Friday, 5 June 2026
อนุทิน_ชาญวีรกูล

สงครามเงียบ ‘นายใหญ่’-‘ครูใหญ่’ ต่างฝ่ายต่าง 'ซ่อนดาบในรอยยิ้ม'

เบิร์ทเดย์ ครบ 66 ย่างปีที่ 67 ของเนวิน ชิดชอบ เมื่อ 4 ต.ค.2567 ยิ่งใหญ่อลังการตามรูปแบบฉบับของ ‘ครูใหญ่เนวิน’ และตระกูลชิดชอบ มีพิธีปะกำช้าง ผูกข้อมือเรียกขวัญโดยครูปะกำ..

ไฮไลต์ไม่ได้อยู่ที่การผูกข้อมือครูใหญ่ แต่อยู่ที่ครูใหญ่พูดเสียงดังขณะผูกข้อมือให้ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่า... “ผูกให้เป็นนายกฯ ผูกให้ยิ่งใหญ่ ผูกให้แข็งแรง..”

ข่าวงานวันเกิดก๊อปปี้เดียว แต่ถูกแพร่กระจายไปนับร้อยสำนักสื่อในชั่วพริบตา..ตามมาด้วยบทวิเคราะห์ โดยมีจุดร่วมคือ..วันนี้ครูใหญ่เนวินและพรรคสีน้ำเงิน รวมทั้งสว.สีน้ำเงิน คือขั้วอำนาจหรือ 'ดุลอำนาจ' ที่ทรงพลังยิ่ง ไม่แพ้ดุลอำนาจของอีกกลุ่มที่นำโดย ‘นายใหญ่’ ทักษิณ ชินวัตร..

ปี 2551 เนวิน แยกทางกับทักษิณ ชินวัตร พร้อมวลี “มันจบแล้วครับนาย”...พ.ศ.2566 -67 ทักษิณกลับบ้านพร้อมดีลลับ พรรคเนวิน 71 เสียงต้องยกมือพรึ่บหนุนเศรษฐา ทวีสิน และ แพทองธาร ชินวัตร แห่งพรรคเพื่อไทยที่มี ‘นายใหญ่’ เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ..

ทั้งน.เนวินและน.หนู-อนุทิน ต่างเคยเป็นลูกน้องของนายใหญ่ แต่วันนี้ ‘อนุทิน’ ถึงเวลาสำแดงตัวตน แสดงวุฒิภาวะผู้นำภายใต้การสนับสนุนรัฐบาลแพทองธารด้วยท่วงทำนองแข็งแรง..จริงใจ ในขณะที่ครูใหญ่เนวินกำกับทั้งยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี...รักษาสมดุลอำนาจและพร้อมรุกฆาตทางการเมืองการเลือกตั้ง เพื่อตอบโจทย์..

ให้ ‘บิ๊กหนู’ เป็นนายกรัฐมนตรี จริง ๆ ไม่ใช่ 'นายกสมาคมคนเกลียมัว' ที่อนุทินพูดเล่นมุก..

ย้อนไปก่อนหน้านี้ไม่นาน..ปรากฏการณ์กรณีตั้งคำถามเรื่อง เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ที่หมายถึงคาสิโนแสนล้าน /กรณีสว.สีน้ำเงินพลิก 360 องศา แก้พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ (กรณีรัฐธรรมนูญ)ต้องใช้เสียงข้างมากสองชั้น ที่โดนใจชาวประชาฝั่งอนุรักษ์นิยม..ตลอดจนจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ประเด็นจริยธรรม..ฯลฯ

เป็นการสำแดงความเป็นตัวตนและจุดยืนของพรรคสีน้ำเงินที่ดูเหมือนจะพยายามเป็นหัวขบวนฝ่ายอนุรักษ์นิยมก้าวหน้า หัวใจสีน้ำเงิน ที่จากนี้ไปพรรคเพื่อไทยตลอดจน ‘นายใหญ่’ จะเริ่มอึดอัดมากขึ้นเป็นลำดับ...ขณะที่พรรคสีน้ำเงินเองก็รู้ว่าจะต้องโดนตอบโต้ในรูปแบบต่าง ๆ..

เพียงแต่ พ.ศ.นี้ทั้งสองฝ่ายไม่มีทางเลือก จะต้องประคับประคองต่อรองกันไป..จนกว่านายกฯอิ๊งค์จะไปต่อไม่ไหว หรือฉวยใช้จังหวะที่ได้เปรียบทางการเมืองยุบสภา..เพื่อจะเป็นนายกฯอีกรอบ

ในสนามการเมืองนอกจาก ‘ครูใหญ่เนวิน’ จะมีใครสักกี่คนที่ล่วงรู้ว่า เพลานี้ ‘นายใหญ่’ ที่หลบมุมหลบฉากสปอตไลต์นัยว่าเพื่อให้นายกฯอิ๊งค์เปล่งแสงได้เต็มที่นั้น กำลังจัดทัพปรับแถวสนามเลือกตั้งใหม่ในหลายพื้นที่โดยเฉพาะภาคอีสาน ซึ่งเพื่อไทยได้เพียง 73 ที่นั่ง พลาดเป้าไปอย่างน้อย 30...เหตุผลหนึ่งเพราะพรรคสีน้ำเงิน 'ดูด' คนของพรรคเพื่อไทยไปจำนวนมาก แต่หลายคนสอบตก เช่น สนามศรีสะเกษ เป็นต้น ..และขณะนี้คนเหล่านั้นกำลังจะกลับบ้านมารับใช้ ‘นายใหญ่’..!!

ส่วนบนเวทีอำนาจนั้น ‘นายใหญ่’.. ‘ครูใหญ่’..ต่างฝ่ายต่างรู้...ใครกำลังเดินหมากเกมอย่างไร และต่างมีตัวแทนบนเวทีคือนายกฯกับรองนายกฯ... คือ ‘อิ๊งค์’ กับ ‘หนู’..ที่ดูเหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ จะเริ่มเห็น 'ดาบในรอยยิ้ม' ของทั้งสอง..ชัดเจนขึ้นเป็นลำดับแล้ว!?

‘ครูใหญ่’ ของจริง แต่ ‘นายใหญ่’ ก็เหนือชั้น!? หลัง ‘อนุทิน - เนวิน’ ดอดเข้า ‘บ้านจันทร์ส่องหล้า’

(9 ต.ค. 67) ไม่ทันจะสิ้นกระแสความจากบทวิเคราะห์ล่าสุด... “ประกาศิตสีน้ำเงิน: สงครามเงียบนายใหญ่-ครูใหญ่” บ่งชี้ทิศทางสถานการณ์ว่าจะดำเนินไปด้วยความตึงเครียด-คุมเชิง...

แต่มาวันนี้ต้องบันทึกเหตุการณ์และขีดเส้นใต้สถานการณ์ใหม่ในสาระสำคัญบางประการ...

ค่ำวันอาทิตย์ที่ 6 ต.ค.2567 หลังเบิร์ธเดย์สองวัน ‘เนวิน ชิดชอบ’ และ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เข้าพบ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า วันรุ่งขึ้นรายการของ 'หมาแก่' ทางช่อง 9 อสมท.ออกมาเปิดเผย แต่อนุทินหลบฉากนักข่าว 2-3 รอบ ไม่ยอมตอบคำถาม..กระทั่งวันรุ่งขึ้นวันประชุมครม.ยอมรับกับผู้สื่อข่าวว่า เป็นเรื่องจริง

อนุทิน พยายามพูดให้เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องของ 'เบิร์ธเดย์ บอย' ตนเป็นคนประสาน พร้อมปฏิเสธว่าในอดีต ‘เนวิน’ ไม่เคยพูดกับทักษิณว่า “มันจบแล้วครับนาย”  

ประเด็นสำคัญ อนุทิน ปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่า เป็นการไปตกลงกันเรื่อง 'นายกคนละครึ่ง' กับพรรคเพื่อไทย...ยืนยันตนตั้งใจจะทำงานรับใช้สนองงงานนายกฯแพทองธารให้ดีที่สุด..!!

