Friday, 5 June 2026
ออสเตรเลีย

นายกฯ ออสเตรเลียเซ็ง “ไม่มีที่ไหนในโลกปลอดภัย” หลังเกาะร้างไร้คนมีแต่ ‘เพนกวิน’ ก็ไม่รอดภาษีทรัมป์ 10%

(14 ก.ค. 68) เกาะเฮิร์ดและหมู่เกาะแมกโดนัลด์ ซึ่งเป็นดินแดนห่างไกลของออสเตรเลียใกล้ทวีปแอนตาร์กติกา ถูกสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นบัญชีเก็บภาษีนำเข้า 10% แม้จะไม่มีประชากรอาศัยอยู่เลย และมีนักสำรวจเดินทางไปเยือนครั้งสุดท้ายเมื่อราว 10 ปีก่อนก็ตาม โดยเกาะเหล่านี้มีลักษณะเป็นภูเขาไฟปกคลุมด้วยน้ำแข็ง และเป็นถิ่นอาศัยของเพนกวินและแมวน้ำเท่านั้น

นอกจากเกาะที่ไม่มีคนอยู่ ข้อมูลของทำเนียบขาวยังแยกดินแดนภายนอกของออสเตรเลีย เช่น เกาะคริสต์มาส เกาะโคคอส และเกาะนอร์ฟอล์ก ออกจากออสเตรเลียแผ่นดินใหญ่ พร้อมกำหนดอัตราภาษีแตกต่างกัน โดยเกาะนอร์ฟอล์กซึ่งมีประชากรราว 2,000 คน ถูกเก็บภาษีสูงถึง 29% ทั้งที่ส่งออกสินค้าหลักไปยังสหรัฐฯ แค่รองเท้าหนังเพียงไม่กี่แสนเหรียญ

นายจอร์จ แพลนต์ (George Plant) ผู้ดูแลเกาะนอร์ฟอล์ก แสดงความแปลกใจต่อข้อมูลของสหรัฐฯ โดยระบุว่า “ไม่มีการส่งออกจากเกาะไปยังสหรัฐฯ เลย” ขณะที่นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แอนโทนี อัลบาเนซี (Anthony Albanese) กล่าวประชดนโยบายดังกล่าวว่า “ไม่มีที่ไหนในโลกที่ปลอดภัยจากภาษีทรัมป์อีกแล้ว”

ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่าสหรัฐฯ เคยนำเข้าสินค้ามูลค่ากว่า 1.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากเกาะเฮิร์ดและหมู่เกาะแมกโดนัลด์ในปี 2022 โดยส่วนใหญ่ระบุว่าเป็นเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ไฟฟ้า แต่ไม่มีการอธิบายชัดเจนว่าสินค้าเหล่านั้นมาจากไหนหรือเป็นอะไร ขณะที่ก่อนหน้านี้ตลอด 5 ปี ตัวเลขนำเข้าเฉลี่ยต่อปีจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ที่เพียงหลักหมื่นถึงไม่เกินครึ่งล้านดอลลาร์เท่านั้น

นักวิเคราะห์ออสซี่จากสถาบัน ASPI เปิดข้อมูลสำคัญจากภาพดาวเทียม ชี้ชัด!! “กัมพูชาเริ่มก่อน” มีการเสริมกำลังล่วงหน้า ก่อนเปิดฉากปะทะชายแดน

(25 ก.ค. 68) นาธาน รูเซอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาพถ่ายดาวเทียมจากสถาบัน ASPI ของออสเตรเลีย เปิดเผยหลักฐานใหม่ว่าความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชารอบล่าสุดมีแนวโน้มเริ่มจากฝั่งกัมพูชา โดยเขาตรวจสอบภาพดาวเทียมย้อนหลังพบว่า ทหารเขมรได้เสริมกำลังในหลายพื้นที่ก่อนเกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 และยังเร่งส่งทรัพยากรทางยุทธศาสตร์เพิ่มเติมทันทีหลังเกิดเหตุ

ผู้เชี่ยวชาญรายดังกล่าวได้เผยแพร่แผนที่แสดงความหนาแน่นของกิจกรรมทางทหารในฝั่งกัมพูชา ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ก่อนวันที่ 24 กรกฎาคม โดยย้ำว่าภาพถ่ายดาวเทียมเป็นหลักฐานที่ “ไม่สามารถบิดเบือนได้” พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันแชร์ข้อมูลนี้ เพื่อให้โลกได้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง

ทั้งนี้ นาธาน รูเซอร์ (Nathan Ruser) เป็นนักวิเคราะห์ที่มีชื่อเสียงจากการติดตามความขัดแย้งในยูเครน เมียนมา และตะวันออกกลาง โดยข้อมูลของเขาถูกใช้โดยสื่อใหญ่ระดับโลกมาแล้วหลายครั้ง ทั้ง CNN, BBC และ Reuters ทำให้รายงานล่าสุดนี้ได้รับความสนใจจากหลายฝ่ายที่ติดตามสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หนุ่มออสซี่ วัย 20 ปี ประกาศตั้ง ‘สาธารณรัฐเวอร์ดิส’ มีรัฐบาล-ประชากร 400 คน!! บนพื้นที่พิพาท ‘โครเอเชีย-เซอร์เบีย’

