‘ดาบสองคม’ ตลาดประกัน EV! แม้เบี้ยประกันแพง แต่เสี่ยงขาดทุนสูง บีบบริษัทต้องลงทุนในเทคโนโลยี-ฝึกอบรมช่าง เน้นความร่วมมือกับผู้ผลิต ลดภาวะขาดทุนหนัก
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทยไม่เพียงสร้างโอกาสให้กับผู้ผลิตรถยนต์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ยังเปิดมิติใหม่ให้กับอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยที่กำลังปรับตัวเพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มนี้ อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างทางเทคโนโลยีและความเสี่ยงที่แตกต่างจากรถยนต์ทั่วไป ทำให้บริษัทประกันต้องศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างรอบคอบ ขณะที่ต้องเผชิญกับ "ดาบสองคม" ระหว่างการเสนอราคาที่แข่งขันได้กับความเสี่ยงของการขาดทุนหนัก
ภาพรวมตลาดประกันภัยรถยนต์ไทย: ความท้าทายท่ามกลางการแข่งขันสูง
นายสมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยในการสัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ตลาดประกันภัยรถยนต์ในประเทศไทยมีการแข่งขันที่รุนแรงมาก โดยเฉพาะในกลุ่มประกันภัยภาคสมัครใจ ซึ่งมีบริษัทประกันจำนวนมากแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ส่งผลให้เกิด "สงครามราคา" ที่บริษัทต่างเสนออัตราเบี้ยประกันที่ต่ำลงเรื่อยๆ เพื่อดึงดูดลูกค้า
"การแข่งขันด้วยราคาในตลาดประกันรถยนต์ทำให้อัตรากำไรของบริษัทประกันลดลงอย่างต่อเนื่อง บางบริษัทยอมรับความเสี่ยงสูงเพื่อให้ได้ลูกค้า ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของอุตสาหกรรม" นายสมพรกล่าว
.
สถานการณ์นี้ทวีความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับต้นทุนค่าซ่อมที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าแรงและค่าอะไหล่ที่ปรับตัวขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ขณะที่เบี้ยประกันกลับถูกกดให้ลดลงจากการแข่งขัน ทำให้อัตราส่วนค่าสินไหมทดแทนต่อเบี้ยประกัน (Loss Ratio) อยู่ในระดับสูง
.
EV: โอกาสทองท่ามกลางความท้าทาย
การเติบโตของตลาดรถยนต์ EV ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมประกันวินาศภัย เนื่องจากเป็นกลุ่มลูกค้าใหม่ที่มีศักยภาพในการจ่ายเบี้ยประกันค่อนข้างสูง และเป็นตลาดที่ยังมีพื้นที่ให้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะ
นายสมพรระบุว่า "รถยนต์ EV มีลักษณะและความเสี่ยงที่แตกต่างจากรถยนต์สันดาปภายในทั่วไป โดยเฉพาะเรื่องของแบตเตอรี่ซึ่งมีมูลค่าสูงและมีความเสี่ยงเฉพาะตัว เช่น ความเสี่ยงจากการลุกไหม้ของแบตเตอรี่ หรือความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแบตเตอรี่ได้รุนแรงกว่ารถทั่วไป"
ด้วยเหตุนี้ บริษัทประกันจึงต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อประเมินความเสี่ยงอย่างแม่นยำ รวมถึงพัฒนากรมธรรม์ที่ครอบคลุมความคุ้มครองเฉพาะสำหรับ EV โดยเฉพาะความคุ้มครองแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้า
ความท้าทายในการประกัน EV
การให้ความคุ้มครองประกันภัยสำหรับรถยนต์ EV มีความท้าทายหลายประการ:
ข้อมูลสถิติที่จำกัด - เนื่องจาก EV เป็นเทคโนโลยีใหม่ในไทย ยังไม่มีข้อมูลสถิติการเกิดอุบัติเหตุและค่าสินไหมทดแทนที่เพียงพอสำหรับการคำนวณเบี้ยประกันอย่างแม่นยำ บริษัทประกันจึงต้องอาศัยข้อมูลจากต่างประเทศประกอบการพิจารณา
