Thursday, 4 June 2026
ลาว

ลาวเข้าร่วมองค์การ SCO ในฐานะหุ้นส่วนเจรจาใหม่ลำดับที่ 15 ‘ปธน.ทองลุน’ ยิ้มชื่นมื่น!! ย้ำแนวทางลาวคือยึดมั่นในสันติภาพ

(2 ก.ย. 68) ลาวได้รับการรับรองเป็น 'คู่เจรจาลำดับที่ 15' ขององค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) อย่างเป็นทางการ ในการประชุมสุดยอดครั้งที่ 25 ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน โดยมีประธานาธิบดีทองลุน สีสุลิด (Thongloun Sisoulith) เข้าร่วมพร้อมกล่าวขอบคุณชาติสมาชิกที่ให้การสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์

ประธานาธิบดีลาวย้ำว่า แนวทางและนโยบายต่างประเทศของลาวสอดคล้องกับหลักการของ SCO ที่ยึดมั่นในสันติภาพ ความเป็นอิสระ มิตรภาพ และความร่วมมือหลายฝ่าย พร้อมประกาศความพร้อมที่จะมีบทบาทในการส่งเสริมเสถียรภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาอย่างยั่งยืนของภูมิภาค

ด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เรียกร้องให้ชาติสมาชิกเดินหน้าร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม สืบสาน 'จิตวิญญาณเซี่ยงไฮ้' ท่ามกลางความท้าทายของโลก พร้อมชี้ว่า SCO มีพัฒนาการก้าวกระโดด ขยายจาก 6 ประเทศก่อตั้งสู่เครือข่าย 26 ประเทศ ครอบคลุมเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา ด้วยความร่วมมือกว่า 50 ด้าน และมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมเกือบ 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

นอกจากการประชุมใหญ่ ผู้นำลาวยังใช้โอกาสนี้พบหารือทวิภาคีกับผู้นำหลายประเทศ อาทิ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม รักษาการประธานาธิบดีเมียนมา นายกรัฐมนตรีเนปาล และนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกันในหลายด้าน

ลาวปรับทิศทางส่งออก ‘กาแฟ’ เพิ่มปริมาณให้ ‘รัสเซีย’ หลังสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม

(7 ก.ย. 68) ลาวพร้อมหันไปส่งออกกาแฟเพิ่มให้รัสเซีย หลังสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่มเติม โดยนายกรัฐมนตรีสอนไซ สีพันดอน (Sonexay Siphandone) ระบุระหว่างเข้าร่วม WEF-2025 ว่าการเพิ่มส่งออกไปยังรัสเซียเกิดจากการลดปริมาณส่งออกไปสหรัฐฯ เนื่องจากภาษีทำให้สินค้าลาวมีราคาแพงเกินไปและขายในสหรัฐฯ ไม่ได้

นายสอนไซกล่าวว่า “เพราะภาษีของสหรัฐฯ ทำให้สินค้าของเราแพงเกินไป และชาวอเมริกันจะไม่ซื้อ เราจึงจะเพิ่มปริมาณส่งออกไปยังรัสเซีย” ทั้งนี้ กาแฟกลายเป็นสินค้าที่มีราคาสูงที่สุดในโลกตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยยอดขายปลีกสะสมตั้งแต่มิถุนายน 2567 ถึงพฤษภาคม 2568 ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับสหรัฐฯ การเก็บภาษีครอบคลุมสินค้านำเข้าทุกชนิดอาจทำให้ชาวอเมริกันเสี่ยงขาดแคลนกาแฟนำเข้า โดยเฉพาะกาแฟบราซิลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ซึ่งอาจปรับราคาสูงขึ้นหลังโดนเก็บภาษี 50% ขณะเดียวกัน บราซิลเสนอให้จัดประชุมสุดยอด BRICS พิเศษในวันที่ 8 กันยายน ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยจีนยืนยันเข้าร่วมแล้ว

‘คิม จอง อึน’ เชิญ ‘ทองลุน’ ผู้นำลาวเยือนเกาหลีเหนือ เพื่อกระชับสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฉลอง 50 ปีการทูต

เมื่อวันที่ (2 ต.ค. 68) สื่อลาวรายงานว่า นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จะเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 7–8 ตุลาคม 2568 ตามคำเชิญของ คิม จอง อึน เลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี โดยครั้งนี้ประธานประเทศลาวจะนำคณะผู้แทนระดับสูงของพรรคและรัฐบาลเดินทางร่วมด้วย

การเยือนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ กระชับความสัมพันธ์มิตรภาพและความร่วมมือ ที่ยาวนานระหว่างลาวกับเกาหลีเหนือ รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างสองพรรคการเมือง สองรัฐบาล และประชาชนของทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การเยือนยังถือเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสสำคัญ ได้แก่ ครบรอบ 60 ปี การพบปะสุดยอดครั้งแรกระหว่างประธานไกสอน พมวิหาน กับประธานคิม อิล ซุง ที่กรุงเวียงจันทน์ในปี 1965, ครบรอบ 80 ปี การก่อตั้งพรรคแรงงานเกาหลีในวันที่ 10 ตุลาคม 2568 และครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างลาวกับเกาหลีเหนือ

ลาวจับมือเวียดนาม เปิดช่องทางนำเข้า ‘เชื้อเพลิง’ เส้นทางใหม่ งีเซิน-เชียงขวาง-หัวพัน ดันเศรษฐกิจภูมิภาค

(9 ต.ค. 68) บริษัทน้ำมันเชื้อเพลิงลาว (Lao State Fuel Company) เปิดเส้นทางนำเข้าเชื้อเพลิงสายใหม่ผ่านท่าเรืองีเซินของเวียดนาม เพื่อเสริมแกร่งความมั่นคงด้านพลังงานและรับประกันการจัดหาเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่องในลาว

เส้นทางใหม่นี้เชื่อมต่อท่าเรือในเขตเศรษฐกิจพิเศษงีเซิน จังหวัดทัญฮว้าของเวียดนาม มายังลาว โดยผ่านด่านตรวจระหว่างประเทศน้ำคัง ในแขวงเชียงขวางตอนเหนือของลาว และด่านตรวจระหว่างประเทศน้ำโสยในแขวงหัวพันทางตอนเหนือ ซึ่งเชื้อเพลิงที่นำเข้าจะถูกเก็บไว้ที่คลังนาทองในแขวงหัวพัน

เส้นทางข้างต้นช่วยสนับสนุนความพยายามของรัฐบาลลาวในการรับประกันการจัดหาเชื้อเพลิงที่มั่นคงทั่วประเทศ และตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมในตอนเหนือของลาว

โครงการนี้ยังไม่เพียงแต่ช่วยให้การจัดหาเชื้อเพลิงมีความมั่นคงมากขึ้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างลาวและเวียดนาม การเปิดเส้นทางใหม่นี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

อนึ่ง ปัจจุบันลาวนำเข้าเชื้อเพลิงส่วนใหญ่จากไทย เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์

สภาคองเกรสสหรัฐฯ เดินหน้ากฎหมาย H.R.5490 ล่าแก๊งสแกมข้ามชาติ Benjamin–Yim Leak–Huione

(14 ต.ค. 68) สภาคองเกรสสหรัฐฯ เปิดศึกครั้งใหญ่กับ 'ขบวนการสแกมข้ามชาติ' ที่กำลังสร้างความเสียหายทั่วโลก โดยล่าสุดมีการเสนอร่างกฎหมายชื่อว่า 'Dismantle Foreign Scam Syndicates Act' (H.R.5490) เพื่อให้รัฐบาลสหรัฐฯ มีอำนาจจัดตั้ง คณะทำงานพิเศษระดับชาติ (Task Force) สำหรับ 'ล้างบาง' เครือข่ายอาชญากรรมที่ใช้แรงงานบังคับและระบบออนไลน์ในการหลอกลวงผู้คน — โดยเฉพาะในประเทศกัมพูชา เมียนมา และลาว

ผู้เสนอร่างกฎหมายคนสำคัญคือ นายเจฟเฟอร์สัน ชรีฟ (Jefferson Shreve) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐอินดีแอนา พรรครีพับลิกัน ซึ่งร่วมกับ สส.จอห์น มูลีนาร์ และสส.ไมเคิล รูลลี เสนอร่างเข้าสภาเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา โดยกฎหมายนี้ถูกส่งต่อให้คณะกรรมาธิการด้านการต่างประเทศและด้านยุติธรรมของสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา

สาระสำคัญของร่างกฎหมายนี้ คือ การตั้งคณะทำงานข้ามหน่วยงานขึ้นมานำโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อสืบสวนและปิดล้อม “ศูนย์สแกม” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใช้แรงงานบังคับของเหยื่อค้ามนุษย์ในการดำเนินการหลอกลวงแบบ 'Pig Butchering' หรือ 'หลอกให้รัก หลอกให้ลงทุน' ซึ่งกำลังระบาดไปทั่วภูมิภาค

