Friday, 5 June 2026
อนุทินชาญวีรกูล

‘อนุทิน’ ไม่หวั่น!! ‘เพื่อไทย’ ซักฟอกนโยบาย บอก!! ยังไม่ได้เริ่มงาน จะอภิปรายอะไร

(21 ก.ย. 68) ที่จ.ศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทยเตรียม 4 ขุนพล อภิปรายนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภาว่า เป็นสิทธิ์และหน้าที่ของสส.สามารถทำได้ ตนก็มีข้อมูลที่จะชี้แจง หากมีการตั้งข้อสงสัยในเรื่องใด แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการชำแหละคืน

เมื่อถามว่าประเด็นที่จะอภิปราย มีเรื่องของโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี ที่ระบุว่าเป็นปราสาทสายฟ้าคอนเน็กชั่น นายอนุทิน อุทานโอ้โห! และกล่าวว่า แล้วคอนเน็กชั่นที่เกิดมาก่อนหน้านี้ ไม่กลับไปถามตัวเองก่อน ไม่ต้องถามตนหรอก เพราะตนไม่ทำในแบบที่พวกเขาทำ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยประกาศว่าจะขอเป็นพรรคฝ่ายค้านอิสระ ไม่ร่วมกับพรรคประชาชน จะทำให้การทำหน้าที่ของฝ่ายค้านกลายเป็นฝ่ายแค้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เป็นไร เวลามีแค่ 4 เดือน หลังจากแถลงนโยบายยุบสภาฯ แน่นอน ฉะนั้น รักกันไว้เถิด ต้องรักกันไว้ให้มาก

ส่วนการปฎิบัติหน้าที่แต่ละฝ่ายก็ทำไป แต่ต้องมีความรักกันไว้ เราต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ยิ่งเรามีปัญหา กับประเทศเพื่อนบ้าน ให้รบกับประเทศเพื่อนบ้านสิ อย่ามารบกันเอง

เมื่อถามย้ำว่าพรรคเพื่อไทย เตรียมที่จะอภิปรายถึงการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งที่ยังไม่เริ่มทำงาน นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้บริหารราชการแผ่นดินเลยจะอภิปรายเรื่องอะไร หากตนบ้าจี้ขึ้นมา อภิปรายในสิ่งที่เขาทำบ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้ประเทศของเราเสียหายไปขนาดไหน ทำให้ประชาชน ทหาร บาดเจ็บ ต้องสูญเสียชีวิต หากพวกตนอภิปรายกลับบ้าง ประเทศก็ไม่ต้องก้าวหน้าไปไหน

“ฉะนั้น ขอเถอะบอกอยู่ว่าจะอยู่แค่ 4 เดือน จะทำไรก็แล้วแต่ อยู่ไม่เกิน 4 เดือนหรอก และมาแข่งกันตอนเลือกตั้ง ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน อย่าตัดสินเอง” นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้าย

‘อนุทิน’ ตั้งทีมเศรษฐกิจใหม่ สู้เศรษฐกิจย่ำแย่ ภารกิจสุดโหด รับศึกรอบด้าน เข็นครก แบกหิน ขึ้นภูเขา ภารกิจทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ วัดฝีมือระยะสั้น

(21 ก.ย. 68) ภารกิจเข็นครก แบกหิน ขึ้นภูเขา ของทีมเศรษฐกิจประเทศไทยชุดใหม่ ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมดึงคนนอก มานั่งคุมกระทรวงสำคัญ สำหรับกระทรวงหลักที่ดูแลเศรษฐกิจ ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดูแลกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ดูแลกระทรวงพาณิชย์ นายธนากร วังบุญคงชนะ ดูแลกระทรวงอุตสาหกรรม

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยรายงานสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำปี 2567 ว่าสถานการณ์ความยากจนของไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ในปี 2567 พบว่าจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน หรือคิดเป็น 4.89% ของประชากรทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 3.41% และเส้นความยากจนปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน

ด้านแรงงานในภาคเกษตรมีจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นมากที่สุด คิดเป็น 45.49% ของคนจนทั้งหมด สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรที่ต้องพึ่งพารายได้จากการผลิต ซึ่งมีความผันผวนสูงตามสภาพอากาศและราคาสินค้าเกษตรที่ไม่แน่นอน ส่งผลให้ครัวเรือนเกษตรจำนวนมากยังคงตกอยู่ในภาวะยากจนเมื่อเศรษฐกิจภาคเกษตรชะลอตัว

สถานการณ์ดังกล่าวยังเห็นได้ชัดในกลุ่มคนเปราะบางต่อความยากจน ซึ่งมีจำนวนคนจนเพิ่มสูงขึ้นในทุกระดับความรุนแรง โดยกลุ่ม “คนจนมาก” เพิ่มขึ้นเป็น 8.79 แสนคน และกลุ่ม “คนจนน้อย” เพิ่มขึ้นเป็น 2.55 ล้านคน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงมุมมองต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ว่า ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการทำงานของรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่การแข่งขันระดับโลกด้านเทคโนโลยี พลังงาน และสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรงขึ้น สิ่งที่ทุกภาคส่วนคาดหวัง คือ การที่รัฐบาลทำงานอย่างมีเอกภาพ วางนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นำ 5 ข้อเสนอเร่งด่วนที่ ส.อ.ท. ได้นำเสนอไว้จากการหารือที่ผ่านมา นำไปปรับเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่

1. การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า ซึ่งจะต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด
2. การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs โดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้นด้วยการกำหนดมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และมีนโยบายซอฟต์โลน ดอกเบี้ยต่ำ 
3. การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยในระยะสั้น มุ่งหวังให้มีการลดค่าไฟให้แก่ประชาชน และลดต้นทุนค่าพลังงานให้แก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้
4. การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงคมนาคม เร่งเจรจาปัญหาเพื่อหาข้อยุติโดยเร็ว หามาตรการช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากช่วงการปิดด่านในระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว
5. การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่ง ส.อ.ท. ได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ในการแก้ปัญหาปม ‘เงินไม่รู้ที่มา ทะลักเข้าไทยทุกเดือนจำนวนมากผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา’ ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย

ซึ่งเศรษฐกิจโลกเอง ก็ยังไม่ฟื้นตัวดีมากนัก โดยเฉพาะนโยบายด้านภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ส่งผลกระทบไปยังประเทศต่างๆ สถานการณ์ล่าสุด คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมเมื่อวันที่ 17 กันยายน ส่งผลให้ดอกเบี้ยลดลงสู่ระดับ 4.00%-4.25% เป็นการลดครั้งแรกในรอบ 9 เดือน ตามที่ตลาดคาด ด้วยมติไม่เอกฉันท์

“ธนาคารกลางญี่ปุ่น” มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.5% หลังเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการประกาศลาออกของนายกฯ อิชิบะ และภาษีสหรัฐ วันที่ 19 กันยายน 2568 เวลา 10.49 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง หลังจากนายกรัฐมนตรีชิเกรุ อิชิบะ ประกาศลาออกเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

2 ประเทศใหญ่ ลด และคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สะท้อนสภาพเศรษฐกิจในภาพรวมที่ยังย่ำแย่ ต้องการการกระตุ้นด้านการลงทุน จากเอกชน เพื่อพยุงเศรษฐกิจ 

‘ทั้งเข็นครก ทั้งแบกหิน ขึ้นภูเขา’ คำนี้คงไม่เกินเลยนัก เพราะมีระยะเวลาให้ทำงานสั้นๆ เพียง 4 เดือน (ตามที่มีข่าวก่อนโหวตนายกรัฐมนตรี) จะทำได้แค่ไหนกัน อย่างน้อยก็เอาใจช่วยให้ประครองเศรษฐกิจไม่ให้ตกต่ำไปมากกว่านี้ วัดฝีมือการบริหารทีมประเทศไทยระยะสั้น ของนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 

