Friday, 5 June 2026
สงขลา

ตั้ง “เครื่องผลักดันน้ำ” หัวเขาแดง จุดยุทธศาสตร์บริเวณปากน้ำ เร่งระบายลุ่มทะเลสาบสงขลา ก่อนฝนใต้ระลอกใหม่ถล่ม

ในขณะที่ฝนปลายปีในภาคใต้ยังเหลือเวลาอย่างน้อยราว 2 เดือน พื้นที่นครศรีธรรมราช พัทลุง และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ยังเผชิญปัญหาน้ำท่วมซ้ำจากทั้งฝนสะสมและน้ำล้นตลิ่ง หลายชุมชนยังมีน้ำท่วมขัง ถนนสายหลัก–รองบางช่วงยังสัญจรลำบาก ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

แม้น้ำส่วนหนึ่งจะไหลลงสู่ “ทะเลสาบสงขลา” ซึ่งเป็นจุดรับน้ำสำคัญของลุ่มน้ำภาคใต้ตอนล่าง แต่ระดับน้ำในทะเลสาบกลับลดลงอย่างเชื่องช้า ทำให้การระบายน้ำจากคลองสาขาและพื้นที่ลุ่มต่ำรอบ ๆ ยังทำได้จำกัด เสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่จึงเริ่มมุ่งไปที่ “หัวเขาแดง” บริเวณปากน้ำสงขลา ว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่รัฐและหน่วยงานด้านน้ำต้องเร่งเข้ามาเสริมศักยภาพการระบายน้ำอย่างเร่งด่วน

หัวเขาแดงถือเป็น “คอขวด” ของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา น้ำจากนครศรีธรรมราช พัทลุง และหาดใหญ่ รวมถึงพื้นที่รอบทะเลสาบส่วนใหญ่จะไหลมารวมกันก่อนจะระบายออกสู่อ่าวไทย หากปากน้ำบริเวณนี้ระบายได้ไม่เต็มที่ ระดับน้ำในทะเลสาบก็จะคงสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้พื้นที่ต้นน้ำและกลางน้ำไม่สามารถระบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมขังนานกว่าที่ควรจะเป็น

จากบทเรียนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ประเทศไทยเคยใช้ “เครื่องผลักดันน้ำ” และ “เรือผลักดันน้ำ” เพื่อเร่งเคลื่อนมวลน้ำลงสู่ปากแม่น้ำและออกทะเลในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยติดตั้งในคลองสายสำคัญร่วมกับเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ของกรมชลประทาน มาตรการดังกล่าวช่วยเพิ่มอัตราการไหลของน้ำและลดระยะเวลาน้ำท่วมขังได้อย่างเป็นรูปธรรม

วันนี้ หลายฝ่ายในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเสนอว่า รัฐบาลและกรมชลประทานควรนำประสบการณ์จากปี 2554 มาปรับใช้กับสถานการณ์ภาคใต้ โดยเฉพาะการ “ดันตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเรือผลักดันน้ำที่หัวเขาแดง” อย่างจริงจัง เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่อ่าวไทย ก่อนที่ฝนระลอกใหม่จะถาโถมลงมาอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติประกอบด้วย การตั้ง “วอร์รูมบริหารลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา” ระดับบูรณาการ ที่มองทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ไม่แยกการทำงานเป็นรายจังหวัด พร้อมสำรวจจุดเหมาะสมสำหรับติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำขนาดใหญ่บริเวณหัวเขาแดงและร่องน้ำคอขวด รวมถึงเพิ่มจุดติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำในคลองสายหลักรอบทะเลสาบ เพื่อเร่งระบายมวลน้ำอย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ ภาคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสื่อสารแผนการทำงานอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา ระบุให้ชัดเจนว่า กำลังดำเนินการอะไรที่หัวเขาแดง มีการระดมเครื่องผลักดันน้ำและเรือผลักดันน้ำเมื่อใด จะเสร็จเมื่อไร และคาดว่าจะช่วยลดระดับน้ำในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างไร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า ชาวนครศรีธรรมราช พัทลุง และหาดใหญ่ ไม่ได้ถูกปล่อยให้ต่อสู้กับน้ำท่วมเพียงลำพัง

