Friday, 5 June 2026
สีจิ้นผิง

‘สี จิ้นผิง’ พบผู้นำก๊กมินตั๋งที่ปักกิ่ง รื้อสัมพันธ์สองพรรคในรอบ 10 ปี กลายเป็นประธานพรรคคนแรกเยือนในรอบทศวรรษ ชี้สัมพันธ์ข้ามช่องแคบไต้หวันต้องสันติภาพ ย้ำแรงผลักดันฟื้นฟูความยิ่งใหญ่จีน

สีจิ้นผิงพบปะหารือประธานพรรคก๊กมินตั๋งในปักกิ่ง

เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ (10 เม.ย.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) พบปะหารือกับเจิ้งลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ในกรุงปักกิ่งของจีน

เจิ้งลี่เหวิน ซึ่งได้รับเชิญจากสีจิ้นผิงและคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ถือเป็นประธานพรรคก๊กมินตั๋งคนแรกในรอบทศวรรษที่นำคณะผู้แทนเยือนแผ่นดินใหญ่ของจีน โดยก่อนหน้านี้คณะผู้แทนพรรคก๊กมินตั๋งได้เดินทางเยือนมณฑลเจียงซูและนครเซี่ยงไฮ้ ก่อนจะมาถึงกรุงปักกิ่ง

สีจิ้นผิงกล่าวว่าการพบปะกันระหว่างผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนและพรรคก๊กมินตั๋งหลังผ่านไป 10 ปี มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองพรรค รวมถึงความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบไต้หวัน และไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศและสถานการณ์ข้ามช่องแคบไต้หวันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แนวโน้มภาพรวมสู่การฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชนชาติจีนจะไม่เปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับพลังขับเคลื่อนของชาวจีนทั้งสองฝั่งในการรวมเป็นหนึ่งที่จะไม่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน

นอกจากนี้ สีจิ้นผิงระบุว่าประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบไต้หวันต่างต้องการสันติภาพและความสงบ ความสัมพันธ์ระหว่างสองช่องแคบที่ปรับปรุงดีขึ้น และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม สิ่งนี้คือความรับผิดชอบที่ทั้งสองพรรคไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และยังเป็นแรงผลักดันให้ทั้งสองพรรคมาทำงานร่วมกันด้วย

ที่มา : Xinhua

‘สีจิ้นผิง’ ชี้ช่องแคบฮอร์มุซ ย้ำ ต้องรักษาการสัญจรผ่านฮอร์มุซให้เป็นปกติ ระหว่างพูดคุยกับมกุฎราชกุมารซาอุดี หนุนฮอร์มุซเดินเรือตามปกติ พร้อมย้ำฮอร์มุซต้องไม่สะดุด

สีจิ้นผิงชี้ควรรักษาการสัญจรผ่าน 'ช่องแคบฮอร์มุซ' ให้ดำเนินตามปกติ

วันจันทร์ (20 เม.ย.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน อัล ซาอุด มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบียว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรรักษาการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซให้ดำเนินไปตามปกติ

สีจิ้นผิงระบุว่าจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสายสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบีย และยึดมั่นในหลักการเคารพซึ่งกันและกัน ความเสมอภาค และผลประโยชน์ร่วมกันเสมอมา

สีจิ้นผิงกล่าวว่าปี 2026 ตรงกับวาระครบรอบ 10 ปี ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างจีนและซาอุดีอาระเบีย จีนยินดีทำงานร่วมกับซาอุดีอาระเบียเพื่อใช้โอกาสนี้ในการกระชับความไว้วางใจซึ่งกันและกันในเชิงยุทธศาสตร์ เสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และยกระดับการแลกเปลี่ยนในทุกระดับ เพื่อเดินหน้าขยายขอบเขตและความลึกซึ้งของสายสัมพันธ์ทวิภาคี และเป็นต้นแบบในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีนและกลุ่มประเทศอาหรับ

สำหรับประเด็นสถานการณ์ปัจจุบันในตะวันออกกลางและภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย สีจิ้นผิงย้ำว่าจีนเรียกร้องให้มีการหยุดยิงและยุติการสู้รบโดยทันทีและครอบคลุม สนับสนุนทุกความพยายามที่เอื้อต่อการฟื้นฟูสันติภาพ และมุ่งมั่นแก้ไขข้อพิพาทผ่านวิธีทางการเมืองและการทูต

สีจิ้นผิงกล่าวว่าการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นปกตินั้นสอดคล้องกับผลประโยชน์ร่วมกันของกลุ่มประเทศในภูมิภาคและประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมเสริมว่าจีนสนับสนุนกลุ่มประเทศในภูมิภาคในการสร้างบ้านร่วมกันที่ยึดหลักความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี การพัฒนา ความมั่นคง และความร่วมมือ การกำหนดอนาคตของตนเอง ตลอดจนส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพระยะยาวในภูมิภาค

ที่มา : Xinhua

‘สีจิ้นผิง’ ย้ำสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เผยผลหารือเศรษฐกิจลุล่วง เน้นประโยชน์ร่วมและความเท่าเทียม ชี้สงครามการค้าไม่มีผู้ชนะ เรียกร้องรักษาแรงขับเคลื่อนบวก

สายสัมพันธ์เศรษฐกิจและการค้าจีน-สหรัฐฯ เอื้อประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

วันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวระหว่างหารือกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ณ กรุงปักกิ่ง ว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับสหรัฐฯ นั้นเกื้อหนุนและเอื้อประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

สีจิ้นผิงระบุว่าเมื่อวันพุธ (13 พ.ค.) คณะทำงานด้านเศรษฐกิจและการค้าจีน-สหรัฐฯ บรรลุผลลัพธ์เชิงบวกและสมดุลในภาพรวม ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศและของโลก

นอกจากนี้ สีจิ้นผิงเผยว่าข้อเท็จจริงได้พิสูจน์หลายครั้งแล้วว่าสงครามการค้าไม่มีผู้ชนะ และการหารือบนพื้นฐานของความเท่าเทียมคือหนทางที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียวในยามที่มีความเห็นต่างและข้อขัดแย้ง พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันรักษาแรงขับเคลื่อนเชิงบวกที่ร่วมสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก

ที่มา : Xinhua

สีจิ้นผิงไม่ถอย!! ‘ทรัมป์’ เผยจีนยังเดินหน้าซื้อน้ำมันอิหร่าน แม้รับปากไม่ส่งยุทโธปกรณ์ จีนยังรักษาผลประโยชน์พลังงาน ไม่ยอมเดินตามเกมวอชิงตัน

ทรัมป์กล่าวกับฌอน แฮนนิตี (Sean Hannity) จาก Fox News ว่า "สี จิ้นผิง" ยืนยันว่าจะยังคงซื้อน้ำมันจากอิหร่านต่อไป

"สี จิ้นผิงบอกว่าเขาจะไม่ให้ยุทโธปกรณ์ทางทหารแก่อิหร่าน นั่นเป็นคำกล่าวที่สำคัญมาก แต่เขาก็บอกด้วยว่าจีนจะซื้อน้ำมันจากที่นั่นเป็นจำนวนมาก และต้องการที่จะซื้อต่อไป"

คำพูดของทรัมป์ชัดเจนมาก ว่า "สี" ไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากสหรัฐ ในขณะที่ทรัมป์เองก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1295885156033175/?rdid=BmqSNO6vG004vqRn#

‘สีจิ้นผิง–ทรัมป์’ ประชุมวงในปักกิ่ง ย้ำสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์ ทรัมป์เปรยรอต้อนรับที่วอชิงตัน วางรากฐานสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ หารือความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

สีจิ้นผิง-ทรัมป์ ประชุมแบบจำกัดวงในปักกิ่ง ทรัมป์เปรยรอต้อนรับอย่างอบอุ่นที่วอชิงตัน

วันศุกร์ (15 พ.ค.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จัดการประชุมแบบจำกัดวงกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ณ เรือนรับรองจงหนานไห่ กรุงปักกิ่งของจีน โดยการประชุมดังกล่าวจัดขึ้นหนึ่งวันหลังจากสีจิ้นผิงจัดการเจรจากับทรัมป์ ซึ่งเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-15 พ.ค.

สีจิ้นผิงกล่าวว่าการเยือนจีนของทรัมป์ครั้งนี้ถือเป็นการเยือนสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ในการสร้างความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่สร้างสรรค์และมีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ อีกทั้งบรรลุความเข้าใจร่วมกันที่สำคัญเกี่ยวกับการรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าที่มีเสถียรภาพ การขยายความร่วมมือเชิงปฏิบัติในหลากหลายด้าน รวมถึงการจัดการข้อกังวลของอีกฝ่ายอย่างเหมาะสม

สีจิ้นผิงเสริมว่าทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างการสื่อสารและการประสานงานในประเด็นระหว่างประเทศและระดับภูมิภาค โดยการเยือนครั้งนี้ของทรัมป์เอื้อต่อการเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพิ่มพูนความไว้วางใจ และทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศดีขึ้น สิ่งนี้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าการที่จีนและสหรัฐฯ ค้นหาแนวทางที่ถูกต้องในการก้าวไปด้วยกัน รวมถึงบรรลุการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและความร่วมมือที่เอื้อประโยชน์ร่วมกันบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันนั้นเป็นทั้งความปรารถนาร่วมกันของประชาชนสองประเทศ และความคาดหวังของผู้คนทั่วโลก