ประมวลและตรวจสอบข่าวเชิงลึกเชิงกว้างดูแล้ว..ต้องให้น้ำหนักว่าการพบกันครั้งนี้ 'นายใหญ่' ทักษิณเป็นฝ่ายริเริ่มอยากพบและพูดคุยกับเนวิน ชิดชอบ ที่บารมีกำลังเบ่งบานและเป็นอีกดุลอำนาจทางการเมืองที่สำคัญยิ่งในขณะนี้..

ดุลอำนาจ..ในการคุมพรรคภูมิใจไทย พรรค 70 เสียง ใหญ่อันดับสองในพรรคร่วมรัฐบาล นโยบายสำคัญเช่น กรณีกาสิโน,แลนด์บริดจ์, เจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา หากภูมิใจไทยไม่เล่นด้วยก็ไปต่อไม่ได้..

ดุลอำนาจ..ในการกำหนดชี้นำทิศทางในสภาสูงหรือสภาสีน้ำเงิน..ดังกรณีร่างพ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ที่วุฒิสภาแหกโค้งไม่เห็นด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร อยู่ในขณะนี้

ต้องไม่ลืมว่า.. 'ครูใหญ่' เนวินถึงแม้ต้นทุนทางสังคมก็ไม่ดีเด่ไปกว่า 'นายใหญ่' ทักษิณ แต่การแยกทางออกมาเมื่อเดือนธ.ค.2551ก็ไม่ได้เป็นการแยกออกมาแบบไม่มีปีไม่มีขลุ่ย หากแต่ส่วนหนึ่งเป็นสัญญาณจากประมุขบ้านสี่เสาเทเวศร์ที่ส่งสัญญาณผ่านคุณพ่อชัย ชิดชอบ...และเหตุการณ์ขณะนั้นคนเสื้อแดงบางปีกกำลังปลุกกระแสเรื่อง 'รัฐไทยใหม่' อีกต่างหาก...จึงเป็นเงื่อนเหตุอย่างหนึ่งทำให้ 'เนวินและเพื่อน' แยกทาง...พร้อมคำประกาศขอทักษิณหยุดกระทำ 2 เรื่อง..ซึ่งไม่ขอฉายซ้ำตรงนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแบบเกือบ 360 องศา..พ.ศ.2566-2567 ทักษิณกลับบ้านด้วยดีลลับกับปีกที่เรียกกันว่าอนุรักษ์นิยม ไม่แปลกที่วันนี้ 'นายใหญ่' ที่ยังเหนือชั้นและทรงบารมีเหนือกว่า จะเชื้อเชิญอดีตลูกน้องเก่าที่ตัวเองรู้ขี้รู้ไส้มาพูดคุยฟื้นความหลัง มองไปข้างหน้าและตกลงผลประโยชน์เชิงอำนาจ...

จะกล่าวว่า..มันเป็น 'ดีลพิเศษ' ระหว่างนายใหญ่กับครูใหญ่..ที่มีเพียงอนุทินและอาจจะรวมถึงแพทองทองธารเท่านั้นที่ล่วงรู้ก็น่าจะพูดได้...

ไม่นาน..ดีลพิเศษที่ว่าจะค่อยๆถูกเปิดเผย...ไม่ว่าจะเป็นมุมลบหรือมุมบวก...

สรุปว่า..'ครูใหญ่' นั้นเป็นของจริงฝ่ายสีน้ำเงิน และ 'นายใหญ่' นั้นเหนือชั้น..รู้ว่าจะปิดดีลได้แบบชัดครบจบจริง คุยกับน.หนูยังไม่พอ ต้องน.เนวิน..!!

ปธน. สีจิ้นผิงกราบบังคมทูล ต่อหน้าพระพักตร์ในหลวง จีนซื้อข้าวไทยห้าแสนตัน

นายกฯ อนุทิน โพสต์ข่าวดีประเทศไทย เผย ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง กราบบังคมทูล ต่อหน้าพระพักตร์ในหลวง จีนซื้อข้าวไทยห้าแสนตัน

‘อนุทิน’ ร่ายยาว 11 ข้อ หลัง ‘อันวาร์-ทรัมป์’ โทรคุยเรื่องชายแดน ย้ำจุดยืนไทยไม่รุกรานแต่ต้องปกป้องอธิปไตย จี้กัมพูชาขอโทษคนไทยปมทหารเหยียบทุ่นระเบิด พร้อมถือโอกาสขอสหรัฐฯ ปรับลดภาษีลงอีก

นายกฯ อนุทิน เผย ‘อันวาร์-ทรัมป์’ ยกหูคุยสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ร่ายยาว 11 ข้อชี้แจง จี้กัมพูชาออกแถลงการณ์ขอโทษคนไทยปมทหารเหยียบทุ่นระเบิด ซัดละเมิดเงื่อนไขมีสันติภาพลำบาก พร้อมขอสหรัฐฯ ปรับลดภาษีลงอีก

(15 พ.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อคืนนี้ผมได้รับโทรศัพท์จากนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิมแห่งมาเลเซียและประธานาธิบดีสหรัฐ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งทั้งสองท่านได้พูดคุยหารือกับผมเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาพร้อมทั้งขอให้รัฐบาลไทยยังคงดำรงเป้าหมายการสร้างสันติภาพตามแนวทางที่ได้ลงนามในปฏิญญาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ต่อไป และผมก็ได้แสดงจุดยืนของรัฐบาลไทยซึ่งพอสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้

1. ผมได้ขอบคุณทุกคำแนะนำและรับฟังความเห็นของผู้นำทั้งสองท่านในฐานะที่เป็นพยานในปฏิญญาดังกล่าว เพื่อนำมาพิจารณาร่วมกันกับข้อมูลที่หน่วยงานความมั่นคงของไทยมีอยู่ในการไปดำเนินการกำหนดแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติมจากการเกิดเหตุการณ์ที่ฝ่ายกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดและละเมิดเงื่อนไขที่ระบุไว้ในปฏิญญา 

2. ผมได้แจ้งให้พยานทั้งสองท่านทราบว่า ผู้ร่วมสังเกตการณ์จากหลายประเทศได้เข้าไปทำการตรวจสอบที่เกิดเหตุ ได้ยืนยันว่า ทุ่นระเบิดทั้งสี่ทุ่นเป็นทุ่นระเบิดใหม่ที่มีการลักลอบเข้ามาวางในเขตพื้นที่ของไทยหลังจากที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามในปฏิญญาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 แล้ว 

3. ผมได้ยืนยันว่ารัฐบาลไทยจะระงับการดำเนินการภายใต้เนื้อหาที่ระบุไว้ในปฏิญญาจนกว่ากัมพูชาจะยอมรับว่าตนมิได้ปฏิบัติตามและได้ละเมิดเงื่อนไขดังกล่าว และต้องมีคำแถลงขอโทษต่อประชาชนชาวไทยในกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ภูมะเขือซึ่งได้ทำให้ทหารของไทยได้รับบาดเจ็บและสูญเสียอวัยวะ