ท่ามกลางฤดูฝนที่ยังไม่จบ ลุ่มน้ำที่ยังอิ่มตัว และทะเลสาบที่ยังมีระดับน้ำสูง การตัดสินใจเชิงรุกของรัฐบาลในการเร่งติดตั้ง “เครื่องผลักดันน้ำที่หัวเขาแดง” อาจเป็นปัจจัยชี้ชะตาว่า ภาคใต้จะผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมระลอกนี้ไปได้ด้วยบาดแผลมากน้อยเพียงใด เพราะสำหรับคนในพื้นที่ สงครามน้ำท่วมครั้งนี้ “ยังไม่จบ” และทุกนาทีที่ปล่อยให้มวลน้ำค้างอยู่ คือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในชีวิตจริงของผู้คนริมลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

ตั้ง “เครื่องผลักดันน้ำ” หัวเขาแดง จุดยุทธศาสตร์บริเวณปากน้ำ เร่งระบายลุ่มทะเลสาบสงขลา ก่อนฝนใต้ระลอกใหม่ถล่ม

ในขณะที่ฝนปลายปีในภาคใต้ยังเหลือเวลาอย่างน้อยราว 2 เดือน พื้นที่นครศรีธรรมราช พัทลุง และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ยังเผชิญปัญหาน้ำท่วมซ้ำจากทั้งฝนสะสมและน้ำล้นตลิ่ง หลายชุมชนยังมีน้ำท่วมขัง ถนนสายหลัก–รองบางช่วงยังสัญจรลำบาก ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

แม้น้ำส่วนหนึ่งจะไหลลงสู่ “ทะเลสาบสงขลา” ซึ่งเป็นจุดรับน้ำสำคัญของลุ่มน้ำภาคใต้ตอนล่าง แต่ระดับน้ำในทะเลสาบกลับลดลงอย่างเชื่องช้า ทำให้การระบายน้ำจากคลองสาขาและพื้นที่ลุ่มต่ำรอบ ๆ ยังทำได้จำกัด เสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่จึงเริ่มมุ่งไปที่ “หัวเขาแดง” บริเวณปากน้ำสงขลา ว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่รัฐและหน่วยงานด้านน้ำต้องเร่งเข้ามาเสริมศักยภาพการระบายน้ำอย่างเร่งด่วน

หัวเขาแดงถือเป็น “คอขวด” ของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา น้ำจากนครศรีธรรมราช พัทลุง และหาดใหญ่ รวมถึงพื้นที่รอบทะเลสาบส่วนใหญ่จะไหลมารวมกันก่อนจะระบายออกสู่อ่าวไทย หากปากน้ำบริเวณนี้ระบายได้ไม่เต็มที่ ระดับน้ำในทะเลสาบก็จะคงสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้พื้นที่ต้นน้ำและกลางน้ำไม่สามารถระบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมขังนานกว่าที่ควรจะเป็น

จากบทเรียนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ประเทศไทยเคยใช้ “เครื่องผลักดันน้ำ” และ “เรือผลักดันน้ำ” เพื่อเร่งเคลื่อนมวลน้ำลงสู่ปากแม่น้ำและออกทะเลในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยติดตั้งในคลองสายสำคัญร่วมกับเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ของกรมชลประทาน มาตรการดังกล่าวช่วยเพิ่มอัตราการไหลของน้ำและลดระยะเวลาน้ำท่วมขังได้อย่างเป็นรูปธรรม

