Friday, 5 June 2026
รัฐธรรมนูญใหม่

ประชามติผ่าน แต่ศึก ‘รัฐธรรมนูญใหม่’ เพิ่งเริ่ม: ไทยอาจวุ่นวายเรื่องรัฐธรรมนูญไปอีกพักใหญ่

ผลประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในคำถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” สะท้อนเสียงข้างมากที่ต้องการ “เริ่มต้น” กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ในทางการเมือง ผล “เห็นชอบ” ไม่ได้แปลว่าประเทศจะได้รัฐธรรมนูญใหม่โดยราบรื่นทันที เพราะข้อถกเถียงหลัก ๆ ของฝ่ายไม่เห็นชอบ—ตั้งแต่เรื่องความคุ้มค่าของงบประมาณ ไปจนถึงความกังวลต่อสาระที่อาจถูก “ยัดไส้”—จะถูกยกขึ้นมาปะทะกับฝ่ายสนับสนุนตลอดทั้งกระบวนการ 2–3 ปีข้างหน้า (หรือยาวกว่านั้น)
หมายเหตุ: ตัวเลขผลคะแนนในบทความนี้ยึดตามผลรายงาน “อย่างไม่เป็นทางการ” ของสื่อ ณ วันที่เผยแพร่รายงานข่าว ซึ่งอาจมีการปรับได้เมื่อมีการรับรองผลอย่างเป็นทางการ

ภาพรวมผล: ‘เห็นชอบ’ ชนะ แต่ช่องว่างความคิดยังใหญ่
สื่อรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการว่า ฝ่าย ‘เห็นชอบ’ ได้ 19,885,709 คะแนน ฝ่าย ‘ไม่เห็นชอบ’ ได้ 10,503,475 คะแนน และ ‘ไม่แสดงความเห็น’ 2,879,773 คะแนน (รายงานโดย THE STANDARD ทีมงาน เมื่อ 9 ก.พ. 2569)
ไทยพีบีเอสสรุปภาพรวมว่า ‘เห็นชอบ’ อยู่ราว 60% ซึ่งเพียงพอให้ “เปิดทาง” ไปสู่ขั้นตอนถัดไปของการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ทำไม ‘เห็นชอบ’ แล้วก็ยังไม่จบ
คำถามประชามติรอบแรกเป็นเพียง “ไฟเขียวให้เริ่มกระบวนการ” ไม่ใช่การตัดสินเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังจากนี้ยังมีโจทย์ใหญ่ 3 ชั้นที่ทำให้ความวุ่นวายทางการเมืองมีแนวโน้มลากยาว:
•    ต้องออกแบบ “กติกาการเขียน” ก่อน: รัฐสภาชุดใหม่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเดิม (เช่น มาตรา 256) เพื่อกำหนดวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และที่มาของผู้ยกร่าง
•    ต้องทำประชามติอีก 2 ครั้ง: (ครั้งที่ 2) รับรองกรอบ/วิธีการร่าง และ (ครั้งที่ 3) รับรองร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนประกาศใช้
•    แต่ละขั้นคือสนามต่อรอง: โครงสร้าง ‘สภาร่างฯ/คณะกรรมการยกร่าง’ วิธีคัดเลือกตัวแทน ขอบเขตการแก้ไข และบทเฉพาะกาล ล้วนเป็นหัวข้อที่ฝ่ายไม่เห็นชอบจะขอ “ล็อก” ขณะที่ฝ่ายเห็นชอบจะขอ “เปิดพื้นที่”

ไทยพีบีเอสอ้างถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 และอธิบายชัดว่าเส้นทางสู่รัฐธรรมนูญใหม่ต้องผ่านประชามติรวม 3 ครั้ง ขณะเดียวกัน Reuters ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญประเมินกระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลา ‘อย่างน้อย’ 2 ปี

ข้อถกเถียงจากฝ่ายไม่เห็นชอบ (และคำตอบที่ฝ่ายเห็นชอบต้องมี)
ด้านล่างคือ “เหตุผลของฝ่ายไม่เห็นชอบ” ที่พบทั้งจากการรณรงค์บนโลกออนไลน์ (The Active/ไทยพีบีเอส) และจากเอกสารข้อมูลประกอบการออกเสียงของ กกต. (คู่มือประชาชน) โดยจัดวางเป็นข้อถกเถียงหลัก:

