Friday, 5 June 2026
อนุทินชาญวีรกูล

นายกฯ เผย สปสช. ติดหนี้โรงพยาบาลทั่วประเทศ เตรียมใช้งบกลางเคลียร์หนี้ พร้อมปรับปรุงการเงิน

(9 ต.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเผยว่า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ติดหนี้โรงพยาบาลทั่วประเทศ และรัฐบาลกำลังพิจารณาใช้งบกลางชำระหนี้ทั้งหมด พร้อมเรียกร้องให้ สปสช. ปรับปรุงการบริหารการเงินให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะหยุดให้บริการผู้ป่วยนอกสิทธิบัตรทอง เนื่องจากหนี้ค้างชำระ

"ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาขอใช้งบกลางเพื่อเคลียร์บัญชีหนี้โรงพยาบาล หากพบว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนและเข้าหลักเกณฑ์ของสำนักงบประมาณ จะเร่งดำเนินการทันที พร้อมเน้นให้ สปสช. บริหารการเงินอย่างรัดกุมและโปร่งใส" นายอนุทิน กล่าว

ด้าน ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. ยืนยันว่าหนี้ค้างจ่ายโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะไม่ได้สูงถึง 110 ล้านบาท แต่ตัวเลขจริงอยู่ราว 37 ล้านบาท และย้ำว่าจะไม่มีผลกระทบต่อผู้มีสิทธิบัตรทองประมาณ 47,000 คน เนื่องจากมีการจัดหน่วยบริการรองรับเพียงพอ

‘นายกฯ อนุทิน’ ปฏิเสธ!! กรณีตำหนิ ‘รองณัฎฐ์’ ขอเงินวัด 15 ล้าน เตรียม!! ดำเนินคดีผู้เผยแพร่

(13 ต.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า …

ข่าวนี้เป็นข่าวลวงนะครับ ขอยืนยันเพื่อให้ผู้ที่ได้อ่านอย่าได้หลงเชื่อเนื้อข่าวชิ้นนี้ ผมจะให้นักกฎหมายดำเนินคดีต่อผู้นำเสนอข้อมูลนี้ด้วยครับ

ทั้งนี้ ข่าวปลอมดังกล่าวระบุ อนุทินตำหนิพล.ต.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ขอเงินบริจาคจากวัด 15 ล้าน

ศาลยกฟ้อง!! ‘ณวัฒน์’ คดีหมิ่น ‘อนุทิน’ ปมวิจารณ์โควิด ฝ่ายนายกฯ ยังไม่จบ!! เดินหน้ายื่นอุทธรณ์ ขอสู้ต่อ!!

เมื่อวานนี้ (12 ต.ค. 68) นายณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ Executive Director องค์กรมิสยูนิเวิร์ส ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อสังคมออนไลน์กรณีถูก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข) ยื่นฟ้องในคดีหมิ่นประมาทจากการวิจารณ์สถานการณ์และมาตรการรับมือโรคระบาดโควิด-19 โดยระบุว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้อง แต่ฝ่ายโจทก์ได้ใช้สิทธิ์ยื่น อุทธรณ์ต่อ

ทั้งนี้คดีหมิ่นประมาทดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2564 ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างหนัก นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น ได้มอบหมายทนายความยื่นฟ้อง ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

มูลเหตุของการฟ้องร้องมาจากการที่ นายณวัฒน์ได้ไลฟ์สดผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นที่ นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับร่าง พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) จำกัดความรับผิดสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโควิด-19 โดยฝ่ายโจทก์ระบุว่า การแสดงความคิดเห็นและการสอดแทรกถ้อยคำตำหนิให้ร้ายของคุณณวัฒน์ มีเจตนาทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดว่า นายอนุทิน เป็นผู้เสนอ พ.ร.ก. ดังกล่าวเพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือเป็นการนิรโทษกรรมตนเองและพวกพ้อง ซึ่งไม่เป็นความจริง และทำให้เสียชื่อเสียง

