Friday, 5 June 2026
สิทธิมนุษยชน

‘รัฐธรรมนูญคาซัคสถาน’ ยกระดับสิทธิมนุษยชน–นิติธรรม พร้อมสร้างรากฐานรับมือความท้าทายระดับโลกในยุคดิจิทัล

อะไรคือสิ่งที่ประสบความสำเร็จ ของรัฐธรรมนูญคาซัคสถานในวันที่ครบรอบ 30 ปี

ความเป็นรัฐสมัยใหม่ รัฐธรรมนูญของคาซัคสถานไม่ใช่เพียงเอกสารทางกฎหมาย แต่ยังโดดเด่นด้วยการเน้นมนุษยธรรม มาตรา 1 กำหนดให้ประเทศเป็นรัฐประชาธิปไตย ประชาชน มีนิติธรรม และสังคม ซึ่งให้คุณค่าอันสูงสุดแก่มนุษย์ ชีวิต สิทธิ และเสรีภาพของเขา

สำหรับประเทศอย่างคาซัคสถานที่เพิ่งได้รับเอกราช ข้อกำหนดเหล่านี้ไม่ใช่เพียงถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์ แต่กลายเป็นรากฐานของนโยบายภายใต้ การพัฒนากฎหมาย และยุทธศาสตร์ของรัฐในเวลาต่อมา ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการรับรองสิทธิมนุษยชนไว้ในรัฐธรรมนูญ ถือเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากระบบบริหารแบบสั่งการไปสู่รัฐที่มีนิติธรรมสมัยใหม่

ตลอดเกือบสามทศวรรษที่ผ่านมา คาซัคสถานได้แสดงถึงความพร้อมที่จะเสริมสร้างกลไกคุ้มครองสิทธิพลเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่มั่นคง เปิดเผย มีสถาบันรองรับ และเชื่อมโยงกับพันธกรณีระหว่างประเทศ สิทธิมนุษยชนจึงไม่เพียงมีความหมายในประเทศ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศด้วย

การขยายการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจากการปฏิรูปหลังประชามติ 5 มิถุนายน 2022 คือการยกระดับสถานะ 'ผู้ตรวจการสิทธิมนุษยชน' (Ombudsman) ขึ้นเป็นสถาบันตามรัฐธรรมนูญ อาร์ตูร์ ลาสตาเยฟ ผู้ตรวจการสิทธิมนุษยชน ระบุว่าด้วยการตัดสินใจนี้ คาซัคสถานได้เข้าร่วมกับประเทศประชาธิปไตยพัฒนาแล้ว ที่มีกิจกรรมของสถาบันสิทธิมนุษยชนระดับชาติกำกับโดยรัฐธรรมนูญและกฎหมายรัฐธรรมนูญ

“นี่เป็นสัญญาณของวุฒิภาวะทางประชาธิปไตย การปฏิรูปได้ทำให้การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเข้าถึงได้มากขึ้น รวมถึงสิทธิของประชาชนที่จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง” ลาสตาเยฟอธิบาย

บทบาทของผู้ตรวจการได้ขยายจากการรับเรื่องร้องเรียน ไปสู่การตรวจสอบเชิงรุกในเรือนจำ ศูนย์กักกัน การริเริ่มด้านกฎหมาย และการศึกษากฎหมาย ในปี 2024 มีการลงพื้นที่เกือบ 800 ครั้ง ซึ่งมากกว่าทุกปีที่ผ่านมาอย่างมาก

ผู้แทนประจำภูมิภาคของผู้ตรวจการฯ ได้เริ่มทำงานทั่วประเทศแล้ว สิ่งนี้ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของสาธารณะ โดยจำนวนคำร้องเรียนต่อปีเพิ่มจาก 1,800 เป็นเกือบ 7,000 ในเวลาไม่กี่ปี ลาสตาเยฟระบุว่านี่สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวทางกฎหมายและความเชื่อมั่นในสถาบัน ข้อเสนอทางกฎหมายจากสำนักงานผู้ตรวจการฯ ยังมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายระดับชาติ หนึ่งในนั้นคือร่างกฎหมายต่อต้านความรุนแรงในครอบครัวที่จัดทำตามข้อเสนอของผู้ตรวจการฯ และถือเป็นกฎหมายสำคัญในระบบกฎหมายของคาซัคสถาน