ทั้งนี้ สีจิ้นผิงระบุว่าขณะที่ทรัมป์หวังที่จะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ตนมุ่งมั่นนำพาประชาชนจีนไปสู่การฟื้นฟูอันยิ่งใหญ่ของชาติจีน ซึ่งจีนและสหรัฐฯ สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาและการฟื้นฟูของตนเองได้ผ่านการเสริมสร้างความร่วมมือ โดยทั้งสองฝ่ายควรปฏิบัติตามความเข้าใจร่วมกันที่สำคัญที่ได้บรรลุไว้อย่างจริงจัง รักษาแนวโน้มเชิงบวกที่ได้มาอย่างยากลำบาก ยึดมั่นในทิศทางที่ถูกต้อง หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ก่อเกิดการรบกวน และร่วมกันผลักดันความสัมพันธ์ทวิภาคีให้พัฒนาอย่างมั่นคง

ด้านทรัมป์ระบุว่าตัวเขาพร้อมเดินหน้ารักษาการสื่อสารอย่างจริงใจและลึกซึ้งกับสีจิ้นผิง และรอคอยที่จะได้ต้อนรับสีจิ้นผิงอย่างอบอุ่นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ โดยเขายังแสดงความขอบคุณสีจิ้นผิงเป็นอย่างมากที่เชิญเยือนจงหนานไห่ พร้อมระบุว่าการเยือนจีนครั้งนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก และเป็นการเยือนที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งและน่าประทับใจยากจะลืมเลือน

ที่มา : Xinhua

‘สีจิ้นผิง’ เตรียมเยือนสหรัฐฯ !! ฤดูใบไม้ร่วงนี้ ตามคำเชิญ ‘ทรัมป์’ หลังประชุมปักกิ่งจบด้วยสัญญาณบวก เดินหน้าสานต่อสัมพันธ์ จีน–สหรัฐฯ หวังสร้างผลลัพธ์ใหม่สองมหาอำนาจ

สีจิ้นผิงเตรียมเยือนสหรัฐฯ ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ตามคำเชิญจากทรัมป์

เมื่อวันศุกร์ (15 พ.ค.) หวังอี้ นักการทูตระดับสูงของจีน เปิดเผยว่าสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จะเดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้ตามคำเชิญจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเยือนจีนอย่างเป็นทางการในวันที่ 13-15 พ.ค. ที่ผ่านมา

หวังเปิดเผยเรื่องดังกล่าวขณะแถลงข่าวเกี่ยวกับการพบปะหารือระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ที่เพิ่งเสร็จสิ้นในกรุงปักกิ่ง โดยหวังเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปฏิสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้นำสองประเทศ บ่มเพาะบรรยากาศที่เกื้อหนุน และสร้างผลลัพธ์เพิ่มขึ้น

ที่มา : Xinhua

จีนเปิดเกมสันติภาพ!! เมื่อมังกรกับพญาอินทรีต้องอยู่ร่วมโลก ‘สีจิ้นผิง’ เสนอ ‘เคารพกัน อยู่ร่วมกัน ร่วมมือกัน’ อ้างภูมิปัญญาโบราณ หนุนสัมพันธ์สร้างสรรค์กับสหรัฐฯ

สีจิ้นผิงอ้างอิงปรัชญาความสามัคคี ส่งเสริม 'จีน-สหรัฐฯ' ดำรงอยู่ร่วมกัน

ปักกิ่ง, 18 พ.ค. (ซินหัว) -- หอสักการะฟ้าเทียนถาน อายุมากกว่า 600 ปี ณ ใจกลางกรุงปักกิ่งของจีน ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อเกี่ยวกับความกลมกลืนระหว่างฟ้ากับดินมาแต่โบราณ ได้ต้อนรับสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) โดยสีจิ้นผิงอธิบายให้ทรัมป์ฟังว่าผู้ปกครองจีนในยุคโบราณจัดพิธีกรรมระดับรัฐที่นี่เพื่อขอให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง สังคมสมัครสมานสามัคคี และสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเก็บเกี่ยวพืชผลได้อุดมสมบูรณ์

หอสักการะฟ้าเทียนถานเป็นสัญลักษณ์ของปรัชญาจีนโบราณ "เหอเหอ" ซึ่งหมายถึงสันติภาพ ความสามัคคี และการดำรงอยู่ร่วมกัน ขณะที่สีจิ้นผิงมักกล่าวถึงวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมให้บรรดาผู้นำชาวต่างชาติได้รู้จัก ซึ่งตอกย้ำการให้คุณค่ากับมรดกทางวัฒนธรรมของจีนอย่างลึกซึ้ง โดยสีจิ้นผิงมองว่าปรัชญา "เหอเหอ" เป็นหนึ่งในแก่นแท้ของวัฒนธรรมอันโดดเด่นที่บรรพบุรุษชาวจีนสร้างสรรค์ขึ้นมา และถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์และมีเสถียรภาพในอนาคตข้างหน้า