ล่าสุด!! นายณวัฒน์ได้เปิดเผยความคืบหน้าของคดี โดยระบุว่า ศาลชั้นต้นได้พิจารณาและมีคำสั่ง ยกฟ้อง ไปแล้ว เนื่องจากเห็นว่าคำวิจารณ์เหล่านั้นเป็นไปตามสิทธิ์ของพลเมืองในการตรวจสอบและวิจารณ์การทำงานของบุคคลสาธารณะและรัฐบาลโดยสุจริต ซึ่งมูลเหตุแห่งการฟ้องร้องไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม นายณวัฒน์ได้ระบุในโพสต์ว่า "ศาลยกฟ้องแต่นายกอุทธรณ์ต่อ" พร้อมแสดงความคิดเห็นในเชิงตำหนิว่า "คนสาธารณะวิจารณ์ก็ไม่ได้ศาลบอกมูลเหตุไม่เพียงพอท่านนายกก็สั่งให้ทีมอุทธรณ์ จนศาลรับเข้าสู่ขบวนการสืบสวน เรื่องแค่นี้เองอยากให้ท่านเอาเวลาไปช่วยประชาชนให้มากที่สุดดีกว่าครับ"

‘อี แจ-มยอง’ ย้ำ ‘ชาวเกาหลีใต้ไม่เคยลืมไทย’ เชื่อมสัมพันธ์ยุทธศาสตร์ท่ามกลางวิกฤตคาบสมุทร

(17 ต.ค. 68) ความสัมพันธ์ไทย–เกาหลีใต้ถูกย้ำชัดอีกครั้งในวันนี้ เมื่อประธานาธิบดี อี แจ-มยอง แห่งเกาหลีใต้ กล่าวระหว่างการหารือทางโทรศัพท์กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ว่า “เกาหลีใต้ไม่เคยลืมความเสียสละของทหารไทยในสงครามเกาหลี” พร้อมยกย่องบทบาทของไทยในฐานะประเทศแรกในเอเชียที่ส่งกองกำลังเข้าร่วมปฏิบัติการภายใต้ธงสหประชาชาติเมื่อกว่า 70 ปีก่อน

ผู้นำเกาหลีใต้ระบุว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศไม่ได้มีเพียงรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ แต่ยังขยายสู่ความร่วมมือยุทธศาสตร์ในระดับภูมิภาค ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะในช่วงที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญปัญหาความไม่มั่นคงจากแก๊งสแกมออนไลน์และการค้ามนุษย์

นักวิเคราะห์ชี้ว่า ท่าทีของ อี แจ-มยอง ครั้งนี้มีนัยสำคัญทางการเมืองระดับภูมิภาค เพราะเกิดขึ้นในห้วงที่เกาหลีใต้กำลังตึงเครียดกับ กัมพูชา จากกรณีพลเมืองเกาหลีถูกล่อลวง–ทรมานในศูนย์สแกม ขณะเดียวกันไทยกลับถูกมองว่าเป็น “พันธมิตรที่น่าเชื่อถือ” ซึ่งยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนและการช่วยเหลือเพื่อนบ้าน

ในทางยุทธศาสตร์ นักวิชาการด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เห็นว่า ความร่วมมือไทย–เกาหลีใต้กำลังกลายเป็นแกนใหม่ของ “อำนาจอ่อน” (Soft Power) และ “พันธมิตรเชิงคุณธรรม” ที่อาจมีบทบาทคานอิทธิพลของกลุ่มทุนสีเทาในภูมิภาค โดยเฉพาะในประเทศที่รัฐอ่อนแอและเปิดช่องให้อาชญากรรมข้ามชาติเติบโต — ทำให้คำกล่าวของประธานาธิบดีอีครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการรำลึกอดีต หากยังเป็น “สัญญาณทางการทูต” ถึงอนาคตของสมดุลอำนาจในเอเชียอีกด้วย

กัมพูชาถอนอาวุธหนักจากชายแดน สัญญาณคลี่คลายความตึงเครียด หลัง ‘ไทย–กัมพูชา’ ลงนาม ‘ปฏิญญาสันติภาพ’ ที่มาเลเซีย