(13 ส.ค. 68) แดเนียล แจ็กสัน (Daniel Jackson) นักออกแบบดิจิทัล ชาวออสเตรเลียวัย 20 ปี ประกาศตั้ง 'สาธารณรัฐเสรีเวอร์ดิส' บนพื้นที่ป่า 125 เอเคอร์ หรือประมาณ 316 ไร่ ริมแม่น้ำดานูบ ระหว่างโครเอเชียกับเซอร์เบีย ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทที่ไม่มีประเทศใดอ้างสิทธิ์ เดิมรู้จักในชื่อ 'พ็อกเก็ตทรี'

สำหรับสาธารณรัฐเสรีเวอร์ดิส มีทั้งธงชาติ รัฐบาล คณะรัฐมนตรี ใช้สกุลเงินยูโร กำหนดภาษาอังกฤษ โครเอเชีย และเซอร์เบียเป็นภาษาทางการ ซึ่งประชากรแล้วราว 400 คน โดย ‘แจ็กสัน’ ประกาศเอกราชเมื่อ 30 พฤษภาคม 2019 หลังเริ่มสร้างรัฐบาลตั้งแต่อายุ 18 ปี

การเดินทางเข้าประเทศทำได้ทางเรือจากเมืองโอซิเยก ประเทศโครเอเชีย แต่การตั้งถิ่นฐานถูกต่อต้านอย่างหนัก โดยในเดือนตุลาคม 2023 ตำรวจโครเอเชียจับกุมและเนรเทศผู้ตั้งถิ่นฐานหลายคน รวมถึงแจ็กสัน พร้อมสั่งห้ามเข้าประเทศตลอดชีวิต โดยอ้างว่าเป็น 'ภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ'

ปัจจุบัน แจ็กสันอ้างว่าดำเนินงานในฐานะ 'รัฐบาลพลัดถิ่น' พร้อมกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่โครเอเชียตั้งกล้องสอดส่องตามชายฝั่งเวอร์ดิสเพื่อขัดขวางการเข้าพื้นที่จากฝั่งเซอร์เบีย เขายืนยันต้องการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับโครเอเชีย แม้จะถูกปฏิบัติอย่างแข็งกร้าวก็ตาม ขณะเดียวกัน เซอร์เบียมีท่าทีเปิดกว้างมากกว่า

ทั้งนี้ พลเมืองเวอร์ดิสแต่ละคนจะได้รับหนังสือเดินทางอย่างถูกต้อง แต่แจ็กสันเตือนว่าไม่ควรใช้ในการเดินทางระหว่างประเทศ แม้จะมีบางกรณีที่ใช้ผ่านด่านเข้าได้จริงก็ตาม ประเทศเล็กแห่งนี้คัดเลือกพลเมืองอย่างเข้มงวด โดยให้ความสำคัญกับผู้มีทักษะที่จำเป็น เช่น แพทย์หรือเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย

อย่างไรก็ตาม แม้จะเจอปัญหาและอุปสรรคหลายอย่าง แต่แจ็กสันยังมั่นใจว่าจะได้กลับไปครองพื้นที่นี้อีกครั้ง เพราะโครเอเชียไม่ได้อ้างสิทธิ์ในดินแดนนี้ หากทำได้สำเร็จเขาก็พร้อมจะสละตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศ และจัดให้มีการเลือกตั้ง เพราะไม่ได้ต้องการถือครองอำนาจถาวร

‘บ๊อบ แคทเตอร์’ สส.ออสเตรเลียฉุนขาด เกือบต่อยนักข่าว!! หลังถูกถามเรื่องเชื้อสายเลบานอน

(1 ก.ย. 68) บ็อบ แคทเตอร์ (Bob Katter) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออสเตรเลีย ตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังถูกถ่ายคลิปขณะยกกำปั้นข่มขู่ผู้สื่อข่าว ระหว่างการแถลงข่าวหน้ารัฐสภารัฐควีนส์แลนด์ จากการที่ผู้สื่อข่าวถามถึงเชื้อสายเลบานอนของเขา ซึ่งทำให้แคทเตอร์ไม่พอใจ และตอบกลับว่า “ผมเคยต่อยปากคนมาแล้วหลายครั้ง อย่าพูดแบบนั้นออกมา!”

