Friday, 5 June 2026
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติชี้แจงกรณีข่าวการปรับโครงสร้างหน่วยงานตำรวจ และการถ่ายโอนภารกิจ ต้องส่งคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อ และต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการ

(11 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตามที่ปรากฏข่าวตามสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องการปฏิรูประบบราชการตำรวจ ของคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร และสภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบรายงานในการประชุมเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568 โดยมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหน่วยงานตำรวจ และการถ่ายโอนภารกิจไปให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องดำเนินการนั้น 

ขอเรียนว่ารายงานการพิจารณาศึกษาดังกล่าวเป็นการดำเนินการของคณะกรรมาธิการฯ ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ความเห็นและข้อเสนอเหล่านี้จะถูกส่งไปยังฝ่ายบริหาร คือ คณะรัฐมนตรีและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ จะต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ ทั้งในด้านโครงสร้างการปกครอง ระบบราชการ ปัจจัยการบริหาร รวมทั้งข้อกฎหมาย 

ผลการพิจารณาศึกษาดังกล่าว มีข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ข้อเสนอแนะในบางเรื่องจำเป็นต้องมีการแก้ไขกฎหมาย ทั้งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง มีการพิจารณาในรายละเอียด ความพร้อมของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จึงจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาเพื่อให้เกิดความรอบคอบ อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะใดที่สามารถจะดำเนินการได้และเป็นประโยชน์แก่สังคมและพี่น้องประชาชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะนำไปพิจารณาดำเนินการทันที รวมทั้งหากนายกรัฐมนตรีมีการสั่งการ หรือคณะรัฐมนตรีมีมติเป็นประการใด สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็พร้อมปฏิบัติต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติอาลัย 'หมู่จักร' ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 1,078,000 บาท เสนอเลื่อนยศ ด.ต. รวบรวมหลักฐานดำเนินคดีคู่กรณี

(13 ต.ค. 68) จากกรณีหญิงวัย 30 ปี ขับรถกระบะชนประสานงาเป็นเหตุให้ “ส.ต.ท.จักรพงษ์ พุทธเสน” ผู้บังคับหมู่ ฝ่ายป้องกันปราบปราม สภ.เมืองหนองคาย เสียชีวิต ขณะปฏิบัติหน้าที่ออกตรวจดูแลความสงบเรียบร้อย หลังรับแจ้งเหตุวัยรุ่นรวมตัวขับขี่จักรยานยนต์ก่อความเดือดร้อนรำคาญ ในพื้นที่ ต.หาดคำ อ.เมือง จ.หนองคาย เหตุเกิดเมื่อกลางดึกของวันที่ 12 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ในนามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอแสดงความอาลัย และแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ “ส.ต.ท.จักรพงษ์ฯ” หรือ “หมู่จักร” ในการสูญเสียครั้งนี้ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติมอบเงินสวัสดิการช่วยเหลือตามสิทธิในเบื้องต้นประมาณ 1,078,000 บาท พร้อมเสนอความชอบเลื่อนเงินเดือนไม่เกิน 3 ขั้น และเลื่อนยศสูงขึ้นเป็น ด.ต. และพิจารณาสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ต่อไป อย่างไรก็ตาม ส.ต.ท.จักรพงษ์ฯ ถือได้ว่าเป็น ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์โดยแท้ ปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ด้วยความตั้งใจ ทุ่มเท เสียสละ เป็นที่รักของผู้บังคับบัญชา และเพื่อนร่วมงาน การสูญเสียครั้งนี้นับเป็นการสูญเสียกำลังพลที่มีคุณค่า

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของความคืบหน้าคดี ทาง สภ.เมืองหนองคาย กำลังรวบรวมพยานหลักฐาน โดยรอผลการตรวจเลือดของทั้ง 2 ฝ่ายคาดใช้เวลา 3-5 วัน ขณะที่ฝ่ายคู่กรณีได้รับบาดเจ็บ อยู่ระหว่างการรักษาตัว โดยจากการตรวจปัสสาวะของผู้ขับขี่รถกระบะไม่พบสารเสพติด ซึ่งต้องสอบสวนพฤติการณ์ของผู้ขับขี่ประกอบพยานแวดล้อมอื่น ๆ ว่าเป็นการเมาสุราขณะขับรถหรือไม่ รวมถึงหาสาเหตุของการชนครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนจะรวบรวบพยานหลักฐานอย่างรอบคอบรอบด้าน ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ผบ.ตร.ประชุมเคาะแนวทางเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบแต่งตั้งวาระ 65 เปิด 36 ตำแหน่ง รองผู้บังคับการ - สารวัตร รองรับ 

