Tuesday, 21 July 2026
สหรัฐ

พญาอินทรีย์ไม่ควรกลัวมังกร!! ฟ้ากว้างพอให้สองมหาอำนาจ จากความกลัวจีนสู่ทางออกใหม่ สหรัฐฯ ต้องเลิกยึดติดเบอร์หนึ่ง แล้วแข่งกันสร้างคุณูปการต่อมนุษยชาติ

พญาอินทรีย์กับมังกร: เหตุใดอเมริกาจึงไม่ควรกลัวจีน

ผมเฝ้ามองความหวาดกลัวที่กำลังก่อตัวขึ้นในจิตวิญญาณของสหรัฐอเมริกาด้วยความรู้สึกสลดใจ

สหรัฐคือมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย แต่วันนี้ เสียงกระพือปีกของมังกรจากบูรพาทิศกลับทำให้หัวใจของพญาอินทรีย์สั่นไหว ความกลัวที่จะสูญเสียตำแหน่งหมายเลขหนึ่งของโลกกำลังกัดกร่อนจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของอเมริกาให้หดเล็กลงทุกขณะ

ถามด้วยความเคารพว่า เหตุใดจึงต้องกลัว

หนึ่ง: จีนไม่ใช่ "ภัยเหลือง" และสหรัฐไม่ใช่ชาติผิวขาว

ความกลัวจีนที่กำลังแพร่ระบาดในวาทกรรมตะวันตกมีรากเหง้าลึก ๆ มาจากปมทางประวัติศาสตร์ นั่นคือภาพหลอนเรื่อง "ภัยเหลือง" ที่หลอกหลอนจิตสำนึกตะวันตกมานับร้อยปี นี่คืออคติ มิใช่ความจริง จีนไม่ใช่ภัยคุกคามจากชนชาติอื่นที่เป็นอื่นโดยสิ้นเชิง จีนคืออารยธรรมเก่าแก่ที่สอนคนให้รู้จักความพอดี รู้จักกาลเวลา รู้จักรอคอย จีนในปัจจุบันคือผลผลิตของการฟื้นตัวจากความเจ็บปวดนับร้อยปีจากการถูกเหยียบย่ำโดยมหาอำนาจตะวันตกนั่นเอง การที่จีนลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง ไม่ใช่การลุกขึ้นมาเพื่อแก้แค้น หากแต่คือการทวงคืนศักดิ์ศรีที่สูญหายและสหรัฐเองก็ไม่ใช่ชาติผิวขาว สหรัฐคือชาติที่สร้างขึ้นจากความคิด จากอุดมการณ์ จากความฝันของผู้อพยพทุกสีผิวที่หนีการกดขี่มาแสวงหาอิสรภาพ หากสหรัฐหลงลืมสิ่งนี้แล้วหันไปยึดติดกับความเป็นหนึ่งบนฐานของความเหนือกว่าทางชาติพันธุ์ นั่นคือการทรยศต่อจิตวิญญาณของตนเอง ทั้งพุทธธรรมและคำสอนของพระเยซูต่างชี้ตรงกันว่า การยึดติดในอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์เป็นบ่อเกิดแห่งความมืดบอดทางจิตวิญญาณ เปาโลอัครทูตสอนไว้ในจดหมายถึงคริสตจักรกาลาเทียว่า "ไม่มียิวหรือกรีก ไม่มีทาสหรือไท" เพราะเมื่อเข้ามาอยู่ในพระคริสต์แล้ว อัตลักษณ์ที่โลกใช้แบ่งแยกมนุษย์ล้วนหมดความหมาย ทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน นี่คือหัวใจของความเป็นสากลที่สหรัฐควรยึดถือ

