Saturday, 6 June 2026
รถยนต์ไฟฟ้า

NETA โต้ลือหนีตลาดไทย หลังผู้บริหารโยกตำแหน่ง ย้ำมุ่งมั่นขยายธุรกิจ ไม่ทิ้งลูกค้า พร้อมเดินหน้าธุรกิจต่อ

(29 พ.ค. 68) NETA ออโต้ (ไทยแลนด์) ออกแถลงการณ์ยืนยันยังคงดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำไม่ทิ้งลูกค้าไทย ท่ามกลางกระแสข่าวลือบนโซเชียลเกี่ยวกับการถอนตัวของผู้บริหารชาวจีนและความไม่ชัดเจนของโครงสร้างบริษัท 

บริษัทชี้แจงว่าการเปลี่ยนชื่อกรรมการเป็นคนไทยในหนังสือรับรองอยู่ระหว่างการแต่งตั้งคณะกรรมการใหม่ โดยมีตัวแทนจากสำนักงานใหญ่ประเทศจีนร่วมดำรงตำแหน่งใน NETA Thailand และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 12 มิ.ย. 2568

ส่วนกรณีผู้บริหารชาวจีน นายซูน เปาหลง ได้รับตำแหน่งใหม่ระดับภูมิภาคในฐานะหัวหน้าธุรกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงดูแลตลาดไทยควบคู่ไปด้วย ขณะที่ประเด็นการเปลี่ยนแปลงชื่อกรรมการและสัญญาเช่าออฟฟิศที่ RSU Tower บริษัทระบุว่ามีการต่อสัญญาเรียบร้อยแล้ว

NETA ย้ำว่าข่าวลือเรื่องการปิดกิจการไม่เป็นความจริง พร้อมยืนยันเดินหน้าพัฒนาบริการหลังการขาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าชาวไทยต่อไป

‘เจนเซ่น หวง’ ซีอีโอ Nvidia พบ ‘เหลย จวิ้น’ ซีอีโอ Xiaomi ระหว่างทริปเยือนปักกิ่ง พร้อมยกนิ้วชมรถ Xiaomi SU7 ULTRA

(15 ก.ค. 68) เจนเซ่น หวง (Jensen Huang) ซีอีโอของ Nvidia ปรากฏตัวในปักกิ่งเป็นครั้งที่ 3 ของปีนี้ โดยสื่อจีนรายงานผ่าน WeChat ว่าเขาได้พบกับเหลย จวิ้น (Lei Jun) ซีอีโอของ Xiaomi พร้อมเผยภาพทั้งสองยืนยิ้มเคียงกันข้างรถยนต์ไฟฟ้า Xiaomi SU7 ULTRA ขุมพลัง 1548 แรงม้า ท่ามกลางอุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส 

การปรากฏตัวครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนงาน China International Supply Chain Expo (CISCE) ซึ่งจะจัดขึ้นในกรุงปักกิ่งระหว่างวันที่ 16–20 กรกฎาคม โดย Nvidia จะเข้าร่วมเป็นครั้งแรกในฐานะหนึ่งในผู้จัดแสดงกว่า 230 ราย จากทั้งในและนอกประเทศ

มีการเปิดเผยว่า Nvidia จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในงานนี้ ซึ่ง เจนเซ่น หวง ย้ำถึงความตั้งใจระยะยาวในการดำเนินธุรกิจในจีน ท่ามกลางสงครามการค้าที่สหรัฐฯ ยังคงจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงไปยังจีน แต่ Nvidia ยังคงมองจีนเป็นตลาดสำคัญ ซึ่งในปีงบประมาณล่าสุด จีนสร้างรายได้ให้ Nvidia ถึง 17,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 13% ของยอดขายรวม