แคทเตอร์ยืนยันว่าตนเป็น “ชาวออสเตรเลียแท้” และครอบครัวอยู่ในประเทศมากว่า 140 ปี พร้อมกล่าวหาผู้สื่อข่าวว่าเป็น “พวกเหยียดเชื้อชาติ” ขณะที่นักข่าว จอช บาวาส (Josh Bavas) จากช่อง 9 ออสเตรเลีย ยังคงตั้งคำถามต่อเนื่อง แม้ถูกข่มขู่ต่อหน้า

ต่อมา แคทเตอร์ออกมาเรียกร้องให้ผู้สื่อข่าวและสถานีดังกล่าวออกมาขอโทษ โดยระบุว่าการถูกมองว่าไม่ใช่ออสเตรเลียนั้น เป็นการดูถูกอย่างยิ่ง ด้านผู้สื่อข่าวบาวาสมองว่าเป็นการแถลงข่าวที่เหนือความคาดหมาย และตนเพียงต้องการสะท้อนคุณค่าของครอบครัวผู้อพยพที่ช่วยสร้างชาติออสเตรเลีย

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้คลิปกลายเป็นไวรัล และถึงขั้นนายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบานีส (Anthony Albanese) ออกมาวิพากษ์ว่า แคทเตอร์ควรกลับไปดูพฤติกรรมตัวเอง พร้อมย้ำว่า “ออสเตรเลียเกิดจากผู้อพยพ” และยกตัวอย่างว่า แม้แต่ตนชื่ออัลบานีส (เชื้อสายอิตาลี-ไอริช) หรือผู้นำวุฒิสภาที่ใช้นามสกุลวอง ก็สะท้อนความจริงข้อนี้ว่า คนที่อพยพเข้ามาทำให้ออสเตรเลียแข็งแกร่งขึ้น

‘ออสเตรเลีย’ ทุ่มงบกว่า 2.5 แสนล้านบาท สร้าง!! ‘อู่ต่อเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์’ รองรับภารกิจ!! ตามข้อตกลงภายใต้ ‘สนธิสัญญาออคัส’ เพื่อเตรียมรับมือ ‘จีน’

(14 ก.ย. 68) รัฐบาลออสเตรเลียระบุว่าจะใช้งบประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือเกือบ 252,330 ล้านบาทสำหรับ อู่ต่อเรือดำน้ำ ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย

เพื่อดำเนินการสร้างและส่งมอบเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ภายใต้สนธิสัญญาออคัส (AUKUS) สนธิสัญญาความมั่นคงอินโด-แปซิฟิกระหว่างออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกาซึ่งตกลงกันในปี 2564

โดยมีเป้าหมายจัดหาเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ให้แก่ออสเตรเลียภายในทศวรรษหน้าเพื่อรับมือกับความทะเยอทะยานของจีนในภูมิภาค

ทั้งนี้ เมื่อปี 2567 ออสเตรเลียทุ่มเงิน 127 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 2,670 ล้านบาท) เพื่อยกระดับอู่ต่อเรือเฮนเดอร์สัน และจะใช้งบประมาณอีกหลายพันล้านดอลลาร์ในอีก 20 ปีข้างหน้าเพื่อเปลี่ยนอู่ต่อเรือแห่งนี้ให้กลายเป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุงกองเรือดำน้ำของกลุ่มออคัส

รัฐบาลออสเตรเลียยังระบุว่าอู่ต่อเรือแห่งนี้จะสร้างเรือยกพลขึ้นบกลำใหม่ให้กองทัพบกออสเตรเลียและเรือฟริเกตอเนกประสงค์ให้กองทัพเรือซึ่งจะช่วยสนับสนุนตำแหน่งงานในท้องถิ่นประมาณ 10,000 ตำแหน่ง

เตือนภัย!! ‘เมลเบิร์น’ ไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด!! โดนฉก ต่อหน้าต่อตา!! ตำรวจช่วยอะไรไม่ได้เลย

(20 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ลักพาตัวเองมาเล่า’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘เมืองเมลเบิร์น’ โดยมีใจความว่า ...

เมลเบิร์นไม่ใช่เมืองที่ปลอดภัยนะครับ โดยเฉพาะในเมือง

อยากเตือนภัยเพราะหลาย ๆ คนที่ยังติดวางใจว่าออสเตรเลียปลอดภัย วางของไว้ห่างตัวได้ เมื่อก่อนทำได้ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แบบนั้นแล้วครับ
วันนี้ระหว่างเดินกลับบ้าน ผมเห็นคนขี่จักรยานย้อนศรบนถนนด้วยความเร็ว แล้วข้างหลังก็มีวัยรุ่นคนนึงวิ่งตามไปติด ๆ

วัยรุ่นคนนั้นวิ่งไล่สักพักก็เหนื่อยแล้วก็เดินหันหลังกลับมา ผมเห็นว่าผิดปรกติเลยถามไปว่า “Did he snatch something off of you?" (ไอ้นั่นขโมยอะไรไปรึเปล่า?)
คำตอบคือใช่ 

น้องนั่งเล่นมือถือที่โต๊ะหน้าผับ (เป็นโต๊ะของผับที่เอามาตั้งให้ลูกค้านั่งข้างนอกด้วยนะ) เล่นแบบนั่งกดเลยนะ ไม่ได้วางบนโต๊ะ
ไอ่สารเลวนี่ก็ขี่จักรยานมาโฉบมือถือแล้วปั่นหนีหายไปเลย

