Friday, 5 June 2026
วราวุธ_ศิลปอาชา

อุตสาหกรรมไทยปรับใหญ่!! “วราวุธ” ดันกรมโรงงานฯ ติวเข้ม 158 องค์กร เตรียมพร้อมจัดการวัตถุอันตรายตามกรอบ OECD จัดการวัตถุอันตรายสู่มาตรฐานเดียวกัน ลดอุปสรรคการค้า ผลักมาตรฐานวัตถุอันตรายไทยสู่เวทีโลก

"วราวุธ" หนุน กรมโรงงานฯ ยกระดับ จัดการวัตถุอันตราย ให้ได้มาตรฐานสากล ของ OECD หวัง ประหยัดต้นทุนอุตสาหกรรม ปกป้องมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

วันที่ 28 เม.ย. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและระบบการบริหารจัดการวัตถุอันตรายให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล และเตรียมความพร้อม ก้าวสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development  : OECD) ภายในปี พ.ศ. 2571 ตามเจตจำนงของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีสถานะเป็นประเทศผู้สมัครซึ่งอยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก (Accession Candidate Country) 

ทั้งนี้เป็นไปตามมติครม.วันที่ 26 ธันวาคม 2566 ที่ได้มอบหมายให้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานหลักในการประเมินทางเทคนิค ร่วมกับคณะกรรมการเคมีภัณฑ์และเทคโนโลยีชีวภาพ (Chemicals and Biotechnology Committee: CBC) ของโออีซีดีที่มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม จากความเสี่ยงของสารเคมีและผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ รวมถึง ป้องกันการสร้างอุปสรรคทางการค้า ที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร การประหยัดต้นทุนให้แก่ประเทศและอุตสาหกรรม ส่งเสริมระบบการจัดการสารเคมีให้เป็นมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น ดังนั้นทางกระทรวงอุตสาหกรรมจึงขานรับนโยบายการเข้าร่วมเป็นสมาชิกโออีซีดี ในการขับเคลื่อนนโยบายและแนวปฏิบัติ นำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล 

“สัปดาห์ที่ผ่านมา กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้เชิญผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการวัตถุอันตราย ภาครัฐ เอกชน องค์กรอิสระ รวม 158 องค์กร ร่วมฟังแนวทาง การเตรียมความพร้อม และประโยชน์ในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD  และซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับตราสารภายใต้คณะกรรมการ CBC ให้กับภาครัฐ เพื่อใช้เป็นกรอบในการบูรณาการความร่วมมือและขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ความสำคัญในการเข้าเป็นสมาชิก โออีซีดี เพื่อจะยกระดับมาตรฐานกฎหมายทั้งระบบ ยกระดับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล พยายามเร่งรัดกระบวนการก้าวสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของโออีซีดีให้แล้วเสร็จภายในปีหน้านี้“ นายวราวุธ กล่าว
 

เติมทุนสู้วิกฤต!! SME D Bank ขยายกู้ Green Productivity รัฐเร่งอัดฉีดสินเชื่อสีเขียว ดอกเบี้ยแค่ 3% วงเงินสูงสุด 30 ล้านถึงสิ้นปี 69 หนุนเปลี่ยนรถ EV ติดโซลาร์เซลล์ ลดต้นทุนพลังงาน

"วราวุธ" เผยข่าวดี SME D Bank ขยายสินเชื่อ SME Green Productivity อัดฉีดหมื่นล้านบาท  หนุนเอสเอ็มอีเปลี่ยนรถ EV-พลังงานสะอาด ติดโซลาร์เซลล์สู้ศึกน้ำมันแพง ดอกเบี้ยแค่ 3% เปิดรับคำขอถึง 30 ธ.ค.นี้

วันที่ 28 เม.ย. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับมาตรการช่วยบรรเทาผล

กระทบผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME)  ที่ต้องเผชิญต้นทุนค่าน้ำมันในการขนส่งสินค้า 

ว่า ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank ได้ขยายสินเชื่อครอบคลุมกลุ่ม SME ในการขอสินเชื่อดอกเบี้ยอัตราพิเศษภายใต้โครงการ"SME Green Productivity" ซึ่งเป็นโครงการสินเชื่อนโยบายรัฐ ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก สามารถผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี  วงเงินกู้สูงสุดรายละ 30 ล้านบาท โดยมีวงเงิน 10,000 ล้านบาท

นายวราวุธ กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ใช่แค่การช่วยเรื่องเงินทุน แต่เป็นการยกระดับเอสเอ็มอีไทยสู่ "อุตสาหกรรมสีเขียว" เพื่อให้แข่งขันได้ในเวทีโลกตามกฎกติกาการค้าใหม่ที่เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยผู้ประกอบการสามารรถนำเงินสินเชื่อไปใช้ในการเปลี่ยนยานพาหนะมาใช้พลังงานสะอาด นอกเหนือการใช้ระบบไฟฟ้า (EV) รวมทั้งนำไปติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ และปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อใช้พลังงานสะอาด โดยสามารถยื่นคำขอได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 

ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถยื่นคำขอได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 (หรือจนกว่าวงเงินจะเต็ม) ผ่านช่องทาง สาขา SME D Bank ทั่วประเทศ  ,LINE Official: @SMEDevelopmentBank เว็บไซต์: www.smebank.co.th/loan/greenproductivity/  และ Call Center 1357

‘วราวุธ’ ชู “Green Bio Industry” อ้อยไทยไม่หยุดแค่น้ำตาล กระทรวงอุตฯ เร่งสร้างมูลค่าใหม่ ดันเศรษฐกิจชีวภาพสีเขียว หนุนพลังงานเชื้อเพลิงสะอาดและชีวภาพ


‘วราวุธ’ มอบนโยบาย สอน. ดันอ้อยไทยสู่ “อุตสาหกรรมชีวภาพสีเขียว”  

ชู Bio - economy เพิ่มมูลค่าอ้อย แก้ PM 2.5 ปักธงไทยเป็น Bio Hub อาเซียนปีหน้า 

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการมอบนโยบายแก่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) โดยมี นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายใบน้อย

สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย และคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมรับฟังเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายสู่อุตสาหกรรมสีเขียว นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมเดินหน้ายกระดับ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยสู่ “อุตสาหกรรมชีวภาพสีเขียว” (Green Bio industry) โดยใช้นโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ หรือ Bio Economy เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าอ้อยและผลพลอยได้ทางการเกษตร ผลักดันประเทศไทยสู่

การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพของอาเซียนภายในปี 2570 ตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของรัฐบาล เพราะอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทย ไม่ได้เป็นเพียงอุตสาหกรรมอาหารอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งพลังงานชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ เชื้อเพลิงสะอาด และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อย 9.87 ล้านไร่ ครอบคลุม 47 จังหวัด มีโรงงานน้ำตาล 58 แห่ง ตั้งอยู่ใน 29 จังหวัด โดยฤดูการผลิตปี 2568/2569 มีปริมาณอ้อย 105.86 ล้านตัน โดยมีปริมาณอ้อยสดสูงถึง 96.20% และมีปริมาณอ้อยเผาเพียง 3.80% ผลิตน้ำตาลได้ 12.20 ล้านตัน และมีผลผลิตเฉลี่ย 10.72 ตันต่อไร่ สะท้อนถึงศักยภาพการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาคอุตสาหกรรมอ้อยไทยที่ยังเติบโตต่อเนื่อง เทียบกับฤดูการผลิตปี 2567/2568 ซึ่งมีผลผลิตอ้อยเข้าหีบเพียง 92.04 ล้านตัน มีอ้อยสดคิดเป็น 85.14% และปริมาณอ้อยเผา14.86% ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในภาคการเกษตร

ทั้งนี้ ในฤดูการผลิตปี 2567/2568 อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 203,205 ล้านบาท แบ่งเป็นอุตสาหกรรมน้ำตาลในประเทศ 50,257 ล้านบาท น้ำตาลส่งออก 117,582 ล้านบาท กากน้ำตาล 17,662 ล้านบาท และอุตสาหกรรมชีวภาพอีกกว่า 17,703 ล้านบาท สะท้อนว่า “ชีวภาพ” กำลังกลายเป็น New Engine ของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทย 

“อุตสาหกรรมอ้อยไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมที่เน้นผลิตน้ำตาลเพียงอย่างเดียว สู่การเป็นฐานวัตถุดิบของอุตสาหกรรมอนาคต ทั้งพลังงานชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ เชื้อเพลิงสะอาด และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง สอดคล้องกับเป้าหมายรัฐบาลที่ต้องการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “Bio Hub of ASEAN” ภายในปี 2570” นายวราวุธกล่าว

นายวราวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2569 สอน. ได้เตรียมแผนขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเพื่อรองรับเป้าหมายความยั่งยืน ทั้งการพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) จากเอทานอลอ้อย การผลิตพลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (PLA) จากชานอ้อย การพัฒนาเชื้อเพลิงชีวมวลรูปแบบใหม่ รวมถึงระบบติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (CO2 Track)   เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยสู่ Zero Carbon Emission ในอนาคต 

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้โรงไฟฟ้าชีวมวลใช้ใบและยอดอ้อยเป็นเชื้อเพลิง รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาเครื่องต้นแบบผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (Wood Pellet) และชีวมวลผงจากใบและยอดอ้อย ตั้งแต่ปี 2567 และขยายผลต่อเนื่องถึงปี 2569 ผ่านความร่วมมือกับกลุ่มชาวไร่อ้อยและวิสาหกิจชุมชน เพื่อลดการเผาในไร่อ้อย แก้ปัญหา PM 2.5 และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรชาวไร่อ้อย “การนำใบและยอดอ้อยมาใช้ประโยชน์ในเชิงพลังงาน จะช่วยเปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้ง ให้เป็นรายได้ใหม่ของเกษตรกรลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ และลดมลพิษทางอากาศในพื้นที่ปลูกอ้อย พร้อมยอมรับว่าปัจจุบันยังมีข้อจำกัดเรื่องต้นทุนการรวบรวมวัตถุดิบและเครื่องจักรจัดเก็บที่มีราคาสูง จึงจำเป็นต้องเร่งสนับสนุนเทคโนโลยีและกลไกตลาดควบคู่กัน”  