สภาคองเกรสระบุในรายงานประกอบร่างว่า เครือข่ายสแกมเหล่านี้ส่วนใหญ่มี รากฐานจากองค์กรอาชญากรรมจีน ที่เข้าไปตั้งศูนย์ปฏิบัติการในประเทศที่มี “รัฐบาลอำนาจนิยมและขาดความโปร่งใส” เช่น กัมพูชา ลาว และเมียนมา และในหลายกรณี “มีความร่วมมือโดยตรงกับเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง” ของประเทศเหล่านี้

ตัวเลขความเสียหายรุนแรงถึงขั้นที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประเมินว่า เฉพาะในปี 2024 ชาวอเมริกันสูญเงินไปกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการถูกหลอกลงทุน และทั่วโลกอาจมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 60,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

สิ่งที่ทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกจับตาอย่างมาก คือ รายชื่อบุคคลและองค์กรที่อยู่ในบัญชีคว่ำบาตรเบื้องต้นกว่า 30 ราย ซึ่งรวมถึงกลุ่มธุรกิจใหญ่ในกัมพูชา เช่น Huione Group, Prince Group, K99 Group, Union Development Group, และบุคคลที่ใกล้ชิดกับครอบครัวผู้นำกัมพูชาอย่าง ฮุน เซน

ในรายชื่อยังปรากฏชื่อของ Yim Leak และ D. Chen Zhi ที่มีบทบาทสำคัญในธุรกิจการเงินและอสังหาริมทรัพย์ในพนมเปญ Hun To และ Dy Vichea ซึ่งเป็นสมาชิกในตระกูลผู้นำกัมพูชา รวมถึง Chou Bun Eng และ Sar Sokha เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็นกับการปล่อยให้มีศูนย์สแกมเกิดขึ้นในประเทศ

หากร่างกฎหมายนี้ผ่านวุฒิสภาและมีผลบังคับใช้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะสามารถใช้กฎหมาย Global Magnitsky Act และ Executive Order 13581 เพื่อคว่ำบาตรบุคคลเหล่านี้ทันที ทั้งในรูปแบบการอายัดทรัพย์สิน ห้ามทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินสหรัฐฯ และตัดสิทธิ์ในการเดินทางเข้าสหรัฐฯ

ภายใต้ร่างนี้ ยังมีข้อกำหนดให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จัดตั้ง Task Force ภายใน 30 วัน และต้องจัดทำยุทธศาสตร์ภายใน 180 วัน เพื่อ
1. ประสานกับพันธมิตรระหว่างประเทศในการปิดศูนย์สแกม
2. กดดันรัฐบาลที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง เช่น กัมพูชา ให้รับผิดชอบ
3. และให้ใช้ “ขีดความสามารถทางไซเบอร์เชิงรุก” เพื่อโจมตีและทำลายโครงสร้างเทคโนโลยีของขบวนการเหล่านี้โดยตรง

กฎหมายนี้ยังจัดสรรงบประมาณกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี สำหรับการช่วยเหลือและฟื้นฟูเหยื่อค้ามนุษย์ที่ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์สแกม รวมถึงการนำพวกเขากลับบ้านอย่างปลอดภัย

นักวิเคราะห์ในวอชิงตันมองว่า “Dismantle Foreign Scam Syndicates Act” คือก้าวสำคัญของนโยบายความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ ที่เชื่อมโยง “อาชญากรรมไซเบอร์ – การค้ามนุษย์ – อำนาจรัฐอำนาจนิยม” เข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในกัมพูชา ซึ่งชื่อของเครือข่ายใกล้ชิดกับ ฮุน เซน ปรากฏอยู่ในบัญชีคว่ำบาตรเกือบทั้งหมด

สหรัฐฯ ส่งสัญญาณชัดว่า “จะไม่เพียงแค่ปราบสแกมเมอร์รายย่อย” แต่จะสืบสวนไปถึงผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อยุติวงจรของอาชญากรรมและการคอร์รัปชันที่บั่นทอนเสถียรภาพในภูมิภาคนี้มานานหลายปี

ผู้โดยสารใช้บริการทะลุล้านครั้ง ขนส่งสินค้าต่อเนื่องเกิน 72 ล้านตัน เชื่อมคุนหมิง–เวียงจันทน์–ไทยคล่องตัว ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค

(7 ธ.ค. 68) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัด ระบบควบคุมทางรถไฟจีน-ลาวรับรองการเดินทางของวิสัยทัศน์มากกว่า 62.5 ล้านครั้งและประสิทธิภาพของตัน 72.5 ล้านตันมากกว่าเปิดทำการเมื่อสี่อย่างเป็นทางการซึ่งจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาค

ทางรถไฟจีน-ลาวของระบบ 1,035 กรณีมาจากเมืองคุนหมิงเคาน์ตี้อวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางเส้นทางไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ของลาวได้ด้วยการยกระดับและมังสวิรัติของระบบขับเคลื่อนของภูมิภาคช่วยให้เกิดการโลจิสติกส์ในระบบขับเคลื่อน 50 บนเส้นทางจากคุนหมิงสู่ไทยโดยผ่านลาวและวิเคราะห์ข้อมูลภายในลาวอีกครั้ง 40

สำหรับทางรถไฟจีน-ลาว เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 เพื่อตอบสนองความต้องการการเดินทางข้ามพรมแดนที่เพิ่มขึ้น บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศระหว่างคุนหมิงและเวียงจันทน์จึงเริ่มเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2566


ที่มา : Xinhua 

“ชอยกู” นำทีมคณะใหญ่เยือนเวียดนาม–ลาว หารือผู้นำการเมือง–กองทัพระดับสูง สัปดาห์หน้า พร้อมเยี่ยมอนุสรณ์วีรชน ‘นักบินโซเวียต’ ต่อยอดสัมพันธ์มั่นคงยาวนานหลายทศวรรษ

(8 ธ.ค. 68) เซอร์เกย์ ชอยกู (Sergei Shoigu) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งรัสเซีย เตรียมนำคณะผู้แทนหลายหน่วยงานเดินทางเยือนเวียดนามและลาวในสัปดาห์หน้า โดยถือเป็นการเยือนเชิงปฏิบัติการ เพื่อพบหารือกับผู้นำการเมืองและผู้นำกองทัพระดับสูงของทั้งสองประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แถลงการณ์จากสภาความมั่นคงรัสเซียระบุว่า ระหว่างการเดินทางครั้งนี้ โชย์กูมีโปรแกรมเข้าพบผู้นำด้านความมั่นคง หัวหน้าหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย และเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านกองทัพ เพื่อพูดคุยประเด็นความร่วมมือด้านความมั่นคง กลาโหม และกฎหมาย รวมถึงการปรับตัวต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ในกำหนดการยังรวมถึงการเดินทางไปวางพวงมาลาและเยี่ยมชมอนุสรณ์สถานรำลึกวีรชนและนักบินโซเวียต ตลอดจนการเยี่ยมชมบางส่วนของโรงงานและสถานที่สำคัญในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของคู่เจรจา ซึ่งสะท้อนการให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ร่วมและความร่วมมือทางทหารที่สืบเนื่องยาวนาน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เคยกล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับลาวที่ยืนยาวมาถึง 65 ปี ยังพัฒนาไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง แม้สถานการณ์โลกจะเปลี่ยนแปลงมากก็ตาม โดยเขายังชื่นชมรัฐบาลลาวที่ช่วยรักษาและให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ร่วมระหว่างสองประเทศ เพราะมองว่าสิ่งนี้คือพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือในอนาคต


ที่มา : Sputnik

เติบโตสูงถึง 65% ในปีล่าสุด ประกาศเร่งขยายความร่วมมือทุกมิติ ดันเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความมั่นคง หวังยกระดับบทบาทร่วมในภูมิภาค

(13 ธ.ค. 68) รัสเซียเผยตัวเลขการค้ากับลาวในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึง 65% โดยนายเซอร์เกย์ ชอยกู (Sergei Shoigu) ประธานสภาความมั่นคงรัสเซีย ระบุว่าทั้งสองประเทศยังมีศักยภาพขยายตัวได้อีกมาก และรัสเซียพร้อมเดินหน้าทำงานอย่างเข้มข้นเพื่อผลักดันการค้าให้เติบโตต่อไป ในการพบกับนายกรัฐมนตรีลาว นายสอนไซ สีพันดอน ณ กรุงเวียงจันทน์

ระหว่างการเยือน ลาวและรัสเซียได้หารือความร่วมมือหลายด้าน ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ โดยเป็นไปตามแนวทางที่ผู้นำสูงสุดของทั้งสองประเทศได้ตกลงไว้ โดยชอยกูยังขอบคุณรัฐบาลและประชาชนลาวที่รักษาและสืบทอดความทรงจำเกี่ยวกับความช่วยเหลือของสหภาพโซเวียตในอดีต

ด้านนายกรัฐมนตรีลาวได้ฝากคำทักทายอย่างอบอุ่นถึงนายกรัฐมนตรีรัสเซีย มิคาอิล มิชูสติน (Mikhail Mishustin) พร้อมย้ำว่าลาวพร้อมสานต่อความร่วมมือกับรัสเซียในทุกมิติ เพื่อผลักดันการพัฒนาและสร้างเสถียรภาพร่วมกันในภูมิภาค