ผมให้น้องยืมมือถือโทรหาที่บ้าน เพราะเค้าดูช็อคและทำอะไรไม่ถูก

นี่ไม่ใช่เคสเดียวนะ

วีคก่อน ของที่ผมสั่งมาส่งตรง mailbox zone ก็โดยขโมยไปเหมือนกัน

เปิดร้านมา คนบ้ามาป่วนในร้านได้เป็นสิบ ๆ ครั้งแล้ว โดนทุบกระจกแบบไร้เหตุผล
คนจีนอีกคนแค่มองโฮมเลส โดนต่อย เลือดอาบหน้า

ร้านเชฟพี่ปุ๊ก โฮมเลสเข้ามาจะขโมยของ พนักงานไปห้ามโดนขวดตีหัวเย็บสองเข็ม
ไอ้พวกนี้บวกมันไม่คุ้ม ฉะนั้นทุกคนครับ ระวังตัวกันให้มาก ๆ เลยนะ อย่าแลกอะไรทั้งสิ้น

ส่วนใหญ่ มันจะเล็งวัยรุ่นเอเชีย หรือผู้หญิงเอเชียที่เดินคนเดียว อยู่คนเดียว เพราะสู้แรงมันไม่ได้

โทรศัพท์ อย่ายืนกดตรงฟุตบาทจนเพลิน อย่าเดินถือแกว่งไปมา
กระเป๋า สะพายคล้องตัวนะครับ จับให้แน่น

และจำไว้ว่าตำรวจบ้านเมืองนี้กากมากครับ เค้าไม่ช่วยอะไรเราเลย ลงบันทึกประจำวันแล้วเรื่องก็จะเงียบ

ผมเจอเหตุการณ์วันนี้ต่อหน้าต่อตา ภาพมันติดตาไปแล้ว ไม่อยากให้ใครเจอแบบนี้อีก เตือนเพื่อน ๆ พี่ ๆ กันด้วยนะครับ มือถือนี่ระวังดี ๆ เงินทองยิ่งหายากอยู่
 

ออโตบาห์น-เกาะแมน-ออสเตรเลียเหนือ เสน่ห์ดึงดูด!! ของนักขับที่อยากลองเหยียบมิดไมล์

การจำกัดความเร็ว เป็นมาตรการแบบหนึ่งที่ใช้ในการควบคุมความเร็วของยานพาหนะในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น ถนน, ทางหลวง, หรือเขตเมือง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง ทั้งยังเป็นการลดความเสี่ยงในโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุ การจำกัดความเร็วจะกำหนดเป็นตัวเลขที่บ่งบอกถึงความเร็วสูงสุดที่ยานพาหนะสามารถขับขี่ได้ในพื้นที่นั้น ๆ จุดประสงค์ของการจำกัดความเร็ว: (1)ลดอุบัติเหตุ: ความเร็วที่สูงเกินไปทำให้ระยะการหยุดรถเพิ่มขึ้น และลดเวลาในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนถนน (2)เพิ่มความปลอดภัย: การจำกัดความเร็วช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้นในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน และ (3)ป้องกันการเสียชีวิต: การลดความเร็วในพื้นที่เสี่ยง เช่น บริเวณโรงเรียนหรือเขตชุมชน จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุที่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ

ประเภทของการจำกัดความเร็ว แบ่งออกเป็น (1)การจำกัดความเร็วตามประเภทของถนน อาทิ ถนนในเขตเมือง: มักจะจำกัดความเร็วที่ประมาณ 50-60 กม./ชม. เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการจราจรที่หนาแน่นและสัญญาณไฟจราจร หรือ ถนนทางหลวง: โดยทั่วไปจะจำกัดความเร็วอยู่ที่ 90-120 กม./ชม. ขึ้นอยู่กับสภาพถนนและความปลอดภัย และ ทางด่วน: สามารถจำกัดความเร็วที่ 120 กม./ชม. หรือต่ำกว่านั้นในบางจุด

(2)การจำกัดความเร็วตามประเภทของยานพาหนะ ได้แก่ ยานพาหนะที่มีน้ำหนักหรือขนาดใหญ่ เช่น รถบรรทุก อาจมีการจำกัดความเร็วที่ต่ำกว่ารถยนต์ทั่วไป เพื่อความปลอดภัย ในบางครั้งจะมีการจำกัดความเร็วสำหรับ จักรยานยนต์ หรือ รถโดยสาร ตามที่กฎหมายกำหนด และ (3)การจำกัดความเร็วในเขตอันตราย: ในบางจุด เช่น บริเวณใกล้โรงเรียน หรือเขตชุมชนที่มีความหนาแน่นของผู้คน มักจะมีการจำกัดความเร็วที่ต่ำลง เช่น 30-40 กม./ชม. เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากความเร็วที่สูงเกินไป