4. ผมได้ย้ำว่า รัฐบาลไทยทรงไว้ซึ่งสิทธิและมีอำนาจที่จะดำเนินการใดๆ เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศและสร้างความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทยเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆที่พึงจะกระทำเพื่อปกป้องประเทศและประชาชนให้พ้นจากภัยคุกคามของต่างชาติ

5.  ผมได้เรียกร้องให้ผู้นำของทั้งสองประเทศในฐานะที่เป็นสักขีพยานในปฏิญญาดังกล่าวให้ทำการแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาให้เคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัดและมีความจริงใจต่อประเทศทั้งสี่ที่ได้ร่วมกันลงนามในปฏิญญาเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ และได้ขอให้ผู้นำทั้งสองเน้นย้ำต่อผู้นำรัฐบาลกัมพูชาว่า จะต้องไม่มีการขัดขวางใดๆของฝ่ายกัมพูชาต่อการเข้าไปเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ฝ่ายกองทัพไทยเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งได้มีการกำหนดพิกัดและพื้นที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

6. ผมได้แจ้งต่อท่าน ปธน. สหรัฐและนายกรัฐมนตรีมาเลเซียว่าการที่กัมพูชาไม่เคารพต่อปฏิญญาและไม่ยอมรับผิดต่อเหตุการณ์ที่ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บและต้องสูญเสียอวัยวะในครั้งนี้จะทำให้ประชาชนชาวไทยหมดความมั่นใจและความเชื่อถือต่อรัฐบาลกัมพูชาซึ่งจะยังผลให้การดำเนินการที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพมีความยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง

7. ผมได้ยืนยันว่ารัฐบาลไทยพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกชาติ เพื่อเสริมสร้างสันติภาพในภูมิภาคอาเซียน แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยก็ไม่ต้องการที่จะมีความสัมพันธ์ใดๆต่อไปกับเพื่อนบ้านที่ไม่มีความจริงใจและคอยคุกคามอธิปไตยของไทยอยู่ตลอดเวลา

8. ผู้นำทั้งสองท่านได้รับทราบจากผมว่ารัฐบาลไทยและพี่น้องประชาชนชาวไทยมีความเสียใจและผิดหวังต่อเหตุร้ายแรงที่ได้เกิดขึ้นเพราะว่าในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยก็เคยให้ความช่วยเหลือ ให้ที่พักพิงแก่ผู้อพยพหนีภัยสงครามชาวกัมพูชาด้วยความปรารถนาดีและด้วยความมีมนุษยธรรม จึงไม่คาดคิดว่ารัฐบาลกัมพูชาจะกระทำตนเป็นปฏิปักษ์และเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศไทยและยังได้ทำร้ายคนไทยได้ถึงระดับนี้

9. ผมได้เน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยไม่เคยมีเจตนารุกรานกัมพูชา แต่มีความพร้อมที่จะดำเนินการตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตยและเกียรติภูมิของชาติและเพื่อสร้างความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยในทุกวิถีทาง

10. ประธานาธิบดีสหรัฐได้ถามผมว่าเรื่องการเจรจาทางการค้าระหว่างไทยและสหรัฐ มีปัญหาอะไรหรือไม่ ซึ่งผมได้เรียนท่านไปว่าอยากจะขอให้ท่านได้ลดอัตราภาษีให้กับประเทศไทยมากกว่านี้ ซึ่งท่านได้ตอบมาอย่างอารมณ์ดีว่า ในอัตรา 19% ที่ไทยได้รับ ถือว่าต่ำมากนะ ผมก็ได้พูดกับท่านว่า หากต่ำจริงผมคงไม่เดินไปขอท่านที่เกาหลีใต้ให้ลดลงอีก เพราะประเทศไทยก็ได้ให้ความร่วมมือในทุกๆด้านกับสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างดี ขอให้ท่านได้ให้หน้าผมบ้าง ท่านได้ตอบกลับมาว่า ท่านจะไปคุยกับทางกัมพูชาซึ่งหากกัมพูชาไม่ขัดขวางการถอนทุ่นระเบิดของไทย แล้วฝ่ายไทยสามารถดำเนินการเร่งถอนทุ่นระเบิดได้อย่างรวดเร็ว ประธานาธิบดีสหรัฐจะพิจารณาให้มีการปรับลดภาษีให้มากกว่านี้ ท่านพูดกลับมาในท่วงทำนองเท่าที่ผมจำได้ว่า “If you do the demining works quickly, I’ll consider chopping more percentage for you.” อาจจะไม่ตรงทุกคำศัพท์ แต่ก็อยู่ในโทนนี้ครับ 

11. ท่านนายกรัฐมนตรีมาเลเซียก็บอกว่าจะเร่งทำเอกสารในนามประธาน ASEAN เพื่อย้ำความเข้าใจและให้ทั้งสองประเทศได้ดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในปฏิญญาอย่างเคร่งครัดต่อไป

ก่อนวางสาย ทั้งประธานาธิบดีสหรัฐและนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้ขอให้ผมส่งความปรารถนาดีมายังพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนซึ่งผมได้กล่าวขอบคุณทั้งสองท่านไปในขณะเดียวกัน 

ผมกราบขออภัยพี่น้องประชาชนที่อาจจะส่งข้อความนี้ล่าช้าไปเล็กน้อยเนื่องจากกำลังปฏิบัติภารกิจที่สำคัญยิ่งที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

You know me little go รู้หรือเปล่าแปลว่าอะไร คุณรู้จักผมน้อยไป

‘อนุทิน’ ลั่น "You know me little go รู้จักผมน้อยไป" หลังมีภาพร่วมเฟรม ‘เบน สมิธ’ เชื่อเป็นมูลเหตุให้โดนออกจาก มท. สมัยรัฐบาลที่แล้ว บอกรู้หมดใครเป็นคนปล่อยภาพ แจงเคยเจอกัน 5-6 ครั้ง เป็นเพื่อนของเพื่อนแต่ไม่สนิท

เมื่อเวลา 10.40 น.วันที่ 4 ธ.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีภาพหลุดร่วมเฟรมกับนายเบนจมิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือเบน สมิธ ว่า ทุกคนก็เห็นอยู่แล้วว่าภาพถ่ายเมื่อไหร่ ที่สำคัญที่สุดคือเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตนไปแถลงข่าวมาแล้วเรื่องสแกมเมอร์ สื่อก็ถามว่าใครมีเส้น ใครมีสาย ตนก็พูดชัดเจนว่า หากไปถึงใคร ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายทั้งหมด

เมื่อถามว่า รู้จักกับนายเบน สมิธ เป็นการส่วนตัวหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า รู้จักแต่ไม่สนิท พร้อมย้อนถามสื่อว่า “ปีนั้นปีอะไร นั่นแหละแค่เจอครั้งแรก”

เมื่อถามต่อว่า เป็นเกมการเมืองหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า แล้วแต่จะคิด โดยปกติ ตนไม่ได้ติดต่อมีธุรกิจมีธุรกรรมอะไรด้วยอยู่แล้ว พร้อมย้อนถามสื่ออีกว่า “จำไม่ได้หรือว่าทำไมเขาถึงไม่ได้สัญชาติ”

เมื่อถามย้ำว่า การโพสต์ภาพครั้งนี้ ถือเป็นการโจมตีรัฐบาลหรือไม่ที่ไม่ให้สัญชาติไทย นายกฯ กล่าวว่า เขาว่าเป็นมูลเหตุ พร้อมหัวเราะ

