้สามารถป้องกันการถูกหลอกลวงไปยังพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งจนถึงขณะนี้ยืนยันได้ว่าไม่พบการถูกหลอกลวงจากประเทศไทยอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ยืนยันว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความมุ่งมั่นในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้หมดไปโดยเร็ว ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยบังคับใช้กฎหมาย และหน่วยสนับสนุน ทั้งในประเทศและนานาประเทศ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหานี้ให้สัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว เป็นการป้องกันคนทั่วโลกจากอาชญากรรมร้ายเหล่านี้

ผบ.ตร.สั่งรับมือพายุ 'คาจิกิ' จัดกำลังพลดูแลช่วยเหลือประชาชน เตรียมที่พักพิง และป้องกันเหตุอาชญากรรมซ้ำเติม

(26 ส.ค.68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากพายุ 'คาจิกิ' ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ให้ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ลมแรง และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ในช่วงวันที่ 25 - 27 สิงหาคม 2568 

ผบ.ตร.จึงสั่งการด่วนไปยังผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 – 9, ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, ผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง, ผู้บัญชาการสำนักงานงบประมาณและการเงิน, ผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ, หัวหน้าส่วนอำนวยการและสนับสนุน ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ปฏิบัติตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พุทธศักราช 2564 – 2570 ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และจัดระบบจราจรในพื้นที่ประสบภัยและพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนสนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ อุปกรณ์และยานพาหนะ แก่กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ 

ดังนั้น เพื่อให้การตรียมความพร้อม รวมถึงการประสานร่วมมือกับจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ในการช่วยเหลือประชาชน เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ ผบ.ตร.จึงกำชับการปฏิบัติให้หน่วยเตรียมความพร้อมและตรวจสอบกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ (รถ/เรือ) อุปกรณ์อื่น ๆ ให้มีความพร้อม เพื่อนำมาใช้ในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ, จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจจิตอาสาภัยพิบัติ ลงพื้นที่ในการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบภัย การจัดทำครัวสนาม รวมถึงการจัดที่พักพิงชั่วคราวในพื้นที่ประสบภัย โดยแสดงสัญลักษณ์ตามทฤษฎีปรากฏกาย เพื่อให้ประชาชนรับทราบการทำงานของตำรวจ รวมทั้งเน้นย้ำการรักษาความสงบเรียบร้อย การตรวจตราป้องกันเหตุ และการช่วยเหลือประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดคดีที่เป็นการซ้ำเติมประชาชน รวมทั้งสำรวจความเสียหายของอาคารที่ทำการ อาคารบ้านพักและสิ่งปลูกสร้างอื่น รวมถึงทรัพย์สินของทางราชการ และจัดกำลังพลเข้าฟื้นฟูพื้นที่หลังสถานการณ์คลี่คลาย

หากพี่น้องประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ผบ.ตร.สั่งการตำรวจภูธรภาค 2 เร่งรัดขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการหลอก 11 คนไทยไปทำงานประเทศเพื่อนบ้าน และให้ตำรวจไซเบอร์ตรวจสอบเพจหางานผิดกฎหมาย คุมเข้มต่อเนื่องปราบปรามอาชญากรรมทุกมิติ สร้างความปลอดภัยให้ประเทศและภูมิภาค

(14 ต.ค. 68) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า กรณี สภ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีประชาชนขอความช่วยเหลือหลังถูกหลอกลวงว่าจะพาไปทำงานที่ประเทศกัมพูชา และถูกกักขังอยู่ภายในบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.ฟากห้วย อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร กองกำลังบูรพา เข้าให้การช่วยเหลือ 11 คนไทย เป็นชายจำนวน 7 คน หญิงจำนวน 4 คน นั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้กำชับให้ตำรวจภูธรภาค 2 เร่งรัดสืบสวนขยายผล จับกุมผู้กระทำผิดและผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดโดยเด็ดขาด พร้อมมอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือ ตำรวจไซเบอร์ ตรวจสอบเพจหางานและช่องทางออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงแรงงาน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์และขบวนการคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าว จากการสอบถามเบื้องต้นผู้เสียหายทั้งหมดให้การตรงกันว่า ได้สมัครงานผ่านเพจหางานในสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการโฆษณาชักชวนให้ไปทำงานในประเทศกัมพูชา ระบุรายได้เดือนละประมาณ 20,000 – 25,000 บาท ด้วยความอยากมีงานทำจึงโทรติดต่อไปยังเบอร์ที่ปรากฏแล้วนัดหมายจุดนัดพบ โดยทั้งหมดเดินทางไปถึง อ.อรัญประเทศ ในช่วงบ่ายถึงค่ำ จากนั้นได้มีชายไทยไม่ทราบชื่อ ขับรถกระบะมารับจากจุดนัดหมายต่าง ๆ เช่น สถานีขนส่งผู้โดยสารอรัญประเทศ และสถานีรถไฟอรัญประเทศ ก่อนพามาพักรวมกันที่บ้านหลังดังกล่าว โดยอ้างว่ารอเดินทางข้ามไปทำงานที่ฝั่งกัมพูชา ซึ่งในระหว่างรอได้มีผู้เสียหายคนหนึ่งเกิดความสงสัยว่าเมื่อไปถึงกัมพูชาแล้วจะได้ทำงานจริงหรือไม่ และเกรงว่าจะถูกหลอกไปทำงานผิดกฎหมาย โดยคาดว่าจะถูกหลอกไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จึงโทรศัพท์ติดต่อญาติให้แจ้งขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ 

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานกับทหารกองกำลังบูรพาเข้าให้การช่วยเหลือได้ทัน ก่อนทั้งหมดจะถูกพาออกนอกพื้นที่  ส่วนเจ้าของบ้านหลังดังกล่าวไหวตัวหลบหนีไปก่อนเจ้าหน้าที่จะถึงจุดเกิดเหตุ เบื้องต้นได้สอบถามปากคำผู้เสียหายทั้งหมดไว้เป็นพยาน เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการสืบสวนและติดตามหาตัวผู้กระทำผิด รวมถึงผู้ร่วมขบวนการ มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.ต.ธีรเดชฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการสมัครงานผ่านเพจหรือช่องทางออนไลน์ที่ไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน หรือมีข้อเสนอรายได้สูงเกินจริง เพราะอาจเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงไปทำงานผิดกฎหมายในต่างประเทศ หากประชาชนพบเห็นเพจรับสมัครงานที่มีพฤติการณ์น่าสงสัย หรือได้รับข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการหลอกลวงแรงงาน สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือ สายด่วน 191 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอนของกฎหมาย ยืนยันว่าจะดำเนินการติดตามจับกุมผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงแรงงานข้ามชาติอย่างจริงจัง เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนทุกคน

นอกจากนี้ ผบ.ตร.ยังได้กำชับให้คุมเข้มอย่างต่อเนื่องในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งหลอกลวงออนไลน์ ค้ามนุษย์ ในทุกมิติอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประเทศและภูมิภาค 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top