(14 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมแนวทางการกำหนดตำแหน่งข้าราชการตำรวจ รองรับการเยียวยาข้าราชการตำรวจที่ได้รับผลกระทบจากการแต่งตั้งหมุนเวียน ในการแต่งตั้งวาระประจำปี 2565 ณ ห้องศรียานนท์ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. มีมติให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่งรัดการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 40 นาย ให้เสร็จสิ้นภายในวาระปี 2568 ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการดำเนินการเพื่อเยียวยาให้แก่ผู้ร้องทุกข์มาโดยตลอด มีผู้ได้รับการเยียวยาไปแล้วหลายราย อย่างไรก็ตาม จากข้อจำกัดตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งไว้แตกต่างจากเดิม ทำให้ปัจจุบันยังมีผู้ที่ไม่ได้รับการเยียวยาจำนวน 36 นาย

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดตำแหน่งรองผู้บังคับการถึงสารวัตร รวม 36 ตำแหน่ง ในสังกัดกองบัญชาการต่างๆ โดยเป็นตำแหน่งสายงานป้องกันปราบปราม หรือสายงานอำนวยการและสนับสนุน แล้วแต่กรณี ตามสายงานที่ข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิต่าง ๆ ทั้งนี้การดำเนินการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติยึดหลักกฎหมาย และหลักนิติธรรม 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568

(16 ต.ค. 68) เวลา 08.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานในพิธีต่าง ๆ เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ โดยมี รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.), ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช., ข้าราชการตำรวจ และคณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมพิธี

ในปีนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีเนื่องในวันตำรวจขึ้นในวันที่ 16-17 ตุลาคม 2568 โดยวันนี้มีพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในบริเวณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พิธีถวายสักการะพระบรมรูปหล่อ รัชกาลที่ 9, พิธีวางพานประดับพุ่มดอกไม้ถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 4, พิธีสักการะรูปปั้นจำลอง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ และพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานและเจริญพระพุทธมนต์ 

จากนั้น ผบ.ตร. เป็นประธานพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่ผู้ให้การสนับสนุนช่วยเหลืองานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ข้าราชการตำรวจที่ประพฤติปฏิบัติดีเยี่ยมตามประมวลจริยธรรม, ข้าราชการตำรวจและหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ได้ผ่านการคัดเลือกดีเด่นในด้านต่างๆ และพลเมืองดีที่ช่วยเหลืองานตำรวจ รวมจำนวน 128 ราย ณ ห้องศรียานนท์ อาคาร 1 ก่อนเดินทางพร้อมด้วยนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ไปเยี่ยมข้าราชการตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ณ โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อให้ความช่วยเหลือและเป็นขวัญกำลังใจ

ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ 17 ตุลาคม 2568 วันตำรวจ ผบ.ตร.และนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชา และคณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ จะร่วมพิธีเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม ประกอบด้วย พิธีวางพานพุ่มดอกไม้พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5, พิธีถวายราชสักการะและถวายมาลัยสักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ 9, พิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ, พิธีวางพวงมาลาและพิธีตรึงหมุดแผ่นจารึกรายชื่อข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ และพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของข้าราชการตำรวจและนักเรียนนายร้อยตำรวจ

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขอให้ตำรวจยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก พร้อมขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการทำงานของตำรวจ

(17 ต.ค. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 ในวันนี้ ขอขอบคุณเพื่อนข้าราชการตำรวจทุกระดับชั้น ตั้งแต่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงจนถึงผู้ ปฏิบัติงาน พวกเราได้ทุ่มเทแรงกายแรง ใจ เสียสละเวลาที่จะต้องอยู่กับครอบครัว หรือมีความสุขส่วนตัว แต่ท่านใช้เวลาดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชนจนประสบความสำเร็จในหลายมิติ หลายด้าน 

พร้อมกันนี้ขอฝากถึงพี่น้องข้าราชการตำรวจทุกคน ว่า เราเป็นข้าราชการตำรวจ เรามีความจำเป็นที่จะต้องเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ตามบทบาทและหน้าที่ของเรา เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีความสบายใจ สุขใจ มีความสงบสุขเกิดขึ้นในสังคม อยากให้พวกเราร่วมมือร่วมใจ และก้าวไปด้วยกันด้วยการที่เราใช้ mindset ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องเกิดขึ้นจากส่วนลึกภายในใจ ขอให้ข้าราชการตำรวจทุกคนยึดถือผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก ในขณะเดียวกันอยากจะฝากให้ทุกท่านได้มีการพัฒนาตัวเอง ในหน้าที่ของท่านเอง ทั้งเรื่องของวิชาชีพการสอบสวน สืบสวน การป้องกันปราบปราม ตลอดจนชุดปฏิบัติการพิเศษ เพราะอาชญากรรมมีการเปลี่ยนแปลงไปในหลายรูปแบบ ให้มีมาตรการที่ดี ที่เข้มข้น ซึ่งหากจะเกิดอะไรขึ้นก็อยากให้ท่านได้ทำหน้าที่ในบทบาทผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ให้ดีที่สุด 