ค่านิยมแห่งสันติภาพ

หอสักการะฟ้าเทียนถานนั้นประกอบด้วย 3 ตำหนักหลัก ได้แก่ ตำหนักไท่เหอ ตำหนักจงเหอ และตำหนักเป่าเหอ ซึ่งต่างมีตัวอักษรภาษาจีน "เหอ" อยู่ในชื่อ สะท้อนความปรารถนาสันติภาพและความสามัคคีที่มีมานานของประชาชนชาวจีน โดยทรัมป์ที่ยืนอยู่กับสีจิ้นผิงข้างในหอสักการะฟ้าเทียนถานเมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) กล่าวชมสถานที่แห่งนี้ว่ายิ่งใหญ่และน่าอัศจรรย์ มีความวิจิตรบรรจงทางศิลปะของสถาปัตยกรรมจีนโบราณและความรุ่มรวยของวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สีจิ้นผิงได้ดำเนินพันธกิจทางการทูตโดยอาศัยภูมิปัญญาโบราณของจีนมาสื่อสารความมุ่งมั่นสู่สันติภาพของจีน โดยสันติภาพถือเป็นค่านิยมหลักที่หยั่งรากลึกอยู่ในอารยธรรมจีน สีจิ้นผิงเคยกล่าวว่าสันติภาพ ความปรองดอง และความสามัคคีเป็นแนวคิดที่ชนชาติจีนยึดมั่นและสืบสานมานานกว่า 5,000 ปี และชนชาติจีนไม่ได้มีนิสัยก้าวร้าวหรือชอบครอบงำผู้อื่นอยู่ในสายเลือด

ตอนเริ่มต้นหารือกับทรัมป์ที่อาคารมหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งเมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) สีจิ้นผิงตั้งคำถามว่าจีนและสหรัฐฯ จะสามารถก้าวข้ามกับดักทูซิดิดีส (Thucydides Trap) และสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหญ่ได้หรือไม่ พร้อมเสริมว่าจีนและสหรัฐฯ จะได้รับผลประโยชน์หากร่วมมือกัน แต่จะสูญเสียผลประโยชน์หากเผชิญหน้ากัน ดังนั้นทั้งสองประเทศควรเป็นหุ้นส่วนมากกว่าคู่แข่งกัน

บางโอกาสสีจิ้นผิงยังใช้ภูมิปัญญาจากตำราจีนโบราณในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เพื่อเน้นย้ำมุมมองของสีจิ้นผิงต่อความรอบคอบในการทำสงครามสู้รบ โดยเมื่อปี 2018 ขณะหารือกับเจมส์ แมตทิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ในตอนนั้น ณ กรุงปักกิ่ง สีจิ้นผิงอ้างอิงคำพังเพยจีนที่ว่าผู้เชี่ยวชาญการทหารที่แท้จริงไม่ได้อยากใช้วิธีการทางทหารมาแก้ไขปัญหา

ทั้งนี้ โลกจับตามองการพบปะหารือของสีจิ้นผิงและทรัมป์อย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าทั้งสองประเทศใหญ่จะสามารถค้นหาวิถีทางที่ถูกต้องในการก้าวสู่การดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้หรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่มีนัยยะลึกซึ้งต่อสันติภาพและเสถียรภาพของโลก โดยประธานาธิบดีทั้งสองเห็นพ้องกับวิสัยทัศน์ใหม่ของความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีความสำคัญมากที่สุดในโลก นั่นคือการสร้าง "ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์" ซึ่งเป็นการบรรลุฉันทามติทางการเมืองที่มีความสำคัญมากที่สุดระหว่างการประชุมสุดยอดครั้งนี้

ความแข็งแกร่งส่วนรวม

สีจิ้นผิงมองว่า "สรรพสิ่งทั้งหลายอาจเติบโตเคียงข้างกันโดยไม่เบียดเบียนกันและเส้นทางที่แตกต่างกันอาจอยู่คู่ขนานกันโดยไม่แทรกแซงกัน" โดยสีจิ้นผิงเคยหยิบยกสุภาษิตจีนโบราณนี้มาสื่อสารว่าความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นเมื่อประเทศต่างๆ แสวงหาผลประโยชน์ส่วนรวม ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ และมีส่วนร่วมในความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน ซึ่งความร่วมมือจีน-สหรัฐฯ นั้นยังมีโอกาสรออยู่มากมาย ทั้งสองฝ่ายสามารถช่วยส่งเสริมความสำเร็จซึ่งกันและกัน รวมถึงสร้างผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

ณ งานเลี้ยงต้อนรับทรัมป์ที่อาคารมหาศาลาประชาชนเมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) สีจิ้นผิงกล่าวว่าหากมองย้อนดูความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่ผ่านมา กุญแจสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์นี้เดินหน้าอย่างมั่นคงคือการเคารพซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ต่อจากนั้นเมื่อวันศุกร์ (15 พ.ค.) สีจิ้นผิงกล่าวกับทรัมป์ระหว่างการพบปะแบบจำกัดวงที่เรือนรับรองจงหนานไห่ในกรุงปักกิ่งว่าขณะทรัมป์หวังให้สหรัฐฯ กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง สีจิ้นผิงมุ่งมั่นนำพาประชาชนชาวจีนก้าวสู่การฟื้นฟูชาติ