เมื่อถามต่อว่า เป็นมูลเหตุที่ทำให้โดนปลดจากตำแหน่ง รมว.มหาดไทย(ในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร) ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ใช่ หนึ่งในข้อหาหนึ่ง ที่ผมโดนออกจาก รมว.มหาดไทย แต่ไม่ใช่การปลดออกจากรัฐบาล แต่ให้ไปเป็นรมว.สาธารณสุขแทน แต่ผมไม่เอา และขอถอนตัวออกจากรัฐบาล ต้องพูดกันให้แฟร์ๆ”
พร้อมกล่าวย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้โดนปลดจากรัฐบาลสมัยที่แล้ว ขอให้สื่อนำเสนอให้ชัดเจน เพียงแต่ได้รับการขอให้ออกจากตำแหน่ง รมว.มหาดไทยไปเป็น รมว.สาธารณสุข ซึ่งพรรคภูมิใจไทยก็ปฏิเสธ

เมื่อถามอีกว่า เป็นเกมการเมืองพากันดึงให้ลงเหวกันทั้งหมดหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราต้องคิดวิเคราะห์ และแยกเรื่องให้ถูก

เมื่อถามย้ำว่า รู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนปล่อยภาพ นายกฯ กล่าวว่า “รู้หมดแหละ นักข่าวก็รู้ ใครก็รู้ทั้งนั้น”

เมื่อถามถึง เรื่องการขยายผลแล้วออกหมายจับสแกมเมอร์ นายกฯ กล่าวว่า เรื่องหมายจับต้องไปถามตำรวจ แต่ในแนวทางการสืบสวน เส้นเงินถึงใครก็ต้องดำเนินการไปตามนั้น ตนถึงบอกว่าปิดชื่อ ถือพฤติกรรม

เมื่อถามด้วยว่า ตอนที่นายเบน สมิธ มานั้น ได้มาทำธุรกิจอะไร นายกฯ กล่าวว่า ตอนที่ตนคุยกับเขา ก็เป็นความสัมพันธ์ที่รู้จักกันในฐานะเพื่อนของเพื่อนหากถามว่ารู้จักหรือไม่ ตนรู้จัก เจอกันตามงานก็ทักทาย

ผู้สื่อข่าวถามย้ำอีกว่า เจอกันกี่ครั้ง นายกฯ หัวเราะ พร้อมตอบว่า “โห ถามอะไรกันขนาดนั้น”

เมื่อถามด้วยว่า เคยเจอนายเบน สมิธกี่ครั้ง นายกฯ ถามกลับว่า “เจอกี่ครั้งหมายความว่าอย่างไร เขาก็มีแวดวงมีอะไรอยู่ เจอในงานประมาณ 5-6 ครั้ง”

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า นายเบน สมิธ รู้จักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราดีใช่หรือไม่ นายกฯ หัวเราะ ก่อนบอกต่อว่า “พวกคุณก็เห็นรูปแล้ว จะมาเอาเรื่องอะไรจากรูปที่ถ่าย 7 ปีที่แล้ว”

ผู้สื่อข่าวถามย้ำอีกว่า นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลไม่กล้าปราบปรามพวกของนายเบน สมิธ อย่างจริงจังใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบกลับว่า “ผมหรือไม่กล้าแตะ You know me little go รู้หรือเปล่าแปลว่าอะไร คุณรู้จักผมน้อยไป” ก่อนเดินเข้าประชุมทันที

ยังไม่ติดต่อมา พร้อมอธิบายเหตุการณ์อย่างละเอียดให้เข้าใจ ย้ำไทยจุดยืนเดิม รับคุย ‘อันวาร์’ แล้ว

(11 ธ.ค. 2568) ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่าจะโทรศัพท์หานายกรัฐมนตรีไทยและนายกฯกัมพูชา ในวันเดียวกันนี้ ขณะนี้ได้รับสัญญาณแจ้งมาแล้วหรือยัง ว่า ยัง แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไม่เป็นปกติแต่อย่างใด เพราะผู้นำของแต่ละประเทศก็ต้องมีการสื่อสารกันตลอดเวลาอยู่แล้ว และทุกคนก็ต้องพยายามที่จะช่วยกัน เพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหา

เมื่อถามว่า ดูเหมือนประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ความมั่นใจกับสื่อทั่วโลก ว่าวันนี้จะได้ข้อยุติจากการคุยกับผู้นำทั้งสองประเทศ นายกฯ กล่าวว่า เป็นอย่างที่ตนให้สัมภาษณ์ไปเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ที่ผ่านมา ถ้า นายโดนัลด์ ทรัมป์ โทรศัพท์มาหาประเทศไทย ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล ตนก็จะอธิบายและชี้แจงให้ท่านทราบถึงเหตุการณ์และพัฒนาการของสถานการณ์ ซึ่งท่านก็คงต้องได้รับฟังอย่างละเอียดจากตน ถ้าท่านจะติดต่อเข้ามา พร้อมเชื่อว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ คงมีการชี้แจงข้อมูลในระดับทางการทูตอยู่แล้ว

เมื่อถามต่อว่า ไทยจะยืนยันในจุดยืน ไม่คล้อยตามใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราต้องยืนยันว่าเราต้องรักษาอธิปไตย รักษาประชาชน และบูรณภาพแห่งดินแดนของเรา รวมถึงรักษาศักดิ์ศรีของคนไทย

เมื่อถามอีกว่า จะมีเงื่อนไขอะไร ที่ไทยวางไว้ในการกลับไปสู่โต๊ะเจรจาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้ไม่มีใครต้องการที่จะมีความขัดแย้ง โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ประเทศไทยเรามีความมั่นใจเป็นอย่างมากว่าเราเป็นฝ่ายถูกรุกราน เพราะฉะนั้นเรามีความจำเป็นที่จะต้องรักษาเอกราช และอธิปไตยของประเทศ ทั้งนี้ ตนได้พูดคุยและได้อธิบายเหตุการณ์ให้ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ฟังแล้ว
 

‘อนุทิน’ เปิดใจเหตุยุบสภา อ้าง ‘เท้ง’ บอกไม่ให้ไปต่อ ยันไม่ได้หักหลัง ยึดตาม MOA แต่เรื่องคงอำนาจ สว. โหวตรัฐธรรมนูญ ไม่ได้อยู่ในข้อตกลง รับสั่ง สว. ไม่ได้ แย้มพร้อมหนุนประชามติแก้รัฐธรรมนูญคำถามแรก

(12 ธ.ค.68) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงเหตุผลในการตัดสินใจยุบสภา ว่า ต้องการคืนอำนาจให้ประชาชน ตนและพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นรัฐบาลได้ เพราะพรรคประชาชน (ปชน.) ให้มาเป็น และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเราก็พยายามทำมาตลอด และในสัญญาที่มีต่อกันใน MOA ทั้ง 4 - 5 ข้อ พรรคภูมิใจไทยก็ปฏิบัติมาตลอด แต่เรื่องการแก้ไขมาตรา 256/28 เกี่ยวกับอำนาจ สว.ในการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เคยมีการพูดกันใน MOA มาก่อน แต่เมื่อหัวหน้าพรรคประชาชนแถลงในรัฐสภาว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทยไม่โหวตตามที่ต้องการ พรรคประชาชนก็จะไม่สนับสนุน และขอให้นายกฯ ยุบสภา

"ท่านโหวตให้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ท่านบอกว่าไม่สนับสนุนผมแล้ว ท่านขอให้ผมยุบสภาผมก็ทำตามท่าน เป็นไปตามมารยาท และขั้นตอนที่ควรจะเป็น" นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า ก่อนถึงจุดนี้ได้เจรจากับพรรคประชาชนแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีการพูดคุย และประสานกัน ซึ่งคนที่ประสานงานหลัก คือนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