‘อนุทิน’ ย้ำปิดด่านชายแดนต่อ มอบอำนาจทหาร ตัดสินใจเต็มที่!! ยันรัฐบาลหนุนกองทัพ 100%

เมื่อวันที่ (21 ก.ย. 68) ที่จังหวัดศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยยืนยันว่าได้หารือกับกองทัพแล้ว และมอบอำนาจให้ทหารตัดสินใจเต็มที่ รัฐบาลมีหน้าที่สนับสนุนด้านการทูตและการเจรจาตามความจำเป็น

นอกจากนี้ นายอนุทินยังปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องผู้นำต่างประเทศพยายามล็อบบี้ ย้ำว่า “ไม่มีใครล็อบบี้ผมได้” และยืนยันว่าการตัดสินใจทั้งหมดจะทำเพื่อประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนเท่านั้น เงื่อนไขใด ๆ จะถูกยอมรับก็ต่อเมื่อคู่เจรจายอมตามข้อกำหนดของไทย

สำหรับพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ที่ยังมีเหตุความไม่สงบจากฝั่งกัมพูชา นายอนุทินระบุว่า หากยังมีการใช้โล่มนุษย์หรือกดดันด้วยอาวุธ จะไม่มีการเจรจาใด ๆ ด่านชายแดนจะปิดต่อไป และรัฐบาลอาจเพิ่มมาตรการควบคุมเข้มงวดขึ้นหากจำเป็น

‘จีน’ ตอบรับ ‘อนุทิน’ ยินดีสานต่อความร่วมมือ เชิดชูมิตรภาพ ในโอกาสครบรอบ 76 ปี สถาปนา สาธารณรัฐประชาชนจีน

เมื่อวานนี้ (26 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน: “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”ได้หยั่งรากลึกในใจของประชาชนมากยิ่งขึ้น

คำถาม: เมื่อวันที่ 23 กันยายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 76 ปีแห่ง การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนที่สถานทูตจีนประจำประเทศไทยจัดขึ้น ท่านได้ยกย่องความสำเร็จด้านการพัฒนาอันยิ่งใหญ่ของจีน และบทบาทสำคัญของจีนต่อสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของโลกในสุนทรพจน์ ท่านได้ย้ำว่า ไทยจีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน และยินดีต้อนรับบริษัทจีนเข้าไปลงทุนในประเทศไทย และนักท่องเที่ยวจีนไปท่องเที่ยวที่ไทย ฝ่ายจีนมีความเห็นอย่างไร

คำตอบ: เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยได้เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 76 ปีแห่ง การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนที่สถานทูตจีนประจำประเทศไทยจัดขึ้น และกล่าวสุนทรพจน์ ซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญมากของรัฐบาลไทยชุดใหม่ต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทย และได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดี

ปีนี้เป็นปีครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย และเป็น “50 ปีทองแห่งมิตรภาพจีน-ไทย” ภายใต้การชี้นำเชิงยุทธศาสตร์ของผู้นำทั้งสองประเทศ ความสัมพันธ์แบบหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านระหว่างจีนและไทยได้พัฒนาอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น และจิตสำนึก “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” และประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันได้หยั่งรากลึกในใจของประชาชนมากยิ่งขึ้น

‘อนุทิน’ ร่วมสวดศพบิดา ส.ส.อัครเดช พร้อมเผย!! ความผูกพันแน่นแฟ้น เอ่ยปาก!! เปิดดีล!! ขอลูกคุณพ่อ ย้ายมาอยู่ ‘ภูมิใจไทย’ เดี๋ยวดูแลเอง

เมื่อวานนี้ (27 ก.ย. 68)  ที่สำนักงานใหญ่บริษัทในเครือวงษ์พิทักษ์โรจน์ จ.ราชบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายศักดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสรอรรถ กลิ่นประทุม อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมไว้อาลัยและสวดอภิธรรมศพ คุณพ่อวุฒิพงศ์ วงษ์พิทักษ์โรจน์ บิดาของนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ โดยคืนนี้เป็นการสวดอภิธรรมเป็นคืนที่ 4 และจะมีพิธีบรรจุศพในวันที่ 30 กันยายน นี้