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวฝากถึงพี่น้องประชาชนเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 ว่า สำหรับพี่น้องประชาชน ตนจะนำพาข้าราชการตำรวจปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นศรัทธาจากพี่น้องประชาชน ในตลอดระยะเวลาที่ยังคงทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่ง “วันตำรวจ” ไม่ใช่วันหยุดสำหรับตำรวจ แต่ถือว่าเป็นวันที่เราต้องทำงานเพื่อประเทศชาติและเพื่อพี่น้องประชาชน ขอให้พี่น้องประชาชนทุกท่านได้โปรดเชื่อมั่น และสามารถแจ้งข้อมูลข่าวสารมายังหน่วยงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ โอกาสนี้ขอให้ทุกท่านมีความสุข และหวังว่าในอนาคตจะมีความสงบสุขเกิดขึ้นในประเทศของเรา และทุกท่านอยู่ดีมีสุขตลอดไป 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนาม เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568

(17 ต.ค. 68) เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานในพิธีต่าง ๆ เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม พร้อมด้วย คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ โดยมี รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.), ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช., ข้าราชการตำรวจ และคณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5, พิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ, พิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของนักเรียนนายร้อยตำรวจ

ทั้งนี้ ในปี 2568 มีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 24 นาย โดยในพิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ณ หอประชุมชุณหะวัณ นั้น ผบ.ตร.ได้เชิญผู้บังคับบัญชา สมาคมแม่บ้านตำรวจ และผู้ร่วมพิธีทุกท่าน ยืนสงบนิ่งและไว้อาลัยวีรชนทั้ง 24 นาย 

ผบ.ตร.กล่าวว่า การทำงานตำรวจมีความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อตำรวจสูงมาก แม้จะเป็นงานที่มีความตรากตรำ เสี่ยงภัย เผชิญอันตรายอยู่ทุกวัน แต่ตำรวจทุกนายยังคงยืนหยัดปกป้องชีวิตประชาชน ขจัดอริราชศัตรู ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ซึ่งในปี 2568 มีข้าราชการตำรวจเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่จำนวน 24 นาย ยังความโศกเศร้าและอาลัยเป็นอย่างยิ่ง ขอให้คุณงามความดีที่ผู้กล้าเหล่านั้นได้กระทำ เป็นเครื่องเตือนสติและให้พวกเราทุกคนได้ระลึกถึงความกล้าหาญเสียสละ ที่สมควรยกย่องเป็นวีรชนแห่งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ในการทำงานด้วยจิตวิญญาณของความเป็นตำรวจ ที่ต่อสู้ยืนยันปกป้องประเทศชาติโดยไม่คำนึงถึงชีวิตตน ซึ่งธงชาติไทยที่คลุมร่างผู้กล้าเหล่านั้น เปรียบเสมือนผืนแผ่นดินที่ได้โอบกอดร่างของตำรวจกล้าไว้ด้วยใจของพวกเราทุกคน เสียงปืนยิงสลุตที่ดังขึ้นในแต่ละนัดถือเป็นการสดุดีจิตวิญญาณ ความกล้าหาญ เกียรติยศและศักดิ์ศรีของตำรวจผู้กล้า ที่จะส่งเสียงกึกก้อง ดังอยู่ในใจเพื่อนข้าราชการตำรวจและครอบครัวทุกคน 

ปิดท้ายอย่างสมเกียรติเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 คือพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของข้าราชการตำรวจและนักเรียนนายร้อยตำรวจ โดยมี ผบ.ตร.เป็นประธานตรวจพลสวนสนาม และกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนต่อหน้าธงชัย 

ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นเครื่องหมายของสามสถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อันเป็นหลักใจสำคัญของบ้านเมือง เพื่อย้ำคำมั่นสัญญาในการเป็นข้าราชการตำรวจที่ดี ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ในการพิทักษ์ปกป้องสถาบัน และดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชน สังคม และประเทศชาติ 

และขอให้ทุกครั้งที่พวกเราเหล่าข้าราชการตำรวจได้เผชิญหน้ากับคนร้าย อริราชศัตรู จะยังให้พวกเราทุกคนได้ย้อนรำลึกถึงวีรกรรมความกล้าหาญ ความเสียสละในการทำงานด้วยจิตวิญญาณของความเป็นตำรวจ ที่ต่อสู้ยืนยันปกป้องประเทศชาติโดยไม่คำนึงถึงชีวิตตน ซึ่งขอให้ตำรวจทุกนายๅได้โอบกอดครอบครัวของตำรวจกล้าเหล่านั้นให้ได้ผ่านพ้นห้วงเวลาที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักของครอบครัว และพวกเราจะดูแลให้ความช่วยเหลือปกป้องครอบครัววีรชนเหล่านั้นเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ในนามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อครอบครัวของเราวีรชนผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ผู้กล้าทั้งหลาย ที่ได้ทำหน้าที่ของตนจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต นำพาความสงบสุขมาสู่พี่น้องประชาชนประเทศชาติและสังคม

