Thursday, 4 June 2026
ออสเตรเลีย

วีรบุรุษกองทัพออสเตรเลีย ‘เบน โรเบิร์ต-สมิธ’ สู่ผู้ต้องหาอาชญากรรมสงคราม โดน 5 ข้อหาอาชญากรรมสงคราม อาจถูกจำคุกตลอดชีวิต

อดีตทหารออสเตรเลีย
ถูกตั้งข้อหาอาชญากรรมสงคราม

อดีตทหารกล้าของออสเตรเลีย 'เบน โรเบิร์ต-สมิธ' ถูกตั้งข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม 5 กระทง ในคดีฆาตกรรม 3 คดีที่เกิดขึ้นในอัฟกานิสถาน เขาถูกควบคุมตัวที่ท่าอากาศยานซิดนีย์ และจะนำตัวยื่นขอประกันในวันถัดไป

ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ The Guardian และสำนักงานผู้สอบสวนพิเศษของออสเตรเลีย ระบุว่าในคดีแรก โรเบิร์ต-สมิธมีส่วนในเหตุการณ์ยิงชายชาวอัฟกัน 2 รายในปี 2552 เหยื่อถูกยิงทั้งขณะยังอยู่ในท่าทางยอมจำนนและไม่มีอาวุธ

คดีที่ 2 เกิดขึ้นในปี 2558 เมื่อเขาถูกกล่าวหาว่าจับชายชื่อ 'อาลี จัน' ทรมานจนเสียชีวิต ด้วยการบังคับให้เหยื่อเดินไปยังหน้าผาสูงและสั่งให้ทหารรายหนึ่งยิงจนตาย ขณะที่คดีที่ 3 เชื่อมโยงกับการฆาตกรรมพลเรือนอีก 2 รายในพื้นที่เดียวกัน ข้อมูลยังไม่เปิดเผยรายละเอียด

รอสส์ บาร์เน็ตต์ ผอ.สำนักงานสอบสวนพิเศษเผยว่าเรื่องนี้เริ่มสอบสวนตั้งแต่ปี 2564 หลังคดีถูกสื่อออสเตรเลียเปิดเผยมาก่อนหน้านี้ โรเบิร์ต-สมิธปฏิเสธข้อหาและเคยฟ้องหมิ่นประมาทสื่อ แต่แพ้คดีทุกศาล

อนุสรณ์สถานสมรภูมิรบออสเตรเลียจะติดตามสถานการณ์และพิจารณาแก้ไขเกียรติยศของเขา ขณะที่นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบานีซียังไม่แสดงความเห็นในคดีนี้

ที่มา : https://url.in.th/mxisU

“หัวเข่าที่เลือกปฏิบัติ” ถอดรหัส ‘ทาคาอิจิ’ คุกเข่าในออสเตรเลีย ถูกมองสำนึกผิดแบบมีผลประโยชน์ แฝงเกมปิดล้อมจีน จุดชนวนเอเชียเดือด ถูกมองเลือกขอโทษตะวันตก เมินเหยื่อสงครามตัวจริง

"หัวเข่าที่เลือกปฏิบัติ" — ถอดรหัสเบื้องหลังการคุกเข่าของ 'ทาคาอิจิ' ที่ออสเตรเลีย

ภาพของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ #ทาคาอิจิ แห่ง #ญี่ปุ่น คุกเข่าหน้าสุสานวีรชนนิรนามที่ #ออสเตรเลีย และถูกนำขึ้นโชว์บนหน้าแรกของเว็บไซต์ทำเนียบนายกฯ ญี่ปุ่นทันที กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความโกรธแค้นและระแวดระวังให้กับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียอย่างจีนและเกาหลีใต้

1. ทำไมต้องเป็น "ออสเตรเลีย"? — หัวเข่าที่มีไว้ให้คนผิวสีขาว

หากญี่ปุ่นต้องการคุกเข่าขอโทษต่อบาปกรรมในสงครามโลกครั้งที่ 2 จริงๆ ออสเตรเลียไม่ใช่สมรภูมิหลัก:

ข้ามหัวเหยื่อตัวจริง: ก่อนจะมาออสเตรเลีย ทาคาอิจิเพิ่งไปเยือนเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศในเอเชียที่เคยถูกญี่ปุ่นรุกรานและสูญเสียประชากรไปมหาศาลในสงคราม แต่เธอกลับ "ไม่คุกเข่า" ให้เวียดนาม