แต่ก็มีถนนบางสายบนโลกใบนี้ที่ไม่มีการจำกัดความเร็วเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจินตนาการถึงชีวิตที่ไร้ขีดจำกัดในเรื่องความเร็ว แต่มีถนนบางสายที่เป็นแบบนี้จริง ๆ ดังนั้น หากท่านผู้อ่านเป็นคนที่ชอบขับรถเร็ว เชิญชวนให้ลองแวะไปเยี่ยมชมและทดลองขับรถบนถนนอันน่าทึ่งเหล่านี้ดูสักครั้งหนึ่งในชีวิต

1. ออโตบาห์น (Autobahn) ประเทศเยอรมนี เมื่อเรานึกถึงถนนที่ไม่มีการจำกัดความเร็ว ถนนสาย แรกที่มักจะนึกถึงคือ ออโตบาห์น ระบบทางหลวงอันเป็นสัญลักษณ์ของเยอรมนี ซึ่งมีชื่อเสียงไปทั่วโลกในเรื่องของถนนมาตรฐานที่ทอดยาวอย่างไร้ขีดจำกัด ซึ่งมักถูกมองข้ามว่า มีการจำกัดความเร็วไว้ที่ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (80 ไมล์ต่อชั่วโมง) แม้ว่า ถนนที่ไม่มีการจำกัดความเร็วอาจฟังดูเหมือนถนนที่รอวันเกิดอุบัติเหตุขึ้น แต่ออโตบาห์นเป็นหนึ่งในเครือข่ายทางหลวงที่ปลอดภัยที่สุดในโลก สาเหตุหลักมาจากกฎระเบียบความปลอดภัยที่เข้มงวด และการมีอยู่ของ Autobahnpolizei หรือ หน่วยตำรวจประจำออโตบาห์นโดยเฉพาะ แต่เรื่องที่หลายคนไม่รู้เกี่ยวกับออโตบาห์นก็คือ มันไม่ได้มีการจำกัดความเร็วเสมอไป อันที่จริงแล้ว เส้นทางกว่า 8,000 ไมล์ของเครือข่ายเส้นทางสายนี้ถูกควบคุมด้วยการจำกัดความเร็ว และหลายคนเชื่อว่าการจำกัดเหล่านี้ควรขยายไปทั่วทั้งระบบ ทั้งด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีแผนที่จะออกการจำกัดความเร็วเพิ่มเติมเกี่ยวกับทางด่วนเยอรมัน แต่ในที่สุดผู้รณรงค์ก็อาจได้สิ่งที่ต้องการ ดังนั้น หากต้องการใช้ความเร็วบนทางด่วนอันน่าทึ่งนี้ ควรรีบคว้าโอกาสไว้เลยดีกว่า ก่อนที่จะมีการจำกัดความเร็วเกิดขึ้นบนถนนออโตบาห์น

2. เกาะแมน (Isle of Man) หมู่เกาะของสหราชอาณาจักรในทะเลไอริช เกาะแมนมีชื่อเสียงในสองเรื่อง คือ แมวแมงซ์ไร้หาง และการแข่งขัน Isle of Man TT หนึ่งในการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบประจำปีที่เก่าแก่และอันตรายที่สุดในโลก และบางทีเหตุผลที่เกาะเล็ก ๆ แห่งนี้กลายเป็นสถานที่จัดงานแข่งขันมอเตอร์ไซค์สุดหวาดเสียวเช่นนี้ได้ ด้วยเพราะเป็นสถานที่หนึ่งในไม่กี่แห่งบนโลกที่ไม่มีการจำกัดความเร็ว ด้วยถนนชนบทและหมู่บ้านที่เงียบสงบ เกาะแมนอาจฟังดูไม่เหมือนสนามแข่งความเร็ว แต่ ด้วยความนิยมอย่างล้นหลามของการแข่งขัน Isle of Man TT และถนนที่ไร้การจำกัดความเร็วของเกาะ ทำให้มีผู้คนนับพันเดินทางมาบิด/เหยียบคันเร่งเพื่อเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันในแต่ละปี การไม่จำกัดความเร็วของเกาะแมนเริ่มต้นขึ้นในปี 1904 เมื่อผู้ว่าการเกาะแมนได้กำหนดให้มีเส้นทางการแข่งขันรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในพื้นที่ ซึ่งเขาคิดว่า จะเป็นการช่วยส่งเสริมการมาเยือนเกาะแห่งนี้ เมื่อรวมกับการแข่งขัน TT และ Manx Grand Prix ได้ทำให้เกาะนี้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งความเร็วกลางทะเลไอริช ปัจจุบันผู้ขับขี่ยานพาหนะบนเกาะแมนจะพบการจำกัดความเร็วบ้างเฉพาะในเขตชุมชนบนเกาะ แต่ถนนหลายเส้นทางยังคงไม่มีการจำกัดความเร็ว ทำให้ธุรกิจเช่ารถสปอร์ตซุปเปอร์คาร์ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากบนเกาะแห่งนี้ เพียงแต่ต้องระวังทางโค้งคดเคี้ยวที่ต้องพบเจอตามเส้นทาง TT Mountain Route อันเลื่องชื่อ