โดยรวมขอให้พลังที่สองแห่งการเสียสละอันยิ่งใหญ่ ของเราคือจะชนทั้งหลายเหล่านี้ประกอบกับกำลังกุศลที่ได้ร่วมสนุก

สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับเรื่อง “นางอังคณา นีละไพจิตร” สืบสวนสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย - ดูแลความปลอดภัย

(18 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) รับทราบกรณีที่วันนี้ นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา และคณะนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน ได้เข้ายื่นเรื่องขอให้ ผบ.ตร.ดูแลความปลอดภัย พร้อมดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่คุกคาม ข่มขู่ และใช้ความรุนแรงทางออนไลน์จากกรณีแสดงความคิดเห็นเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา โดยให้ดำเนินการตามกระบวนการในสืบสวนสอบสวนอย่างตรงไปตรงมาและรวดเร็วที่สุด รวมถึงการดูแลความปลอดภัยด้วย  

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่าเราให้ความสำคัญกับกรณีที่เกิดขึ้น ให้ความสำคัญกับสิทธิในการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตและความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนทุกคน ตำรวจมีหน้าที่ต้องปกป้องคุ้มครอง อย่างไรก็ตาม เมื่อนางอังคณาฯ รู้สึกไม่ได้รับความปลอดภัยและร้องขอการคุ้มครอง ถือเป็นสิทธิการขอคุ้มครองความปลอดภัยภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 ซึ่งครอบคลุมทั้งตัวนางอังคณาฯ และบุคคลใกล้ชิด โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการตามกระบวนการต่อไป

พล.ต.ท.ยิ่งยศฯ กล่าวด้วยว่า กรณีนี้จะดำเนินการตรวจและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่นางอังคณาฯ อ้างว่ามีการข่มขู่ให้เกิดความตกใจกลัว การหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตัดต่อดัดแปลงภาพให้ผู้อื่นเสียหาย รวมทั้งการกระทำอื่น ๆ ที่ผิดกฎหมาย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลปฏิบัติ "ยุทธการทำลายล้างเครือข่ายยาเสพติด ถล่มจุดพัก ทุบคลัง ปิดเส้นลำเลียง" ทั่วประเทศ ยึดยาบ้า 33 ล้านเม็ด ไอซ์-คีตามีนอีกนับตัน พร้อมเร่งล่าตัวการระดับสั่งการ

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงผลการปฏิบัติงานด้านการปราบปรามยาเสพติด ณ บช.ปส. โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล  เลขาธิการ ป.ป.ส., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม  ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส., พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด., พลโทณัฐศิษฐ์ คงชินศาสตร์ธิติ ผอ.ศปป.2 กอ.รมน.และผู้บังคับบัญชา เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการ “ต้องชนะยาเสพติด” ให้ได้อย่างเด็ดขาด

จากการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายการปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้านการปราบปรามยาเสพติด โดยให้เป็นนโยบายเร่งด่วน ขจัดยาเสพติดให้สิ้นซาก และให้ยกระดับการจัดการปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชน โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติแสวงหาความร่วมมือระหว่างประเทศในการร่วมกันปราบปรามยาเสพติด ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พร้อมสั่งการให้ “อัปเดต - อัปเกรด” การทำงานให้ทันต่ออาชญากรรมยุคใหม่ 

ภายใต้แผนยุทธการทำลายล้างเครือข่ายยาเสพติด ถล่มจุดพัก ทุบคลัง ปิดเส้นลำเลียง" ทั่วประเทศ   12 วัน (9–20 ต.ค.) ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมหน่วยงานความมั่นคง จับกุมผู้ต้องหา 16 ราย จาก 10 คดีสำคัญ ยึดของกลางยาบ้าได้กว่า 33.84 ล้านเม็ด, ไอซ์ 800 กิโลกรัม, คีตามีน 500 กิโลกรัม และทรัพย์สินอีกจำนวนมาก พร้อมเดินหน้าขยายผลตามยึดทรัพย์กลุ่มผู้บงการเครือข่าย โดยมีคดีสำคัญ  ที่สะท้อนถึงความเด็ดขาดในการสกัดกั้นเส้นทางลำเลียงยาเสพติด ตั้งแต่ชายแดนจนถึงพื้นที่ชั้นใน ดังนี้