นิติธรรมผ่านการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญพิสูจน์แล้วว่ามีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวต่อความท้าทายใหม่ๆ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นจากประชามติในเดือนมิถุนายน 2022 เมื่อประชาชนสนับสนุนการปฏิรูปเพื่อประชาธิปไตย การปรับปรุงระบบศาล และการย้ำหลักนิติธรรม

ฝ่ายตุลาการได้รับประโยชน์โดยตรง ผู้พิพากษาสูงสุด อัสลัมเบก เมอร์กาลิเยฟ ระบุว่า รัฐธรรมนูญรับรองว่าทุกคนมีสิทธิได้รับความคุ้มครองทางศาล

“ดังนั้น สิ่งสำคัญคือประชาชนทุกคนต้องมั่นใจในความยุติธรรมของศาล ที่พวกเขาสามารถเรียกร้องทั้งความคุ้มครองและความจริงได้ หลักนิติธรรมต้องกลายเป็นรากฐานของการพัฒนาที่ก้าวหน้าของคาซัคสถาน” เขากล่าว

การพัฒนาดิจิทัลก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ขณะนี้กว่า 80% ของการสอบสวนก่อนพิจารณาคดีดำเนินการทางอิเล็กทรอนิกส์ และ 90% ของการดำเนินการสอบสวนมีการบันทึกวิดีโอเพื่อความโปร่งใส กระทรวงยุติธรรมยังขยายการเข้าถึงกฎหมายผ่านโครงการ 'ทนายประชาชน' และระบบ 'Legal Cabinet' ออนไลน์

มุมมองระดับภูมิภาค

น่าสนใจว่าหนทางของคาซัคสถานสะท้อนแนวโน้มของเอเชียกลางที่กว้างขึ้น มีร์ซาติลโล ทิลลาเยฟ รองผู้อำนวยการศูนย์สิทธิมนุษยชนแห่งชาติอุซเบกิสถาน ระบุว่า ในช่วงสองทศวรรษแรกของศตวรรษนี้ โลกได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ถึง 57 ฉบับ และรัฐเอเชียกลางก็ไม่อยู่เฉย กฎหมายพื้นฐานเหล่านี้กำลังพัฒนาไปสู่ความเปิดกว้าง ความรับผิดชอบทางสังคม และการสอดคล้องกับบรรทัดฐานสากล เขาเน้นถึงการยกระดับสถาบัน Ombudsman ในทั้งคาซัคสถานและอุซเบกิสถานเป็นหลักฐานสำคัญ

เขายังเตือนด้วยว่าการพัฒนาดิจิทัลนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ๆ ที่ต้องการความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาค

“การแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของ AI, Big Data และการบริหารแบบดิจิทัล เปิดประตูสู่ขัอเรียกร้องถึงแนวทางใหม่ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ชุมชนผู้เชี่ยวชาญต้องทำงานร่วมกันในเรื่องความมั่นคงทางดิจิทัล การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการใช้ AI ในการบริหารและกระบวนการยุติธรรมอย่างมีจริยธรรม” เขากล่าว

รัฐธรรมนูญคาซัคสถานแสดงให้เห็นถึงความคงทนและความสามารถในการปรับตัว เกือบ 30 ปีหลังการรับรอง ยังคงยึดหลักว่าคุณค่าสูงสุดคือมนุษย์ สิทธิ และศักดิ์ศรีของเขา โดยเฉพาะการปฏิรูปปี 2022 ได้ตอกย้ำหลักการที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน พร้อมทั้งสถาปนาหลักนิติธรรมและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนลงใน DNA ทางการเมืองของประเทศ

เมื่อประเทศต้องเผชิญยุคดิจิทัลและภูมิทัศน์โลกที่เปลี่ยนแปลง ความหวังสูงสุดของคาซัคสถานอยู่ที่บทบาทต่อเนื่องของรัฐธรรมนูญ ไม่เพียงเป็นรากฐานของความเป็นรัฐ แต่ยังสะท้อนความใฝ่ฝันของสังคมอีกด้วย

‘แมรี่ เลาลอว์’ ผู้แทนยูเอ็น ห่วงสวัสดิภาพ ‘อังคณา’ ถูกขู่ฆ่า ผบ.ตร. เผยยังไม่มีรายงาน วอนสังคมเห็นต่างได้แต่อย่าใช้ความรุนแรง

(16 ต.ค. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่นางแมรี่ เลาลอว์ (Mary Lawlor) ผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ แสดงความห่วงใยต่อสวัสดิภาพของนางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา หลังมีรายงานว่าถูกขู่ฆ่า ว่าขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการในเรื่องดังกล่าว แต่ได้รับทราบจากสื่อมวลชนเท่านั้น