เมื่อถามว่า สาเหตุที่ตัดสินใจยุบสภามาจากการที่พรรคประชาชนเตรียมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนคิดว่าชัดเจนที่ท่านต้องการให้ยุบสภา ตนก็ยุบ เพราะท่านให้ตนมาเป็นรัฐบาล ตนก็ให้เกียรติท่าน

เมื่อถามว่า การยื่นยุบสภาเป็นการยื่นก่อนที่พรรคประชาชนจะมีท่าทีในการเตรียมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราทำทุกอย่างแล้ว มาจนถึงเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ได้มีการโหวตในวาระ 1 และวาระ 2 แต่มาติดที่มาตรา 256/28 ซึ่งพรรคภูมิใจไทยไม่มีความสามารถที่จะไปกดดันหรือบังคับโน้มน้าว สว.ตามที่พรรคประชาชนต้องการได้

เมื่อถามว่า การที่พรรคภูมิใจไทยสนับสนุนการคงอำนาจ สว.ไว้ ในการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญ มองว่าเป็นการหักหลังทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีการหักหลังใดๆ ให้ไปดู MOA เขียนไว้อย่างไร ซึ่ง MOA ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับ สว.เลย แต่เป็นข้อตกลงที่พรรคภูมิใจไทยพยายามอย่างเต็มที่ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงข้อตกลงที่จะไม่มีการเพิ่มจำนวน สส.และไม่พยายามเป็นเสียงข้างมาก ซึ่งเป็นบริบททางการเมืองที่เราสามารถทำได้ แต่เราก็ไม่ทำ ซึ่งการขอให้มีมติเกี่ยวกับคำถามแก้รัฐธรรมนูญเราก็ทำให้ หากส่งมาให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งตนได้หารือกับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ท่านก็บอกว่าสามารถที่จะกำหนดวันทำประชามติได้ โดยอำนาจคณะรัฐมนตรีที่ยังรักษาการอยู่ ตนก็ทำให้ รักษาเงื่อนไขตามเอ็มโอเอ พร้อมย้ำว่า ไม่มีการหักหลังใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อถามว่า ในอนาคตยังจับมือกับพรรคประชาชนได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปได้หมด เมื่อถามว่า การยุบสภาครั้งนี้มีการเตรียมการมาล่วงหน้าหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าถามเรื่องการเตรียมร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา ตนได้เตรียมไว้แต่วันแรกที่เป็นนายกรัฐมนตรี แค่เปลี่ยนเดือนมาแค่สองเดือนเท่านั้นเอง เราต้องยอมรับสภาพว่าเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เข้ามาเพื่อจัดการปัญหาบ้านเมืองที่ติดขัดค้างคาให้ผ่านพ้นไปได้ เช่น การเจรจาทางการค้า การยอมรับจากนานาชาติ การนำประเทศไทยกลับสู่เวทีโลก เรื่องความมั่นคงก็ทำให้เป็นปึกแผ่น การจัดระเบียบข้าราชการให้บริหารราชการแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง ถึงจุดหนึ่งเมื่อคนที่เขานำเราเข้ามา บอกให้เราทำแค่นี้ เราก็คืนอำนาจให้ประชาชน



 

ประเทศไม่ใช่ห้องแล็บ!! วัดกึ๋น 3 แคนดิเดตนายกฯ วิศวะ ‘เท้ง-หนู-เชน’ สแกนจุดเด่น-จุดเสี่ยง ในสมรภูมิเลือกตั้ง 2569 พร้อมวิธีคิดแบบ Engineer แก้แผลเรื้อรังคนไทย ในห้วงประเทศ ‘ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่’ ทุกครั้งที่การเมืองสะดุด

3 แคนดิเดตนายกฯ สายวิศวะกับ 5 แผลเรื้อรังของคนไทย ‘ณัฐพงษ์–อนุทิน–ยศชนัน’ ใครเป็น “หัวหน้าช่าง” ใครเป็น “สถาปนิกประเทศ”?

การเมืองไทยกำลังเข้าสู่โหมดตัดสินจริง หลังการยุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 สนามครั้งนี้ไม่ใช่แค่เลือกพรรค แต่คือการเลือก “วิธีคิด” ของคนคุมระบบประเทศ—และน่าสนใจตรงที่ตัวละครที่ถูกจับตา เป็น “สายวิศวะ” ถึง 3 คน ซึ่งแต่ละคนมาจากคนละสาย คนละวัฒนธรรมการแก้ปัญหา คำถามคือ คนไทยได้อะไรจากวิธีคิดแบบวิศวกร และอะไรคือกับดักที่ทำให้ประเทศวนซ่อมซ้ำ?

1) 3 วิศวะ 3 สูตรผู้นำ: ระบบ–หน้างาน–นวัตกรรม
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (เท้ง) — วิศวกรรมคอมพิวเตอร์: “แก้บั๊กทั้งระบบ”
• จุดเด่นคือคิดแบบ “รัฐเป็นแพลตฟอร์ม” เน้นข้อมูล โปร่งใส ลดขั้นตอน ลดดุลพินิจที่เปิดช่องทุจริต
• เหมาะกับโจทย์ราชการซ้ำซ้อน บริการรัฐที่ประชาชนต้องวิ่งหลายหน่วยงาน และการตรวจสอบงบประมาณแบบติดตามได้
• ความเสี่ยง: ระบบดีบนกระดาษ แต่ชนกำแพงผลประโยชน์แล้ว “ทำไม่ผ่านการเมือง” ถ้าสื่อสารไม่โดนใจคนฐานรากก็ยากจะสร้างแรงหนุน

อนุทิน ชาญวีรกูล (หนู) — วิศวกรรมอุตสาหการ: “หัวหน้าไซต์งาน–คุมคอขวด”
• วิธีคิดแบบอุตสาหการเน้นโฟลว์งาน ทรัพยากร การตัดสินใจหน้างาน—เหมาะกับงานบริหารวิกฤตและการทำให้เครื่องจักรรัฐเดิน
• ถนัดงานที่ต้องการ command & control ชัด เช่นภัยพิบัติ โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ หรือการบริหารรัฐบาลผสมให้ระบบทำงานได้
• ความเสี่ยง: บริหารให้ “เดินได้” อาจกลายเป็นแค่การซ่อมเฉพาะหน้า หากไม่แตะรากปัญหาเรื่องกติกา ความโปร่งใส และการกระจายอำนาจ

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ — วิศวะไฟฟ้า/ชีวการแพทย์: “นักวิจัย–นวัตกรรม–รัฐดิจิทัลเชิงโครงสร้าง”
• พื้นฐานสายวิจัยทำให้เด่นเรื่องนโยบายที่ต้องใช้หลักฐานและเทคโนโลยี โดยเฉพาะสุขภาพ สังคมสูงวัย และการยกเครื่องการศึกษาเชิงระบบ
• มีภาพของ “สถาปนิกเชิงวิทยาศาสตร์” ที่คิดโครงสร้างมากกว่ามาตรการระยะสั้น
• ความเสี่ยง: ประเทศไทยไม่ใช่ห้องแล็บ—การเมืองไม่ให้เวลาทดลอง และแรงต้านจากระบบเดิมอาจทำให้สูตรที่ดี “ไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้จริง”

2) 5 แผลเรื้อรังของคนไทย: ใครถนัดแก้อะไร (และต้องวัดผลยังไง)
• รัฐราชการช้า–ซ้ำซ้อน: ณัฐพงษ์ได้เปรียบเชิงแนวคิด (ลดขั้นตอน/ลดดุลพินิจ) แต่ต้องทำให้ผ่านด่านผลประโยชน์จริง
• เศรษฐกิจฐานรากตึง–SME ฟื้นช้า: อนุทินถนัดการจัดทรัพยากรและการคุมโฟลว์ แต่ต้องพิสูจน์ว่าโตแบบกระจาย ไม่ใช่กระจุก
• น้ำท่วม–ภัยพิบัติ–ความเสี่ยงทับซ้อน: สายบริหารหน้างานได้เปรียบ แต่ประเทศต้องขยับจาก “แก้หลังพัง” ไปสู่ “ป้องกันก่อนพัง”
• สังคมสูงวัย–ระบบสุขภาพ: ยศชนันน่าจะถูกคาดหวังสูงสุด แต่ต้องทำให้เทคโนโลยีลงถึงบริการปฐมภูมิ ไม่ค้างบนเวทีสัมมนา
• เสถียรภาพการเมือง–กติกาที่ทำให้ประเทศชะงัก: ณัฐพงษ์พูดเรื่องแก้กติกา, อนุทินพูดเรื่องทำให้เดินก่อน, ยศชนันพูดเรื่องออกแบบเชิงโครงสร้าง—ประชาชนต้องการ ‘ทำได้จริง’ ไม่ใช่เลือกคำที่ถูกใจ

3) นายกฯคือ “หัวหน้าช่าง” หรือ “สถาปนิกประเทศ”? คนไทยเบื่อซ่อมแล้ว
ประเทศเหมือนบ้านที่ไฟตก น้ำรั่ว ฝ้าพัง—เรามีคนเก่งซ่อม แต่ซ่อมแล้วพังซ้ำเพราะโครงสร้างเดิมยังอยู่ นี่คือคำถามที่ต้องโยนกลับไปยังผู้นำทั้งสาม:
1. จะซ่อมให้เดินต่อ (หัวหน้าช่าง) หรือจะรื้อกติกาเพื่อไม่ให้พังซ้ำ (สถาปนิกประเทศ)?
2. จะชนะเชิงระบบได้อย่างไร เมื่อผู้ได้ประโยชน์จากระบบเดิมไม่อยากให้เปลี่ยน?
3. จะทำให้ประชาชนเห็นผลในชีวิตจริงภายใน 6–12 เดือนแรก ด้วยตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้หรือไม่?

4) กับดักของนายกฯสายวิศวะ: เหตุผลไม่ชนะผลประโยชน์ด้วยตัวมันเอง
วิศวกรชอบคิดว่า “ออกแบบถูกต้อง ระบบจะทำงานเอง” แต่การเมืองไทยคือสนามที่คนใช้ระบบมีแรงจูงใจให้ระบบพัง แล้วค่อยขายบริการซ่อม 4 กับดักใหญ่ที่ทุกคนต้องผ่านคือ:
• ข้อมูลจริง แพ้ ความกลัว/ความเชื่อ: ต่อให้ตัวเลขถูก ถ้าสื่อสารไม่โดน ความจริงก็แพ้เรื่องเล่าในไม่กี่นาที
• แผนดี ไม่เท่ากับ ทำได้: สภาคือสนามต่อรอง—ต้องคุมเสียง คุมดีล และคุมผลกระทบ ไม่ใช่แค่คุมสไลด์
• ประโยชน์ส่วนรวม ไม่ได้ทำให้ระบบยอมเปลี่ยน: ระบบเดิมกลัวเสียอำนาจต่อรอง จึงยื้อจนหมดวาระเป็นปกติ
• เทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบสุดท้าย: ถ้ากฎหมาย งบ คน และวัฒนธรรมไม่เปลี่ยน เทคจะกลายเป็นของโชว์

ประโยคเดียวที่ประชาชนควรย้ำใส่ผู้สมัครทุกคน: ประเทศไทยไม่ต้องการนายกฯที่ “วิศวกรเก่งที่สุด” แต่ต้องการนายกฯที่ทำให้ประเทศ ‘ไม่ต้องวนกลับมาเริ่มใหม่’ ทุกครั้งที่การเมืองสะดุด — และต้องกล้ายอมถูกวัดผลจริง

อ้างอิง 
Reuters (15 ธ.ค. 2025): กกต.ประกาศวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 หลังยุบสภา
AP (12 ธ.ค. 2025): รายงานการยุบสภาและเงื่อนไขเลือกตั้งภายใน 45–60 วัน
Reuters (17 ธ.ค. 2025): เพื่อไทยดัน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นผู้ท้าชิงหลัก
เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล (thaigov.go.th): ประวัติและการศึกษา นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล
Khaosod English / Wikipedia: โปรไฟล์และการศึกษา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

'เท้ง' ฟาดกลับ 'อนุทิน' หยุดสร้างนิทานหลอกเด็ก ปม ม.112 แจงชัดยกมือดีเบต แค่ดันนิรโทษกรรมคดีการเมือง

(26 ธ.ค. 68) - นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวตอบโต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า ต้องบอกว่าการยกมือในวันนั้น ไม่ใช่การเห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 112 แต่เป็นการผลักดันเรื่องนิรโทษกรรมของนักโทษที่โดนคดีทางการเมือง การให้สัมภาษณ์ของนายอนุทินมีความน่าเป็นห่วง เนื่องจากเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้าง และสร้างเงื่อนไขทางการเมือง พร้อมตั้งคำถามว่าเอาเรื่องนี้มาเรียกกระแสอะไรหรือไม่ ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการแก้ไขมาตรา 112

ดังนั้น ตนไม่อยากให้นายอนุทินเอาเรื่องนี้มาเป็นวาทกรรม สร้างนิทานหลอกเด็ก ในกรอบการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถผลักดันเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ได้อีกแล้ว

ส่วนกระแสข่าวที่พรรคน้ำเงินจะไม่จับมือกับพรรคส้ม นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีความกังวลใดๆ เพราะการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ประชาชนจะต้องเลือกระหว่างรัฐบาลของพรรคประชาชน หรือรัฐบาลของนายอนุทิน

‘อนุทิน’ แจงไม่ร่วมดีเบต เหตุประเทศมีปัญหาเยอะ เอาเรื่องอธิปไตยก่อน บอกพูดไม่เก่ง -ไม่ชอบตอบโต้ เดี๋ยวชวนทะเลาะ

26 ธ.ค. 68) เมื่อเวลา 12.30 น. ที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ไม่ไปออกรายการดีเบตหาเสียงว่า ตนยังทำหน้าที่นายกฯ ซึ่งไม่ใช่รักษาการ และไม่มีคำว่ารัฐบาลรักษาการ มันกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าประเทศต้องมีรัฐบาลตลอดเวลา วันนี้ประเทศไทยมีปัญหาเยอะแยะ เดี๋ยวตนต้องกลับไปสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตนเอาเรื่องอธิปไตยก่อนดีกว่าไหมตรงนี้สำคัญกับตนมากกว่าที่ทำอย่างไรก็ได้ให้ความเสี่ยง ความหวาดกลัว ความหวาดระแวง การสูญเสียของพี่น้องทหารและประชาชน เอาเรื่องนี้ให้จบไปก่อน 

นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องการหาเสียงเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ตนก็ใช้เวลากับประชาชนเกือบ 4 ชั่วโมง ในการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. เปิดนโยบายของพรรคภูมิใจไทยให้รับทราบเพื่อไปพิจารณา และจากนี้ไปก็มีเวลาอีก 40 กว่าวันที่ผู้สมัครแต่ละคนไปหาเสียงในพื้นที่ โดยสไตล์การทำงานของตนทำงานเป็นทีม ถ้าตนเก่งทุกอย่าง ตนก็คงประสบความสำเร็จเร็วกว่านี้ มากกว่านี้ แต่ตนก็ใช้ทีมของตนใครมีความรู้ความสามารถด้านไหนก็เอาไป 