สำหรับปี 2026 เป็นจุดเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ของจีน ขณะเดียวกันสหรัฐฯ เตรียมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปี การก่อตั้งประเทศ โดยท่ามกลางบริบทของการเปลี่ยนแปลงระดับโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลายฝ่ายต่างคาดหวังว่าจีนและสหรัฐฯ จะทำงานร่วมกันเพื่อรับมือกับความท้าทายเร่งด่วนระดับโลก

เมื่อปี 2024 ขณะพบปะกับแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในตอนนั้น ณ กรุงปักกิ่ง สีจิ้นผิงหยิบยกอีกหนึ่งแนวคิดจากปรัชญาจีนโบราณที่ว่า "ลงเรือลำเดียวกันแล้วควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน" โดยสีจิ้นผิงกล่าวว่าผู้อยู่อาศัยบนโลกใบเดียวกันควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่มีใครหรือประเทศใดสามารถแยกตัวโดดเดี่ยวจากความท้าท้ายที่กำลังเผชิญร่วมกันได้ หนทางเดียวในการก้าวต่อไปคือความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนปรองดอง

การประชุมสุดยอดระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ครั้งล่าสุดนี้ ทั้งสองฝ่ายแสดงความพร้อมดำเนินการแลกเปลี่ยนด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น ทั้งการทูต การทหาร เศรษฐกิจ การค้า สาธารณสุข การเกษตร การท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและระหว่างประชาชน และการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเพิ่มแรงกระตุ้นใหม่สู่ปฏิสัมพันธ์ของสองประเทศในอนาคต

สีจิ้นผิงกล่าวว่าประชาชนของจีนและสหรัฐฯ ต่างเป็นประชาชนที่ยอดเยี่ยม โดยการฟื้นฟูชนชาติจีนที่ยิ่งใหญ่และการทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งนั้นสามารถดำเนินควบคู่กันไปได้ ทั้งสองฝ่ายสามารถช่วยเหลือกันและกันเพื่อบรรลุผลสำเร็จและเดินหน้าความเป็นอยู่ที่ดีของทั้งโลก

ที่มา : Xinhua

‘ทรัมป์-สี’ จับมือส่งสัญญาณบวก!! แต่โลกยังต้องจับตาเกม 2 มหาอำนาจ “รศ.ดร.ปณิธาน” ชี้ “สหรัฐฯ-จีน” อาจกำลังติด ‘กับดักความมั่งคั่ง’ ก่อนลามสู่ ‘กับดักความมั่นคง’ เขย่าโลก

การประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่เพิ่งปิดฉากลง ถูกจับตามองอย่างกว้างขวางในฐานะเวทีสำคัญของสองมหาอำนาจโลก ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สงครามในหลายภูมิภาค และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่ยังดำเนินต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นการค้า เทคโนโลยี และความมั่นคง

เมื่อไม่นานมานี้ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “TNN ข่าวเที่ยง” วิเคราะห์กรณีการประชุมระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยชี้ว่า แม้ภาพภายนอกของการประชุมจะสะท้อนความพยายามประคับประคองความสัมพันธ์ แต่เบื้องลึกยังเต็มไปด้วยการแข่งขันเพื่อรักษาความมั่งคั่งและความมั่นคงของตนเอง

ประเด็นแรกที่ รศ.ดร.ปณิธาน หยิบยกขึ้นมาคือ การประชุมครั้งนี้อาจสะท้อนภาพของ “กับดักความมั่งคั่ง” ซึ่งเป็นด้านหนึ่งของเหรียญสองหน้าในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า “สิ่งที่จีนและสหรัฐฯ ไม่ได้บอก แต่แทบทุกประเทศก็เห็นคล้ายกันว่าทั้งสองยักษ์ใหญ่ มีเป้าหมายในการประชุมสุดยอดในครั้งนี้คล้ายกันในทิศทางเดียวกัน คือต้องการสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ เพื่อให้ตนเอง "เข้มแข็งที่สุด" และ “ปลอดภัยที่สุด””

พร้อมอธิบายต่อถึงโครงสร้างของระบบโลกปัจจุบันว่า “ในระบบโลกแบบตัวใครตัวมัน (Anarchical System) ที่ไม่มีกฎกติกาชัดเจนและไม่มีใครเป็นใหญ่ที่สุด (No Rules, No Masters) สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือ จะต้องพึ่งพาตนเองให้อยู่รอดปลอดภัยให้ได้ ทั้งมั่งคั่งและมั่นคง ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน แต่อยู่คนละด้านของเหรียญ และทุกประเทศก็จะต้องทำอย่างเดียวกัน ซึ่งก็จะนำไปสู่ “กับดักของความมั่นคง” (Thucydides Trap หรือ Security Dilemma) ในที่สุด”