1) ‘รัฐธรรมนูญ 2560 ดีอยู่แล้ว/ปราบโกง’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: กลุ่มไม่เห็นชอบจำนวนหนึ่งมองว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันผ่านประชามติปี 2559 และออกแบบมาเพื่อคุมทุจริต จึงไม่จำเป็นต้องรื้อทั้งฉบับ.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: ฝ่ายเห็นชอบโต้ว่า แม้ผ่านประชามติ แต่การร่างเกิดขึ้นในบริบทการเมืองที่ถูกวิจารณ์เรื่องเสรีภาพการรณรงค์ และโครงสร้างบางส่วนทำให้สถาบันที่ไม่ได้ยึดโยงประชาชนมีอำนาจสูง—จึงต้องคืนกระบวนการให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น

2) ‘แก้รายมาตราดีกว่า ไม่ต้องร่างใหม่ทั้งฉบับ’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: ฝ่ายไม่เห็นชอบเสนอให้แก้เฉพาะมาตราที่มีปัญหา เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนกติกาครั้งใหญ่.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: ฝ่ายเห็นชอบตอบว่า ‘แก้รายมาตรา’ ถูกพยายามมาหลายครั้งแต่ติดเงื่อนไขเสียงเห็นชอบในรัฐสภา และบางปัญหาเชื่อมโยงกันทั้งระบบ ทำให้การแก้ทีละจุดอาจไม่พอ

3) ‘สิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะต้องทำประชามติหลายครั้ง’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: ข้อกังวลเรื่องต้นทุนถูกพูดถึงอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อกระบวนการกำหนดให้ทำประชามติรวม 3 ครั้ง.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบด้วยแผนลดต้นทุนและเพิ่มความคุ้มค่า เช่น วางปฏิทินให้ชัด ลดความซ้ำซ้อน และทำให้การมีส่วนร่วมจริง เพื่อให้สังคมรู้สึกว่า ‘จ่ายแล้วได้กติกาที่ดีขึ้น’

4) ‘ร่างใหม่ทั้งฉบับอาจทำให้ความขัดแย้งมากกว่าแก้เพิ่มเติม’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: เอกสาร กกต. ระบุข้อเสียว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตรา เพราะประเด็นที่จะถกเถียงเปิดกว้างกว่า.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: ฝ่ายเห็นชอบจึงต้องเสนอ “กลไกจัดการความขัดแย้ง” เช่น หลักเกณฑ์การรับฟังที่โปร่งใส วงดีเบตที่เป็นธรรม และการสื่อสารสาธารณะให้เข้าใจตรงกัน เพื่อลดการปะทะจากข้อมูลผิด/ครึ่งเดียว

5) ‘ตีเช็คเปล่า/ไม่รู้เนื้อหาจะถูกยัดไส้’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: บางกลุ่มมองว่าการกา ‘เห็นชอบ’ คือการให้สิทธิฝ่ายการเมืองไปเขียนกติกาใหม่โดยยังไม่รู้สาระจริง.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: คำตอบที่จำเป็นคือ “การออกแบบกระบวนการ” เช่น กำหนดองค์ประกอบผู้ยกร่างให้หลากหลาย เปิดเผยร่างเป็นช่วง ๆ และมีกติกาควบคุมความโปร่งใส เพื่อให้สังคมตรวจสอบได้ตลอดทาง

6) ‘กังวลกระทบประเด็นอ่อนไหว (เช่น หมวด 1–2 หรือการเปลี่ยนแปลงการปกครอง)’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: บนโลกออนไลน์มีการโยงว่า รัฐธรรมนูญใหม่อาจพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือแตะประเด็นอ่อนไหวอื่น ๆ.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: ฝ่ายเห็นชอบมักโต้ว่า รัฐธรรมนูญปัจจุบันมีข้อห้ามเรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ/ระบอบ และหลายพรรคที่สนับสนุนการทำรัฐธรรมนูญใหม่ก็ประกาศไม่แตะหมวด 1–2 แต่ข้อกังวลนี้จะยังถูกหยิบมาใช้ในการต่อรอง “กรอบการร่าง” แน่นอน

7) ‘ควรแก้ปัญหาปากท้องก่อน ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: ฝ่ายไม่เห็นชอบจำนวนหนึ่งมองว่าประเด็นเศรษฐกิจและค่าครองชีพเร่งด่วนกว่า.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: ฝ่ายเห็นชอบต้องอธิบายว่า ‘กติกาการเมือง’ กับ ‘นโยบายปากท้อง’ แยกกันไม่ขาด เพราะกติกากำหนดเสถียรภาพรัฐบาล ระบบตรวจสอบ และความสามารถในการผลักดันนโยบายระยะยาว