ต้นทุนการซ่อมที่สูงลิ่ว - ชิ้นส่วน EV โดยเฉพาะแบตเตอรี่มีราคาแพง และศูนย์บริการที่มีความเชี่ยวชาญยังมีจำกัด ค่าซ่อมบางรายการอาจสูงกว่ารถทั่วไปหลายเท่า หากเกิดความเสียหายกับแบตเตอรี่หรือระบบไฟฟ้าหลัก นายสมพรเตือนว่า "ในบางกรณีที่แบตเตอรี่เสียหายจากอุบัติเหตุหรือน้ำท่วม ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ชุดใหม่อาจสูงถึง 40-60% ของราคารถทั้งคัน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่บริษัทประกันต้องคำนึงอย่างรอบคอบ"
ความซับซ้อนทางเทคนิค - ผู้ประเมินความเสียหายและช่างซ่อมต้องมีความรู้เฉพาะทางเกี่ยวกับ EV ซึ่งบริษัทประกันต้องลงทุนในการฝึกอบรมบุคลากร
มูลค่าตกต่ำที่รวดเร็ว - เทคโนโลยี EV พัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้รถรุ่นเก่ามีมูลค่าตกต่ำเร็วกว่ารถทั่วไป ส่งผลต่อการคำนวณทุนประกันภัยและมูลค่าชดเชยในกรณีรถเสียหายสิ้นเชิง
ดาบสองคม: เบี้ยประกันแพงกับความเสี่ยงขาดทุนหนัก
ปัญหาใหญ่ที่อุตสาหกรรมประกันกำลังเผชิญคือการหาจุดสมดุลระหว่างการตั้งราคาที่สะท้อนความเสี่ยงจริงกับการไม่ให้ราคาสูงจนเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจซื้อรถ EV ของผู้บริโภค
ผลกระทบต่อผู้บริโภค - ปัจจุบันเบี้ยประกันภัยสำหรับรถยนต์ EV สูงกว่ารถยนต์ทั่วไปประมาณ 30-50% ขึ้นอยู่กับรุ่นและมูลค่ารถ สำหรับรถ EV ที่มีราคาประมาณ 1-1.5 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยชั้น 1 อาจอยู่ที่ 25,000-40,000 บาทต่อปี ในขณะที่รถยนต์สันดาปภายในราคาใกล้เคียงกันอาจเสียเบี้ยเพียง 18,000-25,000 บาท
ความแตกต่างนี้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคหลายรายลังเลในการตัดสินใจซื้อรถ EV โดยเฉพาะเมื่อโครงการอุดหนุนจากภาครัฐสิ้นสุดลง ต้นทุนการใช้งานโดยรวมของ EV จึงสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่เพียงจากราคารถที่แพงขึ้น แต่รวมถึงค่าประกันที่สูงตามมา
นายสมพรอธิบายว่า "เราเข้าใจดีว่าเบี้ยประกันที่สูงขึ้นอาจเป็นอุปสรรคต่อการขยายตลาด EV แต่บริษัทประกันก็ไม่สามารถเสนอราคาที่ต่ำเกิดความเสี่ยงจริงได้ เพราะอาจนำไปสู่ปัญหาการขาดทุนที่รุนแรง"
ความเสี่ยงของบริษัทประกัน - ในทางกลับกัน หากบริษัทประกันตั้งราคาต่ำเกินไปเพื่อแข่งขันหรือดึงดูดลูกค้า ความเสี่ยงของการขาดทุนหนักมีสูงมาก โดยเฉพาะในช่วงแรกที่ยังไม่มีข้อมูลสถิติที่เพียงพอ
กรณีศึกษาจากต่างประเทศแสดงให้เห็นว่า บริษัทประกันหลายแห่งประสบปัญหาขาดทุนจากการรับประกัน EV ในช่วงแรก เนื่องจากประเมินความเสี่ยงต่ำไปและไม่คาดคิดว่าค่าสินไหมทดแทนจะสูงมากเมื่อเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะกรณีที่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ทั้งชุด
นายสมพรเผยว่า "บางบริษัทในต่างประเทศต้องปรับเพิ่มเบี้ยประกัน EV ขึ้นถึง 50-70% หลังจากที่พบว่าอัตราการจ่ายค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio) สูงเกินกว่า 100% ซึ่งหมายความว่าจ่ายค่าสินไหมมากกว่าเบี้ยที่เก็บได้ นี่เป็นบทเรียนสำคัญที่บริษัทประกันไทยต้องระวัง"
กรณีอุบัติเหตุน้ำท่วม เป็นความเสี่ยงที่น่ากังวลเป็นพิเศษ เพราะเมื่อรถ EV จมน้ำ แม้จะดูเหมือนไม่มีความเสียหายภายนอกมากนัก แต่ระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่อาจได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงและไม่สามารถซ่อมแซมได้ ต้องเปลี่ยนทั้งชุด ซึ่งค่าใช้จ่ายอาจสูงเกือบเท่ากับรถคันใหม่