อีกด้านหนึ่ง แม้สหรัฐฯ และจีนจะเป็นคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ แต่ในทางเศรษฐกิจ ทั้งสองประเทศยังคงเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง และต่างฝ่ายต่างยังต้องอาศัยกันในระบบทุนนิยมโลกเดียวกัน

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุต่อว่า “ในความเป็นจริง จีนและสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นอิสระต่อกัน เพราะต่างก็เป็นคู่ค้าสำคัญซึ่งกันและกันในระบบเดียวกัน และทั้งสองก็อยู่ในระดับต้น ๆ ของโลก (ปธน.จีนตอกย้ำประเด็นนี้ในการกล่าวเปิดการประชุมสุดยอดในครั้งนี้ด้วย) แม้ว่าสหรัฐฯ จะลดการค้ากับจีนลงมากในปัจจุบัน (ลดลงจากกว่า 20% เป็นต่ำกว่า 10%) แต่ทั้งสองประเทศก็ยังต้องพึ่งพากันและกัน เพื่อให้ได้ประโยชน์จากระบบทุนนิยมเดียวกันให้ได้มากที่สุด (สหรัฐฯ ส่งออกสูงเป็นอันดับสองของโลก จีนส่งออกเกือบ 4 ล้านล้านเหรียญ สูงกว่าสหรัฐฯ กว่าเท่าตัว) ที่สำคัญ ต่างก็นำความมั่งคั่งของตน (World GDP: สหรัฐฯ - 42% จีน - 34%) ไปสร้างอิทธิพลทางการเมืองและการทหารที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองเป็นอันมาก (สหรัฐฯ ใช้จ่ายด้านการทหารถึง 33% ของโลก จีนประมาณ 12%)”

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนของระบบโลก ทั้งสงครามใหญ่ในยุโรป ตะวันออกกลาง ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในหลายประเด็น รวมถึงความไม่แน่ใจของนานาประเทศต่อบทบาทผู้นำโลกของทั้งสองฝ่าย

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวต่อว่า “แต่ในขณะนี้ ทั้งสองประเทศมีความกังวลถึงความมั่งคั่งและมั่นคงของตน เพราะระบบทุนนิยมแบบ “การค้าเสรี” กำลังมีความแปรปรวนและไม่แน่นอน เกิดสงครามใหญ่ในยุโรปและตะวันออกกลาง เกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งเรื่องภาษี เรื่องเทคโนโลยีชั้นสูง และเรื่องไต้หวัน (3Ts) และเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอีกหลายประเทศ เช่น กับอิหร่าน ลาตินอเมริกัน ยุโรป แคนาดา จึงทำให้ทั่วโลกไม่แน่ใจในการเป็นผู้นำของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และทำให้ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อประคับประคองสถานการณ์และระบบของตน”

ด้วยเหตุนี้ การประชุมสุดยอดครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญในเชิงสัญญาณมากกว่าการประกาศชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะทั้งสองประเทศจำเป็นต้องแสดงให้โลกเห็นว่า ความสัมพันธ์ยังอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในการพบกันครั้งนี้ จีนและสหรัฐฯ จึงต้องการส่งสัญญาณเชิงบวกว่ามีความพยายามแก้ปัญหาหลายอย่าง มีความคืบหน้าในหลายด้าน ทั้งเรื่องภาพรวมความสัมพันธ์ การค้าการลงทุน ความมั่นคง และอื่นๆ ทั้งนี้ เพื่อให้คู่ค้า มิตรประเทศ บริวาร แม้แต่ศัตรูหรือคู่แข่งของตน ได้รับรู้รับทราบว่าทั้งสองมหาอำนาจยังมุ่งมั่นที่จะรักษาระบบ ร่วมมือกันแก้ไขปัญหา เพิ่มพูนการค้าการลงทุน โดยเฉพาะในด้านใหม่ ๆ ที่ประเทศอื่น ๆ จะได้รับอานิสงส์หรือผลดีตามไปด้วย”

ส่วนประเด็นที่ถูกมองว่าเป็น “ข่าวดี” จากการประชุมครั้งนี้ มีทั้งเรื่องการซื้อเครื่องบินโดยสาร การเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ จากจีน ตลอดจนความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและห่วงโซ่การผลิตในอนาคต