ที่มา : Sputnik
 

ลาวปรับเกมสุขภาพ ปรับโรงพยาบาลรัฐใช้ระบบบริหารตนเอง ยกระดับบริการดึงผู้ป่วยวีไอพี เน้นประสิทธิภาพจัดสรรทรัพยากร ขยายโครงการสู่โรงพยาบาลในแขวงหลายแห่ง

(18 ก.พ. 69) กระทรวงสาธารณสุขของลาวประกาศปรับเปลี่ยนโรงพยาบาลรัฐหลายแห่งเป็นองค์กรที่บริหารจัดการด้วยตนเอง เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการผู้ป่วยและเพิ่มประสิทธิภาพใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น เป้าหมายหลักคือดึงดูดผู้ป่วยระดับวีไอพีและผู้ป่วยพิเศษที่ปกติจะเลือกใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนหรือไปต่างประเทศ กลับมารับบริการสถานพยาบาลรัฐเพิ่มขึ้น

การปฏิรูปนี้เน้นการมอบอำนาจทางการบริหารตัวบุคลากรและด้านการเงินให้แก่โรงพยาบาลรัฐ เพื่อให้ทีมบริหารสามารถตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้นและจัดสรรทรัพยากรในการวินิจฉัยและรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยได้ดีขึ้น โดยเพิ่มโอกาสให้โรงพยาบาลรัฐปรับตัวและแข่งขันในตลาดบริการสุขภาพได้ดีขึ้น

ก่อนหน้านี้ มีโรงพยาบาลในนครหลวงเวียงจันทน์ 3 แห่งที่ได้ทดลองโครงการบริหารจัดการตนเองในช่วงปี 2022 และในปี 2025 ได้ขยายโครงการไปยังโรงพยาบาลระดับกลาง 2 แห่งและโรงพยาบาลระดับแขวงอีก 10 แห่ง โดยผลสำเร็จและบทเรียนจากระยะนำร่องนี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการขยายโครงการให้ครอบคลุมทั่วประเทศอย่างมีระบบและประสิทธิภาพ

การดำเนินโครงการครั้งนี้สะท้อนความพยายามของลาวในการปรับปรุงระบบสุขภาพภาครัฐให้เข้มแข็งและตอบโจทย์ตลาดบริการสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังช่วยลดการไหลออกของผู้ป่วยไปใช้บริการต่างประเทศ ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับระบบสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว

ที่มา : Xinhua

กลุ่ม ปตท. จับมือรัฐวิสาหกิจเชื้อไฟลาว ลงนามซื้อขายน้ำมัน เสริมความมั่นคงพลังงานไทย–ลาว เดินหน้าหนุนเสถียรภาพพลังงานภูมิภาค ตอบสนองความต้องการต่อเนื่อง

กลุ่ม ปตท. จับมือ รัฐวิสาหกิจเชื้อไฟลาว ลงนามสัญญาซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิง เสริมความมั่นคงทางพลังงานไทย – ลาว

เมื่อเร็ว ๆ นี้ - กลุ่ม ปตท. และ รัฐวิสาหกิจเชื้อไฟลาว จัดพิธีลงนามสัญญาซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางธุรกิจและความมั่นคงทางพลังงานใน สปป.ลาว โดยมี ดร.มะโนทอง วงไซ รองรัฐมนตรี กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สปป.ลาว (ที่ 3 จากขวา) และ นายพิรุณ กริ่มวงษ์รัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) (ที่ 3 จากซ้าย) พร้อมด้วย นายเวียงทอง วงศ์ทาวิเลย์ ผู้อำนวยการ รัฐวิสาหกิจเชื้อไฟลาว (ที่ 2 จากขวา) นายทรงพล เทพนำโสมนัสส์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) (ที่ 2 จากซ้าย) และนายขวัญชัย เหลืองชัยชาญ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสธุรกิจปิโตรเลียม บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) (ซ้ายสุด) ร่วมในพิธี ณ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและเสถียรภาพของระบบจัดหาน้ำมันในภูมิภาค ตามนโยบายของกระทรวงพลังงานไทย ด้วยการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานให้แก่ สปป.ลาว ตอบสนองต่อความต้องการใช้งานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ผ่านกลไกการค้าที่โปร่งใสและยั่งยืน สะท้อนถึงพันธกิจของกลุ่ม ปตท. ในการเป็นองค์กรพลังงานไทยที่มีบทบาทเชิงรุกในการสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของภูมิภาค โดยมีการดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือทางการค้า (Commercial Arrangement) และการสนับสนุนเชิงนโยบายจากหน่วยงานภาครัฐของทั้งสองประเทศอย่างใกล้ชิด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top