นายอนุทิน ได้กล่าวกับผู้ที่ร่วมสวดอภิธรรมศพ ว่า ตนเองมีความสนิทสนมกับ สส.อัครเดช มาหลายปีแล้ว สส.อัครเดชเป็นคนมีความวิริยะอุสาหะ ตั้งใจทำงานให้พี่น้องประชาชน ตนมีความชื่นชมและศรัทธาในความขัยนขันแข็งของท่าน ยิ่งไปกว่านั้นการปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ท่านก็ทำหน้าที่ได้ดีเป็นดาวสภา

“เราผูกพันกัน สส.มุ่ง ก็เป็นคู่กับน้องเขยผม ภรรยาของ สส.มุ่ง ก็เป็นเพื่อนกับน้องสาวแท้ๆของผม ก็มีสายใยความผูกพันธ์ ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันตลอดมา ผมต้องขอบคุณชาวราชบุรีที่เลือก สส.มุ่งไปเป็นผู้แทนของท่าน และต้องขอกราบขอบคุณทุกท่านจริงๆที่ในฐานะที่เขาทำหน้าที่แทนท่าน เขาได้เป็นผู้ที่ไว้วางใจให้ผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องขอบคุณจริงๆ“นายอนุทินระบุ

นายอนุทิน ยังกล่าวด้วยว่า “เมื่อสักครู่ตนได้กราบคุณพ่อ สส.มุ่งไปแล้ว ก็ได้ส่งจิตไปบอกคุณพ่อว่า คุณพ่อครับ ขอเถอะครับ ขอลูกคุณพ่อมาอยู่ภูมิใจไทยเถอะครับ ถ้าคุณพ่อเห็นด้วย ก็ขอให้ผมลุกขึ้นยืนไหว เพราะผมคุกเข่ากราบขอท่าน แล้วผมก็ลุกขึ้นยืนขึ้นมาได้ทันที ก็แปลว่าคุณพ่ออนุญาตแล้ว เมื่อคุณพ่ออนุญาตแล้ว ผมก็บอกเดี๋ยวผมดูแล สส.มุ่งเอง”

‘ชูวิทย์’ ซัดเดือด!! ‘กทม.’ กรณีถนนทรุด ลั่น!! อย่าเอาภาษี อุ้ม!! ความผิด ผู้รับเหมา

(28 ก.ย. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงเหตุการณ์ ถนนทรุด หน้าวชิรพยาบาล ว่า …

ถนนสามเสน ละคร กทม.

กทม. มหานครเมืองใหญ่ มีนักท่องเที่ยวเยี่ยมเยียนมากมายติดอันดับโลก

ช่วงนี้มีแต่สาธารณภัย ตั้งแต่ตึก สตง. ถล่ม ตามมาด้วยไม่กี่วันก่อน ถนนสามเสนพังทรุดเป็นหลุมใหญ่

ทุกคนออกมาวิเคราะห์หาสาเหตุ ช่วยกันแก้ไข

แต่ … ถนนสามเสนเป็นถนนสาธารณะ ขึ้นทะเบียนในความดูแลของสำนักการโยธา กทม.

ที่มันถล่มเสียหายหนักออกข่าวฉาวโฉ่ไปทั่วโลกเป็น “สาธารณภัย” เกิดจากฝีมือใครมิทราบ?

ธรรมชาติ หรือ ฝีมือมนุษย์?

การก่อสร้างอุโมงค์มีผลให้เกิดความเสียหายแบบนี้หรือไม่?

ตรงนั้นมีการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน เป็นเหตุทำให้ถนนพังหรือไม่?

กทม. ในฐานะเจ้าพนักงานตามกฎหมายควบคุมอาคาร ป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ต้องบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความปลอดภัยต่อประชาชน

ต้องพิสูจน์ทราบสาเหตุเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย เพราะที่เสียหายเป็นถนนสาธารณะของ กทม. เป็นทรัพย์สินของราชการ

แถมยังมีอาคารบ้านเรือน รถรา เสียหายอีก จำนวนมาก

การแก้ไขปัญหา ซ่อมถนน มีคนมีความรู้ด้านวิศวกรรมมากมายออกมาวิเคราะห์

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ท่านก็จบวิศวะ

นายกฯ ก็จบวิศวะ

แต่ที่เป็นปัญหา คือ มีใครรับผิดชอบงานนี้ไม่ทราบ?