ความชอบธรรมไม่ได้จบที่ผลโหวต แต่มาจบที่ “ความเข้าใจร่วมกัน” หลังประชามติรัฐธรรมนูญ: เมื่อความชอบธรรมต้องชนะด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ตัวเลข

ผลประชามติรอบแรกว่าด้วย “ควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ออกมาค่อนข้างชัด - นับแล้ว 94% ฝ่าย “เห็นชอบ” 19,882,882 เสียง “ไม่เห็นชอบ” 10,502,889 เสียง ผู้มาใช้สิทธิ 34,137,009 คน (64.50%) ตามรายงานของ Thai PBS.
แต่ถ้าตีความว่า “ชนะแล้วจบ” เราจะพลาดบทเรียนใหญ่ที่สุดของการเมืองไทย: ความชอบธรรมของกติกา ไม่ได้เกิดจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว มันเกิดจาก “ความเข้าใจร่วมกัน” ว่ากำลังทำอะไร ทำไปเพื่ออะไร ใครได้เสียอะไร และยอมรับกติกาเดียวกันในการเดินต่อ - แม้เมื่อเห็นต่าง

1) ผลโหวตคือ “ใบอนุญาตเริ่มต้น” ไม่ใช่ “ใบปิดเกม”
การได้เสียงข้างมากให้เดินหน้ารัฐธรรมนูญใหม่ เป็นแค่การยืนยันว่า “ประชาชนส่วนใหญ่ให้เริ่มกระบวนการ” แต่กระบวนการนี้ยังยาว และยังมีด่านที่ต้องกลับไปถามประชาชนอีก ตามรายงานของ Reuters ว่าจะมี “อีก 2 ประชามติ” สำหรับกรอบการยกร่างและการรับรองร่างสุดท้าย และทั้งกระบวนการอาจกินเวลาอย่างน้อย 2 ปี
เมื่อเกมยังยาว “เสียงไม่เห็นชอบ” ระดับสิบล้านเสียงจึงไม่ใช่ตัวเลขที่แพ้แล้วหายไป แต่คือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ถ้าไม่ถูกพาให้ “เข้าใจ” และ “ยอมรับความเป็นธรรมของกระบวนการ” ก็มีพลังพอจะทำให้ทุกด่านถัดไปติดหล่มได้

2) จุดที่ทำให้ไทยยังไม่เกิด “ความเข้าใจร่วมกัน” (และจะกลายเป็นระเบิดเวลาทางการเมือง)
ความเข้าใจร่วมกันพัง ไม่ใช่เพราะคนไทยคิดไม่เหมือนกัน (นั่นเป็นเรื่องปกติ) แต่เพราะ “ฐานข้อมูลร่วม” และ “ภาษากลาง” ยังไม่แข็งแรงพอ โดยเฉพาะ 3 จุดนี้

(ก) คำถามเดียว - แต่ความหมายในหัวคนละเรื่อง
คำว่า “จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” กับ “แก้ไขทั้งฉบับ” หลายคนใช้แทนกัน แต่จริง ๆ กระบวนการและนัยทางอำนาจต่างกันมาก จนมีการชี้ว่าเอกสารข้อมูลบางชุดใช้ถ้อยคำปะปน เสี่ยงทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน
ถ้าฐานความเข้าใจยังไม่ตรงกันตั้งแต่ต้น ต่อให้ผ่านประชามติ ก็จะทะเลาะกันต่อว่า “สรุปตอนนั้นประชาชนอนุมัติอะไรแน่”

(ข) ประชาชนจำนวนมากยังงงว่า “ต้องทำประชามติกี่ครั้ง”
บางการสรุประบุเป็น 2 ครั้ง บางการสรุประบุเป็น 3 ครั้ง - และแต่ละแบบนำไปสู่ความคาดหวังคนละชุดทันที จนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตอบคำถามเรื่อง “ขั้นตอน” อยู่เรื่อย ๆ
ความสับสนแบบนี้คือเชื้อเพลิงของความไม่ไว้วางใจ: คนที่ไม่เห็นด้วยจะเชื่อว่า “ถูกลากเกม” ส่วนคนที่เห็นด้วยจะเชื่อว่า “อีกฝั่งตั้งใจทำให้งง”