สอง: ความกลัวเป็นเครื่องพันธนาการที่ใหญ่หลวงที่สุด

ในทัศนะของพุทธศาสนานิกายเซ็น จิตที่หวาดกลัวคือจิตที่ถูกพันธนาการ

สหรัฐในวันนี้กำลังถูกพันธนาการด้วยความกลัวการสูญเสียสถานะ กลัวการถูกแทนที่ กลัวว่ามังกรจะบินสูงกว่าอินทรีย์ ความกลัวนี้ทำให้การตัดสินใจหลายอย่างผิดพลาด ตั้งแต่สงครามการค้าที่ทำร้ายทั้งสองฝ่าย ไปจนถึงการสร้างภาพศัตรูที่เกินจริงท่านเล่าจื๊อสอนว่า ผู้ที่รู้จักผู้อื่นนั้นถือว่าดี แต่ผู้ที่รู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้ด้วยนั้น ดีกว่าเสียอีก ถือเป็นผู้ตื่นรู้ที่แท้จริง สหรัฐต้องรู้จักตนเองให้ลึกซึ้งกว่านี้ ไม่ใช่เพียงรู้จักจีนในฐานะศัตรู การปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในตำแหน่งหมายเลขหนึ่งมิใช่การยอมแพ้ มันคือการหลุดพ้นจากกรงขังที่ตนเองสร้างขึ้น เมื่อใดที่จิตใจเป็นอิสระจากความกลัว เมื่อนั้นการกระทำจึงจะเต็มเปี่ยมด้วยปัญญาและพลัง

สาม: วิถีแห่งเต๋ากับการอยู่ร่วมของสองขั้วอำนาจ

โลกไม่ได้มีที่ทางให้เพียงหนึ่งมหาอำนาจอีกต่อไป นี่คือความจริงที่เราต้องยอมรับ

ในคัมภีร์เต๋า ทุกสิ่งในจักรวาลดำรงอยู่เป็นคู่ตรงข้ามที่ส่งเสริมกัน หยินและหยางมิได้มีไว้ทำลายกัน แต่มีไว้ถ่วงดุลและเติมเต็มซึ่งกันและกัน หากสหรัฐเป็นหยางที่แข็งแกร่ง หนักแน่น จีนก็เป็นหยินที่อ่อนนุ่ม ยืดหยุ่น แต่แฝงไว้ด้วยพลังมหาศาลผมขอเสนอดังนี้ : แทนที่พญาอินทรีย์จะเสียเรี่ยวแรงไปกับการพยายามโฉบมังกรให้ร่วงลงจากฟ้า อินทรีย์ควรเรียนรู้ที่จะบินเคียงคู่ไปกับมังกร ฟ้ากว้างใหญ่พอสำหรับทั้งสองการแข่งขันกันอย่างสันติด้วยเกียรติยศคือหนทาง มิใช่การพยายามทำลายล้างกัน

สี่: Moral Hegemony ที่แท้จริงคือการแข่งขันเพื่อโลก มิใช่เพื่อตน

ผมขอเสนอให้สหรัฐทบทวนความหมายของคำว่า "ความเป็นที่หนึ่ง" เสียใหม่

ความเป็นที่หนึ่งที่แท้จริงมิได้วัดกันที่ขนาดของเศรษฐกิจหรือจำนวนเรือรบ แต่วัดกันที่คุณูปการต่อมวลมนุษยชาติ สหรัฐเคยเป็นที่หนึ่งในใจคนทั้งโลกมาแล้ว มิใช่เพราะระเบิดปรมาณู แต่เพราะแผนมาร์แชลล์ที่ช่วยฟื้นฟูยุโรป เพราะการส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ในนามของมวลมนุษย์ ลองคิดดูเถิด หากสหรัฐและจีนเปลี่ยนการแข่งขันจากการสะสมอาวุธมาเป็นการแข่งขันกันแก้ปัญหาโลกร้อน แข่งขันกันขจัดความอดอยากในแอฟริกา แข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อคนยากจน นั่นจะเป็นการแข่งขันที่สูงส่งเพียงใด นี่คือ Moral Hegemony ที่ผมเสนอ คือการเป็นมหาอำนาจทางศีลธรรม ที่ยิ่งใหญ่เพราะโลกต้องการ มิใช่เพราะโลกเกรงกลัว