(27 ต.ค. 68) สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชา รายงานว่า เมื่อคืนวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่า กัมพูชาและไทยได้เริ่มถอนอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์บางส่วนจากพื้นที่ชายแดนที่เป็นข้อพิพาท เพื่อกลับสู่ฐานทัพเดิม ภายใต้การสังเกตการณ์ของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) โดยมีการถ่ายทอดสดผ่านเพจของกระทรวงข่าวสารกัมพูชาเป็นเวลาราว 10 นาที

การถอนกำลังเกิดขึ้นหลังจากทั้งสองประเทศลงนามใน “ปฏิญญาร่วมเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งชายแดน” ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมีนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต และนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้ลงนาม และมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ รวมถึงนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยาน

Fresh News ระบุอีกว่า เหตุการณ์นี้ถือเป็น “ช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์” ของทั้งสองประเทศ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นว่าสันติภาพเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ หากผู้นำมีเจตนารมณ์และความกล้าพอที่จะร่วมมือกัน กัมพูชายืนยันจะปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวอย่างจริงใจ และเดินหน้าร่วมมือกับไทยและพันธมิตรทุกฝ่าย เพื่อให้สันติภาพเกิดผลในทางปฏิบัติ

ขณะเดียวกัน วุฒิสภากัมพูชาได้ออกแถลงการณ์สนับสนุนการลงนามปฏิญญาร่วมครั้งนี้ โดยระบุว่าเป็นการเปิด “บทใหม่ของสันติภาพ” และย้ำจุดยืนให้ทุกปัญหาชายแดนได้รับการแก้ไขด้วยสันติวิธี พร้อมเสนอให้ตั้งกลไกถาวรของอาเซียนเพื่อรักษาเสถียรภาพและผลักดันการเจรจาชายแดนที่ยังคงค้างอยู่ต่อไป

 

‘ฮุน เซน’ เคลื่อนไหวทันที หลังดีลสันติภาพไทย–กัมพูชา โพสต์ยกย่องลูกชาย ‘ฮุน มาเนต’ ใช้กลยุทธ์ ‘เงียบแต่ไม่เฉย’ สู่สันติ

(27 ต.ค. 68) หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลงนามใน “ถ้อยแถลงสันติภาพไทย–กัมพูชา” ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน เป็นสักขีพยาน โดยล่าสุด สมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานวุฒิสภากัมพูชา ก็ออกมาเคลื่อนไหวทันทีผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแบบทันที

ฮุน เซน โพสต์ข้อความพร้อมภาพ ระบุว่า นี่คือผลลัพธ์จาก “กลยุทธ์เงียบแต่ไม่อยู่นิ่งเฉย” ของลูกชาย ฮุน มาเนต ซึ่งนำไปสู่การลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างสองประเทศ ภายใต้การอำนวยความสะดวกของผู้นำมาเลเซียและสหรัฐฯ พร้อมย้ำว่า “การรักษาสันติภาพทั้งภายในประเทศและกับประเทศเพื่อนบ้าน คือภารกิจสูงสุดของเรา”

ก่อนหน้านี้ ฮุน เซน เคยกล่าวในพิธีเปิดสนามบินเตโชเมื่อ 20 ตุลาคม ตอบโต้เสียงวิจารณ์ที่มองว่ารัฐบาลกัมพูชานิ่งเฉยต่อปัญหาชายแดน โดยยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้อยู่นิ่ง แต่ดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลาม พร้อมใช้กลไกทางกฎหมายและช่องทางสันติในการแก้ปัญหา

ขณะที่ สำนักข่าว Kampuchea Thmey Daily รายงานว่า กลยุทธ์ “เงียบแต่ไม่เฉย” ของฮุน มาเนต ได้พิสูจน์ผลสำเร็จ ผ่านการสร้างความร่วมมือกับไทยจนเกิดข้อตกลงสันติภาพครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทั้งสหรัฐฯ และมาเลเซีย ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์สองชาติในรอบหลายทศวรรษ