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า “ข่าวดีจากการประชุมสุดยอดในครั้งนี้มีหลายประการ เช่น เรื่องจีนจะซื้อเครื่องบินโดยสารนับร้อย ๆ ลำ (ข่าวระบุว่าเป็น Boeing 200 ลำ แต่น้อยกว่า 500 ลำที่คาดไว้ ทำให้หุ้นของบริษัท Boeing ตก 4% ในสัปดาห์ก่อน แต่ ปธน.ทรัมป์ ก็ให้ข่าวแก้ว่าอาจจะถึง 750 ลำได้ในอนาคต) หรือที่จีนจะซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า (ข่าวระบุว่าเป็น เนื้อสัตว์ ถั่ว ถั่วเหลือง และอื่น ๆ) รวมทั้งที่จีนจะเปิดโอกาสให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นสูง บริษัทรถยนต์ไฟฟ้า บริษัทคอมพิวเตอร์ และอื่น ๆ ร่วมมือกันมากขึ้น ทั้งการซื้อชิปคอมพิวเตอร์ H200 ของ Nvida การเข้าถึงตลาดรถยนต์ของ Tesla การเพิ่มห่วงโซ่การผลิตของ Apple โดยสหรัฐฯ เสนอให้มีการจัดตั้ง Board of Trade และ Board of Investment เพื่อเปิดช่องทางการค้าขายให้มากขึ้น เป็นต้น”

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ข้อตกลงที่ถูกนำเสนอในเชิงบวกเหล่านี้ ยังมีข้อสังเกตสำคัญ เพราะไม่ได้ปรากฏรายละเอียดอย่างเป็นทางการในเอกสารแถลงผลการประชุมของทั้งสองประเทศ

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า “แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า ข้อตกลงต่าง ๆ ตาม “ข่าวดี” นั้น ไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการในเอกสารแถลงผลการประชุมของสองประเทศ ไม่มีรายละเอียดเฉพาะเรื่อง เช่น จีนไม่ได้ยืนยันเรื่องการซื้อเครื่องบิน สินค้าเกษตร หรือสินค้าอื่น ๆ ถ้อยแถลงที่เป็นทางการของจีนนั้น ส่วนใหญ่เน้นเรื่องหลักการ เช่น “ความสัมพันธ์ที่ต่างก็เป็นประโยชน์ต่อกัน” (win-win in nature) และเห็นด้วยในเรื่องวิสัยทัศน์ที่จะสร้างความสัมพันธ์ทาง “ยุทธศาสตร์ที่มีเสถียรภาพ” (Strategic Stability) ในอีกสามปีข้างหน้า ขณะที่แถลงการณ์สหรัฐฯ ไม่ได้ยืนยันถึงเรื่อง “เสถียรภาพทางยุทธศาสตร์” นี้ที่จีนแถลงในเอกสาร เพียงแต่มีรายละเอียดที่ ปธน.ทรัมป์ได้ให้ข่าวเท่านั้น”

ขณะเดียวกัน ภาพการพบปะที่ดูเป็นมิตรระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ก็ถูกตั้งคำถามว่าเป็นเพียงการแสดงออกทางการทูตเพื่อสร้างบรรยากาศเชิงบวก หรือสะท้อนความคืบหน้าที่แท้จริงในประเด็นใหญ่ของโลก

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุเพิ่มเติมว่า “การ “จับมือถือแขน” และ “เอาอกเอาใจ” กันหรือชื่นชมกันเป็นพิเศษในการเยือนจีนของปธน.ทรัมป์ในรอบ 9 ปีเพื่อประชุมสุดยอดนัดประวัติศาสตร์นี้ หลายฝ่ายมองว่าเป็นการสร้างภาพถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน (โดยเฉพาะปธน.ทรัมป์ที่ทำให้โลกปั่นป่วน แต่กลับสงบเสงี่ยมเรียบร้อยผิดสังเกตในการประชุมครั้งนี้) เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน แต่ไม่มีความคืบหน้าในเรื่องที่สำคัญอย่างชัดเจน”

แม้จะยังมีข้อจำกัดหลายด้าน แต่การประชุมครั้งนี้อย่างน้อยได้ช่วยลดแรงกดดันในความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ และทำให้หลายฝ่ายเห็นว่าทั้งสหรัฐฯ และจีนยังไม่ต้องการให้สถานการณ์เดินไปสู่จุดแตกหัก

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุต่อว่า “ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ทั้งสองผู้นำโลกได้ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อการพูดคุยเจรจาเพื่อแก้ปัญหา มีนัดหมายจะคุยกันต่อไป ส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนในหลายด้าน ทำให้เกิดความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าความสัมพันธ์จะไม่เลวร้ายลง และจะนำไปสู่เสถียรภาพ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของทั้งสองประเทศ และได้รับการตอบรับกันพอสมควรทั้งสองฝ่ายและในเวทีระหว่างประเทศ”

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ท่าทีประนีประนอม ทั้งสองประเทศยังคงเป็นคู่แข่งสำคัญในเวทีโลก โดยต่างฝ่ายต่างต้องการรักษาและขยายอิทธิพลของตนเอง ขณะที่ระบบเศรษฐกิจโลกยังทำให้ทั้งคู่ไม่สามารถตัดขาดจากกันได้