วันนี้ หลายฝ่ายในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเสนอว่า รัฐบาลและกรมชลประทานควรนำประสบการณ์จากปี 2554 มาปรับใช้กับสถานการณ์ภาคใต้ โดยเฉพาะการ “ดันตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเรือผลักดันน้ำที่หัวเขาแดง” อย่างจริงจัง เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่อ่าวไทย ก่อนที่ฝนระลอกใหม่จะถาโถมลงมาอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติประกอบด้วย การตั้ง “วอร์รูมบริหารลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา” ระดับบูรณาการ ที่มองทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ไม่แยกการทำงานเป็นรายจังหวัด พร้อมสำรวจจุดเหมาะสมสำหรับติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำขนาดใหญ่บริเวณหัวเขาแดงและร่องน้ำคอขวด รวมถึงเพิ่มจุดติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำในคลองสายหลักรอบทะเลสาบ เพื่อเร่งระบายมวลน้ำอย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ ภาคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสื่อสารแผนการทำงานอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา ระบุให้ชัดเจนว่า กำลังดำเนินการอะไรที่หัวเขาแดง มีการระดมเครื่องผลักดันน้ำและเรือผลักดันน้ำเมื่อใด จะเสร็จเมื่อไร และคาดว่าจะช่วยลดระดับน้ำในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างไร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า ชาวนครศรีธรรมราช พัทลุง และหาดใหญ่ ไม่ได้ถูกปล่อยให้ต่อสู้กับน้ำท่วมเพียงลำพัง

ท่ามกลางฤดูฝนที่ยังไม่จบ ลุ่มน้ำที่ยังอิ่มตัว และทะเลสาบที่ยังมีระดับน้ำสูง การตัดสินใจเชิงรุกของรัฐบาลในการเร่งติดตั้ง “เครื่องผลักดันน้ำที่หัวเขาแดง” อาจเป็นปัจจัยชี้ชะตาว่า ภาคใต้จะผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมระลอกนี้ไปได้ด้วยบาดแผลมากน้อยเพียงใด เพราะสำหรับคนในพื้นที่ สงครามน้ำท่วมครั้งนี้ “ยังไม่จบ” และทุกนาทีที่ปล่อยให้มวลน้ำค้างอยู่ คือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในชีวิตจริงของผู้คนริมลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

ผู้ประสบอุทกภัยใน จ.สงขลา ต่อเนื่อง มอบถังออกซิเจนทางการแพทย์ 200 ถัง ให้ รพ.สงขลานครินทร์ และ รพ.หาดใหญ่ มอบเครื่องฉีดน้ำ 30 เครื่อง ให้กองทัพเรือ

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. สนับสนุนการช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และพื้นที่อื่น ๆ ในจังหวัดสงขลาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้มอบถังออกซิเจนทางการแพทย์ขนาด 0.5 คิว จำนวน 200 ถัง ให้แก่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และโรงพยาบาลหาดใหญ่ โดยประสานความร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ในการลำเลียงถังออกซิเจนเข้าไปในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมการรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่ต้องการอุปกรณ์ช่วยชีวิต นอกจากนี้ ยังได้มอบเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง จำนวน 30 เครื่อง ให้กับกองทัพเรือ เพื่อสนับสนุนภารกิจฟื้นฟูที่อยู่อาศัยให้กับผู้ประสบภัย

ในช่วงเวลาที่เกิดอุทกภัย ปตท.สผ. ได้ร่วมบรรเทาความเดือนร้อนให้กับผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน โดยสนับสนุนเครื่องอุปโภคบริโภคต่าง ๆ เพื่อการยังชีพ เช่น อาหารแห้ง น้ำดื่ม และเครื่องใช้อื่น ๆ ลำเลียงไปกับเรือหลวงจักรีนฤเบศร รวมถึงสนับสนุนชุดเครื่องนอน ผ้าห่ม และเสื้อผ้า ให้แก่ศูนย์พักพิง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นอกจากนี้ ในด้านการปฏิบัติงานเชิงเทคนิค ปตท.สผ. ได้ร่วมกับบริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ เออาร์วี ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ส่งโดรนเพื่อการขนส่ง และโดรนเพื่อการสำรวจและเฝ้าระวัง พร้อมทั้งทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสนับสนุนภารกิจของศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 42 ให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ประสบปัญหาที่ยากต่อการเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