เพราะถามเรื่องนี้กับนายกฯ หนู ท่านดันเงียบ เดินหนีนักข่าว

ผมในฐานะผู้เสียภาษีที่ดินให้ กทม. ปีละเกือบ 10 ล้านบาท จึงมีสิทธิจะถามว่า

กทม. เอาเงินงบประมาณจากไหนไปแก้ไขซ่อมแซม?

สรุปได้ความว่า ใครต้องรับผิดชอบจ่ายค่าเสียหายนี้?

การเร่งรีบดำเนินการซ่อมแซมให้คืนสภาพตามหลักวิศวกรรมโดยเร็วเป็นเรื่องที่ดี

แต่ความเสียหายทั้งปวงที่เกิดขึ้นกับถนน รวมถึง ท่อประปา เสาไฟฟ้า สิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ตั้งคณะกรรมการมาสอบสวนหรือเปล่าว่า

เหตุเกิดขึ้นด้วยความผิดพลาดของผู้รับเหมา ก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหรือไม่?

หากท่านผู้ว่าฯ จะเอาภาษีของคน กทม. ไปจ่ายแทนผู้รับเหมา มันดูไม่ยุติธรรม เพราะไม่ใช่จู่ๆ ถนนทรุดเองโดยไม่มีสาเหตุ

เวลาไฟไหม้ยังโทษกันว่า ไฟช็อตบ้านเรือนข้างเคียงเสียหายไม่มีใครรับผิด ไม่มีหลักเกณฑ์ใดๆ

จึงขอให้สอบสวน และให้ความเป็นธรรมกับคน กทม. ด้วยว่า “ค่าเสียหาย” ทั้งหมด ใครจะรับผิดชอบ?

กทม. จะเอาภาษีไปจ่ายแทนหรือไม่?

หากไม่ จะเอาเงินของใคร?

เอาเงินจากบริษัทรับเหมา หรือเอาเงินภาษีที่มาจากประชาชนคนกรุงเทพฯ ไปจ่าย?

ไม่ใช่แสดงละครแห่ไปเดินตรวจกัน แต่ไม่มีใครไล่เบี้ยหาคนรับผิดชอบ

ประเมินเงินค่าซ่อมต้องมีระดับพันล้านแบบนี้

ใครรับผิดชอบงานนี้ ช่วยบอกที

ขอตะโกนถามดังๆ แทนคน กทม.

อนุทิน จุดชนวนร้าว!! ‘ภูมิใจไทย – ประชาชน’ สร้างความสั่นคลอน!! เสถียรภาพรัฐบาล

(28 ก.ย. 68) การลงพื้นที่พระนครศรีอยุธยาของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่เพียงเป็นภารกิจเชิงสัญลักษณ์ในการเปิดตัวรัฐบาล แต่กลับกลายเป็นการโยนฟืนเข้ากองไฟการเมืองที่คุกรุ่นอยู่แล้ว

คำพูดบนเวทีที่ว่า “เลือก ส.ส. พรรคส้ม…แล้วได้หนูเป็นนายก” ถูกตีความว่าเป็นการประชดและลดทอนคุณค่าของ พรรคประชาชน ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน แต่เคยโหวตให้นายอนุทินขึ้นเป็นนายกฯ ในสถานการณ์วิกฤตหลังเลือกตั้ง คำพูดนี้สะกิดจุดเจ็บที่ถูกโจมตีมาตลอดว่า “พรรคส้มคือผู้ปูทางให้ภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล”