3. นอร์เทิร์นเทร์ริทอรี (The Northern Territory (NT)) ออสเตรเลีย เขตปกครองนอร์เทิร์นเทร์ริ ทอรีอันแห้งแล้งของออสเตรเลียนั้น ใหญ่โต กว้างใหญ่ไพศาลมาก มากกว่าขนาดของสหราชอาณาจักรถึง 5 เท่า นั่นหมายความว่าที่นี่เป็นที่ตั้งของถนนที่ยาวเหยียด ตรง และราบเรียบ ซึ่งมีจำนวนจิงโจ้มากกว่าจำนวนประชากรเสียอีก ถนนหลายสายในเขตนี้ไม่มีข้อจำกัดความเร็ว และเหมาะสำหรับการขับขี่รถยนต์ ในอดีต ถนนในเขตนอร์เทิร์นเทร์ริทอรีไม่มีข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น แต่ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปเมื่อมีการบังคับใช้กฎจำกัดความเร็วในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ซึ่งรัฐบาลออสเตรเลียชุดปัจจุบันกำลังยกเลิกกฎดังกล่าว ตั้งแต่ปี 2014 จนถึงปัจจุบัน ทางหลวงหลายร้อยไมล์ในเขตนอร์เทิร์นเทร์ริทอรีได้รับการฟื้นฟูสภาพให้กลับมาเป็นทางหลวงที่ไม่มีการจำกัดความเร็ว ทำให้ผู้ขับขี่สามารถใช้ความเร็วได้อย่างเต็มที่ และแม้แต่ในพื้นที่ที่มีการจำกัดความเร็ว ผู้ขับขี่ก็ถูกจำกัดความเร็วไว้ถึง 86 ไมล์ต่อชั่วโมง แม้ว่าการจำกัดความเร็วจะเป็นสิ่งสำคัญในเขตเมือง แต่สำหรับเขตปกครองนอร์เทิร์นเทร์ริทอรีแล้วไม่ใช่ปัญหาเลย แม้จะมีพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่กลับมีประชากรอาศัยอยู่ไม่ถึงสองแสนห้าหมื่นคน ดังนั้นแม้จะอยู่บริเวณเส้นทางสีแดงก็ไม่น่าจะเจอปัญหารถติด

ยังมีถนนบางสายที่แม้มีการจำกัดความเร็ว แต่ความเร็วสูงสุดที่จำกัดนั้นค่อนข้างสูงมากจนเกือบเป็นเสมือนถนนที่ไม่มีการจำกัดความเร็วได้เลย เช่น

1. ออโตสตราดา ของโปแลนด์ บางทีอาจจะเหมือนกับประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นได้ ที่นี่ผู้ขับขี่สามารถขับรถได้ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 87 ไมล์ (140 กิโลเมตร) ต่อชั่วโมง และด้วยมาตรการควบคุมความเร็วที่น้อยมาก จึงน่าจะทำความเร็วได้มากกว่านี้อีกมาก ซึ่งแน่นอนว่าผิดกฎหมายและมีโทษปรับในอัตราสูง เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้โปแลนด์มีการจำกัดความเร็วบนมอเตอร์เวย์ที่สูงเช่นนี้ เป็นเพราะถนนหลายสายของโปแลนด์เชื่อมต่อกับทางหลวงออโตบาห์นของเยอรมนี รวมถึงเส้นทางขับรถ E30 อันโด่งดังซึ่งทอดยาวจากเมืองคอร์ก ประเทศไอร์แลนด์ ไปจนถึงกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยาวกว่า 2,100 ไมล์

2. ทางหลวงหมายเลข 130 ของสหรัฐอเมริกา การจำกัดความเร็วสูงสุดสหรัฐอเมริกามีแนวทางที่ค่อนข้างกระจัดกระจาย อันเนื่องจากข้อจำกัดเหล่านี้ถูกกำหนดขึ้นตามแต่ละมลรัฐ ซึ่งหมายความว่าต้องคอยตรวจสอบการจำกัดความเร็วในพื้นที่ที่ขับยานพาหนะอยู่เสมอ หากมีการวางแผนเดินทางท่องเที่ยวในสหรัฐอเมริกา หนึ่งในเส้นทางที่เร็วที่สุดที่สามารถขับได้ในสหรัฐอเมริกาคือ ทางหลวงหมายเลข 130 ตัดผ่านมลรัฐเท็กซัส บางส่วนของเส้นทางนี้จำกัดความเร็วไว้ที่ 85 ไมล์ (ราว 137 กิโลเมตร) ต่อชั่วโมง ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยทิวทัศน์ของอันน่าทึ่งของทางหลวงสายนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่น่าสนใจหากมีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวในสหรัฐอเมริกา
*ทางหลวงสหรัฐอเมริกาหมายเลขคี่จะเป็นเส้นทางแนวเหนือ-ใต้ และหมายเลขคู่จะเป็นเส้นทางแนวตะวันตก-ตะวันออก