ผบ.ตร.ระบุว่า หากนางอังคณาถูกคุกคามจริง ขอให้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ เพื่อให้มีการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมยืนยันว่าตำรวจพร้อมให้ความคุ้มครองความปลอดภัยอย่างเต็มที่ โดยมอบหมายให้ตำรวจสันติบาลและตำรวจไซเบอร์ตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่ามีการโพสต์ข่มขู่จริงหรือไม่ รวมถึงจะพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า การแสดงความคิดเห็นต่างทางการเมืองเป็นสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ขอให้หลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์หรือความรุนแรง พร้อมย้ำว่า “เราทุกคนเป็นคนไทยด้วยกัน” และขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันด้วยสติและความรอบคอบ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

16 พฤศจิกายนของทุกปี "วันแห่งความอดทนสากล" วิจารณ์ได้ ตรวจสอบได้ ฟ้องร้องได้ โดยไม่ลืมว่าคนคิดต่างคือมนุษย์เหมือนกัน เตือนโลกอยู่ร่วมต่างอย่างเคารพและสันติ

ทุกวันที่ 16 พฤศจิกายนของทุกปี สหประชาชาติได้กำหนดให้เป็น "วันแห่งความอดทนสากล" เพื่อเตือนใจมนุษยชาติให้เคารพความแตกต่างและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ วันดังกล่าวถือเป็นวันครบรอบการรับรอง "ปฏิญญาว่าด้วยหลักการแห่งความอดทน" โดยยูเนสโกในปี 1995 ซึ่งถูกรณรงค์ต่อเนื่องในทุกประเทศสมาชิก

ยูเนสโกระบุว่า ความอดทนนั้นหมายถึงการเคารพ ยอมรับ และเห็นคุณค่าความหลากหลายของมนุษย์ในทุกมิติ เช่น เชื้อชาติ ศาสนา ความคิด และวัฒนธรรม พร้อมย้ำว่าไม่ใช่ความเฉยเมยหรือยอมให้ความอยุติธรรมดำเนินต่อไป แต่คือการจัดการความขัดแย้งบนพื้นฐานสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ

วันแห่งความอดทนสากลยังสะท้อนความท้าทายสำคัญว่า สังคมควรมีวิธีรับมือกับความเห็นต่างอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ศาสนา ชาติพันธุ์ หรือวัฒนธรรม โดยต้องสร้างวัฒนธรรมที่ไม่ผัดวันประกันพรุ่งในเรื่องความรับผิดชอบ แต่ "ยังวิจารณ์ได้ ยังตรวจสอบได้ ยังฟ้องร้องได้" อย่างเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ "คนคิดต่างก็ยังเป็นมนุษย์เหมือนเรา"

วันดังกล่าวจึงไม่ใช่แค่วันในปฏิทินแต่เป็นการเตือนว่าสังคมโลกยอมรับว่าความหลากหลายคือความจริง ไม่ใช่ปัญหา และความสำเร็จของสังคมขึ้นกับการฝึกฝนการอยู่ร่วมกันอย่างมีสติและเป็นระบบ ข้อคิดสำคัญที่ฝากถึงทุกคนคือ "เราอยากอยู่ในประเทศที่คนเห็นต่างต้อง 'กลัว' หรือปลอดภัยพอจะพูด แล้วให้ข้อเท็จจริงเป็นตัวตัดสิน?"

วันเอดส์โลก (World AIDS Day) รณรงค์หยุดการแพร่ระบาดโรคร้าย สู่วันแห่งความเท่าเทียมของผู้ติดเชื้อ ริบบิ้นสีแดงคือสัญลักษณ์ความรัก

(1 ธ.ค. 68) วันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น "วันเอดส์โลก" เพื่อนำความเข้าใจและสิทธิมนุษยชนมาสู่ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ที่เคยถูกตีตราเป็นตัวปัญหาของสังคม ที่ผ่านมาโรคเอดส์ถูกมองเหมือนคำตัดสินประหารชีวิต แต่วันนี้ผู้ติดเชื้อถูกมองในแง่มนุษย์คนหนึ่งที่มีสิทธิ์ใช้ชีวิตและมีศักดิ์ศรีเหมือนทุกคน