 
กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) จับกุมเครือข่ายสำคัญ 8 คดี 
1. บก.สกส. จับยกครัว! ยึดยาบ้า 6 ล้านเม็ด ซุกในรถของเก่า
วันที่ 12 ต.ค. 68 บก.สกส., บก.ปส.3, ภ.6 และทหาร ร่วมจับ 4 ผู้ต้องหาเป็นเครือญาติ พ่อ แม่ ลูก และลูกสะใภ้ พร้อมของกลางยาบ้า 6,000,000 เม็ด ซุกในรถบรรทุกของเก่า  กลุ่มผู้ต้องหารับจ้างขนยาจาก อ.งาว จ.ลำปาง ปลายทาง จ.สุพรรณบุรี โดยใช้รถ 2 คัน พ่อแม่ขับนำ ลูกชายกับสะใภ้ขนยา ถูกจับได้ที่ปั๊ม อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ ก่อนนำรถ X-ray พบยาบ้าซ่อนเต็มคัน เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ดำเนินคดี และขยายผลถึงผู้ว่าจ้างในเครือญาติ
2. บก.ปส.1 ทลายเครือข่าย “สงครามส่งด่วน” ยึดยาบ้า 10 ล้านเม็ด, ไอซ์-คีตามีน รวมกว่า 1 ตัน 
ตำรวจ บก.ปส.1, บก.ขส. และ ขกท.ศปก.นสศ. บุกจับเครือข่ายค้ายา "สงครามส่งด่วน" ขยายผลจาก              คดีเก่า รวบผู้ต้องหาเพิ่ม 5 คน ยึดของกลางรวมมหาศาล เจ้าหน้าที่เดินหน้าขยายผล ล่าตัวผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เตรียมขอหมายจับขบวนการเบื้องหลังต่อไป
คดีที่ 1 (13 ต.ค. 68) จับ 4 ผู้ต้องหา ยึดยาบ้า 10 ล้านเม็ด พร้อมรถกระบะตู้ทึบ 2 คัน ที่ จ.สุพรรณบุรี และรถนำทางอีก 2 คัน ที่ จ.อุตรดิตถ์
คดีที่ 2 ขยายผลพบโกดังพักยา จ.เพชรบูรณ์ ตรวจยึดคีตามีน 500 กก. จับผู้ต้องหา 1 คน  พร้อมรถกระบะ 2 คัน
คดีที่ 3 ตรวจค้นโกดังอีกแห่งใน จ.เพชรบูรณ์ ใกล้จุดแรก 400 เมตร ยึดไอซ์ 500 กก. พร้อมรถกระบะ 1 คัน
3. บก.ปส.3 เดินหน้ากวาดล้างยาเสพติด 4 คดี ยึดของกลางกว่า 11.36 ล้านเม็ด ไอซ์ 300 กิโลกรัม
ชุดปราบปรามยาเสพติด กก.2 บก.ปส.3 เดินหน้าลุยต่อเนื่อง ตรวจยึดยาเสพติดล็อตใหญ่จากหลายพื้นที่ทางภาคเหนือ รวม 4 คดี และเดินหน้าขยายผล หาตัวผู้เกี่ยวข้องในทุกคดี มั่นใจเชื่อมโยงเครือข่ายใหญ่ข้ามชาติ พร้อมนำตัวผู้ต้องหาดำเนินคดีตามกฎหมาย
คดีที่ 1 (8 ต.ค. 68) ตรวจยึดยาบ้า 4,000,000 เม็ด ซุกในกระสอบสีรุ้งริมถนนสายบายพาสเชียงราย–เชียงแสน อ.ดอยหลวง จ.เชียงราย หลังแก๊งลำเลียงอาข่าทิ้งของหลบหนี
คดีที่ 2 (16 ต.ค. 68) จับ 2 ผู้ต้องหา ยึดไอซ์ 300 กก. ในรถยนต์มุ่งหน้าเข้าเมืองเชียงราย บริเวณถนนบายพาสเชียงราย–เชียงของ หลังขยายผลจากพื้นที่พักคอยบ้านสบเปา อ.พญาเม็งราย
คดีที่ 3 (16 ต.ค. 68) จับผู้ต้องหา 1 คน พร้อมรถบรรทุก 6 ล้อ ตรวจพบยาบ้า 5,000,000 เม็ด ซุกช่องลับบริเวณพื้นรถ ในปั๊มน้ำมัน อ.สารภี จ.เชียงใหม่
คดีที่ 4 (17 ต.ค. 68) ตรวจยึดยาบ้า 2,360,000 เม็ด ซุกในป่าริมถนนชนบทสายบ้านร้องอ้อ–บ้านต้นส้าน  ต.แม่สูน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ หลังกลุ่มวัยรุ่นมีพิรุธหลบหนี

กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) จับกุม 2 คดีซ้อน ยึดยาบ้า 6.48 ล้านเม็ด เครือข่าย “ไม้สั้นเชียงราย”
ตชด.327 บุกจับ 2 คดีใหญ่ ในรอบ 4 วัน ยึดยาบ้ารวม 6,480,000 เม็ด พร้อมผู้ต้องหา 4 คน และรถของกลาง 2 คัน ทั้งสองคดีเชื่อมโยงเครือข่ายค้ายารายใหญ่ “ไม้สั้นเชียงราย” เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลลากตัวผู้บงการมาดำเนินคดีต่อไป
คดีแรก (13 ต.ค. 68) สกัดรถกระบะต้องสงสัย พร้อมผู้ต้องหา 2 คน บนถนนสายแม่จัน–เชียงแสน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย พบยาบ้า 2,080,000 เม็ด
คดีที่สอง (17 ต.ค. 68) ขยายผลตามจับผู้ต้องหา 2 คน ได้อีกบนถนนเชียงแสน–เมืองเชียงราย พบยาบ้าอีก 4,400,000 เม็ด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล  นายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการสนับสนุนการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการจัดหาเทคโนโลยีที่ทันสมัย และการวาง “กลไกเชิงระบบ” ที่มั่นคงและยั่งยืน เพื่อใช้เป็นแนวทางถาวรในการต่อสู้กับอาชญากรรมทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภัยยาเสพติด อาชญากรรม
ข้ามชาติ หรือรูปแบบอาชญากรรมยุคใหม่ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น  และกล่าวแสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ที่ร่วมกันปฏิบัติงานอย่างทุ่มเท กล้าหาญ และไม่หวั่นไหว แม้ต้องเสี่ยงชีวิต เพื่อขจัดภัยร้ายที่คุกคามความมั่นคงของชาติ และเพื่อรักษาความสงบสุขของสังคมไทยโดยรวม  และขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายประสบความสำเร็จในภารกิจที่ได้รับมอบหมาย พร้อมทั้งปลอดภัยในการปฏิบัติงานทุกขั้นตอน

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์  ผบ.ตร. กล่าวแสดงความชื่นชมและให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น เสียสละ และทุ่มเทแรงกายแรงใจ ในการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง โดยย้ำว่า ผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมา สามารถจับกุมผู้กระทำผิดและยึดของกลางจำนวนมาก ถือเป็นผลงานที่สะท้อนถึง
ความตั้งใจจริงของเจ้าหน้าที่ในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา  รอง ผบ.ตร. / ผอ.ศอ.ปส.ตร. กล่าวว่า “ตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ศอ.ปส.ตร. เดินหน้าเชิงรุกในทุกมิติ ปิดล้อม ตรวจค้น สืบสวน ขยายผล ปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดทั้งในและนอกประเทศ พร้อมยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง 
เพื่อทำลายโครงสร้างทางการเงินของขบวนการอย่างเด็ดขาด ยืนยัน! เราจะไม่ปล่อยให้ ‘ยานรก’ มาทำลายอนาคตของลูกหลานไทยได้อีกต่อไป!”
 


สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจสำคัญนี้  ร่วมกันปกป้องลูกหลานของเรา ให้ห่างไกลจากยาเสพติด เพื่อสังคมปลอดภัยและอนาคตรุ่นใหม่ที่มั่นคง  หากพบเห็นหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งได้ทันทีผ่านช่องทาง สายด่วนยาเสพติด 191 และสถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้บ้าน
 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติรุกเดินหน้าปราบอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ ควบคู่สร้างวัคซีนไซเบอร์ ย้ำอย่าผันตัวเป็นบัญชีม้า โทษหนักทุกราย

สืบเนื่องจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามแต่งตั้ง “คณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 341/2568 โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ร่วมเป็นคณะกรรมการ โดยมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.), พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ/รอง ผอ.ศปอส.ตร. ร่วมขับเคลื่อนการทำงาน เพื่อยกระดับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน รูปแบบหลากหลาย และเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว 

วันนี้ (24 ตุลาคม 2568) เวลา 11.00 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ/รองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง จตช./รอง ผอ.ศปอส.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แถลงผลปฏิบัติการปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีผลการปฏิบัติของ ศปอส.ตร. และศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) ในห้วงวันที่ 21-23 ตุลาคม 2568 ในหลายพื้นที่ จำนวน 4 คดี ดังนี้ 

คดีที่ 1 พื้นที่ตำรวจภูธรภาค 2 จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ผู้เสียหายได้ถูกคนร้ายหลอกลวงว่าเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง จะอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับเงินเกษียณอายุข้าราชการ และหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงิน เพื่อคุ้มครองข้อมูล เป็นเงิน 252,200 บาท ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรหนองขาม และสถานีตำรวจภูธรศรีราชา ได้รับแจ้งข้อมูลการถอนเงินลักษณะน่าสงสัยจาก Warroom IAC สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงไปตรวจสอบยังธนาคารที่เกิดเหตุ พบ นายณธพลฯ กำลังรอถอนเงินสดจากบัญชีของตนเอง เพื่อนำไปให้กับ นายธนพงษ์ฯ โดยก่อนหน้านี้ได้นำเงินสดที่ถอนมาครั้งแรกไปให้ นายธนพงษ์ฯ แล้ว จำนวน 250,000 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าควบคุมตัว นายธนพงษ์ฯ ที่รออยู่หน้าธนาคาร แจ้งข้อหา “เปิดหรือยินยอม และสนับสนุนให้ผู้อื่นเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตน โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่า จะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด” ส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย และสามารถคืนเงินให้กับผู้เสียหาย ตามโครงการ Money Cash Back เป็นเงิน จำนวน 250,000 บาท 