ห้า: ความภูมิใจที่แท้จริงของพญาอินทรีย์

ผมอยากเรียนต่อพี่น้องชาวอเมริกันด้วยความจริงใจว่า การเป็นส่วนหนึ่งของสองมหาอำนาจที่แข่งขันกันเพื่อความดีงามของโลกนั้น น่าภูมิใจกว่าการเป็นมหาอำนาจเดียวที่ครอบครองโลกด้วยความหวาดระแวง

โลกหมุนไปข้างหน้า การเปลี่ยนผ่านอำนาจเป็นเรื่องธรรมดาของประวัติศาสตร์ ผู้ที่เข้าใจและโอบรับความเปลี่ยนแปลงด้วยจิตใจที่สงบและกว้างขวางต่างหากคือผู้ที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง สหรัฐไม่ต้องกลัวจีนและสหรัฐไม่ต้องกลัวการเป็นที่สองเพราะในโลกที่ซับซ้อนใบนี้ ไม่มีใครเป็นที่หนึ่งหรือที่สองอย่างสมบูรณ์อีกต่อไป เราทุกคนล้วนต้องพึ่งพากันและกัน จีนต้องการสหรัฐ และสหรัฐก็ต้องการจีน นี่คือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ พญาอินทรีย์จะยังคงยิ่งใหญ่ หากมันเข้าใจว่าความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงอยู่ที่การโอบอุ้มโลกด้วยปีกที่แข็งแกร่ง มิใช่การกางปีกปกคลุมโลกด้วยเงามืดแห่งความกลัวและนั่นคือสิ่งที่ผมภาวนาอยากให้เกิดขึ้น ด้วยความรักและความปรารถนาดี จากมิตรจากแดนไกลและทายาททางความคิดของตะวันตกที่บัดนี้ผสานเข้ากับความคิดตะวันออก

เอนก เหล่าธรรมทัศน์

ภาคีราชบัณฑิต

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1487547662745289&id=100044702075274&post_id=100044702075274_1487547662745289&rdid=TFeQONxa0E3og0g6#

“จีน” เมินสาร ‘ทากาอิจิ’!! สะท้อนรอยร้าว ปักกิ่ง–โตเกียว ปมไต้หวันและญี่ปุ่นหวนเสริมกำลังทหาร ปักกิ่งเลี่ยงรับสารทากาอิจิ ขณะรายงานสีจิ้นผิงฉุนหนักถึงทรัมป์

Nikkei Asia ออกบทวิเคราะห์ “จีนเมินสารแสดงความเสียใจของทากาอิจิ เหตุเหมืองถ่านหินระเบิด

สี จิ้นผิง ฉุนทรัมป์ ปมญี่ปุ่น “หวนติดอาวุธ” ภายใต้รัฐบาลทากาอิจิ ถูกปิดเงียบ

ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังเกิดความเคลื่อนไหวทางการทูตหลายด้านภายหลังการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยจุดที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือท่าทีของจีนต่อคำแสดงความเสียใจจากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทากาอิจิ ต่อเหตุระเบิดเหมืองถ่านหินในมณฑลซานซี ซึ่งคร่าชีวิตคนงานจำนวนมากและถูกมองว่าเป็นอุบัติเหตุเหมืองร้ายแรงที่สุดของจีนในรอบ 17 ปี

ทากาอิจิส่งสารแสดงความเสียใจถึงสี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม โดยระบุว่าขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัว พร้อมอวยพรให้ผู้บาดเจ็บฟื้นตัวโดยเร็ว และหวังว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้มากที่สุด ข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์สถานทูตญี่ปุ่นในกรุงปักกิ่ง รวมถึงสถานกงสุลญี่ปุ่นทั่วจีน และทากาอิจิยังโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X เป็นภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ และจีนเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนไม่ได้ประกาศรับสารแสดงความเสียใจดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ขณะที่สื่อหลักของจีนก็ไม่ได้รายงานเรื่องนี้ ทำให้ถูกมองว่าปักกิ่งจงใจเพิกเฉยต่อท่าทีจากผู้นำญี่ปุ่น