วันเอดส์โลกเริ่มต้นในปี 1988 ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดที่สร้างความกลัวและความไม่เข้าใจ ผู้ติดเชื้อกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ผู้ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และกลุ่มอื่น ๆ ถูกตีตราอย่างหนัก ริบบิ้นสีแดงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการยืนหยัดข้างผู้ติดเชื้อด้วยความรักและศักดิ์ศรี พร้อมกับข้อความ "ฉันยืนอยู่ข้างผู้ติดเชื้อ" และ "ฉันเชื่อว่าพวกเขาสมควรได้รับโอกาสและศักดิ์ศรีเท่ากับเรา"

ในปัจจุบัน การแพทย์พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทำให้เอชไอวีถูกจัดเป็นโรคเรื้อรังที่ควบคุมได้ หากตรวจพบและรักษาอย่างต่อเนื่องตามแนวคิด U=U คือหากระดับไวรัสต่ำจนตรวจไม่พบ โอกาสแพร่เชื้อจะต่ำมากจนแทบเป็นศูนย์ อย่างไรก็ตาม อคติและความไม่รู้ยังคงเป็นอุปสรรคที่ผู้ติดเชื้อต้องเผชิญ

วันเอดส์โลกไม่ได้เป็นเพียงพิธีกรรม แต่เป็นวันทบทวนทัศนคติของสังคม ว่าเรายังเปิดโอกาสให้ผู้คนกล้าไปตรวจหรือไม่ เรายังมองผู้ติดเชื้อเป็น "คนผิด" หรือเปล่า และรัฐยังจริงจังกับเป้าหมาย "ยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2030" แค่ไหน ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ลดลงและการลดการตีตราเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จ

เบื้องหลังสถิติคือชีวิตของเด็ก วัยรุ่น คุณแม่ และคู่รักที่ไม่อาจมองข้ามได้ ให้เราทุกคนร่วมเรียนรู้ข้อมูลจริง หลีกเลี่ยงคำพูดตีตรา สนับสนุนการตรวจและใช้ถุงยาง เพื่อให้วันเอดส์โลกเป็นวันที่ไม่ใช่แค่วันในปฏิทิน แต่เป็นวันที่เราเห็นความเป็นมนุษย์ และให้เกียรติผู้ติดเชื้อทุกคนอย่างแท้จริง

 

"วันสากลแห่งการเลิกทาส" UN รณรงค์ให้ทั่วโลกตระหนักว่า "ทาส" ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ แต่คือระบบบีบชีวิตคน

(2 ธ.ค. 68) ทุกวันที่ 2 ธันวาคม สหประชาชาติรณรงค์ให้ทั่วโลกตระหนักว่า "ทาส" ไม่ได้หมดไปตามประวัติศาสตร์ แต่ยังคงอยู่ในรูปแบบทาสสมัยใหม่ที่ไม่ใช่โซ่ตรวนแต่เป็นระบบที่บังคับกดขี่ผู้คนทั่วโลกร่วมหลายสิบล้านคน

ปี ค.ศ. 1949 อนุสัญญาสำคัญเปิดทางสู่ "วันสากลแห่งการเลิกทาส" ซึ่งในปี 1986 ถูกกำหนดอย่างเป็นทางการ เพื่อทบทวนปัญหาการค้าคนและแรงงานบังคับ รวมถึงการแสวงหาประโยชน์ต่างๆ ที่ยังเกิดขึ้นในโรงงาน เรือประมง และแรงงานบังคับในรูปแบบหลากหลาย เช่น การค้ามนุษย์ แรงงานเด็ก การแต่งงานบังคับ รวมถึงการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ

"ทาสสมัยใหม่" คือผู้ที่ไม่ได้รับเสรีภาพที่แท้จริง ถูกบังคับให้ทำงานหรือค้าบริการโดยไม่สามารถปฏิเสธได้โดยไม่เสี่ยงต่อความรุนแรง ข้อมูลจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่ามีผู้ตกอยู่ในสถานการณ์นี้หลายสิบล้านคนทั่วโลก และแรงงานเหล่านี้อาจแฝงอยู่ในซัพพลายเชนสินค้าทั่วไปที่ผู้บริโภคใช้ทุกวัน

แม้กฎหมายระหว่างประเทศชัดเจนว่า "ไม่มีใครควรถูกทำให้เป็นทาส" แต่การบังคับใช้ยังไม่ทั่วถึงในหลายประเทศ บางส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐและภาคธุรกิจยังมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเพิกเฉยต่อปัญหา วันสากลแห่งการเลิกทาสจึงไม่ใช่เพียงการรำลึกประวัติศาสตร์ แต่เป็นการตั้งคำถามถึงความจริงในปัจจุบันว่าเรากำลังทำพอหรือไม่เพื่อยุติการกดขี่รายวันนี้