ที่สำคัญ อยุธยาไม่ใช่จังหวัดธรรมดา แต่คือ พื้นที่ยุทธศาสตร์ ที่ภูมิใจไทยครองฐานเสียงแน่น ขณะที่พรรคประชาชนพยายามเจาะพื้นที่ ทำให้เวทีนี้ถูกตีความว่าเป็นการ “ขีดเส้นแบ่งชัด” ระหว่างมิตรแท้กับมิตรจำเป็น

หลังเหตุการณ์ไม่นาน เสียงสะท้อนจากแกนนำและ สส. พรรคประชาชนดังขึ้นพร้อมกัน

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค แสดงจุดยืนว่า การโหวตให้นายอนุทินไม่ใช่การเข้าร่วมรัฐบาล แต่เป็นการ “ฝ่าวิกฤต” เพื่อไม่ให้การเมืองล่มสลาย และย้ำว่าพรรคยังคงเป็นฝ่ายค้านเต็มตัว

ภัคมน หนุนอานันท์ โฆษกพรรค ใช้ถ้อยคำแรงว่าเป็น “การเสียมารยาท–ไม่ให้เกียรติ” สะท้อนว่าพรรคไม่ยอมถูกมัดด้วยบุญคุณทางการเมือง

ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส. เจ้าถิ่นอยุธยา ชี้แจงว่าเข้าร่วมงานต้อนรับนายกฯ ในฐานะผู้แทนที่ต้องหาทางแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่ยืนยันหนักแน่นว่าจะลงเลือกตั้งในนามพรรคส้ม และเลือกนายณัฐพงษ์เป็นนายกฯ ในอนาคต

ชุติพงษ์ พิภพภิญโญ ส.ส. ระยอง ตอกย้ำว่าพรรคยังถือไพ่ “โหวตล้มรัฐบาล” ในมือ

การตอบโต้เหล่านี้ไม่ใช่เพียงการปกป้องศักดิ์ศรี แต่ยังเป็นการประกาศให้สังคมรับรู้ว่า “พรรคส้มไม่ใช่หนี้บุญคุณใคร” และยังพร้อมใช้พลังเสียงในสภาเป็นตัวแปรสำคัญ

ในขณะที่ภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนเปิดศึกวาทะ พรรคเพื่อไทยกลับ “ยิ้มในใจ” เพราะรอยร้าวนี้เปิดโอกาสให้เล่นเกมรุกเต็มที่

กลยุทธ์อภิปราย: เตรียมซักฟอกรัฐบาลในการแถลงนโยบายวันที่ 29–30 กันยายน ด้วยธีม “4 เดือนยุบคดี ไม่ใช่ 4 เดือนยุบสภา” โดยพุ่งเป้าไปที่คุณสมบัตินายกฯ และรัฐมนตรี, คดีฮั้ว ส.ว., และข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อน

โอกาสล้มรัฐบาล: หากหลักฐานชัดเจน พรรคเพื่อไทยอาจใช้เสียงฝ่ายค้านผสมกับพรรคประชาชนในการโหวตล้มรัฐบาลได้ทันที

ปัญหาภายในเพื่อไทย: แต่ในเวลาเดียวกัน พรรคเพื่อไทยเองกำลังเจอ “เลือดไหล” จากการสูญเสียแกนนำอาวุโส และเสี่ยงแพ้เลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ เขต 5 ซึ่งจะยิ่งทำให้ภาพลักษณ์อ่อนแอลง

เกมของเพื่อไทยจึงเหมือนการ “แทงสวน” หากรัฐบาลสะดุดก็พร้อมชิงจังหวะ แต่ถ้ารัฐบาลยังไปต่อได้ เพื่อไทยเองก็ต้องเผชิญการร่วงหล่นของฐานเสียงต่อเนื่อง

แม้จะถูกโจมตีหนัก แต่ภูมิใจไทยยังคงเดินเกมเชิงรุกในฐานะรัฐบาล

ขยายฐาน ส.ส.: ตั้งเป้าเพิ่มจากเกือบ 70 คนสู่ 100–120 คน ด้วยกลยุทธ์ “ตอกเสาเข็มรายเขต” และดูดบ้านใหญ่จากพรรคอื่น