รายงานระบุว่า หน่วยงานควบคุมข้อมูลข่าวสารของจีนได้จำกัดการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับทากาอิจิ ทั้งในเสิร์ชเอนจินและแพลตฟอร์ม AI ของจีน เพื่อควบคุมกระแสความคิดเห็นภายในประเทศ โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หากค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสารแสดงความเสียใจดังกล่าว ระบบจะขึ้นข้อความปฏิเสธว่าไม่สามารถให้ข้อมูลได้

ต่อมาในวันอังคาร ระบบค้นหาและ AI ของจีนเริ่มแสดงสัญญาณว่าจะเปิดเผยข้อมูลบางส่วน แต่กลับเปลี่ยนไปเป็นข้อความปฏิเสธอีกครั้งในเวลาไม่กี่วินาที สะท้อนความลังเลของฝ่ายจีนในการจัดการประเด็นนี้

แม้จีนจะไม่รายงานสารแสดงความเสียใจอย่างเป็นทางการ แต่กลับอนุญาตให้ปรากฏข่าวเกี่ยวกับโพสต์ X ของทากาอิจิที่อ้างอิงจากสื่อญี่ปุ่นและฮ่องกง เพียงแต่ข้อมูลเหล่านี้ถูกกดไม่ให้ขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นของผลการค้นหา นอกจากนี้ยังมีบทความวิจารณ์ทากาอิจิเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน ซึ่งอ้างอิงความเห็นจากสื่อรัฐบาลจีนปรากฏอยู่ด้วย

ความขัดแย้งระหว่างจีนกับทากาอิจิเริ่มรุนแรงขึ้นหลังเธอกล่าวต่อรัฐสภาญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนว่า หากจีนโจมตีไต้หวัน อาจถือเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของญี่ปุ่น และอาจเปิดทางให้ญี่ปุ่นใช้สิทธิการป้องกันตนเองร่วมกับพันธมิตรได้ คำพูดดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับรัฐบาลสี จิ้นผิง จนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว และจีนเริ่มโจมตีตัวทากาอิจิอย่างต่อเนื่อง

รายงานวิเคราะห์ว่า การตอบสนองของจีนต่อสารแสดงความเสียใจครั้งนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อนของปักกิ่ง ซึ่งพยายามรักษาท่าทีแข็งกร้าวต่อญี่ปุ่น ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้ประชาชนจีนเห็นว่า ญี่ปุ่นอาจกำลังส่งสัญญาณปรับท่าทีบางอย่างต่อจีน และยังใช้โอกาสนี้ย้ำจุดยืนต่อต้านญี่ปุ่นในประเด็นไต้หวันอีกครั้ง โดยจีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีน

ในอดีต การส่งสารแสดงความเสียใจระหว่างผู้นำญี่ปุ่นและจีนเคยช่วยประคับประคองความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย แม้ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งหนัก โดยในสมัยนายกรัฐมนตรีจุนอิจิโร โคอิซูมิ ซึ่งเดินทางไปศาลเจ้ายาสุกุนิทุกปีและสร้างความไม่พอใจให้จีนอย่างมาก อดีตนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า ของจีนก็ยังส่งโทรเลขแสดงความเสียใจถึงญี่ปุ่นถึงสองครั้งในปี 2004 จากเหตุไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในจังหวัดนีงาตะ ซึ่งช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศผ่อนคลายลงชั่วคราว แม้จีนในเวลานั้นจะพยายามไม่ให้สื่อภายในประเทศรายงานเรื่องดังกล่าวมากนักก็ตาม