ทาสสมัยใหม่สัมพันธ์กับเราทุกคนทั้งในฐานะผู้บริโภคที่ต้องตั้งคำถามกับสินค้าราคาถูก นายจ้างและลูกจ้างที่ต้องร่วมมือหยุดการเอารัดเอาเปรียบ และในฐานะพลเมืองที่ควรกดดันให้ระบบยุติธรรมโปร่งใสและแรงงานได้รับการคุ้มครอง ความสำเร็จในการเลิกทาสยุคนี้จึงเป็นตัวชี้วัดระดับคุณภาพของสังคมและสิทธิมนุษยชนของชาติหนึ่งๆ

“วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล” โลกไม่ทน “การโกงเป็นเรื่องปกติ” สหประชาชาติย้ำเตือน ให้ตระหนักถึงภัยร้ายของการทุจริต

(9 ธ.ค. 68) วันที่ 9 ธันวาคมของทุกปี คือ "วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล" ที่สหประชาชาติย้ำเตือนให้โลกตระหนักถึงภัยร้ายของการทุจริต ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่กระทบต่อการพัฒนา สิทธิมนุษยชน และอนาคตของประชาชนทุกประเทศและคนรุ่นต่อไป

หัวใจของวันต่อต้านคอร์รัปชันสากลคือ "อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต" หรือ UNCAC สนธิสัญญาระดับโลกฉบับแรกที่ครอบคลุมตั้งแต่การรับ–ให้สินบน การยักยอก การฟอกเงิน ถึงการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยบังคับให้ประเทศภาคีต้องป้องกัน ปราบปราม ร่วมมือข้ามชาติ และดึงทรัพย์สินที่ถูกยักยอกกลับคืนสู่ประชาชน

วันที่ 9 ธันวาคมในปี 2003 คือวันเปิดไฟสู่การต่อสู้กับคอร์รัปชัน เมื่อสมัชชาใหญ่สหประชาชาติรับรอง UNCAC อย่างเป็นทางการ และกำหนดให้วันดังกล่าวเป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล "9 ธันวาคมจึงไม่ใช่แค่วันสัญลักษณ์ แต่เป็นวันที่โลกถูกตั้งคำถามว่า เรากำลังทำอะไรจริงเพื่อหยุดการโกงหรือไม่?"

ผลกระทบของคอร์รัปชันไม่ใช่แค่ความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ลามไปถึงสิทธิมนุษยชนและโอกาสที่ถูกพรากไป เช่น เด็กที่พลาดโอกาสทางการศึกษา โรงพยาบาลที่ขาดยา หรือโครงการพัฒนาที่ด้อยคุณภาพ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดและเป็นกลุ่มเจ้าของโลกยุคดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีตั้งคำถามอำนาจและผลักดันความโปร่งใส

ในปี 2024–2025 ธีมของแคมเปญสหประชาชาติคือ "Uniting with Youth Against Corruption: Shaping Tomorrow's Integrity" ซึ่งชูบทบาทคนรุ่นใหม่ไม่ใช่แค่เหยื่อ แต่เป็นกำลังหลักสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมใหม่ ท้าทายการโกงตั้งแต่ระดับชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งแต่ละประเทศเน้นกิจกรรมสร้างความตื่นตัวเพื่อการต่อต้านการทุจริตไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่วันในปฏิทิน

ในฐานะคนธรรมดา สิ่งที่ทำได้คือ ไม่เข้าร่วมระบบเส้นสาย ฝากสินบน หรือจ่ายใต้โต๊ะ ควรถาม ตรวจสอบ และใช้สิทธิในการร้องเรียน เพื่อรักษาความซื่อสัตย์และต่อต้านวัฒนธรรมการโกงที่เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ภายในสังคมและองค์กรของตนเอง "คอร์รัปชันไม่ใช่ปัญหาของคนใหญ่โตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสังคมยอมรับการโกงเล็กน้อยจนกลายเป็นเรื่องปกติ"

เป็น “วันรัฐธรรมนูญ” วันสำคัญของระบบการปกครอง เส้นทางคู่ขนานของรัฐธรรมนูญไทย และสิทธิมนุษยชนโลก