ทำเนียบขาวเผยกรอบ ข้อตกลงการค้า ‘ไทย–สหรัฐ’ ชี้ไทยต้องซื้อเครื่องบิน–เกษตร และพลังงานอเมริกา 2 หมื่นล้านดอลล์

(27 ต.ค. 68) ทำเนียบขาวเผยรายละเอียดกรอบความร่วมมือทางการค้าไทย–สหรัฐ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ระบุว่า ทั้งสองประเทศได้บรรลุ “ข้อตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน” เพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยไทยเตรียมจัดซื้อสินค้าเกษตร พลังงาน และเครื่องบินจากสหรัฐ รวมมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นดีลการค้าครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปี

ข้อตกลงนี้มีเป้าหมายเพื่อเปิดตลาดให้ผู้ส่งออกทั้งสองประเทศเข้าถึงซึ่งกันและกันได้มากขึ้น ไทยจะยกเลิกข้อจำกัดด้านภาษีสำหรับสินค้าสหรัฐกว่า 99% ขณะที่สหรัฐยังคงอัตราภาษีตอบโต้ตามกรอบเดิม พร้อมทั้งร่วมมือแก้ปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เช่น การนำเข้ารถยนต์ การรับรองสินค้าเกษตร และการปรับกฎหมายศุลกากรให้โปร่งใส

ด้านสหรัฐและไทยยังตกลงเร่งดำเนินมาตรการคุ้มครองแรงงานตามมาตรฐานสากล เสริมความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม และยกระดับการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการปลอมแปลงลิขสิทธิ์ รวมถึงเปิดเสรีด้านดิจิทัล ห้ามเก็บภาษีบริการออนไลน์ และอนุญาตให้ข้อมูลถ่ายโอนข้ามพรมแดนได้อย่างเสรี

ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังเห็นชอบดีลระหว่างภาคเอกชน โดยไทยจะจัดซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐปีละ 2.6 พันล้านดอลลาร์ พลังงานมูลค่า 5.4 พันล้านดอลลาร์ และเครื่องบินสหรัฐกว่า 80 ลำ รวมมูลค่ากว่า 1.88 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าจะลงนามอย่างเป็นทางการภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

‘อนุทิน’ แจงเซ็น MOU แร่หายาก ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ย้ำทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎหมายไทย เผยขอ ‘ทรัมป์’ ช่วยพิจารณาลดภาษีเพิ่มเติม

(27 ต.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา เรื่องความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญระดับโลก และส่งเสริมการลงทุน เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคี

นายอนุทิน ชี้แจงว่า MOU แรร์เอิร์ธ หมายถึงแร่ธาตุที่หายาก แต่ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวล เพราะเป็นการร่วมมือด้านเทคโนโลยีและการลงทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อสินค้าต่าง ๆ ของไทย โดยทุกกิจกรรมจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย หลักธรรมาภิบาล และรัฐธรรมนูญ ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมายที่บังคับให้ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง

นายกรัฐมนตรีระบุว่า MOU เป็นเพียงบันทึกความเข้าใจ ไม่ใช่สนธิสัญญาที่ผูกมัด หากฝ่ายใดไม่ต้องการทำต่อสามารถยกเลิกได้ทันที จุดประสงค์หลักคือสร้างความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างสองประเทศ เปิดโอกาสให้มีการพูดคุยเรื่องอื่น ๆ ในอนาคต โดยไม่จำกัดการร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ

นอกจากนี้ นายอนุทินเผยอีกว่า หลังลงนามได้หารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องการลดภาษี (Tariff) เพื่อสนับสนุนการค้าไทย-สหรัฐ ซึ่งถือเป็นโอกาสสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและส่งเสริมประโยชน์ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน โดยเน้นย้ำว่าการลงนาม MOU ครั้งนี้ไม่มีผลเสียต่อประเทศ แต่เป็นการจุดประกายความร่วมมือในระยะยาว

 

ไร้มารยาททางการเมือง เปิดตัวผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย  หน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ แต่งสีกากีหาเสียง อาจผิดกฎหมาย