นายวราวุธกล่าวปิดท้าย

ด้านนายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กล่าวว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย มีการเติบโตและสร้างมูลค่าให้แก่ประเทศไทยมหาศาล แต่เราจะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เราพร้อมเดินหน้า การเปลี่ยนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทย จากอุตสาหกรรมเกษตรแบบเดิม ไปสู่อุตสาหกรรมชีวภาพที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ลดมลพิษ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้เกษตรกรไทย เพราะอุตสาหกรรมอ้อยไทยต้องไม่หยุดอยู่แค่น้ำตาล แต่ต้องต่อยอดสู่พลังงานสะอาด วัสดุชีวภาพ และอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่เติบโตควบคู่สิ่งแวดล้อม 

และคุณภาพชีวิตของประชาชน

‘วราวุธ’ ชูนิคมอุตสาหกรรมไทยโตแรง!! อุตสาหกรรมไทยเร่งเครื่อง กนอ. ดัน Green Finance–คาร์บอนเครดิต–อนุญาตโรงงานจบใน 1 เดือน ดันโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ หนุนไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียว

“วราวุธ” ดัน เครื่องยนต์ลงทุนไทย โชว์ นิคมอุตสาหกรรมโตแรง รองรับย้ายฐานการผลิตโลก

ชู ไทยขึ้นฮับเทคโนโลยี-พลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค

วันที่ 26 พ.ค. 69 - นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เปิดเผยถึงความคืบหน้า

ผลการดำเนินงานของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) หลังจากที่ได้มอบนโยบายเชิงรุกในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย ว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าปลุกเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยผ่าน “ONE MIND อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” เห็นผลเป็นรูปธรรม ล่าสุดตัวเลขการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมพุ่งแรง รับกระแสย้ายฐานผลิตโลก หนุนไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค ทั้งนี้ ด้วยนโยบายการพัฒนาเมืองที่มุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Low Carbon City) ของ กนอ. เป็นแรงดึงดูดสำคัญให้กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดตัดสินใจเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน กนอ.ได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายยกระดับนิคม

อุตสาหกรรมทั่วประเทศให้เป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักลงทุนโลกผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การจับมือธนาคารโลกดึง Green Finance สนับสนุนเอสเอ็มอีและอุตสาหกรรมแห่ง

อนาคต การผลักดันตลาดคาร์บอนเครดิตมาตรฐานสากล การปฏิรูปกฎหมายลดขั้นตอนอนุญาตตั้งโรงงานให้จบภายใน 1 เดือน และการใช้ระบบตาอัจฉริยะ ตรวจสอบมลพิษสิ่งแวดล้อมตลอด 24 ชั่วโมงโดยจากรายงานของนายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. พบว่า ณ เดือน มี.ค.2569 ภาพรวมการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยปัจจุบันประเทศไทยมีนิคมอุตสาหกรรมรวม 82 แห่ง ครอบคลุม 18 จังหวัด เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 75 แห่ง มีโรงงานเข้าประกอบกิจการกว่า 5,798 โรง มูลค่าการลงทุนสะสมสูงถึง 13.37 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในไตรมาสแรกปี 2569 ที่ทะยานกว่า 1.01 ล้านล้านบาท หรือเติบโตถึง 2.4 เท่า ถือเป็นสัญญาณบวกสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนเลือกไทยเป็นฐานผลิตหลัก

นายวราวุธ กล่าวว่า ตัวเลขการขยายตัวดังกล่าว สะท้อนถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความสำเร็จในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ เข้าสู่ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีขั้นสูง

“กระทรวงอุตสาหกรรม จึงพร้อมผลักดัน ‘กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตแห่งประเทศไทย’ (Thailand Future Fund: TFF) เฟสใหม่ วงเงินระดมทุนกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเงินสำคัญในการพัฒนาโครงการเศรษฐกิจสีเขียว รองรับอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และพลังงานสะอาดในอนาคต เช่น ฟาร์มโซลาร์ลอยน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล”

ซึ่งทาง ผู้ว่าการ กนอ. ก็ได้รายงานด้วยว่า การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้มีปัจจัยหลักจากการย้ายฐานผลิตของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มทุนจากจีนและฮ่องกง ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12 ในปี 2566 เป็นกว่าร้อยละ 23 ในปัจจุบัน 

ซึ่งเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและดิจิทัล สอดรับกับนโยบาย Low Carbon City ที่ดึงดูดอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง

โดยปัจจุบัน กนอ. ยังมีพื้นที่คงเหลือรองรับการลงทุนอีกกว่า 24,984 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดย กนอ. จะเร่งพัฒนา Smart Port มาบตาพุด หรือท่าเรืออัจฉริยะ ยกระดับท่าเรือด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และระบบสาธารณูปโภคอัจฉริยะ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (S-Curve) พร้อมสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป

กองสื่อสารองค์กร

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top