เลือกกราบกรานตะวันตก: เธอเลือกที่จะคุกเข่าอย่างราบคาบใน #ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศคนขาว และรู้ดีว่าข้างหลังออสเตรเลียมี "#สหรัฐฯ และ #อังกฤษ" ยืนหนุนหลังอยู่ นี่ไม่ใช่การสำนึกผิด แต่เป็น "ใบเบิกทาง" เพื่อแสดงความภักดีต่อโลกตะวันตก และปูทางสู่การฟื้นฟูกองทัพญี่ปุ่นให้กลับสู่สภาวะปกติ (Military Normalization)

2. แผนการแฝง: แร่ธาตุ ความมั่นคง และพันธมิตรปิดล้อม

การคุกเข่าครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการลงนามข้อตกลงสำคัญระหว่างญี่ปุ่นและออสเตรเลีย:

ความมั่นคงทางแร่ธาตุ (Rare Earths): ทั้งสองประเทศแสดงความอุดมการณ์ร่วมในการต่อต้านการจำกัดการส่งออกแร่หายาก (ซึ่งพุ่งเป้าไปที่จีน) โดยเตรียมจับมือกันลงทุนและอุดหนุนการพัฒนาแร่ร่วมกัน

การกระชับวงล้อม: มีการตอกย้ำความร่วมมือในกรอบ "Quad" (สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-อินเดีย) และกลุ่มพันธมิตรใหม่อย่าง "IP4" (ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์-เกาหลีใต้) เพื่อปิดล้อมอิทธิพลของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

3. ฟ้ากับเหว: การเปรียบเทียบกับ "การคุกเข่าที่วอร์ซอ" ของวิลลี บรันดท์

การคุกเข่าของทาคาอิจิ เมื่อเทียบกับของวิลลี บรันดท์ ที่วอร์ซอ ทำให้เห็นความแตกต่างทางจริยธรรมอย่างสิ้นเชิง:

Willy Brandt (1970): อดีตนายกรัฐมนตรีเยอรมนีตะวันตก คุกเข่าต่อหน้าอนุสาวรีย์ผู้เสียชีวิตจากการลุกฮือของชาวยิวในวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ซึ่งเป็น "เหยื่อโดยตรง" ของ #นาซี เพื่อแสดงความสำนึกผิดอย่างแท้จริงจากใจจนชนะใจคนทั้งโลก

Sanae Takaichi (2026): คุกเข่าต่อหน้าประเทศคนขาวเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ โดยปฏิเสธที่จะไปคุกเข่าขอโทษเหยื่อสงครามนับแสนคนที่หนานจิงหรือเกาหลีใต้

ความย้อนแย้งที่น่าขยะแขยง: "ลองจินตนาการว่า ถ้าวันนั้น วิลลี บรันดท์ ไม่ยอมคุกเข่าต่อหน้าเหยื่อชาวยิวในโปแลนด์ แต่เลือกไปคุกเข่าที่สุสานทหารอเมริกาหรืออังกฤษแทน... โลกจะมองว่ามันน่าขันและเสแสร้งขนาดไหน?"

ญี่ปุ่นไม่ได้ 'คุกเข่าไม่เป็น' หรือ 'หยิ่งยโสจนก้มหัวไม่ได้'  เขาก้มได้ คุกเข่าได้ แต่ต้องเลือกดูว่าเข่าคู่นั้นก้มลงแล้วจะได้ 'กำไร' กลับมาเท่าไหร่ในทางการเมือง

การคุกเข่าต่อออสเตรเลียได้ประโยชน์ทั้งพันธมิตรทางทหารและการยอมรับจากกลุ่มแองโกลแซกซอน (Anglo-Saxon) แต่การคุกเข่าให้จีนหรือเกาหลีใต้ไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองในมุมมองของกลุ่มขวาจัดญี่ปุ่น แถมยังจะทำให้คะแนนนิยมในประเทศร่วงอีกต่างหาก

ตราบใดที่นักการเมืองญี่ปุ่นยังคงใช้ 'คำสารภาพบาป' เป็นเครื่องมือต่อรองทางการค้า และยังใช้คำว่า '#สิ้นสุดสงคราม' แทนคำว่า '#พ่ายแพ้สงคราม' พร้อมทั้งยังคงบูชา #อาชญากรสงคราม ในศาลเจ้าจาสุกุญิ... หัวเข่าที่แคนเบอร์ราครั้งนี้ ก็เป็นได้แค่ 'การแสดงละครสวมหน้ากาก' ที่น่ารังเกียจที่สุดในประวัติศาสตร์การทูตปี 2026