ปตท.สผ. ยังคงทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือ ฟื้นฟู และส่งกำลังใจ โดยมุ่งหวังให้ผู้ประสบอุทกภัยสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

“สรรเพชญ” ลงพื้นที่สงขลา กำชับหน่วยงานคมนาคมสงขลา เร่งเบิกจ่าย ซ่อมถนน เพิ่มไฟส่องสว่างเพื่อประชาชน เร่งเครื่องโครงสร้างพื้นฐาน แก้น้ำท่วม ย้ำทุกโครงการต้องโปร่งใส

สรรเพชญ ลงพื้นที่สงขลา เร่งขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานคมนาม แก้ปัญหาน้ำท้วม  ย้ำโปร่งใสทุกโครงการ

18 พฤษภาคม 2569)ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมติดตามผลการดำเนินงานและมอบนโยบายแก่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยมีนายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายชีพ น้อมเศียร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก นายอนุเทพน์ เกษา ขนส่งจังหวัดสงขลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อติดตามและผลักดันนโยบายของรัฐบาลสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเร่งรัดโครงการสำคัญด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้กรอบนโยบายหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การลดภาระค่าครองชีพและยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรม การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อลดภาระงบประมาณของภาครัฐในอนาคต

พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำเรื่อง “ความโปร่งใส” ในการดำเนินงานของทุกหน่วยงาน โดยกำชับให้ยึดหลักธรรมาภิบาล สามารถตรวจสอบได้ และต้องไม่มีผลประโยชน์ส่วนบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่า หากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและเป็นไปตามกฎหมาย กระทรวงคมนาคมพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่หากพบการทุจริตหรือเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีให้เป็นไปตามแผน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะการสำรวจและซ่อมแซมถนนที่ชำรุด รวมถึงระบบไฟฟ้าแสงสว่างที่เสียหาย เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยในการสัญจร

ในส่วนของการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูมรสุมและสถานการณ์น้ำท่วม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้กรมเจ้าท่าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการร่วมกับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งดำเนินการขุดลอกคูคลองและลำน้ำที่ตื้นเขิน โดยเฉพาะบริเวณจุดคอขวดที่กีดขวางทางระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน ลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

ขณะเดียวกัน ยังได้แสดงความพร้อมในการสนับสนุนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของจังหวัดสงขลา อาทิ โครงการปรับปรุงอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ โครงการขุดลอกร่องน้ำเดินเรือของกรมเจ้าท่า โครงการก่อสร้างทางเลี่ยงเมืองหาดใหญ่ของกรมทางหลวง รวมถึงโครงการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะด้วยรถพลังงานไฟฟ้า (EV) ของสำนักงานขนส่งจังหวัดสงขลา เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศอย่างไร้รอยต่อ รองรับการเติบโตด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และระบบโลจิสติกส์ในอนาคต

ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ยังได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดเร่งเดินหน้าโครงการด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามและรายงานผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กระทรวงสามารถผลักดันและสนับสนุนในระดับนโยบายได้อย่างทันท่วงทีและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกล่าวขอบคุณและให้กำลังใจหัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ปฏิบัติงานอย่างทุ่มเท โดยขอให้ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลางในการทำงาน

จากนั้น ที่ประชุมได้รับฟังรายงานผลการดำเนินงานภาพรวมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมในพื้นที่จังหวัดสงขลา ประกอบด้วย สำนักงานทางหลวงที่ 18 ศูนย์สร้างทางสงขลา สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 12 (สงขลา) สำนักงานขนส่งจังหวัดสงขลา สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 4 และท่าอากาศยานหาดใหญ่ รวมทั้งเปิดเวทีหารือและรับข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมขนส่งของจังหวัดให้มีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างครอบคลุมและยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top