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวต่อว่า “แต่การที่ทั้งสองประเทศ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นมิตรต่อกัน แต่มีเป้าหมายแข่งขันกันเพื่อสร้างอิทธิพลในเวทีโลก โดยเฉพาะต้องการที่จะเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งแต่เพียงผู้เดียวนั้น จำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตนและให้กับระบบที่สร้างความมั่งคั่งให้กับตนเช่นนี้ จึงกล่าวได้ว่าทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างก็ติดกับดักเดียวกันทางเศรษฐกิจ คือต่างก็ยังต้องพึ่งพากันและกันเพื่อความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในขณะที่ต่างฝ่ายต่างก็ยังไม่สามารถที่จะกำจัดหรือทำลายกันได้ ทั้งสองประเทศ ซึ่งมั่งคั่งเป็นลำดับที่หนึ่งและที่สองของโลกนั้น จึงกำลังติด “กับดักความมั่งคั่ง” ของตนเอง”

ในตอนท้าย รศ.ดร.ปณิธาน ทิ้งประเด็นสำคัญที่โลกยังต้องจับตา คือความสัมพันธ์ของสองมหาอำนาจจะหยุดอยู่เพียงการแข่งขันทางเศรษฐกิจ หรือจะขยับไปสู่ “กับดักด้านความมั่นคง” ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงในอนาคต

“ในอนาคต สองยักษ์ใหญ่นี้จะติด “กับดักด้านความมั่นคง” (Thucydides Trap) ด้วยหรือไม่ จะทำลายกันเองอย่างที่ปธน.สี จิ้นผิงได้เตือนไว้ในการประชุมครั้งนี้หรืออย่างไร ไม่มีใครจะหยั่งรู้อนาคต แต่ในการพูดคุยกันของทั้งสองมหาอำนาจในเรื่องไต้หวัน อิหร่าน อาวุธนิวเคลียร์ และความมั่นคงอื่นๆ ในการประชุมครั้งนี้ มีสิ่งบอกเหตุพอสมควรว่าสหรัฐฯ และจีนจะนำพาโลกไปสู่โศกนาฏกรรมสงครามโลกอีกหรือไม่” รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวทิ้งท้าย

ขอบคุณที่มา: TNN ข่าวเที่ยง / YouTube

Facebook Panitan Wattanayagorn (ปณิธาน วัฒนายากร)

อ่านเกม ‘สีจิ้นผิง’!! จาก ‘ทรัมป์’ ถึง ‘ปูติน ก่อนถึง ‘คิมจองอึน’ ‘สีจิ้นผิง’ ปักหมากใหญ่บนกระดานนิวเคลียร์โลก มหาอำนาจต้องบินมาหาจีน เพราะพลังซื้อคืออาวุธต่อรองใหม่

อ่านเกมสีจิ้นผิง มันไม่ใช่แค่เกมการทูต แต่มันคือการเดินเกมความมั่นคงเชิงรุกที่ลุ่มลึก สีจิ้นผิง จะไปเยือนเกาหลีเหนือ สัปดาห์หน้า

เพื่อไปหาน้องรักคิมจองอึน ผู้ที่มี อาวุธนิวเคลียร์ ในกำมือ  หลังจากที่มีผู้นำชาติสมาชิกถาวรด้านความมั่นคงในสหประชาชาติ UNSC บินมาหาสีจิ้นผิงถึงกรุงปักกิ่ง ครบแล้วในรอบ 6 เดือน เรียบร้อย

โรงเรียนสีจิ้นผิง แต่ละชาติสมาชิกถาวร UNSC ที่บินมาดื่มน้ำชากับสีจิ้นผิง ก็มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองทั้งนั้น ไล่ตั้งแต่บิ๊กที่สุด สหรัฐ ตามด้วย รัสเซีย แล้วก็ อังกฤษ และ ฝรั่งเศส การเดินเกมความมั่นคงของสีจิ้นผิงเชิงรุกอย่างลุ่มลึกครั้งนี้มีเป้าหมายใหญ่ คือ ภารกิจรวมชาติ กับไต้หวัน  !! 

ในยุคนี้ใครมีอำนาจต่อรองเหนือกว่ากัน !! ประเทศพวกนี้ต้องมาคบกับจีนพึ่งพาจีน ถึงขั้นต้องบินมาหาสีจิ้นผิง เพราะต้องการอะไร พลังซื้อจีน คือ คำตอบ !!

ดูจากภาพการ์ตูนนี้เลยค่า  (ในรูปมีผู้นำแคนาดา แถมมาด้วย) ตัวอย่างเช่น มาครง หวังจะขายเครื่องบิน  Airbus ให้จีน ทรัมป์ ก็จะมาขอให้จีนซื้อเครื่องบิน Boeing (ถึงขั้นพาบิ๊ก CEO โบอิ้งมาทริปปักกิ่งด้วยกัน) และ ปูติน ก็อยากได้โครงการสร้างท่อ Power of Siberia 2  ขายพลังงานให้จีน และอื่นๆ อีกมากมาย

FB ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top