Thursday, 4 June 2026
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี

26 สิงหาคม พ.ศ. 2461 ในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงอภิเษกสมรส กับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี

วันนี้เมื่อ 105 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอภิเษกสมรส กับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี 

พระราชพิธีอภิเษกสมรสพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2461 ณ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน ถือเป็นการอภิเษกสมรสครั้งแรกในสยาม ซึ่งได้นำแบบอย่างธรรมเนียมการสมรสของชาวตะวันตกมาปรับใช้ มีพิธีการจดทะเบียนสมรสเป็นคู่แรกของสยาม และมีการพระราชทานของชำร่วยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สยาม ซึ่งเป็นแม่แบบพิธีแต่งงานของไทยที่สืบต่อกันมาจนถึงยุคปัจจุบัน

ย้อนไปเมื่อวันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2461 เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เมื่อครั้งยังดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนศุโขทัยธรรมราชา และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี หรือหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี สวัสดิวัตน์ พระอิสริยยศ ณ ขณะนั้น ณ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน ถือเป็น ‘พระราชพิธีอภิเษกสมรสครั้งแรกในสยาม’

หลังจากการตรากฎมณเฑียรบาลว่าด้วย การเศกสมรสแห่งเจ้านายในพระราชวงศ์ พุทธศักราช ๒๔๖๑ ความตอนหนึ่งว่า “ให้เจ้านายในพระราชวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปจะทำการเศกสมรสกับผู้ใด ให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตก่อน เมื่อได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วจึงจะทำการพิธีนั้นได้”

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนฯ ทำหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตอภิเษกสมรสกับ หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี ความตอนหนึ่งว่า

“บัดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้ปฏิพัทธ์รักใคร่กับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี ธิดาแห่งเสด็จน้า และข้าพระพุทธเจ้าอยากจะใคร่ทำการสมรสกับเจ้าหญิงนั้น แต่เดิมข้าพระพุทธเจ้าได้ชอบพอกับหญิงรำไพพรรณี ฉันเด็กและผู้ใหญ่ และสมเด็จแม่ก็โปรดให้หญิงรำไพพรรณี มารับใช้ข้าพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ ข้าพระพุทธเจ้าได้ กราบทูลสมเด็จแม่ว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะมีหนังสือกราบบังคมทูลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเพื่อทราบพระราชปฏิบัติ ท่านก็ทรงเห็นด้วยกับข้าพระพุทธเจ้า ส่วนเสด็จน้านั้น ท่านรับสั่งว่าท่านไม่ทรงเกี่ยวข้องด้วย เพราะท่านได้ถวายหญิงรําไพไว้ขาดแด่สมเด็จแม่ตั้งแต่ยังเล็กๆ แล้ว…” (อ้างใน ราชเลขาธิการ 2531: 15)

ในพระราชพิธีอภิเษกสมรส สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนศุโขทัยธรรมราชา และหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี ทรงลงพระนามในสมุด ‘ทะเบียนแต่งงาน’ แล้วพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยเป็น ‘ผู้สู่ขอตกแต่ง’ และ ‘ผู้ทรงเป็นประธานและพยานในการแต่งงาน’ และโปรดเกล้าฯ ให้เจ้านายชั้นพระบรมวงศ์ลงพระนามเป็นพยาน รวม 12 พระองค์

นับว่าเป็น ‘ครั้งแรกที่มีการจดทะเบียนสมรสในพระราชวงศ์’ สะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยเริ่มมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการครองเรือนให้เป็นแบบตะวันตก และยังเป็นแม่แบบของพิธีแต่งงานของไทยยุคใหม่ที่มีการจดทะเบียนสมรส

ในเวลาค่ำ พระราชทานเลี้ยงพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการที่มาร่วมงาน และได้ทรงพระราชทานของชำร่วย เป็นแหวนทองคำลงยาประดับเพชร ถือเป็น ‘ของชำร่วยวันแต่งงานครั้งแรกในประวัติศาสตร์สยาม’

26 สิงหาคม พ.ศ. 2461 ‘ในหลวง ร.7’ ทรงอภิเษกสมรส กับ ‘สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ’ พร้อมมีการ 'จดทะเบียนสมรส-แจกของชำร่วย’ เป็นครั้งแรกในสยาม

พระราชพิธีอภิเษกสมรสพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2461 ณ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน ถือเป็นการอภิเษกสมรสครั้งแรกในสยาม ซึ่งได้นำแบบอย่างธรรมเนียมการสมรสของชาวตะวันตกมาปรับใช้ มีพิธีการจดทะเบียนสมรสเป็นคู่แรกของสยาม และมีการพระราชทานของชำร่วยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สยาม ซึ่งเป็นแม่แบบพิธีแต่งงานของไทยที่สืบต่อกันมาจนถึงยุคปัจจุบัน

ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปเมื่อวันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2461 เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เมื่อครั้งยังดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนศุโขทัยธรรมราชา และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี หรือหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี สวัสดิวัตน์ พระอิสริยยศ ณ ขณะนั้น ณ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน ถือเป็น ‘พระราชพิธีอภิเษกสมรสครั้งแรกในสยาม’

หลังจากการตรากฎมณเฑียรบาลว่าด้วย การเศกสมรสแห่งเจ้านายในพระราชวงศ์ พุทธศักราช 2461 ความตอนหนึ่งว่า “ให้เจ้านายในพระราชวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปจะทำการเศกสมรสกับผู้ใด ให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตก่อน เมื่อได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วจึงจะทำการพิธีนั้นได้”

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนฯ ทำหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตอภิเษกสมรสกับ หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี ความตอนหนึ่งว่า

“บัดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้ปฏิพัทธ์รักใคร่กับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี ธิดาแห่งเสด็จน้า และข้าพระพุทธเจ้าอยากจะใคร่ทำการสมรสกับเจ้าหญิงนั้น แต่เดิมข้าพระพุทธเจ้าได้ชอบพอกับหญิงรำไพพรรณี ฉันเด็กและผู้ใหญ่ และสมเด็จแม่ก็โปรดให้หญิงรำไพพรรณี มารับใช้ข้าพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ ข้าพระพุทธเจ้าได้ กราบทูลสมเด็จแม่ว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะมีหนังสือกราบบังคมทูลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเพื่อทราบพระราชปฏิบัติ ท่านก็ทรงเห็นด้วยกับข้าพระพุทธเจ้า ส่วนเสด็จน้านั้น ท่านรับสั่งว่าท่านไม่ทรงเกี่ยวข้องด้วย เพราะท่านได้ถวายหญิงรําไพไว้ขาดแด่สมเด็จแม่ตั้งแต่ยังเล็ก ๆ แล้ว…” (อ้างใน ราชเลขาธิการ 2531: 15)

ในพระราชพิธีอภิเษกสมรส สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนศุโขทัยธรรมราชา และหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี ทรงลงพระนามในสมุด ‘ทะเบียนแต่งงาน’ แล้วพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยเป็น ‘ผู้สู่ขอตกแต่ง’ และ ‘ผู้ทรงเป็นประธานและพยานในการแต่งงาน’ และโปรดเกล้าฯ ให้เจ้านายชั้นพระบรมวงศ์ลงพระนามเป็นพยาน รวม 12 พระองค์

นับว่าเป็น ‘ครั้งแรกที่มีการจดทะเบียนสมรสในพระราชวงศ์’ สะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยเริ่มมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการครองเรือนให้เป็นแบบตะวันตก และยังเป็นแม่แบบของพิธีแต่งงานของไทยยุคใหม่ที่มีการจดทะเบียนสมรส

ในเวลาค่ำ พระราชทานเลี้ยงพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการที่มาร่วมงาน และได้ทรงพระราชทานของชำร่วย เป็นแหวนทองคำลงยาประดับเพชร ถือเป็น ‘ของชำร่วยวันแต่งงานครั้งแรกในประวัติศาสตร์สยาม’

‘สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี’ ทรงเล่า ‘จอมพล ป.’ อยากล้างบาปและได้ก่อสร้าง ‘โรงพยาบาลพระปกเกล้า’

มายาธิปไตย 2475 #เทสที่สร้าง #ร่างที่เป็น

2475: การเปลี่ยนแปลง การเรียนรู้ และการให้อภัย

“จอมพล ป. เคยมาเฝ้า เขาพูดว่า อยากจะล้างบาป เพราะทำกับท่านไว้มากเหลือเกิน จากนั้นแล้วก็เลยไปสร้างโรงพยาบาลพระปกเกล้า ไว้ให้ที่จันทบุรี ดูเหมือนจะสร้างไปทั้งหมด 5 ล้านบาท…