3. ทางหลวง E11 ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ด้วยรถซุปเปอร์คาร์จำนวนมหาศาลของประเทศนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะการจำกัดความเร็วที่สูงลิ่ว บนถนนสายหนึ่งใกล้อ่าวเปอร์เซีย ผู้ขับขี่ไม่ได้รับอนุญาตให้ขับด้วยความเร็วมากกว่า 100 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่สามารถขับได้สบาย ๆ ด้วยความเร็วจำกัดที่ 99 ไมล์ (ราว 160 กิโลเมตร) ต่อชั่วโมง แต่ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาและจำนวนรถยนต์บนท้องถนนยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กำลังเผชิญกับการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้นและการจำกัดความเร็วที่สมเหตุสมผลมากขึ้น นั่นหมายความว่าสำหรับเจ้าของรถสปอร์ตหลายพันคนในประเทศนี้ การขับขี่ด้วยความเร็ว 99 ไมล์ต่อชั่วโมงในอนาคตอาจถูกจำกัด

สำหรับบ้านเราแล้ว กฎกระทรวง กำหนดความเร็วรถวิ่งเลนขวา 100-120 กม./ชม. กำหนดอัตราความเร็วรถยนต์บนทางหลวงและทางหลวงชนบท รถยนต์สูงสุดไม่เกิน 120 กม./ชม. รถจักรยานยนต์ไม่เกิน 100 กม./ชม. ตั้งแต่ 10 มีนาคม 2564 บังคับใช้แก่ทางหลวงแผ่นดินหรือทางหลวงชนบทที่มีทางเดินรถ ตั้งแต่ 2 ช่องเดินรถขึ้นไป แม้ว่า ปัจจุบันสามารถขับขี่ยานพาหนะด้วยความเร็ว 100-120 กม./ชม. ได้แล้วก็ตาม แต่ก็มีข้อพิจารณาหลายประการในการขับขี่ยานพาหนะ เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้ทางคนอื่น ๆ โดยต้องพิจารณาถึงสภาพของผู้ขับขี่ เช่น สุขภาพกายและใจ การมองเห็น การรับฟัง การเคลื่อนไหว การตัดสินใจ ฯลฯ การดื่มแอลกอฮอล์ การอ่อนเพลีย ง่วงนอน เหล่านี้ก็ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเป็นผู้ขับขี่

ทั้งนี้ ไทยเราเคยติด อันดับหนึ่งในสามของโลก ในแง่ของอัตราการเสียชีวิตบนถนนต่อประชากร (จำนวนรายต่อ 100,000 คน/ปี) ตัวเลขประมาณการโดย WHO (ช่วงก่อนโควิดระบาด) อยู่ที่ 30 - 36 คนต่อ 100,000 คน/ปี ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ ~32 คน/100,000 คน/ปี ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ ~18 คน/100,000 คน/ปี และประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น สวีเดน จะต่ำกว่า 5 คน/100,000 คน/ปี สถิติจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของบ้านเราอยู่ที่ประมาณปีละ 10,000 คน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่าง ๆ เช่น สงกรานต์, ปีใหม่, และ วันหยุดยาว ที่มักจะมีอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น โดยช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยที่สุด มักจะเกิดขึ้นในช่วง กลางคืน โดยเฉพาะระหว่าง 18:00 – 22:00 น. ประเภทของอุบัติเหตุที่พบมากที่สุดเกิดจาก การขับขี่เร็วเกินกำหนด, การเมาแล้วขับ, และ การใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างขับขี่ ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุส่วนใหญ่เป็น ผู้ขับขี่จักรยานยนต์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด โดยกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในการเกิดอุบัติเหตุ คือ วัยรุ่นและคนหนุ่มสาว อายุระหว่าง 15-29 ปี ดังนั้นจึงต้องขับขี่ยานพาหนะด้วยความระมัดระวัง ไม่ประมาท ดื่มแอลกอฮอล์ การอ่อนเพลีย ง่วงนอน ต้องไม่ขับ

‘เวเนซุเอลา’ ปิดสถานทูตใน ‘นอร์เวย์–ออสเตรเลีย’ เดินหน้าสร้างพันธมิตรใหม่ในแอฟริกา

(14 ต.ค. 68) รัฐบาลเวเนซุเอลาประกาศปิดสถานทูตในนอร์เวย์และออสเตรเลีย เพื่อปรับโครงสร้างการทูตรอบใหม่ โดยระบุว่าเป็น “การกระจายทรัพยากรเชิงกลยุทธ์” เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายต่างประเทศยุคใหม่ ที่มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรกับประเทศในกลุ่ม 'โลกใต้' (Global South) มากกว่าชาติตะวันตก