ที่มา : https://www.facebook.com/100075826461941/posts/984873714050168/?rdid=uiJh4mvNSoM53MTG#

ลดใช้แทปเล็ต หันมาใช้หนังสือ เมื่อการจดด้วยมืออาจช่วยให้เด็กเข้าใจบทเรียนมากกว่าหน้าจอ โรงเรียนออสเตรเลียลดใช้แลปทอป หลังผล PISA ดิ่งลง จ่อจำกัดแลปทอปหวังดึงสมาธิเด็กกลับมา หันกลับสอนด้วยกระดาน สมุด และหนังสือเรียน

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค นัทแนะ  ได้โพสต์ว่า

กล่าวโดยย่อ... ตอนนี้โรงเรียนหลายแห่งในออสเตรเลียสั่งห้ามนักเรียนใช้คอมพิวเตอร์แลปทอปแล้วซึ่งแต่ก่อนห้ามแต่เพียงโทรศัพท์มือถือหรือไอแพดเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวเขาพาไปชมห้องเรียนชั้นม.1 ของโรงเรียนคาทอลิกหญิงล้วนแห่งหนึ่ง ชื่อ Our Lady of Mercy อยู่ทางใต้ของนครซิดนีย์

ที่โรงเรียนนี้เขาให้นักเรียนใช้แต่สมุด กระดาษ ปากกาและหนังสือเรียนในห้องเรียน

ชั่วโมงเรียนคณิตศาสตร์ คือ ให้นักเรียนหัดคิดเลขบนกระดาษ  บางทีครูก็เขียนโจทย์บนกระดานแล้วให้นักเรียนออกมาแก้โจทย์หน้าห้อง

เหตุผลของคุณครูใหญ่คือ เอาผลการสอบ PISA (ข้อสอบกลางทั่วโลกที่ทดสอบคณิตศาสตร์  การรู้หนังสือ และวิทยาศาสตร์) ของเด็กๆปัจจุบันไปเทียบกับเด็กต้นปี 2000 แล้วพบว่า

ผลทดสอบต่ำลงมากกว่า 25 คะแนนทุกวิชา

เหตุผลที่ครูเอาไปเทียบกับเด็กยุคต้นปี 2000 ก็เพราะว่า แม้ออสเตรเลียนั้นเริ่มสนใจเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาในโรงเรียนตั้งแต่ยุค 1970

แต่รัฐบาลออสเตรเลียเริ่มจริงจังให้เด็กๆทุกคนมีแลปทอปไปโรงเรียนในปี 2007

คุณครูใหญ่ “คริสทีน ฮาร์ดิ้ง” ซึ่งสอนหนังสือมากว่า 30 ปีสังเกตว่า ตั้งแต่เริ่มให้นักเรียนใช้คอมพิวเตอร์   นักเรียนก็ดูเครียด ดูกังวลมากขึ้น  ในขณะที่ผลการเรียนลดลง และที่สำคัญคือ หลายคนจำเรื่องที่เพิ่งเรียนไปหมาดๆวันนี้ไม่ได้

ผู้สื่อข่าวไปสัมภาษณ์นักเรียนมัธยมที่โรงเรียนนี้ว่ารู้สึกยังไงที่โรงเรียนให้เลิกใช้แลปทอป คำตอบก็คือ

“ลายมือสวยขึ้นมากเลยค่ะ”

“หนูจดบันทึกมากขึ้น  ตอนนี้หนูเขียนสมุดหมดไปครึ่งเล่มแล้ว”

“เป้เบาลงเยอะเลย  เพราะแต่ก่อนต้องแบกแลปทอปมาทุกวัน”

“เพื่อนๆมีส่วนร่วมในห้องเรียนมากขึ้นเยอะ”

“แลปทอปคือสิ่งที่ดึงความสนใจหนูออกจากบทเรียน”

ในเวลานี้ โรงเรียนในออสเตรเลียอีก 148 แห่งกำลังทบทวนระเบียบการใช้คอมพิวเตอร์ในโรงเรียนอยู่  ซึ่งคาดว่าจะเป็นไปตามแนวเดียวกัน คือ ลดการใช้แลปทอปลงให้มากที่สุด

สำหรับตัวผมนั้น เห็นด้วย 100% เพราะความเข้าใจบทเรียนที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อเราจดบันทึกเพราะสมองจะต้องเรียบเรียงข้อมูลก่อนที่เราจะเขียนออกมาได้

ที่มา : https://www.facebook.com/100063522588676/posts/1579286077532130/?rdid=LgBHxEII3H4UCggU#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top