อีกพัฒนาการสำคัญเกิดขึ้นก่อนทากาอิจิส่งสารแสดงความเสียใจเพียงหนึ่งวัน เมื่อรัฐมนตรีเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เรียวเซ อาคาซาวะ ได้พบพูดคุยสั้น ๆ กับรัฐมนตรีพาณิชย์จีน หวัง เหวินเทา ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปกที่เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ถือเป็นการติดต่อระดับรัฐมนตรีครั้งแรกนับตั้งแต่กรณีคำพูดเรื่องไต้หวันของทากาอิจิเมื่อเดือนพฤศจิกายน

ขณะเดียวกัน อิวาโอะ โฮริอิ รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศญี่ปุ่น ก็ได้พบกับหวัง เหวินเทา เช่นกัน และเรียกร้องให้จีนดูแลความปลอดภัยของชาวญี่ปุ่นในจีน หลังเกิดเหตุคนร้ายใช้มีดทำร้ายผู้คนในร้านอาหารญี่ปุ่นที่นครเซี่ยงไฮ้เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 3 คน รวมถึงชาวญี่ปุ่น 2 คน

อีกประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น คือรายงานของหนังสือพิมพ์ Financial Times ที่ระบุว่า สี จิ้นผิง แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อทากาอิจิระหว่างการหารือกับทรัมป์ที่ปักกิ่งเมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคม โดยกล่าวโจมตี “การกลับมาสร้างกองทัพ” ของญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลทากาอิจิ และทรัมป์ได้ออกมาปกป้องผู้นำญี่ปุ่น

รายงานระบุว่า สี จิ้นผิง มีท่าทีรุนแรงและใช้อารมณ์มากเป็นพิเศษเมื่อพูดถึงญี่ปุ่น จนเจ้าหน้าที่สหรัฐรู้สึกประหลาดใจ และถือเป็นช่วงที่ตึงเครียดที่สุดของการประชุมสุดยอดตลอดสองวัน

รัฐบาลญี่ปุ่นตอบโต้รายงานดังกล่าวทันที โดยโยชิมาสะ ฮายาชิ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ยืนยันว่า ญี่ปุ่นยังคงยึดหลักนโยบายป้องกันประเทศเพื่อการป้องกันตนเองเท่านั้น และรักษาขีดความสามารถทางทหารไว้เพียงเท่าที่จำเป็น

ด้านเหมา หนิง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน ถูกผู้สื่อข่าว Reuters ถามตรง ๆ ว่า ญี่ปุ่นเป็นประเด็นในการหารือระหว่างทรัมป์กับสี จิ้นผิง หรือไม่ และทรัมป์ได้ปกป้องทากาอิจิตามที่มีรายงานจริงหรือไม่ แต่เหมาตอบเพียงว่า รายงานดังกล่าว “ไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่ฝ่ายจีนมี” พร้อมย้ำว่าจุดยืนของจีนต่อญี่ปุ่นมีความชัดเจน

บทวิเคราะห์มองว่า จีนหลีกเลี่ยงการยืนยันรายงานของ Financial Times เพราะไม่ต้องการยอมรับว่าทรัมป์เข้าข้างทากาอิจิ เนื่องจากจะกระทบต่อภาพลักษณ์ที่จีนพยายามสร้างว่า การประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งประสบความสำเร็จ และสหรัฐเข้าใจจุดยืนของจีนต่อไต้หวัน

รายงานยังระบุว่า ทรัมป์ได้โทรศัพท์ถึงทากาอิจิจากเครื่องบิน Air Force One ระหว่างเดินทางกลับกรุงวอชิงตัน เพื่อสรุปผลการหารือกับสี จิ้นผิง ทำให้จีนกังวลว่าสหรัฐอาจแบ่งปันรายละเอียดสำคัญให้ญี่ปุ่นรับรู้

เหตุการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่การควบคุมข้อมูลของ AI จีน การหลีกเลี่ยงตอบคำถามของกระทรวงต่างประเทศจีน ไปจนถึงรายงานว่าทรัมป์ปกป้องทากาอิจิ ล้วนสะท้อนความซับซ้อนของความสัมพันธ์สามเส้าระหว่างจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐ ที่กำลังเผชิญแรงกดดันทางการทูตและความมั่นคงอย่างหนักในเวลานี้

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3667666416719359/?rdid=57JNypSETrHZM7ht#

“ฮอร์มุซ” เดือดถึงขีดสุด!! อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ เตือนทุกลำนับเป็นร่วมมือศัตรู สหรัฐฯ เตรียมเปิดปฏิบัติการใหญ่ เสียงระเบิดดังในหลายเมืองใต้ประเทศ

อิหร่านจะถือว่าเรือทุกลำที่เข้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นการ “ร่วมมือกับศัตรู” กองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ระบุในแถลงการณ์

ก่อนหน้านี้ กองบัญชาการกลางคาตัม อัล-อันบิยา ของกองทัพอิหร่าน ระบุว่า อิหร่านได้ปิดเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซสำหรับเรือทุกประเภท รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันและเรือสินค้า เนื่องจากการโจมตีล่าสุดของสหรัฐฯ ต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน โดย IRGC ระบุว่า เรือใดก็ตามที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบดังกล่าวจะถูกโจมตี

IRGC ระบุในแถลงการณ์ที่สำนักข่าวฟาร์สของอิหร่านนำมาเผยแพร่ว่า “เราขอเตือนว่า ห้ามเรือลำใดออกจากท่าเรือในอ่าวเปอร์เซียหรืออ่าวโอมาน การเข้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกถือว่าเป็นการร่วมมือกับศัตรู”

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพุธ กล่าวหาเตหะรานว่าถ่วงเวลาการเจรจา และระบุว่าสหรัฐฯ ตั้งใจจะเปิดการโจมตีขนาดใหญ่ต่ออิหร่าน

ช่วงเช้าตรู่วันพฤหัสบดี สื่ออิหร่านรายงานว่า ได้ยินเสียงระเบิดในเมืองมีนาบและโมห์ร์ โดยเกิดระเบิด 3 ครั้งในเมืองบันดาร์ อับบาส และอีก 4 ครั้งในเมืองซีริก ทางตอนใต้ของอิหร่าน ขณะเดียวกัน ระบบป้องกันภัยทางอากาศถูกเปิดใช้งานในกรุงเตหะรานและพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ

ที่มา : Sputnik

‘ทรัมป์’ ชี้ ‘อิหร่าน’ ตกลงไม่มีนิวเคลียร์!! สหรัฐฯไม่ได้จ่าย 300 ล้านดอลลาร์ แต่เป็นข่าวปลอมจากฝ่ายเดโมแครต เงิน 300,000 ล้านดอลลาร์เป็นกองทุนฟื้นฟู หากอิหร่านทำตามข้อตกลงอย่างเข้มงวด

ทรัมป์ :อิหร่านตกลงที่จะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์! นอกจากนี้ ข่าวที่ว่าสหรัฐฯ จ่ายเงินให้อิหร่าน 300 ล้านดอลลาร์นั้นเป็นข่าวปลอมที่พรรคเดโมแครตปล่อยออกมา!!! ประธานาธิบดี ดีเจที

กระแสข่าวที่ออกมา ไม่ใช่ 300 ล้านดอลลาร์ (300 Million USD) ประมาณ 9,700 ล้านบาท แต่เป็น 300,000 ล้านดอลลาร์ (300 Billion USD) ประมาณ 9.7 ล้านล้านบาท
เจดี แวนซ์ (JD Vance) เพิ่งให้สัมภาษณ์ตอบคำถามเรื่องนี้ โดยอ้างถึงกองทุนฟื้นฟูมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์ ที่อาจได้รับจากกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) หากอิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลง

ที่มา :https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1323394473282243/?rdid=shSAw5tLZYPSi1wp#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top