"ในประเทศไทยที่เผชิญกับปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี ความเสี่ยงนี้ทำให้บริษัทประกันต้องตั้งเบี้ยประกันให้สูงพอที่จะรองรับค่าสินไหมที่อาจเกิดขึ้น" นายสมพรกล่าว
กลยุทธ์ของบริษัทประกัน
เพื่อรองรับตลาด EV และบริหารความเสี่ยงอย่างสมดุล บริษัทประกันหลายแห่งได้พัฒนากลยุทธ์ต่างๆ:
ผลิตภัณฑ์เฉพาะทางและการแบ่งระดับความเสี่ยง - พัฒนากรมธรรม์ที่ออกแบบมาสำหรับ EV โดยเฉพาะ ครอบคลุมความเสี่ยงที่แตกต่าง เช่น ความคุ้มครองแบตเตอรี่แบบจำกัดและไม่จำกัด ความคุ้มครองสถานีชาร์จที่บ้าน และการช่วยเหลือฉุกเฉินเมื่อแบตเตอรี่หมดกลางทาง โดยให้ลูกค้าเลือกระดับความคุ้มครองตามงบประมาณ
ความร่วมมือกับผู้ผลิตและการรับประกันแบบมีเงื่อนไข - สร้างพันธมิตรกับค่ายรถยนต์เพื่อเข้าถึงข้อมูลทางเทคนิค ตรวจสอบประวัติการบำรุงรักษา และพัฒนาเครือข่ายศูนย์ซ่อมที่ได้มาตรฐานเพื่อควบคุมต้นทุนค่าซ่อม บางบริษัทกำหนดเงื่อนไขว่าต้องซ่อมที่ศูนย์ที่กำหนดเท่านั้นจึงจะได้รับความคุ้มครองเต็มจำนวน
การใช้เทคโนโลยีเพื่อประเมินความเสี่ยง - นำเทคโนโลยี Telematics มาใช้ในการติดตามพฤติกรรมการขับขี่ สภาพการใช้งานแบตเตอรี่ และรูปแบบการชาร์จ เพื่อประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น และเสนอเบี้ยประกันที่เป็นธรรมตามความเสี่ยงจริง ผู้ขับขี่ที่ดูแลรถดีและมีพฤติกรรมปลอดภัยจะได้รับส่วนลดเบี้ยประกัน
การจัดการความเสี่ยงเชิงรุกและการกำหนด Deductible - พัฒนามาตรการป้องกันและลดความเสียหาย เช่น การให้คำแนะนำในการดูแลรักษาแบตเตอรี่ การตรวจสอบสภาพรถเป็นระยะ และการกำหนดค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ที่สูงขึ้นสำหรับความเสียหายของแบตเตอรี่ เพื่อแบ่งความเสี่ยงกับผู้เอาประกัน
มุมมองอนาคต
นายสมพรมองว่า สถานการณ์จะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อมีข้อมูลเพิ่มขึ้นและเทคโนโลยี EV มีความเสถียรมากขึ้น "ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เมื่อเรามีข้อมูลสถิติที่เพียงพอ เข้าใจพฤติกรรมและความเสี่ยงของ EV ในบริบทไทยมากขึ้น และมีศูนย์ซ่อมที่มีความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น เบี้ยประกัน EV น่าจะปรับลดลงได้ และเข้าใกล้ระดับของรถยนต์ทั่วไปมากขึ้น"
นอกจากนี้ ภาครัฐอาจต้องมีส่วนช่วยในการสนับสนุนอุตสาหกรรมประกัน เช่น การจัดทำฐานข้อมูลกลางเกี่ยวกับ EV การส่งเสริมให้มีศูนย์ซ่อมที่ได้มาตรฐานเพิ่มขึ้น หรือแม้แต่การพิจารณามาตรการลดภาษีหรือสนับสนุนเบี้ยประกันในช่วงแรก เพื่อช่วยลดภาระให้กับผู้บริโภคและส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า
"บริษัทประกันที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างการเสนอราคาที่แข่งขันได้กับการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในตลาด EV ซึ่งมีศักยภาพเติบโตสูงในอนาคต" นายสมพรกล่าวทิ้งท้าย
การเติบโตของตลาด EV จึงไม่เพียงเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ยังเป็นตัวทดสอบความสามารถของอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยในการปรับตัว สร้างนวัตกรรม และสร้างสมดุลระหว่างการแข่งขัน การบริหารความเสี่ยง และการตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับการที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย








