Friday, 5 June 2026
รัสเซีย

‘Zapad 2025’ การซ้อมรบใหญ่ระหว่าง รัสเซีย–เบลารุส เกมท้าทายอำนาจ - เสถียรภาพ NATO ในยุโรปตะวันออก

(22 ก.ย. 68) การซ้อมรบร่วมระหว่างรัสเซียและเบลารุสภายใต้รหัส “ซาปัด 2025” «Запад 2025»” ได้รับการจับตามองอย่างกว้างขวางจากประชาคมโลก เนื่องจากเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ที่ยังคงทวีความร้อนแรงต่อเนื่องจากสงครามในยูเครน แม้ว่ารัสเซียและเบลารุสจะระบุว่าเป็นเพียงการฝึกเพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการป้องกัน แต่ขนาดของกำลังพล ยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย และการจำลองสถานการณ์เชิงรุก เช่น การยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่าง “ช่องแคบซูวาลกี” (Suwalki Gap) ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านและชาติตะวันตกมองว่าการซ้อมรบครั้งนี้มีนัยทางยุทธศาสตร์เกินกว่าการฝึกปกติ ในบริบทดังกล่าวการซ้อมรบซาปัด 2025 ไม่เพียงสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างรัสเซียและเบลารุส หากยังชี้ให้เห็นถึงพลวัตความมั่นคงในยุโรปที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ กล่าวคือ เมื่อรัสเซียใช้การแสดงแสนยานุภาพเพื่อยืนยันบทบาทของตนในภูมิภาคย่อมกระตุ้นให้ประเทศสมาชิกนาโต โดยเฉพาะโปแลนด์และรัฐบอลติก ต้องเสริมกำลังตอบโต้ ผลลัพธ์คือความตึงเครียดที่อาจขยายวงกว้างจนกระทบต่อเสถียรภาพของยุโรปทั้งทวีป

การซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่ของรัสเซียและเบลารุสในปี 2025 มีชื่อว่า “ซาปัด «Запад 2025»” ซึ่งหมายถึง “ตะวันตก” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 16 กันยายน ค.ศ. 2025 ในพื้นที่ของทั้งสองประเทศ รวมถึงใกล้พรมแดนโปแลนด์และน่านน้ำทะเลบอลติกและทะเลแบเรนตส์ โดยมีการกระจายการฝึกในศูนย์ฝึก 41 แห่ง ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ปรากฏตัวในเครื่องแบบทหารในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดและระบุว่ามีกำลังพลเข้าร่วมราว 100,000 นาย พร้อมยุทโธปกรณ์นับหมื่นรายการ รวมถึงเครื่องบิน 33 ลำ และเรือรบ 247 ลำ ขณะเดียวกันเบลารุสเปิดเผยว่ามีกำลังพลเเพียง 7,000 นายเข้าร่วมในพื้นที่ของตน การซ้อมรบครั้งนี้มีผู้แทนจาก 25 ประเทศเข้าร่วม โดย 16 ประเทศส่งผู้แทนเข้าสังเกตการณ์ อาทิ อินเดีย อิหร่าน บังกลาเทศ บูร์กินาฟาโซ คองโก และมาลี จุดประสงค์หลักตามคำกล่าวของปูติน คือการฝึกซ้อมเพื่อป้องกันและขับไล่การรุกรานที่อาจเกิดขึ้นกับ “ยูเนียนสเตต” (Union State) หรือพันธมิตรระหว่างรัสเซียและเบลารุส และจุดยุทธศาสตร์ "ฉนวนซูวาลกี" ระหว่างโปแลนด์-ลิทัวเนียซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมต่อกับภูมิภาคคาลินินกราดของรัสเซีย ไฮไลต์ของการฝึกที่น่าจับตาได้แก่ แผนฝึกการประจำการอาวุธนิวเคลียร์ของเบลารุสและการซ้อมยิงขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงรุ่นใหม่"เซอร์คอน" (Zircon) จากเรือฟริเกตของรัสเซียในทะเลแบเรนตส์โดยถือเป็นการแสดงศักยภาพยุทโธปกรณ์ทางเรือขั้นสูงและเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลต่อประเทศแถบยุโรปและนาโต

โดยการยิงทดสอบขีปนาวุธ Zircon (3M22) ถูกดำเนินการจากเรือฟริเกตชั้น Admiral Gorshkov ในทะเลแบเรนตส์ ขีปนาวุธชนิดนี้มีความเร็วสูงสุดถึง 9 มัค (9,800–11,000 กม./ชั่วโมง) และระยะยิงประมาณ 1,000 กม. จุดเด่นของ Zircon คือความสามารถในการหลบหลีกระบบป้องกันขีปนาวุธของฝ่ายตรงข้าม มีคุณสมบัติเคลื่อนที่ในชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็ว เกิดพลาสมาแปรสภาพซึ่งรบกวนคลื่นเรดาร์และป้องกันการตรวจจับ ขีปนาวุธ Zircon สามารถติดหัวรบธรรมดาหรือหัวรบนิวเคลียร์ ใช้โจมตีเป้าหมายทั้งบนบกและในทะเล โดยเฉพาะการต่อต้านเรือบรรทุกเครื่องบิน ขีปนาวุธ Zircon จึงถือเป็นหนึ่งในยุทโธปกรณ์สำคัญที่กำลังเปลี่ยนสมดุลพลังของการรบทางทะเลในศตวรรษที่ 21

การซ้อมรบนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดกับนาโต โดยเปิดฉากเพียงสองวันหลังจากโปแลนด์ยิงโดรนรัสเซียที่ล้ำเข้าน่านฟ้า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชาติตะวันตกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยโปแลนด์เชื่อว่าการฝึกครั้งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อจำลองการยึด “ช่องแคบซูวาลกี” (Suwalki Gap) จุดยุทธศาสตร์สำคัญของโปแลนด์และนาโตโดยช่องแคบซูวาลกีถือเป็น “จุดอ่อนที่สุด” ของ NATO ในยุโรปตะวันออก หากเกิดความขัดแย้งรัสเซียสามารถใช้กำลังทหารจาก คาลินินกราดและเบลารุสโจมตีปิดล้อมทำให้รัฐบอลติก (เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย) ถูกตัดขาดจากการสนับสนุนทางบกของ NATO สำหรับรัสเซียหากสามารถควบคุมช่องแคบนี้ได้จะเปิดทางเชื่อมต่อทางบกโดยตรงระหว่างคาลินินกราดกับเบลารุสซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญ ช่องแคบซูวาลกีเป็นเส้นเลือดหลักของการส่งกำลังบำรุงจากยุโรปตะวันตกไปยังรัฐบอลติกการขู่โจมตีหรือกดดันบริเวณนี้เท่ากับเป็นการ ท้าทายความมั่นคงของ NATO โดยตรง รัสเซียใช้การซ้อมรบ เช่น “Zapad Exercises” ที่เบลารุสและรัสเซียจัดการเคลื่อนไหวกำลังใกล้ซูวาลกีเพื่อส่งสัญญาณว่าหากเกิดสงครามจริง NATO จะปกป้องรัฐบอลติกได้ยาก การซ้อมรรบดังกล่าวสร้างความกังวลต่อ NATO และประเทศเพื่อนบ้านเนื่องจากมีการทดสอบยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ เช่น จรวด Oreshnik ที่อาจมีศักยภาพนิวเคลียร์และการใช้โดรนกับเครื่องบินทิ้งระเบิด ขณะที่ทางการรัสเซียและเบลารุสอธิบายว่าเป็นการฝึกตอบโต้ภัยคุกคามและรักษา “ความสมบูรณ์ของรัฐสหภาพ” (Union State) นอกจากนี้ยังมีประเทศคู่มิตรอย่างอินเดียและอิหร่านเข้าร่วมหรือส่งผู้สังเกตการณ์ ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางทหารที่กว้างขึ้น ขณะที่ฝ่ายตะวันตกมองว่าเป็นการแสดงแสนยานุภาพและเพิ่มแรงกดดันต่อยุโรปตะวันออก

ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก แห่งเบลารุส ยืนยันว่ามีการเคลื่อนย้ายหัวรบนิวเคลียร์จำนวนหนึ่งจากรัสเซียมาประจำการในเบลารุสแล้ว และการฝึกซ้อมคือเพื่อสร้างศักยภาพในการตอบโต้โดยทันทีหากถูกโจมตี แผนฝึกแบ่งเป็นสองระยะระหว่างดินแดนรัสเซียและเบลารุส โดยมีการจำลองสถานการณ์การใช้ขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์โจมตีเป้าหมายในยุโรปตะวันออกและยุโรปกลาง ทั้งนี้เบลารุสได้เน้นย้ำว่าการฝึกนี้เป็น “มาตรการเชิงรุก” เพื่อเพิ่มศักยภาพตอบโต้และขยายขอบเขตการคุ้มครองอธิปไตยของสหภาพรัสเซียและเบลารุส การซ้อมรบและแผนประจำการนิวเคลียร์ในเบลารุสถือเป็นการส่งสารเชิงยุทธศาสตร์ต่อประเทศข้างเคียงและนาโต ตอกย้ำศักยภาพเกมรุกและการป้องปรามนิวเคลียร์ในภูมิภาคยุโรป สังคมยุโรปและนาโตแสดงความกังวลต่อการประจำการอาวุธนิวเคลียร์แบบนี้เพราะเป็นการขยายจุดยุทธศาสตร์และเพิ่มความตึงเครียดในยุโรปตะวันออก

ท่าทีของชาติพันธมิตรของรัสเซียต่อการซ้อมรบครั้งนี้
- จีนไม่ได้ส่งกำลังพลเข้าร่วมการซ้อมรบทางบก “Zapad 2025” กับรัสเซียและเบลารุสโดยตรง แต่ในปี 2025 นี้ จีนมีบทบาทสำคัญในความร่วมมือทางทหารกับรัสเซียผ่านการฝึกซ้อมรบร่วมทางทะเลภายใต้ชื่อ “Joint Sea-2025” และ “Maritime Interaction 2025” บริเวณทะเลญี่ปุ่นและญี่ปุ่น-วลาดิวอสต็อก กองทัพเรือจีนร่วมซ้อมรบกับรัสเซียในทะเลญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 1-5 สิงหาคม 2025 ที่ผ่านมาโดยเน้นความร่วมมือในด้านการต่อต้านเรือดำน้ำ ป้องกันทางอากาศ การช่วยชีวิตเรือดำน้ำ และการตอบสนองต่อภัยคุกคามทางทะเลร่วมกับรัสเซีย การซ้อมรบทางทะเลดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ เสริมสร้างความมั่นคงภูมิภาค และตอกย้ำพันธมิตรระหว่างสองประเทศ. จีนเน้นย้ำว่าไม่มีเป้าหมายต่อต้านประเทศใดโดยเฉพาะเป็นการขยายความร่วมมือด้านทหารและเสถียรภาพระหว่างชาติพันธมิตร ความร่วมมือทางทหารของจีนกับรัสเซียมีความลึกซึ้งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยจีนยังช่วยสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจให้รัสเซียท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตกหลังสงครามยูเครน จีนประกาศขยายความสัมพันธ์ทางทหารกับต่างชาติ พร้อมประณามการใช้อำนาจอย่างไร้หลักการในเวทีระหว่างประเทศ จีนจึงมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ควบคู่กับรัสเซียผ่านความร่วมมือทางทะเลในปี 2025 แม้จะไม่เข้าร่วมซ้อมรบภาคพื้นดิน “Zapad 2025” โดยตรง

- อินเดีย ส่งทหาร 65 นายเข้าร่วมการซ้อมรบ พร้อมยืนยันผ่านกระทรวงกลาโหมว่าเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือและความไว้ใจระดับทวิภาคีกับรัสเซีย อินเดียยืนยันความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับรัสเซียแม้จะเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐและยุโรป ระบุชัดว่าการเข้าร่วมซ้อมรบเป็นมาตรการรักษาสมดุลทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาค ไม่ใช่เลือกข้างในความขัดแย้ง

- อิหร่านร่วมซ้อมรบทั้งในรัสเซียและจัดซ้อมรบทางทะเลกับรัสเซียอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงความไว้วางใจและเสริมสร้างศักยภาพกองทัพร่วม ผู้นำอิหร่านเน้นย้ำเป้าหมายประสานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับรัสเซีย เพื่อตั้งรับแรงกดดันจากนาโตและสหรัฐ

- บังกลาเทศ บูร์กินาฟาโซ คองโก มาลี ทั้ง 4 ประเทศมีท่าทีเชิงสัญลักษณ์ในการส่งทหารเข้าร่วมการซ้อมรบ แสดงการยอมรับรัสเซียในเครือข่ายพันธมิตรทางทหาร การเข้าร่วม "Zapad 2025" ถือเป็นเวทีสร้างสัมพันธภาพกับมหาอำนาจและยกระดับศักยภาพกองทัพประเทศตนเองด้วยเทคโนโลยีและยุทธวิธีของรัสเซีย ผู้นำบางประเทศ เช่น บูร์กินาฟาโซและมาลี มองว่านี่เป็นโอกาสยกระดับกองทัพท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงภายในและเพื่อสร้างพันธมิตรต่างชาติที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทุกประเทศที่กล่าวมานี้ล้วนให้ความสำคัญกับความร่วมมือทางยุทธศาสตร์กับรัสเซีย ทั้งในฐานะพันธมิตรและในมิติการปรับปรุงขีดความสามารถทางทหารของรัฐ

ท่าทีของนาโตและสหรัฐฯ นาโตและสหรัฐฯ มีท่าทีกังวลและตอบโต้การซ้อมรบรัสเซีย-เบลารุส "Zapad 2025" อย่างจริงจังโดยมองว่าเป็นการแสดงกำลังที่เพิ่มความตึงเครียดในยุโรปตะวันออก และเป็นภัยต่อความมั่นคงภูมิภาค โดยมีท่าทีและการตอบโต้ดังนี้

- รัฐบาลโปแลนได้ตอบโต้โดยประกาศปิดพรมแดนติดเบลารุสอย่างไม่มีกำหนด โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงท่ามกลางการซ้อมรบที่ถูกมองว่า “ก้าวร้าว” และปัญหาสงครามลูกผสมจากการผลักดันผู้อพยพผิดกฎหมายเข้าสู่ยุโรป พร้อมกันนี้ยังสั่งตรึงกำลังทหารกว่า 40,000 นายไว้ตามแนวชายแดนและขอให้ NATO ช่วยเสริมกำลังป้องกันทางอากาศนอกจากนี้การปิดพรมแดนยังกระทบเส้นทางการค้าสำคัญของจีนเข้าสู่ยุโรป จนโปแลนด์ต้องอธิบายต่อจีนว่าประเด็นด้านความมั่นคงมีความสำคัญเหนือกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในสถานการณ์ปัจจุบัน

- นาโตจัดการซ้อมรบแสดงแสนยานุภาพทางทหารในโปแลนด์ ภายใต้รหัส "Iron Gate" และ "Iron Defender" เพื่อเตรียมปกป้องอธิปไตยชาติสมาชิก โดยมีกองทัพสหรัฐฯร่วมส่งกำลังเช่น รถถัง เฮลิคอปเตอร์ และเครื่องบินขับไล่ ตอบรับการโจมตีโดรนรัสเซียที่เข้าล้ำเขตน่านฟ้าโปแลนด์-โรมาเนียด้วยการประชุมมาตรา 4 เพื่อเสริมกำลังทหารและอาวุธตรึงชายแดน นอกจากนี้ยังได้ส่งตัวแทนจากตุรกีและฮังการี เข้าชมการซ้อมรบ "Zapad 2025" พร้อมตัวแทนจากสหรัฐฯและประเทศอื่น ๆ รวม 23 ประเทศ เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

- สหรัฐฯ ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูง 2 คน เข้าร่วมชมซ้อมรบร่วมกับรัสเซียและเบลารุสที่เมืองโบริซอฟแสดงถึงความพยายามรักษาช่องทางการสื่อสารแม้สถานการณ์ความสัมพันธ์โดยรวมตึงเครียด นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังได้สนับสนุนกองกำลังนาโตและโปแลนด์โดยส่งเครื่องบินรบเข้าปกป้องน่านฟ้าและเตรียมส่งอาวุธมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ให้ยูเครนเพื่อรับมือกับรัสเซีย และยังแสดงความกังวลว่าการซ้อมรบขนาดใหญ่ซึ่งรวมถึงการฝึกใช้อาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกเป็นการส่งสัญญาณเตือนความขัดแย้งที่อาจลุกลามเป็นสงครามได้  โดยสรุป 
ท่าทีของนาโตและสหรัฐฯ ต่อการซ้อมรบ "Zapad 2025" คือ การเตรียมพร้อมตอบโต้และเสริมกำลังทหารในภูมิภาคอย่างเข้มข้นเพื่อปกป้องพันธมิตรและรักษาเสถียรภาพระหว่างประเทศ

บทสรุป การซ้อมรบ “Zapad 2025” ซึ่งเป็นการฝึกซ้อมใหญ่ระหว่างรัสเซียและเบลารุสในปี 2025 ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สะท้อนถึงความตึงเครียดในยุโรปตะวันออกอย่างชัดเจน การซ้อมรบใช้กำลังทหารกว่าแสนคน พร้อมปฏิบัติการยิงขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง รวมถึงการประจำการอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีที่เบลารุสเป็นเครื่องมือสร้างความพร้อมตอบโต้ภัยคุกคาม ประเทศพันธมิตรหลายชาติ เช่น อินเดีย อิหร่าน บังกลาเทศ และชาติแอฟริกาต่างเข้าร่วมแสดงท่าทีสนับสนุน หรือใช้เวทีนี้สร้างความร่วมมือทางทหารกับรัสเซีย 

ขณะที่จีนมีบทบาทสำคัญในการซ้อมรบร่วมทางทะเลกับรัสเซีย ตอกย้ำพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ในขณะเดียวกัน นาโตและสหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยการเสริมกำลังในโปแลนด์และภูมิภาคใกล้เคียง เตรียมพร้อมรับมือความตึงเครียดและภัยคุกคาม พร้อมส่งตัวแทนติดตามซ้อมรบอย่างใกล้ชิด ทั้งยังสนับสนุนยูเครนด้วยอาวุธขั้นสูง ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนภาพความขัดแย้งและการแข่งขันทางทหารที่ยังคงดำเนินต่อไป โดยรวม การซ้อมรบ “Zapad 2025” ไม่เพียงเป็นการฝึกทหารและแสดงศักยภาพทางทหารของรัสเซียและพันธมิตรแต่ยังเป็นสัญญาณทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของยุโรปและระบบระหว่างประเทศในปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง

‘รัสเซีย’ ยืนหนึ่งครอง ‘ยูเรเนียม’ มากสุดในโลก แม้สหรัฐฯ มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่สุด แต่ยังต้องพึ่งรัสเซีย

(22 ก.ย. 68) รัสเซียยังคงครองความเป็นผู้นำตลาดยูเรเนียมโลก โดยนายคิริล โคมารอฟ (Kirill Komarov) รองผู้อำนวยการใหญ่รัฐวิสาหกิจ Rosatom เปิดเผยว่า ส่วนแบ่งตลาดยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของรัสเซียสูงเกือบ 40% ทำให้ยังคงเป็นผู้เล่นอันดับหนึ่งของโลก แม้ชาติตะวันตกพยายามหาทางลดการพึ่งพารัสเซียแต่ยังคงไม่สำเร็จ

นอกจากนี้ โคมารอฟ ยังระบุว่า แม้สหรัฐฯ จะมีขีดความสามารถด้านพลังงานนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก ราว 100 กิกะวัตต์ แต่ก็ยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของรัสเซียอย่างมาก สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลและความสำคัญของรัสเซียในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์โลก

รัสเซียจวกยุโรป ‘สร้างโลกคู่ขนาน’ ในยูเอ็น บิดเบือนความจริงไม่ยอมรับ ‘ยูเครน’ พ่ายในสนามรบ

(24 ก.ย. 68) รัสเซียออกโรงวิจารณ์ยุโรปกลางที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN) โดยนายดมิทรี โปลยานสกี (Dmitry Polyanskiy) รองเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติ กล่าวหาว่าประเทศผู้สนับสนุนยูเครนในยุโรปกำลังสร้าง “โลกคู่ขนาน” ให้ยูเอ็นเห็นว่า ยูเครนไม่ได้กำลังพ่ายแพ้ในสนามรบ

นายดมิทรี โปลยานสกี ย้ำว่าภาพที่ยุโรปพยายามนำเสนอเป็นเพียง “ภาพบิดเบือน” ของสถานการณ์จริง ซึ่งแตกต่างจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสนามรบอย่างสิ้นเชิง

โดยก่อนหน้านี้ วิคเตอร์ ออร์บาน (Viktor Orbán) นายกรัฐมนตรีฮังการี ออกมายืนยันว่า รัสเซียเป็นฝ่ายชนะเรียบร้อยแล้วในความขัดแย้งกับยูเครน และตอนนี้มันขึ้นอยู่กับตะวันตก ว่าจะยอมรับความเป็นจริงนี้หรือไม่

ทั่วโลกจับตา!! ‘ปาเลสไตน์’ ยกระดับบทบาทบนเวทีนานาชาติ หลังยื่นใบสมัครขอเข้ากลุ่ม BRICS ร่วมกับ ‘รัสเซีย-จีน’

(26 ก.ย. 68) ปาเลสไตน์ประกาศยื่นสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของกลุ่ม BRICS แต่ยังไม่ได้รับคำตอบอย่างเป็นทางการจากประเทศสมาชิก ส่งผลให้ปาเลสไตน์จึงยังคงเข้าร่วมการประชุมในฐานะแขกรับเชิญ โดยเอกอัครราชทูตปาเลสไตน์ประจำรัสเซีย ระบุว่าการเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบยังติดเงื่อนไขบางประการที่ต้องรอเวลาและสถานการณ์ที่เหมาะสม

สำหรับกลุ่ม BRICS ก่อตั้งขึ้นในปี 2006 โดยเริ่มจากบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ต่อมาได้มีการขยายสมาชิกเพิ่ม ได้แก่ อียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในปี 2024 รวมถึงอินโดนีเซียที่เข้าร่วมอย่างเป็นทางการในปี 2025 ขณะนี้การสมัครของปาเลสไตน์จึงถูกจับตาว่าอาจเป็นอีกก้าวสำคัญต่อการยกระดับบทบาทในเวทีโลก

‘รัสเซีย’ เตือน ‘ยูเครน’ อย่าเมินการร่วมโต๊ะเจรจา ย้ำยิ่งคุยกันช้า…ยิ่งทำให้เคียฟเป็นฝ่ายเสียเปรียบเอง

(29 ก.ย. 68) รัสเซียยืนยันว่ายังไม่ได้รับสัญญาณใด ๆ จากยูเครนเกี่ยวกับการกลับมาเจรจาสันติภาพ โดย ดมิตรี เปสคอฟ (Dmitry Peskov) โฆษกประจำทำเนียบเครมลิน ระบุว่า ฝ่ายรัสเซียยังคงเปิดกว้างต่อการพูดคุย แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีท่าทีจากเคียฟเลยแม้แต่น้อย

สำหรับการเจรจารอบล่าสุดเกิดขึ้นที่อิสตันบูลเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2025 ทั้งสองฝ่ายตกลงแลกเปลี่ยนเชลยที่เจ็บป่วยหรือบาดเจ็บร้ายแรง และรัสเซียยังได้เสนอให้ยูเครนตั้งคณะทำงานด้านการเมือง มนุษยธรรม และการทหารเพื่อหารือออนไลน์ แต่ยูเครนยังไม่ตัดสินใจ ต่อมาในเดือนกันยายน รัสเซียยอมรับว่ากระบวนการเจรจาอยู่ในภาวะชะงักงัน

เปสคอฟระบุว่า ยูเครนอาจจงใจไม่ขยับ เพื่อแสดงต่อผู้สนับสนุนในยุโรปว่ายังพร้อมสู้ต่อไป แต่เปสคอฟย้ำว่า “ยิ่งปล่อยให้การเจรจาล่าช้า ตำแหน่งต่อรองของยูเครนก็จะยิ่งแย่ลง”

‘สหรัฐฯ’ เล็งต่อยอดแผนสันติภาพกาซา 20 ข้อ ใช้ในการเจรจาวิกฤติสงคราม ‘ยูเครน-รัสเซีย’

(1 ต.ค. 68) สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนทรัมป์ประจำตะวันออกกลาง เปิดเผยว่า แผนสันติภาพของโดนัลด์ ทรัมป์ ร่วมกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู เพื่อยุติการปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาแบบทันที ถูกมองว่าเป็นแผนที่ก้าวหน้า และอาจสร้างแรงกระเพื่อมไปสู่การเจรจาสันติภาพในยูเครนด้วย

ทรัมป์เผยแพร่แผน 20 ข้อเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันที ซึ่งมีเงื่อนไขว่าต้องปล่อยตัวตัวประกันภายใน 72 ชั่วโมง และกำหนดว่า ฮามาสและกลุ่มอื่น ๆ ต้องไม่เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารฉนวนกาซา ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม

นอกจากนี้ แผนดังกล่าวระบุให้การควบคุมฉนวนกาซาถูกมอบให้แก่เจ้าหน้าที่เทคนิค ภายใต้การกำกับขององค์กรระหว่างประเทศที่ทรัมป์เป็นหัวหน้าเอง ซึ่งวิตคอฟฟ์หวังว่าแนวทางนี้อาจสร้างโมเดลสันติภาพที่สามารถขยายผลไปยังภูมิภาคอื่น รวมถึงสถานการณ์ระหว่างรัสเซียและยูเครน

‘จีน–รัสเซีย’ ปิดดีลสร้างท่อก๊าซยักษ์ Power of Siberia 2 ทำยุทธศาสตร์ยูเรเชียของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ พังทลาย

(1 ต.ค. 68) จีนและรัสเซียบรรลุข้อตกลงสร้างท่อก๊าซ Power of Siberia 2 หลังเจรจายืดเยื้อมานาน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มปริมาณส่งออกก๊าซรัสเซียไปยังจีนเกือบสองเท่า หรือราว 100,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ด้วยราคาที่ถูกกว่ายุโรป ข้อตกลงนี้สะท้อนถึงความล้มเหลวของยุทธศาสตร์ใหญ่ด้านยูเรเชียของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่หวังใช้รัสเซียถ่วงดุลจีน แต่ไม่สามารถบรรลุได้

สาเหตุสำคัญเกิดจากการที่ทรัมป์ไม่สามารถบีบให้ยูเครนยอมอ่อนข้อให้รัสเซียได้ ขณะเดียวกันการที่นาโต้ (NATO) มีแนวโน้มขยายบทบาทในยูเครนยิ่งทำให้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เลือกหันไปพึ่งพาจีนมากขึ้น ความเคลื่อนไหวนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอินเดีย หลังนโยบายกีดกันทางการค้าของทรัมป์ผลักดันให้อินเดียหันกลับไปปรับความสัมพันธ์กับจีน

การปรับท่าทีของอินเดียช่วยลดความกังวลต่อความร่วมมือด้านพลังงานจีน–รัสเซีย ที่เดิมอาจทำให้รัสเซียเสียสมดุลต่อปักกิ่ง โดยความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเปิดทางให้มอสโกปิดดีลท่อก๊าซกับจีนได้อย่างมั่นใจโดยไม่ต้องกังวลว่าอินเดียจะใกล้ชิดกับสหรัฐฯ มากเกินไป อีกทั้งยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนขั้วความร่วมมือในภูมิภาค

ทั้งนี้ ผลลัพธ์คือยุทธศาสตร์ยูเรเชียของทรัมป์ล้มเหลวแบบไม่เป็นท่า ทั้งในมิติรัสเซียและอินเดีย ทำให้จีน–รัสเซียใกล้ชิดขึ้น และอินเดียเองก็เริ่มหันมาประสานกับจีนมากขึ้น สถานการณ์นี้เร่งให้เกิดความเป็นพหุขั้ว (multipolarity) ที่ลดอิทธิพลของสหรัฐฯ ลงในภูมิภาค

‘เวเนซุเอลา’ ลงมติรับรอง ‘สนธิสัญญายุทธศาสตร์’ เดินหน้ากระชับพันธมิตรแนบแน่นกับ ‘รัสเซีย’

(2 ต.ค. 68) เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavov) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เข้าหารือกับอีวาน กิล (Yván Gil) รัฐมนตรีต่างประเทศเวเนซุเอลา ระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ สมัยที่ 80 ที่นครนิวยอร์ก ทั้งสองฝ่ายย้ำมุมมองร่วมกันต่อประเด็นสำคัญของโลก และหารือถึงการประสานงานนโยบายต่างประเทศในเวทีพหุภาคี โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเพื่อปกป้องกฎบัตรสหประชาชาติ

ลาฟรอฟเน้นย้ำว่าไม่อาจยอมรับมาตรการบีบบังคับใด ๆ ต่อรัฐอธิปไตย พร้อมแสดงจุดยืนสนับสนุนผู้นำเวเนซุเอลาท่ามกลางแรงกดดันจากภายนอก ขณะที่สหรัฐฯ ถูกกล่าวหาว่ากำลังใช้ข้ออ้างปราบปรามการค้ายาเสพติดเพื่อโค่นอำนาจรัฐบาลของประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร โดยล่าสุดสหรัฐฯ ได้ส่งเรือรบเข้าประชิดชายฝั่งเวเนซุเอลา ขณะที่รัสเซียและจีนประกาศพร้อมช่วยปกป้องหากเกิดการรุกราน

ในด้านเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ รัฐสภาเวเนซุเอลาลงมติรับรอง “สนธิสัญญาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และความร่วมมือ” (Strategic Partnership and Cooperation Treaty) กับรัสเซียแล้ว ก่อนจะส่งต่อให้ประธานาธิบดีมาดูโรลงนาม ข้อตกลงนี้ถูกลงนามครั้งแรกโดยประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีมาดูโร เมื่อ 7 พฤษภาคม 2025 ที่กรุงมอสโก ระหว่างที่มาดูโรเข้าร่วมพิธีรำลึก 80 ปีแห่งชัยชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเสริมสร้างพันธมิตรเพื่อต่อต้าน “ชาติตะวันตก”

แม้รายละเอียดฉบับเต็มยังไม่เปิดเผย แต่รายงานระบุว่า สนธิสัญญามีระยะเวลา 10 ปี ครอบคลุมความร่วมมือหลายด้าน ทั้งพลังงาน การพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซใหม่ ความมั่นคงและเทคนิคทางทหาร รวมถึงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์รัสเซียให้แก่เวเนซุเอลา ด้านรัสเซีย นายเซอร์เกย์ รีอาบคอฟ (Sergei Ryabkov) รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศ แสดงความยินดีและย้ำว่ารัฐสภารัสเซียจะเร่งให้ความเห็นชอบเช่นกัน

การค้าระหว่างสองประเทศขยายตัวต่อเนื่อง โดยปี 2024 มีมูลค่ากว่า 270 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 70% จากปีก่อนหน้า เวเนซุเอลายังนำเข้าน้ำมัน อาวุธ และสินค้าเกษตรจากรัสเซียจำนวนมาก ขณะที่รัสเซียลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และระบบดาวเทียม GLONASS เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเวเนซุเอลา การเผชิญหน้าระหว่างเวเนซุเอลากับสหรัฐฯ จึงถูกจับตาว่าอาจกลายเป็นชนวนเผชิญหน้าระดับภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ที่ดึงรัสเซียและจีนเข้ามามีบทบาทโดยตรง

‘ทรัมป์’ อนุมัติข่าวกรอง-อาวุธจัดเต็ม!! ให้ยูเครน โจมตีเป้าหมายหลัก ‘โครงสร้างพลังงาน’ ของรัสเซีย

(2 ต.ค. 68) สหรัฐฯ อนุมัติให้หน่วยข่าวกรองและกองทัพสหรัฐฯ ส่งข้อมูลข่าวกรองให้ยูเครน เพื่อนำไปใช้โจมตีเป้าหมายสำคัญด้านพลังงานของรัสเซียที่อยู่ลึกเข้าไปในประเทศ โดยรายงานของ The Wall Street Journal อ้างคำให้สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า วอชิงตันยังประสานกับประเทศสมาชิกนาโตให้สนับสนุนข้อมูลข่าวกรองในลักษณะเดียวกันด้วย

นอกจากนี้ สหรัฐฯ กำลังพิจารณาจัดหาอาวุธให้ยูเครนเพิ่มเติม เช่น ขีปนาวุธ Tomahawk และ Barracuda รวมถึงขีปนาวุธอื่นที่มีระยะยิงประมาณ 500 ไมล์ (804 กิโลเมตร) เพื่อเพิ่มความสามารถในการโจมตีเป้าหมายสำคัญของรัสเซียในระยะไกล

อย่างไรก็ตามทางฝั่งรัสเซียระบุว่า การส่งอาวุธให้ยูเครนจะทำให้ความขัดแย้งบานปลาย และถือว่าประเทศสมาชิกนาโตเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เตือนว่า ทุกภารกิจขนส่งอาวุธไปยังยูเครนจะถือเป็นเป้าหมายที่รัสเซียมีสิทธิ์โจมตีได้ตามกฎหมายสงคราม

‘สหรัฐฯ–G7’ กดดัน ‘ตุรกี’ หยุดซื้อพลังงานรัสเซีย ‘แอร์โดอัน’ ไม่สน!! ยืนกรานซื้อน้ำมันและก๊าซเครมลินต่อไป

(6 ต.ค. 68) สหรัฐฯ และกลุ่มประเทศ G7 กำลังเพิ่มแรงกดดันให้ตุรกีหยุดนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากรัสเซีย โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงขั้นกล่าวชื่นชมประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdoğan) ระหว่างพบกันที่ทำเนียบขาว แต่ก็ตามมาด้วยเงื่อนไขสำคัญ คือขอให้ตุรกีเลิกพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย อย่างไรก็ตาม ตุรกีก็ยังคงไม่แสดงท่าทีตอบสนองต่อข้อเรียกร้องนี้

ความจริงแล้ว ตุรกีเป็นประเทศที่พึ่งพาพลังงานจากรัสเซียในระดับสูงมาก โดยปีที่ผ่านมา 66% ของน้ำมันนำเข้าและ 41% ของก๊าซธรรมชาติมาจากรัสเซีย ตัวเลขนี้สะท้อนถึงการที่ตุรกีได้ประโยชน์จากราคาที่ถูกลง หลังรัสเซียถูกสหภาพยุโรปคว่ำบาตรจากสงครามยูเครน การหยุดซื้อพลังงานจากรัสเซียจึงเสี่ยงต่อทั้งความมั่นคงด้านพลังงานและต้นทุนทางเศรษฐกิจของตุรกี

ถึงอย่างนั้น แอร์โดอันก็กำลังใช้กลยุทธ์ “กระจายความเสี่ยง” โดยรัฐวิสาหกิจ BOTAS เพิ่งลงนามสัญญาระยะยาวกับบริษัท Mercuria ของสหรัฐฯ และ Woodside Energy ของออสเตรเลีย รวมทั้งมีข้อตกลงกับอียิปต์ แอลจีเรีย กาตาร์ และไนจีเรีย เพื่อเพิ่มสัดส่วนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและพลังงานในประเทศ แม้ปัจจุบันเชื้อเพลิงฟอสซิลยังครองสัดส่วนกว่า 80%

นอกจากน้ำมันและก๊าซ ตุรกียังพึ่งพารัสเซียในด้านพลังงานอื่น เช่น เหมาถ่านหินลิกไนต์ (Lignite) กว่า 40% และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Akkuyu ที่รัสเซียเป็นผู้สร้าง แม้โครงการล่าช้าเพราะถูกคว่ำบาตร แต่คาดว่าจะเปิดเดินเครื่องบางส่วนได้ในปีหน้า ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าตุรกีกำลังเดินเกม “สมดุล” ระหว่างการรักษาความมั่นคงทางพลังงานในราคาที่คุ้มค่า และแรงกดดันจากชาติตะวันตกที่ต้องการบีบให้แยกห่างจากรัสเซีย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top