(ค) ประชาชนอยากมีส่วนร่วมมาก - แต่ข้อจำกัดเรื่อง “ใครเป็นคนร่าง” ยังเป็นปม
ประเด็นที่ทำให้เกิดอารมณ์ทางการเมืองสูงสุด คือ “ใครจะเป็นคนเขียนกติกาใหม่” เพราะถ้าคนส่วนหนึ่งรู้สึกว่าไม่ได้มีส่วนร่วมจริง ความชอบธรรมจะตกตั้งแต่ยังไม่เริ่มร่าง
นี่โยงตรงกับบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ และการออกแบบกลไกในรัฐสภาว่าสุดท้ายสังคมจะยอมรับร่วมกันได้แค่ไหน

3) “การสื่อสาร” คือสนามรบของความชอบธรรม - ไม่ใช่งานประชาสัมพันธ์
ถ้าความชอบธรรมต้องมาจบที่ความเข้าใจร่วมกัน แปลว่า “การสื่อสาร” ต้องเปลี่ยนสถานะจากงานประกาศผล ไปเป็น “โครงสร้างของความไว้ใจ” โดยมีบทบาทของ 3 ฝ่ายชัด ๆ

3.1 รัฐ: สื่อสารเพื่อทำให้ ‘กติกา’ ถูกเข้าใจแบบเดียวกัน
สิ่งที่รัฐควรทำไม่ใช่แค่บอกว่า “ขั้นตอนเป็นอย่างไร” แต่ต้องทำให้ประชาชน “ตรวจสอบได้” และ “เข้าใจได้” เช่น ใช้ถ้อยคำให้คงเส้นคงวา แยกให้ชัดว่า “ทำฉบับใหม่” ต่างจาก “แก้ทั้งฉบับ” ตรงไหน ทำไทม์ไลน์แบบภาษาคน พร้อมคำถาม-คำตอบ และเปิดข้อมูลผลคะแนน/บัตรเสีย/ผู้มาใช้สิทธิแบบอ่านง่าย

3.2 สื่อ: แยก “ข้อเท็จจริง - ความเห็น - การคาดการณ์” ให้ชัด
สื่อไม่ควรทำให้ประชามติกลายเป็นสงครามเชียร์ เพราะถ้าคนดูรู้สึกว่าถูก “ชี้นำ” เขาจะไม่เชื่อข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจในรอบถัดไป จึงควรรายงานให้ชัดว่าอะไร “ยืนยันแล้ว” อะไรคือ “กติกาที่คาดว่าจะเกิด” และอะไรเป็น “ความเห็นเชิงบรรณาธิการ”

3.3 ภาคประชาชน: สร้างพื้นที่คุยแบบไม่ทำให้อีกฝั่งเป็นศัตรู
ถ้าเรายังใช้ภาษาว่า “ฝ่ายฉันคือประชาธิปไตย ฝ่ายเธอคือศัตรู” สุดท้ายรัฐธรรมนูญใหม่จะถูกมองเป็น “อาวุธของฝ่ายชนะ” ไม่ใช่ “บ้านร่วมกัน” งานของภาคประชาชนคือทำให้คนที่ไม่เห็นด้วย “ยังอยู่ในวงสนทนา” ไม่ถูกผลักออกไปเป็นก้อนต่อต้านถาวร

รัฐทุ่มงบหมื่นล้าน!! ผลประชามติชัดเดินหน้ารัฐธรรมนูญใหม่ โลกลุกเป็นไฟ ทิศทางชาติกำลังถูกท้าทาย สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจไทยทันที คนไทยต้องตั้งคำถามการเมืองยามวิกฤตเศรษฐกิจ

ผลประชามติครั้งล่าสุดชัดเจนว่า คนไทยจำนวนมาก “เห็นชอบ” ให้เดินหน้าไปสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลอย่างเป็นทางการว่า มีผู้มาใช้สิทธิจำนวนมาก และในจำนวนนี้ ผู้ลงคะแนน “เห็นชอบ” ก็มีมากกว่า “ไม่เห็นชอบ” อย่างชัดเจน

แต่คำถามที่คนไทยต้องกล้าถามตัวเอง ไม่ใช่แค่ว่า “จะมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่” หากคือ “ประเทศไทยกำลังจัดลำดับความสำคัญถูกหรือยัง” เพราะแม้การผลักดันกระบวนการนี้จะถูกอธิบายว่าเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตทางการเมืองของประเทศ แต่ตัวเลขงบประมาณระดับเกือบหมื่นล้านถึงหมื่นล้านบาท ก็ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยเลยสำหรับประเทศที่ประชาชนจำนวนมากยังแบกรับค่าครองชีพสูง หนี้ครัวเรือนหนัก และเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง

ไม่มีใครบอกว่าเรื่องรัฐธรรมนูญไม่สำคัญ แต่ในห้วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญสงครามจริง ๆ คำถามเรื่อง “ความเร่งด่วน” สำคัญไม่แพ้คำถามเรื่อง “ความถูกต้อง” เพราะขณะที่การเมืองไทยกำลังจะทุ่มเวลา งบประมาณ และพลังสังคมไปกับกระบวนการยาวหลายด่าน ตะวันออกกลางกลับกำลังลุกลามเป็นวิกฤตที่กระทบถึงปากท้องคนไทยโดยตรง

กระทรวงการต่างประเทศของไทยสรุปว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังเปราะบางและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จากการโจมตีตอบโต้กันระหว่างฝ่ายต่าง ๆ โดยมีคนไทยในพื้นที่เสี่ยงที่ต้องติดตามและเตรียมการช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด นี่จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่ข่าวต่างประเทศที่ดูจบแล้วเลื่อนผ่าน แต่มันคือเรื่องความปลอดภัยของคนไทยจริง ๆ

ในทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงยิ่งชัดกว่าเดิมอีก เพราะช่องแคบฮอร์มุซที่อยู่กลางสมรภูมิ คือจุดผ่านสำคัญของพลังงานโลก เมื่อเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซสะดุด ประเทศในเอเชียซึ่งพึ่งพาพลังงานนำเข้าจำนวนมากย่อมได้รับผลกระทบก่อนใคร และไทยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

ภาพของเรือที่ถูกโจมตี การขนส่งที่ติดขัด และความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง แปลเป็นภาษาไทยง่าย ๆ ว่า ต้นทุนพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และแรงกดดันเงินเฟ้อ สามารถวิ่งมาถึงกระเป๋าคนไทยได้เร็วกว่าที่การเมืองในสภาจะยกร่างอะไรเสร็จเสียอีก

รัฐบาลไทยเองก็ยอมรับแล้วว่า วิกฤตตะวันออกกลางอาจทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นในระยะสั้น แม้ประเทศไทยจะยังมีน้ำมันสำรอง และแม้การส่งออกไปตะวันออกกลางจะไม่ได้มีสัดส่วนสูงมากนัก แต่ผลกระทบทางอ้อมผ่านค่าขนส่ง โลจิสติกส์ และต้นทุนทางเศรษฐกิจนั้นเกิดขึ้นได้จริง นี่คือสัญญาณว่าประเทศต้องเอาสมาธิไปอยู่กับ “การรับมือความผันผวนของโลก” มากพอ ๆ กับ “การออกแบบกติกาการเมือง”

เพราะฉะนั้น บทเรียนที่ควรเตือนสติคนไทยจึงไม่ใช่การบอกว่า “ห้ามแก้รัฐธรรมนูญ” และก็ไม่ใช่การบอกว่า “เรื่องสงครามไม่เกี่ยวกับเรา” แต่คือการย้ำว่า รัฐธรรมนูญใหม่ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะทำให้ค่าน้ำมันถูกลงทันที ไม่ได้ทำให้ค่าครองชีพเบาลงในวันพรุ่งนี้ และไม่ได้ช่วยแรงงานไทยในพื้นที่เสี่ยงกลับบ้านอย่างปลอดภัยด้วยตัวมันเอง ขณะที่โลกจริงกำลังบังคับให้ทุกประเทศต้องคิดเรื่องพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคง และความสามารถในการเอาตัวรอดทางเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน

คนไทยจึงต้องมีสติแยกให้ออกระหว่าง “โจทย์ระยะยาว” กับ “วิกฤตเฉพาะหน้า” รัฐธรรมนูญอาจเป็นเรื่องสำคัญในระดับโครงสร้าง แต่สงครามและแรงกระแทกทางเศรษฐกิจคือเรื่องที่เข้ามาเคาะประตูบ้านเราแล้ว หากประเทศยังมัวเมากับเกมการเมืองจนลืมเตรียมตัวรับแรงสะเทือนจากโลกภายนอก วันหนึ่งเราอาจได้รัฐธรรมนูญใหม่ แต่ต้องแลกด้วยค่าน้ำมันแพง เศรษฐกิจอ่อนแรง และประชาชนที่เหนื่อยกว่าเดิม

ถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องถามนักการเมืองทุกฝ่ายตรง ๆ ว่า ในวันที่โลกกำลังลุกเป็นไฟ คุณกำลังพาประเทศไปแก้ปัญหาจริง หรือแค่พาเราไปหมุนอยู่ในวังวนเดิม ๆ ที่ใช้งบมหาศาล แต่ไม่เคยแตะหัวใจของความทุกข์ประชาชนเลย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top