เมื่อถามว่า จะไม่ไปดีเบตกับเขา นายอนุทินกล่าวว่า ตนพูดไม่เก่ง ตนไม่ชอบตอบโต้ พอตอบโต้ เดี๋ยวทะเลาะกัน ตนหลีกเลี่ยงการทะเลาะกัน ตนก็มีสไตล์การใช้ชีวิตองตน ซึ่งตนไม่อยากไปว่ากล่าวใคร ไม่อยากไปกล่าวหาใคร ตนไม่อยากไปแก้ตัวในสิ่งที่ถูกกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง เพราะไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร สมมุติมีการดีเบตกัน วันนี้ตนเป็นนายกฯ จะพูดอะไรก็ต้องระวังหมดทุกฝีก้าว บางทีก็สับสวิตซ์ไม่ทัน ตนก็มีความชัดเจนว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทย ไทยแลนด์พลัส คนละครึ่งพลัส การศึกษาพลัส การค้าพลัส ขายข้าวพลัส และเรื่องสแกมเมอร์ที่ต้องเอาให้อยู่ แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และความตั้งใจเจตนารมณ์แผนการทำงานที่จะทำ ถ้ามีโอกาสได้กลับมาได้เป็นผู้บริหารประเทศอีกรอบ ตนมีความชัดเจนในตรงนี้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ที่มีการพูดว่ากลัวที่จะพลาดพลั้ง ไม่เกี่ยวกันใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนพูดไม่เก่ง พูดไปแล้วก็ไม่ได้ผลบวกอะไรขึ้นมา มีแต่ลบ เพราะต้องไปทะเลาะกับเขา ต้องไปดีเฟน ต้องไปชี้แจง ไม่ได้ทันได้พูดคุยกัน ไปดีเบต 5 คน 7 คน หรือบางครั้ง 10 คน พูดกันคนละ 2 นาที ตนพูดไม่ได้ ตรงนี้อาจจะเป็นจุดอ่อนของตนให้ตนพูด 3 ชั่วโมงพูดได้ แต่ให้พูด 2 นาทีพูดไม่ได้ ถ้าไปแล้วต้องไปนั่งตอบโต้ข้อกล่าวหาต่างๆไม่ได้พูดเรื่องตัวเอง มันเสียเวลาคนฟัง ซึ่งตนมีความชัดเจนในเรื่องนโยบายของพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว ซึ่งตนก็หาทางสื่อสารกับประชาชนในรูปแบบที่สื่อสารได้ชัดเจน และไม่ถูกจำกัดด้วยเวลา  ตนมีเวลา 40 กว่าวัน อย่างวันที่ 27 ธ.ค. ตนก็ไปเปิดตัวผู้สมัครสส. และเดินสาย 3-4 จังหวัดไปหาประชาชนเลย ไม่ต้องผ่านการดีเบตหรืออะไรต่างๆ ตนก็มีแนวทางการทำงาน ไปรับฟังสิ่งที่ประชาชนอยากให้เกิด อยากเห็นและคาดหวังจากตนได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง

เมื่อถามว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะไม่มีการโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ และรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินกล่าวว่า “ทำไมถึงไม่โหวต ที่ไม่โหวตเพราะ โกรธที่ผมยุบสภาหรือ ผมทำชั่วทำอะไร ผมทำเลวอะไรกับประเทศชาติหรือเปล่าถึงไม่มาร่วมงาน ถ้าพวกท่านบอกว่าตัวเองเป็นคนดี มีความสามารถ รักชาติรักบ้านเมืองเหมือนกัน ผมก็รักชาติรักบ้านเมืองไม่แพ้กัน ทำไมถึงทำงานร่วมกันไม่ได้ ยังทันเลือกตั้งเลย พี่น้องประชาชนยังไม่ทันตัดสินเลย แล้วมาบอกว่าไม่ทำงานร่วมกันแล้ว ถึงเวลาลุยต้องลุย ถ้าจะต้องถอยแล้วบ้านเมืองเดินหน้าไปได้ก็ต้องถอย ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะร่วมกับใครไม่ได้ อย่างที่ผมพูดไม่ร่วมกับพรรคไหนที่ไปแต่มาตรา 112 ซึ่งเป็นแนวทางของพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถามว่า หากไม่มีเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยว สามารถคุยกันได้กับทุกพรรค นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ติดมาตั้งแต่เป็นหัวหน้าพรรคว่า ตนต้องฟังการตัดสินใจของประชาชน หากประชาชนเลือกพรรคนี้มาเท่านี้ เลือกอีกพรรคนึงมาเท่านี้ เราก็สามารถแปลความต้องการของประชาชนออกมาได้ว่าเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า หากผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว ต้องมีการจับขั้วกับพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าไม่เอาพรรคกล้าธรรม จนทำให้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ควันออกหู นายอนุทิน กล่าวว่า แล้วมันดีไหม พี่น้องประชาชนควรรับรู้ไหมว่า ร.อ.ธรรมนัสควันออกหู พี่น้องประชาชนได้อะไรจากการโกรธของ ร.อ.ธรรมนัส ฉะนั้นเราต้องมีกระบวนการยุติธรรม อย่างเรื่องสแกมเมอร์ วาทกรรมที่ไม่บอกคนนี้ชั่ว คนนี้เลว ไปกล่าวหาก่อน โดยที่กระบวนการยุติธรรม ยังไม่มีศาลไหนที่ตัดสินเลย ถ้าอย่างนี่ใครก็ให้ทีมงานไปกล่าวหา ก็คงไม่มีใครมาทำหน้าที่รับใช้บ้านเมืองกันพอดี

เมื่อถามว่า ที่นายอภิสิทธิ์ระบุจะไม่ร่วมกับพรรคกล้าธรรม แสดงว่าเขายังไม่ได้ตัดพรรคภูมิใจไทยออกจากสมการใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รอวันที่ประชาชนตัดสินใจ เพราะไม่ได้มีข้อกฎหมายกำหนดอะไรที่หัวหน้าพรรคต้องมาบอกว่าจะร่วมกับคนนั้นไม่ร่วมกับคนนี้ ที่ผ่านมามีคนพูดแบบนี้เยอะแยะ ไม่มีวัน ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้ ตายดีกว่า แล้วเป็นอย่างไรตนไม่เคยพูดเลย มีแต่คนอื่นพูดว่าไม่ร่วมกับตน ซึ่งตนเพิ่งพูดว่าถ้าพรรคไหนที่แตะมาตรา 112 ตนไม่ร่วม ตั้งแต่เล่นการเมืองมาจำได้ว่าก็พูดแค่นี้ ถ้าร่วมกันต้องมานั่งหาเหตุผลอธิบาย ซึ่งฟังไม่ได้เรื่องซักอย่าง

เมื่อถามว่า หมายตาไว้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราอยู่ในการเมืองมา จะใช้คำว่าเก๋าก็ไม่ได้เพราะเดี๋ยวจะชมตัวเอง ต้องใช้คำว่า เข้าใจทำใจได้ว่า เมื่อถึงเวลาหลังเลือกตั้งแล้ว ไม่เกินเที่ยงคืนของวันเลือกตั้งก็จะเห็นรัฐบาลทันที ไม่ว่าจะรับรองหรือไม่รับรองนี่คือสิ่งที่ตนเชื่อ และที่ผ่านการเลือกตั้งมา 3-4 ครั้ง ก็เห็นอย่างนี้ตลอดไม่ต้องรอนาน หลังการเลือกตั้งปี 62 พรรคภูมิใจไทยได้ 51 เสียง มีโทรศัพท์มาหา 500 สาย ตนก็คิดว่าถึงเวลาคุยหรือยัง เพราะเราไม่ใช่แกนนำ แต่ตนก็ไม่เคยพูดว่า ตนจะไม่ร่วมกับใคร เพราะว่าถ้าประชาชนเลือกแล้ว ตนว่าตนมีเกราะป้องกัน ส่งเข้ามา 51 คน คนเข้ามา 71 คนเที่ยวหน้าหวังว่าจะเข้ามา 100 กว่าคน 