“หลวงประดิษฐ์มนูธรรม และพระยามานวราชเสวี เคยไปขอเข้าเฝ้าบอกว่า ข้าพระพุทธเจ้าตอนนั้นยังเด็ก  คิดอะไรหัวมันรุนแรงเกินไป ไม่นึกว่าจะลำบากยากเย็นเป็นเพียงนี้ ถ้ารู้อย่างนี้ก็ไม่ทำ…

“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรเขา เรื่องมันแล้วไปแล้ว ไม่เคยเก็บเอามาคิด”

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระราชบันทึกทรงเล่า ต่อข้อทูลถามถึงความคิดที่จะต่อต้านกับคณะปฏิวัติ

เรียบเรียงโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เพิ่มศักดิ์ จะเรียมพันธ์ กลุ่มวิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

22 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 วันสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระองค์ทรงเป็นพระอัครมเหสี ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระมเหสีพระองค์แรกตามแบบยุโรปและระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย หลังจากพระราชสวามีสละราชสมบัติเมื่อ พ.ศ. 2477 พระองค์ประทับอยู่ประเทศอังกฤษจวบจนพระราชสวามีเสด็จสวรรคต และเสด็จนิวัติกรุงเทพมหานครในปี พ.ศ. 2492 ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลในขณะนั้น

ในอดีตกล่าวกันว่าพระองค์เป็นสตรีชาวไทยที่ทรงพระสิริโฉมสามารถเลือกฉลองพระองค์ยุโรปมาสวมใส่ได้อย่างเหมาะสม ทั้งยังมีพระจริยวัตรนุ่มนวล พระพักตร์แจ่มใส แย้มพระสรวลอยู่เนืองนิตย์ ทั้ง ๆ ที่พระองค์ประสบกับโลกธรรมและความสูญเสียอันใหญ่ยิ่งมาแล้ว

พระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในฐานะพระบรมราชินีในการเสด็จพระราชดำเนินไปยังหัวเมือง รวมทั้งต่างประเทศเพื่อเป็นการเชื่อมพระราชไมตรีระหว่างประเทศ ภายหลังการนิวัติประเทศไทยหลังการสวรรคตของพระราชสวามีแล้ว พระองค์ได้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชหลายครั้ง 

เมื่อเสด็จย้ายไปประทับ ณ จังหวัดจันทบุรี ทรงดำเนินกิจการในด้านการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ และทรงพัฒนาการทอเสื่อ เพื่อเป็นโครงการตัวอย่างและนำความรู้นั้นออกเผยแพร่แก่ประชาชน นอกจากนี้ พระองค์ยังมีส่วนในการพัฒนาการสาธารณสุขและการศึกษาของชาวจันทบุรี โดยรับเป็นพระราชภาระในการปรับปรุงโรงพยาบาลพระปกเกล้า รวมทั้งทรงตั้งมูลนิธิพระปกเกล้าเพื่อสนับสนุนกิจการต่าง ๆ ของโรงพยาบาลพระปกเกล้า วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี

พระองค์ทรงเริ่มมีพระอาการประชวรด้วยพระโรคความดันพระโลหิตสูง ตั้งแต่ พ.ศ. 2518 และวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 เวลา 15.50 นาฬิกา พระองค์เสด็จสวรรคตด้วยพระหทัยวายโดยพระอาการสงบ ณ พระตำหนักวังศุโขทัย รวมพระชนมายุได้ 79 พรรษา 5 เดือน 2 วัน

24 พฤษภาคม 2492 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี อัญเชิญพระบรมอัฐิ รัชกาลที่ 7 กลับถึงสยาม หมุดหมายสำคัญแห่งการน้อมรำลึกอดีตพระมหากษัตริย์สู่มาตุภูมิ

24 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี อัญเชิญพระบรมอัฐิ รัชกาลที่ 7 กลับถึงสยาม หมุดหมายสำคัญแห่งการน้อมรำลึกอดีตพระมหากษัตริย์สู่มาตุภูมิ

วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ เมื่อ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เสด็จกลับถึงสยาม พร้อมอัญเชิญ พระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กลับคืนสู่แผ่นดินไทย หลังจากพระองค์เสด็จสวรรคต ณ ประเทศอังกฤษในปี พ.ศ. 2484 เหตุการณ์ครั้งนี้จึงนับเป็นทั้งหมุดหมายทางประวัติศาสตร์และช่วงเวลาแห่งความรู้สึกอันลึกซึ้งของคนไทย ที่ได้อัญเชิญพระบรมอัฐิของอดีตพระมหากษัตริย์กลับสู่มาตุภูมิอย่างสมพระเกียรติ