นายอีวาน กิล (Yvan Gil) รัฐมนตรีต่างประเทศของเวเนซุเอลา แถลงว่า การปรับโครงสร้างนี้มีเป้าหมายเพื่อใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับความร่วมมือในด้านการพัฒนา การศึกษา พลังงาน และความมั่นคง โดยเฉพาะกับประเทศที่มีจุดยืนสอดคล้องกับเวเนซุเอลาในเวทีโลก

พร้อมกันนี้ เวเนซุเอลายังประกาศเปิดสถานทูตแห่งใหม่ในซิมบับเวและบูร์กินาฟาโซ เพื่อใช้เป็นฐานขยายความร่วมมือในด้านเกษตร เหมืองแร่ และพลังงาน ถือเป็นสัญญาณชัดว่า ประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) แห่งเวเนซุเอลา กำลังหันเหจุดศูนย์กลางการทูตจากตะวันตก มุ่งหน้าสู่แอฟริกาและพันธมิตรโลกใต้มากขึ้น

ติ๊กต็อก–เมตา–สแน็ป ยอมทำตามกฎหมายใหม่ออสเตรเลีย ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียล เริ่มมีผล 10 ธันวาคม 2568 ฝ่าฝืนอาจถูกปรับ 1 พันล้านบาท

(4 ต.ค. 68) ไบต์แดนซ์ (ByteDance) บริษัทแม่ของติ๊กต็อก (TikTok), เมตา (Meta) เจ้าของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม รวมถึงสแน็ป (Snap) ผู้ให้บริการสแน็ปแชต (Snapchat) ประกาศต่อรัฐสภาออสเตรเลียว่าจะปฏิบัติตามกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับแรกของโลกในลักษณะนี้ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

บริษัททั้งสามระบุว่าจะปิดบัญชีของผู้ใช้งานที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีทันทีเมื่อกฎหมายมีผล โดยกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบตั้งแต่ปี 2024 และมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของเยาวชนในโลกออนไลน์

เจนนิเฟอร์ สเตาท์ (Jennifer Stout) รองประธานอาวุโสฝ่ายนโยบายระดับโลกของสแน็ป แสดงความกังวลว่าการแบนอาจทำให้วัยรุ่นหันไปใช้บริการส่งข้อความอื่นที่ขาดระบบป้องกันความปลอดภัยเท่าที่ควร แม้จะไม่เห็นด้วยกับมาตรการนี้ แต่บริษัทจะปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเต็มที่ 

ขณะที่เมตาเตรียมติดต่อผู้ใช้ออสเตรเลียอายุต่ำกว่า 16 ปีราว 450,000 คน เพื่อให้เลือกว่าจะลบบัญชีหรือเก็บข้อมูลไว้จนกว่าจะมีอายุครบตามกำหนด

ทั้งนี้ กฎหมายใหม่กำหนดโทษปรับสูงสุดถึง 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 1.05 พันล้านบาท) สำหรับบริษัทที่ไม่ดำเนินมาตรการป้องกันอย่างเหมาะสม เพื่อห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงแพลตฟอร์มของตน ถือเป็นก้าวสำคัญในการควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียของเยาวชนในระดับโลก

กราดยิง “บอนไดบีช” กลางพิธีฮานุกกาห์ ผู้คนแตกตื่นหนีตายริมชายหาด ตำรวจนิวเซาท์เวลส์ยืนยันผู้เสียชีวิตรวมมือปืน 1 ราย หน่วยงานเร่งสืบสวนแรงจูงใจ

(15 ธ.ค. 68) รัสเซียติดตามสถานการณ์ยิงกราดในซิดนีย์ ออสเตรเลีย หลังเหตุรุนแรงที่ชายหาดบอนไดบีชเมื่อวันอาทิตย์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 คน รวมผู้ยิง 1 ราย และผู้บาดเจ็บอีกกว่า 20 คน

มาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ระบุในสปุตนิกว่า "เรากำลังติดตามข่าวที่น่าสยดสยองจากออสเตรเลีย การยิงผู้บริสุทธิ์ในช่วงวันหยุดทางศาสนาเป็นโศกนาฏกรรมที่เลวร้ายอย่างยิ่ง" พร้อมบอกว่า สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียในแคนเบอร์ราและกงสุลใหญ่ในซิดนีย์ยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อตรวจสอบว่ามีพลเมืองรัสเซียได้รับผลกระทบหรือไม่

รายงานจากตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ ระบุว่ามือปืนหลายคนเปิดฉากยิงในเขตบอนไดบีชขณะชุมชนยิวฉลองเทศกาลฮานุกกาห์ มีผู้เสียชีวิต 12 ราย รวมมือปืน 1 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บ 29 ราย นอกจากนี้ยังมีตำรวจบาดเจ็บ 2 นาย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อชาวยิวกำลังทำพิธีจุดเทียนฮานุกกาห์ในชุมชน

เหตุการณ์ยิงกราดครั้งนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยถือเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมที่สะเทือนขวัญในออสเตรเลีย ขณะที่รัฐบาลและหน่วยงานหลายประเทศเฝ้าติดตามผลกระทบ และให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทันที


ที่มา : Sputnik


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top