(10 ธ.ค. 68) วันที่ 10 ธันวาคม คือวันสำคัญระดับชาติและสากล ที่มีความหมายคู่ขนานกันในประเทศและเวทีโลก สำหรับประเทศไทยคือ "วันรัฐธรรมนูญ" ซึ่งระบุแนวทางการปกครองภายใต้กฎหมายสูงสุด ส่วนในระดับนานาชาติคือ "วันสิทธิมนุษยชนสากล" ที่เน้นย้ำถึงศักดิ์ศรีและสิทธิที่เท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกคน

วันที่ 10 ธันวาคม 2475 ประวัติศาสตร์ไทยเปลี่ยนผ่านเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกของไทย ซึ่งกำหนดให้อำนาจอธิปไตยอยู่ที่ปวงชนชาวสยาม และวางกรอบอำนาจบริหารนิติบัญญัติและตุลาการ นับเป็นกุญแจสำคัญที่แสดงถึงอิสรภาพทางประชาธิปไตยและสิทธิพื้นฐานของประชาชน

ในขณะที่ระดับโลก วันที่เดียวกันนี้สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติรับรอง "ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน" เมื่อปี 2488 ซึ่งยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมและศักดิ์ศรีไม่อาจถูกละเมิดโดยรัฐหรือผู้มีอำนาจ และได้ประกาศ 10 ธันวาคม เป็นวันสิทธิมนุษยชนสากลเพื่อรณรงค์ความตระหนัก

เทศกาลวันรัฐธรรมนูญในไทยเคยจัดอย่างยิ่งใหญ่เชื่อมกับประชาธิปไตย แต่ปัจจุบันหลายคนมองเป็นแค่วันหยุดปลายปี ขณะที่คำถามคาใจคือ "วันรัฐธรรมนูญ" ยังคงสะท้อนความหมายของ "สิทธิและอำนาจของประชาชน" มากน้อยแค่ไหน นำไปสู่การทบทวนว่า กฎหมายสูงสุดและสิทธิมนุษยชนสมควรมีบทบาทอย่างไรในชีวิตประจำวันของคนไทยและสังคมโลก

สุดท้าย วันที่ 10 ธันวาคม จึงไม่ใช่แค่วันหยุด แต่เป็นวันที่เตือนใจเราให้เห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วม "ใช้" และ "ปกป้อง" สิทธิของตนในสังคม เพื่อให้รัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชนกลายเป็นกุญแจปกป้องศักดิ์ศรีมนุษย์ทั้งในระดับชาติและระดับโลกอย่างแท้จริง

เดือดกลางเจนีวา!! ‘สีหศักดิ์‘ ตอกหน้ากัมพูชากลางเวที UNHRC ซัดบิดเบือนปมชายแดน-ยั่วยุซ้ำซาก ลั่น ไม่เคยคิดรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน แต่พร้อมปกป้องอธิปไตยตนเอง - จี้เขมรหยุดยั่วยุ

(25 ก.พ. 69) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงของไทยในที่ประชุมระดับสูงคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติครั้งที่ 61 ณ นครเจนีวา เน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือพหุภาคีเพื่อแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชน รวมถึงปัญหาการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตที่เป็นวิกฤตระดับโลกและส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรง

รัฐมนตรีต่างประเทศตอบโต้กรณีข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา โดยกล่าวว่า "กัมพูชากล่าวหาไทยบนข้อความเท็จและวาทกรรมที่บิดเบือนเพื่อทำให้ไทยเป็นผู้ร้าย" พร้อมชี้แจงว่า ต้นเหตุเกิดจากการละเมิดและยั่วยุซ้ำซ้อน รวมถึงการแทรกแซงการเมืองภายในของกัมพูชา ทำให้เกิดความตึงเครียดและโศกนาฏกรรมพลเรือนเสียชีวิต

นายสีหศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยมีเจตนาดีต่อกัมพูชา สนับสนุนผู้หลบหนีความขัดแย้งและช่วยฟื้นฟูหลังสงครามกลางเมือง จึงไม่ต้องการเผชิญหน้า แต่กัมพูชากลับนำปัญหาไปขยายเป็นประเด็นระหว่างประเทศ ทั้งยังยืนยันสิทธิในการปกป้องอธิปไตยและเรียกร้องให้กัมพูชาเลือกเส้นทางสันติภาพหรือความขัดแย้งต่อไป

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ที่ยังมีปัญหาข้อพิพาทชายแดนและความขัดแย้งทางการเมือง แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง ทว่าความร่วมมือและการเจรจายังคงเป็นทางออกสำคัญเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top