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ รัชกาลที่ 7 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ที่ประเทศอังกฤษ หลังจากเสด็จประทับอยู่ที่นั่นภายหลังการสละราชสมบัติ พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์สำคัญในห้วงเปลี่ยนผ่านของการเมืองไทย เพราะทรงเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญพระองค์แรกของสยาม และรัชสมัยของพระองค์สัมพันธ์โดยตรงกับเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 อันเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของประเทศ

หลังการสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณียังคงประทับอยู่ในอังกฤษระยะหนึ่ง ก่อนที่ในปี พ.ศ. 2492 รัฐบาลไทยจะเชิญเสด็จนิวัติพระนคร และพระองค์ได้อัญเชิญพระบรมอัฐิของพระราชสวามีกลับมาด้วย Google Arts & Culture ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์พระปกเกล้า ระบุชัดว่า หลังรัชกาลที่ 7 สวรรคตในปี 1941 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงพำนักอยู่ในอังกฤษต่อจนกระทั่งได้รับเชิญให้เสด็จกลับประเทศไทยในปี 1949 และทรงนำพระบรมอัฐิกลับมาด้วยเพื่อรับการถวายพระเกียรติอย่างสมควรในกรุงเทพฯ

วันที่ 24 พฤษภาคม 2492 จึงเป็นวันที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จถึงกรุงเทพฯ พร้อมพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 7 โดยข้อมูลจากเว็บไซต์กิจกรรมรำลึกสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีระบุภาพเหตุการณ์ไว้ชัดเจนว่า พระองค์เสด็จลงจากเรือหลังนำพระบรมอัฐิกลับถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ดังกล่าว และภายหลังประทับที่วังสระปทุมเป็นการชั่วคราว

ความสำคัญของเหตุการณ์นี้ไม่ได้อยู่เพียงการเดินทางกลับของพระบรมอัฐิเท่านั้น แต่ยังสะท้อน พระราชภักดีและความผูกพัน อันมั่นคงของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีที่มีต่อพระราชสวามี ตลอดช่วงเวลาหลังการสละราชสมบัติและหลังการสวรรคต พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการธำรงพระเกียรติประวัติของรัชกาลที่ 7 และการอัญเชิญพระบรมอัฐิกลับประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในภารกิจที่มีความหมายอย่างยิ่งทั้งเชิงส่วนพระองค์และเชิงประวัติศาสตร์ชาติ

ในอีกด้านหนึ่ง การอัญเชิญพระบรมอัฐิกลับสยามยังมีนัยสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองด้วย เพราะรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เกี่ยวข้องกับช่วงเปลี่ยนผ่านจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบรัฐธรรมนูญ การที่พระบรมอัฐิของพระองค์ได้กลับคืนสู่แผ่นดินไทยในปี 2492 จึงเป็นเสมือนการเชื่อมรอยต่อระหว่างอดีตอันซับซ้อนกับความทรงจำร่วมของประเทศ เป็นการย้ำว่าพระองค์ยังทรงมีที่ทางสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย แม้บริบททางการเมืองหลังการสละราชสมบัติจะเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงก็ตาม

หากมองในเชิงสัญลักษณ์ เหตุการณ์วันที่ 24 พฤษภาคม 2492 คือ “การหวนคืนสู่มาตุภูมิ” ของพระบรมอัฐิอดีตพระมหากษัตริย์ ผู้เคยต้องใช้บั้นปลายพระชนมชีพอยู่ต่างแดน การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเคลื่อนย้ายพระบรมอัฐิจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง แต่เป็นการน้อมอัญเชิญพระองค์กลับคืนสู่แผ่นดินที่พระองค์เคยทรงปกครอง และเป็นการคืนความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในความรู้สึกของคนไทย

ด้วยเหตุนี้ วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญอีกวันหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย วันที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงอัญเชิญพระบรมอัฐิของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 กลับถึงสยาม เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนทั้งความจงรักภักดี ความผูกพันในราชสกุล และการน้อมถวายพระเกียรติแด่อดีตพระมหากษัตริย์อย่างสมพระเกียรติยศเหนือกาลเวลา

ที่มา : https://artsandculture.google.com/story/who-was-queen-rambhai-barni-king-prajadhipok-museum/PQWBgOUD_19bzw?hl=en


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top