คดีที่ 2 พื้นที่ตำรวจภูธรภาค 4 จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ภ.4 ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.), ชุดสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น และชุดสืบสวนตรวจคนเข้าเมือง 4 นำกำลังพร้อมหมายค้นศาลจังหวัดขอนแก่น ตรวจค้นบ้านหลังหนึ่ง หมู่ 10 ต.สำราญ อ.เมืองขอนแก่น พบชายชาวจีน 4 คน และหญิงชาวเมียนมา 1 คน เช่าบ้านหรูเปิดฐานปฏิบัติการหลอกคนจีนข้ามประเทศ พบพฤติการณ์หลอกลวงเหยื่อหลายรูปแบบทางออนไลน์หลายแพลตฟอร์ม ในลักษณะ Hybrid Scam สร้างแพลตฟอร์มปลอมเทรดทองคำ หลอกคนจีนด้วยกัน โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด จากการตรวจค้นพบของกลาง คอมพิวเตอร์ จำนวน 4 เครื่อง, โน้ตบุ๊ค 1 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 27 เครื่อง, เครื่องขยายสัญญาณอินเทอร์เน็ต 4 เครื่อง, เงินสด จำนวน 140,650  บาท และสมุดบัญชีธนาคารประเทศเมียนมา จึงแจ้งข้อหา “อั้งยี่, ซ่องโจร, เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนดเวลาที่ได้รับอนุญาต และไม่แจ้งที่พักอาศัยต่อเจ้าหน้าที่” ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผล รวมถึงตรวจสอบเครือข่ายที่อาจเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ

คดีที่ 3 พื้นที่ตำรวจภูธรภาค 5 จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 01.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 นำกำลังจับกุมตัว นายหู สัญชาติจีน พร้อมของกลาง โทรศัพท์มือถือ จำนวน 2 เครื่อง, คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค จำนวน 1 เครื่อง, บัตร atm ธนาคารต่างๆ รวม 2,057 ใบ และเงินสด 537,900 บาท สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้ออกตรวจป้องกันเหตุในพื้นที่ เมื่อมาถึงบริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ สาขาตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย พบ ชายไม่ทราบชื่อ ยืนอยู่หน้าตู้ ATM ลักษระมีพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงขอตรวจสอบและทำการตรวจค้นพบของกลางบัตร atm หลายใบ และเงินสดจำนวนหนึ่ง จากนั้นได้ขยายผลเข้าตรวจค้นห้องพักในโรงแรมแห่งหนึ่ง และพบของกลางทั้งหมด จึงแจ้งข้อหา “มีบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบไว้ในครอบครอง และ เป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าว เพื่อให้มีการซื้อ ขาย ให้เช่า หรือให้ยืม บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นๆ” ควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

คดีที่ 4 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.สอท.2 ตรวจสอบข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับการกระทำความผิดในลักษณะการซื้อ-ขายสินค้าไม่ตรงปก หรือการรับสินค้าหรือพัสดุที่ไม่ได้สั่งซื้อ และเรียกเก็บเงินจากผู้รับพัสดุปลายทาง (COD) มีประชาชนหลงเชื่อและจ่ายเงินไป เมื่อตรวจสอบสินค้าในกล่องพัสดุพบสินค้าไม่มีคุณภาพ และเป็นสินค้าที่ตนไม่ได้สั่ง ทำให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก จึงดำเนินการตรวจสอบผ่านบริษัทขนส่งเอกชน พบว่า นายรัศมิธ์ศิลป์ฯ ในห้วงตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม ถึงวันที่ 7 กันยายน 2568 พบข้อมูลการส่งพัสดุทั้งหมด 47,244 ชิ้น รวมยอด COD ที่จะได้รับ 10,680,668 บาท และอีกรายคือ นายชัยวัฒน์ฯ ในห้วงวันที่ 1 กันยายน ถึงวันที่ 15 กันยายน 2568 ได้ทำการจัดส่งพัสดุจำนวนประมาณ 22,500 ชิ้น จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มคนร้าย พบว่าในช่วงเดือนกันยายน 2568 มีการโอนเงินจากบริษัทขนส่งให้กับ นายชัยวัฒน์ฯ รวมเป็นเงินจำนวน 1,440,328 บาท นอกจากนี้ ได้ทำการตรวจสอบโกดังเก็บสินค้า พบว่า นางสาวรัชฎาภรณ์ฯ เป็นเจ้าของ จากพฤติการณ์ทั้งหมดของกลุ่มคนร้าย ประกอบด้วย นางสาวรัชฎาภรณ์ฯ, นายชัยวัฒน์ฯ และ นายรัศมิธ์ศิลป์ฯ พร้อมพวก รวม 15 ราย มีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งพัสดุหลอกลวงผู้เสียหายหรือประชาชนทั่วไป ที่หลงเชื่อรับพัสดุที่ตนไม่ได้สั่ง แล้วเก็บเงินปลายทาง (COD) จนเกิดความเสียหายดังกล่าว ตำรวจไซเบอร์จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับและจับกุมได้ทั้งหมด