การทำงานของรัฐมนตรี: ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วม, ด้านการท่องเที่ยวตั้งเป้าเพิ่มนักท่องเที่ยวจีนเป็น 13 ล้านใน 3 เดือน

ข้อครหา: การใช้ภาพบุรีรัมย์บนเพจไทยคู่ฟ้า ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการเอาใจบ้านใหญ่ สะท้อนความสัมพันธ์การเมืองเชิงผลประโยชน์

ที่สำคัญ ผลสำรวจนิด้าโพล (ก.ย. 2568) กลายเป็นแรงกดดันใหม่ เมื่อคะแนนความนิยมของ นายอนุทิน รั้งอันดับสอง ตามหลัง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่เริ่มถูกมองว่าเป็น “ความหวังใหม่”

ภาพรวมการเมืองจึงอยู่ในภาวะ “สามเหลี่ยมมรณะ”

ความขัดแย้งระหว่างภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนไม่ใช่เพียงศึกวาทะ แต่คือปัจจัยที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล และอาจเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนขั้วก่อนครบ 4 เดือน หากฝ่ายค้านจับมือกันสำเร็จ

‘อนุทิน’ ชี้ ไร้ปัญหากับ ‘พรรคประชาชน’ หลังดึง!! ‘สส.เต้ ทวิวงศ์’ ขึ้นเวที ที่อยุธยา

(28 ก.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่เรียกนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ (สส.เต้) สส. พระนครศรีอยุธยา พรรคประชาชน ขึ้นเวที ขณะลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ที่วัดอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนมีดราม่าทำให้พรรคประชาชนแสดงความไม่พอใจ ว่า คำว่าดราม่าตนไม่ชอบ การที่ตนบอกว่าเลือกสส.ทวิวงศ์ เพื่อให้เลือกตนมาเป็นนายกฯนั้น ต้องฟังทุกช็อต จริงๆแล้วตนกล่าวชื่นชม ส.ส.เต้ ด้วยซ้ำ เวลาอยู่บนเวทีก็ต้องมีกิมมิค เล็กๆ น้อยๆธรรมดา

เมื่อถามว่าอย่างนี้ยังคุยกับพรรคประชาชนได้ใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ยังคุยได้ทุกอย่าง เมื่อถามย้ำว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ก็สวนกลับในเรื่องนี้แรงเหมือนกัน นายอนุทินกล่าวว่าไม่เห็นมีปัญหาอะไร ตรงนั้นเป็นเรื่องของการลงพื้นที่ เรื่องการทำงานก็เป็นเรื่องการทำงาน

‘เนวิน – อนุทิน’ โอบกอดแน่น!! ผูกข้อมือวันเกิด ขอพร!! เป็นนายกฯ 4 ปี กลางพิธีปะกำช้างบุรีรัมย์

(4 ต.ค. 68) ที่สนามช้างอารีน่า อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อดีตนักการเมืองชื่อดัง ได้จัดงานทำบุญวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 67 ปี บรรยากาศเป็นไปอย่างความคึกคัก โดยนายเนวิน ได้ขี่รถจักรยานยนต์เวสป้า สีเหลือง เข้ามาบริเวณจัดงานในเวลา 09.29 น. พร้อมสักการะพระศิวะที่บริเวณด้านหน้า กับนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม บุตรชาย น.ส.ชิดชนก ชิดชอบ บุตรสาว นายชนน์ชนก ชิดชอบ บุตรชาย และนายโชติชนก ชิดชอบ บุตรชาย นอกจากนี้ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตรมว.ศึกษาธิการ น้องชายของนายเนวิน ได้ปรากฏตัวเข้าร่วมงานด้วย

ต่อมาเวลา 10.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ถึงบริเวณสถานที่จัดงาน โดยทันทีที่พบกับนายเนวิน นายเนวินได้สวมกอดนายอนุทิน