เมื่อถามย้ำว่า ต้องมี 100 กว่าใช่ไหม นายอนุทินกล่าวว่า ก็หวัง ต้องทำให้ดีประชาชนสั่ง ประชาชนเป็นคนเลือกกำหนดเองไม่ได้ ถ้ากำหนดเองได้ก็มี 500 คนไปเลยให้หมดเรื่องหมดราว แต่มันทำไม่ได้ ตอนที่พรรคภูมิใจไทยมา 71 คน พวกตนอ่านความต้องการของพี่น้องประชาชนได้ เมื่อเสียงส่วนใหญ่ว่ามาแบบนี้ตนก็ไป เพราะตนมาทำงานให้กับประเทศและประชาชน ตนก็ทำอย่างนี้มาตลอด คนการเมืองถ้าเข้าใจหลักการทำงานของตน ที่ผ่านมาตอนทำงานเป็นรองนายกฯ เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านเข้าใจตน ท่านเห็นว่ามาทำงานร่วมกันแล้วดี สามัคคีคือพลัง ตรงไหนเข้าท่าสนับสนุน ตรงไหนไม่เข้าท่าก็ดุด่าว่ากล่าว ก็จบ4 ปี สวยงามระบบสาธารณสุขประเทศไทยก็เป็นอันดับ 6 ของโลก ประเทศไทยมีความเป็นปึกแผ่น ไม่มีความแตกแยก

“พอหลังเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เป็นนายกฯ แล้ว ผมก็มีนายกฯ ใหม่อีก 2 คนก็ทำงาน ก็สนับสนุนยืนเคียงข้างนายกฯ ตลอดเวลา ไม่เคยคิดจะไปไปทาบเงา เป็นรองนายกฯ เป็น รมว.มหาดไทย ทำงานสนับสนุนรัฐบาลเต็มที่ แต่อีกฝั่งไม่ได้คิดอย่างผม มันก็เลยมีวันนี้ ไม่อย่างนั้นวันนี้ผมก็ยังเป็นรองนายกฯ เป็นรมว. มหาดไทย และก็ช่วยกันทำงานอีก 2 ปีก็จะมีการเลือกตั้ง” นายอนุทินกล่าว

เมื่อถามว่า ตอนนั้นน้อยใจหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า  ผมเสียใจ ไม่ได้น้อยใจหัวยังไม่ได้ล้าน แต่เสียใจที่ทำไมแปลเจตนารมณ์ผมผิด และข้อกล่าวหาที่บอกว่า ผมทำงานไม่ดี ทำงานช้า ทำงานไม่ทันใจทำงานไม่เข้าเป้า แต่ผลโพลผมตามหลังนายกฯ เรื่องยาเสพติดก็มีคนมาร่วมกับผมเยอะแยะไปหมด แต่ก็ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี ถ้าเขาไม่ไล่เราออกมา เราก็คงไม่ได้เป็นนายกฯ ก็ต้องขอบคุณที่เขาไล่ออกมา ส่วนตัวผมไม่มีโกรธ

เมื่อถามว่า สรุปว่าออกเองหรือเขาไล่ออกมา นายอนุทิน กล่าวว่า ได้รับข้อเสนอที่รับไม่ได้ เหมือนได้รับเงิน 3 แสนบาท แต่บอกให้ไปรับ 1.8 แสนบาท แล้วจะเปลี่ยนไหม ฉันใดก็ฉันเพล (ฉันใดก็ฉันนั้น) 

เมื่อถามว่า ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนฟาดกลับนายอนุทินหยุดสร้างนิทานหลอกเด็กกรณีมาตรา 112 แจงชัดยกมือดีเบตแค่ดันนิรโทษกรรมคดีการเมือง พรรคประชาชน(ปชน.)ไม่หวั่นพรรคน้ำเงินขู่ไม่จับมือพร้อมสู้เลือกตั้ง

โดยนายอนุทิน กล่าวว่า น้ำเงินน่าจะหมายถึงพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่ได้ขู่ใคร แต่เรื่องของมาตรา 112 จะปรับเปลี่ยนให้มันไม่มีการบังคับที่เข้มงวดแบบนี้พรรคภูมิใจไทยไม่เอาด้วยอยู่แล้วพูดง่ายๆมาตรา 112 มีความสมบูรณ์อยู่แล้ว เราต้องปกป้องสถาบันหลักของชาติเอาไว้ เรื่องการผลักดันนิรโทษกรรมผู้ที่ทำผิดมาตรา 112 ตนว่าแทนที่จะไปผลักดันการนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดมาตรา 112 ผลักดันให้คนไม่ลบหลู่สถาบันพระมหากษัตริย์ดีกว่าไหม จะได้ไม่ทำผิดกฎหมาย เราเป็นคนไทยเราก็ต้องหวงแหนสถาบันหลักของเราเหมือนกัน และถ้าใครมาพูดว่ากล่าวให้ร้าย ตนและพรรคภูมิใจไทยไม่ยอม โดยเฉพาะตัวของตนมีความชัดเจนไม่ได้สร้างนิทานหลอกเด็ก เกิดมาก็หลอกคนเดียวคือคนที่นอนติดกันทุกคืน เวลาทำอะไรผิด คนอื่นไม่เคยหลอก เด็กผู้ใหญ่ คนสูงอายุ ไม่มี 

พิธีกรถามต่อว่านายกฯดีเบตออกรายการไปถึงนายณัฐพงษ์ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่กล้าหรอกครับ ตนถึงบอกเอามา ก็เอามานั่งเถียงกันแล้วประชาชนได้อะไร ถ้าเกิดเป็นแบบนี้ร่วมกันไปประเทศก็น่าจะเสียหาย ไปฟาดฟันกันในคณะรัฐบาลมันยิ่งหนัก ชัดเจนกันแบบนี้มันก็ดีอยู่แล้วให้ประชาชนตัดสิน

พิธีกรถามอีกว่าสุดท้ายนายกฯอยากบอกอะไรกับประชาชน นายอนุทิน กล่าวว่า ขอบคุณประชาชนในโอกาสที่ให้ตนปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและได้รับกำลังใจ เสียงสนับสนุนที่เห็นด้วยกับสิ่งที่ตนได้ดำเนินการวางเป็นกรอบนโยบายให้กับประเทศไทยในช่วงระยะเวลาที่ตนทำหน้าที่นายก ฯ อยากขอความเข้าใจและการสนับสนุนจากประชาชนอีกครั้งในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในวันที่8 ก.พ. 2569 คิดว่าน่าจะได้เลือกตั้งแน่รัฐบาลพร้อมที่จะให้การสนับสนุนคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในการเลือกตั้งอยู่แล้วและกกต.ได้ออกมาตรการสำหรับการเลือกตั้ง ต่อให้ยังมีสถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นก็ยังสามารถที่จะเลือกตั้งได้ ก็ขอให้ประชาชนได้เชื่อมั่นว่าตนจะทำงานรับใช้ท่านและประเทศไทยอย่างเต็มที่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top