ทั้งนี้ ในวันนี้ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช./รอง ผอ.ศปอส.ตร. นำเงินที่อายัดได้ทันและผ่านการดำเนินการตามขั้นตอนเป็นที่เรียบร้อย คืนให้กับผู้เสียหาย จำนวน 1 ราย จากคดีถูกหลอกลวงเกี่ยวกับเงินเกษียณอายุราชการให้โอนเงินเพื่อคุ้มครองข้อมูล จำนวน 250,000 บาท

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ ในฐานะได้รับมอบหมายจากรัฐบาลและ ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าคณะทำงานสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนเพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง ฝากเตือนประชาชนที่คิดจะรับจ้างเปิดบัญชีธนาคาร หรือไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อทำการสแกนหน้ายืนยันตัวตนโอนเงินจากการกระทำความผิด ซึ่งการกระทำเช่นนี้ผิดทางกฎหมายและมีอัตราโทษสูง โดยมีความผิดตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2568 มาตรา 9 ฐานเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท และอาจเข้าข่ายเป็นความผิดฐาน “มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 25 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 80,000 บาท ถึง 300,000 บาท

สำนักงานตำรวจแห่งชาติตีแผ่ 4 พฤติกรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แอบตั้งฐานปฏิบัติการ หากพบขอให้รีบแจ้ง

วันนี้ (27 ตุลาคม 2568) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนจากสถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมักใช้กลอุบายหลอกลวงประชาชนให้โอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ผ่านการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์บางกลุ่มได้แฝงตัวตั้ง “ฐานปฏิบัติการ” ภายในที่พักอาศัย เช่น คอนโดมิเนียม หมู่บ้านจัดสรร หรือบ้านเช่า เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่ และใช้โทรศัพท์หรือสื่อสังคมออนไลน์ในการหลอกเหยื่อทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะกวาดล้างจับกุมทุกราย ไม่ให้สามารถมาตั้งฐานในไทยได้อย่างเด็ดขาด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอตีแผ่ 4 พฤติกรรมต้องสงสัยของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ต่างชาติ เพื่อให้ประชาชนสามารถช่วยกันสอดส่องและแจ้งเบาะแสได้อย่างทันท่วงที ดังนี้

1. มีกลุ่มชาวต่างชาติพักอาศัยอยู่ร่วมกันโดยไม่ปรากฏอาชีพชัดเจน -  มักมาเป็นกลุ่ม 3–6 คน เช่าที่พักระยะสั้น และไม่สุงสิงกับคนในชุมชน และมีพฤติกรรมเข้า–ออกไม่เป็นเวลา ซึ่งอาจเป็นการรวมกลุ่มทำงานภายในห้องเพื่อปฏิบัติการหลอกลวงทางโทรศัพท์

2. มีเสียงพูดโทรศัพท์ภาษาต่างประเทศตลอดเวลา – มักได้ยินเสียงสนทนาภาษาต่างประเทศดังออกมาจากห้องเกือบตลอดทั้งวัน โดยมีลักษณะเหมือนการอ่านสคริปต์ซ้ำ ๆ ในการโทรหลอกเหยื่อ

3. ปิดม่านตลอดเวลา ไม่เปิดไฟในตอนกลางวัน แต่เปิดไฟตลอดทั้งคืน - เพราะมักทำงานในช่วงกลางคืนตามเวลาประเทศต้นทางของเหยื่อ และปิดม่านเพื่อป้องกันไม่ให้คนภายนอกมองเห็นการทำงานภายในห้อง

4. มีอุปกรณ์สายไฟหรือเครื่องมือสื่อสารจำนวนมาก - บางห้องมีปลั๊กพ่วงหรือสายไฟพาดหลายเส้น มีคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือเราเตอร์หลายเครื่อง และมักมีคนมาซ่อมหรือขนของเข้าออกบ่อยครั้ง

หากพี่น้องประชาชนพบเห็นพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าว ขอให้อย่านิ่งนอนใจ เพราะอาจเป็น “ฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่ซ่อนตัวอยู่ใกล้บ้านคุณ โดยสามารถแจ้งเบาะแสพฤติกรรมต้องสงสัย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการตรวจสอบได้ทันที ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top