ก่อนเข้าสู่พิธีปะกำช้าง ซึ่งเป็นพิธีที่ของตระกูลชิดชอบ ได้มีการสืบทอดมายาวนาน โดยมีคนในตระกูลชิดชอบ อย่างนายเนวิน พล.ต.อ.เพิ่มพูน นายศักดิ์สยาม ร่วมในพิธี หลังจากนั้นบรรดาผู้ร่วมงานได้นำกล้วยน้ำว้าป้อนช้างเพื่อความเป็นสิริมงคล 

และได้มีพิธีผูกข้อมือเรียกขวัญ เพื่อขอพรจากหมอช้าง โดยหลังจากที่หมอช้างได้ผูกข้อมือให้นายเนวินแล้ว นายเนวินได้กวักมือเรียกให้นายอนุทิน มาผูกข้อมือ ก่อนทั้งคู่จะโอบกอดกันและหัวเราะ จากนั้นหมอช้าง 3 คน ได้เรียงกันผูกข้อมือนายอนุทิน ซึ่งระหว่างนั้นนายเนวินพูดขึ้นว่า "ผูกให้เป็นนายกฯ 4 ปี ให้ชนะเลือกตั้ง ทำอะไรก็ให้บ้านเมืองสงบสุข" โดยระหว่างที่มีการผูกข้อมือ พบว่านายเนวินประคองมือนายอนุทินให้หมอช้างผูกข้อมือตลอดเวลา
 
จากนั้นนายเนวิน และคณะได้ขึ้นไปทำพิธีทำบุญเลี้ยงพระ และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ด้านบนปราสาทหินพนมรุ้งจำลอง เป็นการส่วนตัว

วันเกิดนายเนวิน ปีนี้บรรดารัฐมนตรี และนักการเมือง เดินทางมาร่วมคึกคัก อาทิ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม นายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช.อุตสาหกรรม นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รมช.มหาดไทย เป็นต้น

ขณะเดียวกันผู้ที่มาร่วมงานส่วนใหญ่สวมเสื้อสีโทนกรมท่า ทั้งเสื้อด้านหลังสกรีน ฅนบุรีรัมย์ และสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อย่างไรก็ตามในงานดังกล่าวนายเนวิน ได้แจ้งงดรับดอกไม้และของขวัญทุกชนิด แต่หากใครประสงค์จะร่วมทำบุญให้บริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลบุรีรัมย์แทน

‘หมอตุลย์’ จี้!! ‘นายกฯ อนุทิน’ แสดงความจริงใจ แก้ปัญหาชายแดน ย้อนถาม!! MOU 43/44 ทำไมไม่กล้ายกเลิกเอง โยนให้ ปชช.โหวต

(5 ต.ค. 68) นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวภาคประชาชน ออกมาแสดงความเห็นและตั้งคำถามตรงไปตรงมา ถึงความจริงใจของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ต่อการแก้ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา โดยเฉพาะนโยบายที่นำเสนอในที่ประชุม สมช.

คุณหมอ ระบุว่า การที่รัฐบาลผลักดันแนวคิด สร้างรั้วชายแดน นั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นนโยบายเก่าที่ถูกเสนอและถูกขวางมาแล้วในรัฐบาลชุดก่อนหน้า พร้อมตั้งคำถามสำคัญ 2 ข้อว่า

1️⃣ MOU 43/44 – ตอนเป็นฝ่ายค้าน นายอนุทินแสดงท่าทีชัดว่าจะยกเลิก แต่พอได้เป็นนายกรัฐมนตรีกลับเลือกให้ทำ “ประชามติ” แทนที่จะตัดสินใจด้วยตนเอง ทั้งที่อำนาจอยู่ในมือ

2️⃣ ข้อตกลงหยุดยิง 28 ก.ค. 2568 – นายกรัฐมนตรีจะมีมาตรการใดต่อการที่กัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะจนถึงวันนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อการปกป้องดินแดนไทย

คุณหมอตุลย์ ยังย้ำว่า สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นไม่ใช่เพียงการออกนโยบายที่ฟังดูดี แต่ต้องเป็นมาตรการที่ เด็ดขาด ชัดเจน และปฏิบัติได้จริง เพื่อรักษาอธิปไตยและศักดิ์ศรีของประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top