(3 พ.ย. 68) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.ประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กตำหนิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หลังเดินทางไปเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย ที่จังหวัดตรัง บริเวณหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ โดยมองว่าเป็นการกระทำที่ “ไร้มารยาททางการเมือง” และไม่ให้เกียรติพรรคการเมืองอื่น

 

นอกจากนี้ อดีต สส.ประชาธิปัตย์ยังตั้งข้อสังเกตว่า การที่นายอนุทินสวมเครื่องแบบสีกากี ขึ้นเวทีหาเสียงให้พรรคภูมิใจไทย ที่จังหวัดกระบี่ อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายและผิดจริยธรรม พร้อมฝากถึงนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ให้ช่วยแนะนำว่า “อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ” เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ

 

ทั้งนี้ นายนิพิฏฐ์ทิ้งท้ายว่า นายกรัฐมนตรีควรระมัดระวังมากกว่านี้ โดยเฉพาะการแสดงออกในจังหวัดที่มีความหมายทางการเมืองอย่างตรัง พร้อมเหน็บแรงว่า “ยุคการเมืองไร้มารยาท ผมก็บังอาจไร้มารยาทกับนายกรัฐมนตรีอย่างนี้แหละครับ”

เหตุทหารไทย เหยียบทุ่นระเบิดชายแดน สั่งการประท้วง คณะ IOT เอาเรื่องให้ถึงที่สุด พร้อมอนุมัติระงับปฏิญญาไทย-กัมพูชา ปกป้องอธิปไตย - ความปลอดภัยของกำลังพล

จากกรณีเมื่อช่วงเช้า 10 พ.ย. 2568 ทหารไทยเหยียบกับระเบิดขาขาด 1 นาย บาดเจ็บอีก 1 นาย บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

ล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทราบเรื่องแล้ว และแสดงความไม่สบายใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก มีคำสั่งการที่ "เด็ดขาด" ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที โดยกำชับให้ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และ กระทรวงกลาโหม (กห.) พิจารณาดำเนินการ "ประท้วง" อย่างเป็นทางการไปยัง คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team : IOT) ซึ่งดูแลพื้นที่ดังกล่าว

"นายกฯ เน้นย้ำให้การดำเนินการประท้วงครั้งนี้ ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของกำลังพลไทย" นายสิริพงศ์ ระบุ

พร้อมกันนี้ยังได้กำชับไปยังกองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ให้เร่งดูแลและ รักษาพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 นาย อย่างเต็มที่ ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ฝากส่งกำลังใจและความห่วงใยอย่างสุดซึ้งไปยังกำลังพลทุกนายที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในพื้นที่บริเวณชายแดน และสั่งการให้มีการรายงานความคืบหน้าของทั้งการประท้วงและการดูแลกำลังพลอย่างต่อเนื่องและทันท่วงที

ด้านพลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีดังกล่าวว่า แม่ทัพภาคที่ 2 คาดว่า จะเป็นการวางทุ่นระเบิดใหม่ เพราะฉะนั้นเป็นการปฏิบัติของฝ่ายกัมพูชาที่ไม่เคารพต่อผลการลงนามในปฏิญญา เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นตนจึงได้ขออนุมัติจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้หยุดการปฏิบัติตามปฏิญญาดังกล่าวไว้ก่อน

ขณะที่ หนังสือประท้วง ก็ได้ทำตามลำดับแล้วไปยังกระทรวงการต่างประเทศ และจะมีการตรวจสอบอีกต่อไป แต่ถ้ามีพบว่า เป็นท่าทีที่รุกล้ำอธิปไตยก็จะต้องมีการปฏิบัติมากกว่านี้ 

พร้อมระบุว่า ขณะนี้คณะผู้สังเกตการณ์หรือ AOT ก็อยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นตนขอยืนยันว่า ขอหยุดการปฏิบัติการลงนามตามปฏิญญาดังกล่าวไว้ก่อน ที่นายกรัฐมนตรีไทยไปลงนามกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top