ทั้งนี้ เจนเซ่น หวง กับเหลย จวิ้น มีความสนิทสนมกันมานาน ย้อนไปเมื่อปี 2013 หวงเคยขึ้นเวทีเปิดตัวชิป Tegra ของ Nvidia แต่ใช้มือถือ Xiaomi Mi 3 เพื่อช่วยโปรโมต และยังพูดติดตลกว่า เขาเป็น “แฟนพันธุ์แท้เสียวหมี่” 

BYD ประกาศหนุน ‘ทีมชาติไทย’ และ ‘ฟุตบอลไทยลีก’ รีแบรนด์ชื่อการแข่งขัน ‘ไทยลีก 1-3’ ตามรุ่นรถยนต์ไฟฟ้า

บริษัท BYD Rêver (บีวายดี เรเว่) ผู้นำยานยนต์พลังงานไฟฟ้า ประกาศเป็นผู้สนับสนุนหลักของ 'ทีมชาติไทย' และฟุตบอลอาชีพไทยลีกทั้ง 3 ระดับอย่างเป็นทางการ ภายใต้แคมเปญ 'BYD ชาร์จพลังบอลไทย' พร้อมเปิดตัวในงานแถลงข่าวที่เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568

การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนถึงพันธกิจของ BYD ที่ต้องการขับเคลื่อนสังคมไทยด้วยพลังงานสะอาด ไม่เพียงแต่ลดมลพิษจากรถยนต์ไฟฟ้า แต่รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจ และโอกาสใหม่ๆ ให้กับวงการฟุตบอลและเยาวชนทั่วประเทศ

BYD ยังประกาศรีแบรนด์ชื่อการแข่งขันไทยลีกใหม่ โดยใช้ชื่อรถยนต์ไฟฟ้าของตนเอง ได้แก่ 'BYD SEALION 6 ลีกหนึ่ง' (ไทยลีก 1), 'BYD SEAL 5 ลีกสอง' (ไทยลีก 2) และ 'BYD DOLPHIN ลีกสาม' (ไทยลีก 3) เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ทันสมัย สมรรถนะสูง และพลังของการเริ่มต้น

‘มาดามแป้ง’ นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่ง ประเทศไทยฯ กล่าวขอบคุณ BYD ที่ให้การสนับสนุนไทยลีกครบทุกระดับ เชื่อว่าจะช่วยยกระดับเกมการแข่งขัน และมอบประสบการณ์ใหม่ให้แฟนบอลทั่วประเทศ

ทั้งนี้ นอกจากโลโก้บนเสื้อและในสนามแล้ว BYD ยังเตรียมกิจกรรม “ชาร์จเสียงเชียร์-พลังนักเตะ-โอกาสสู่ชุมชน” เพื่อเชื่อมโยงกีฬากับสังคมไทยทั้งในสนามและนอกสนามตลอดฤดูกาล 2025/26

ประเทศผู้ผลิต Rare Earth

(19 ต.ค. 68) เวลาพูดถึงทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ หลายคนอาจนึกถึงน้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ แต่ในศตวรรษที่ 21 มีวัตถุดิบอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกเรียกว่า “หัวใจลับของเทคโนโลยี” นั่นคือ Rare Earth หรือแร่หายาก 
.
ถึงแม้จะมีชื่อว่าหายาก แต่จริง ๆ แล้วสามารถพบได้ทั่วไปในเปลือกโลก เพียงแต่การขุดและการแยกสกัดอาจทำได้ยากและมีต้นทุนสูง บวกกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงไม่ใช่ทุกประเทศจะสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ได้
.
เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กังหันลมกลางทะเล หรือแม้แต่สมาร์ทโฟนในชีวิตประจำวัน ทั้งหมดนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้หากไม่มี Rare Earth และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้าก็อาจไม่ได้เกิดขึ้นรวดเร็วอย่างทุกวันนี้
.
ตัวอย่าง Rare Earth ที่สำคัญ
• แม่เหล็กถาวร Neodymium-Iron-Boron (NdFeB) คือหัวใจที่ทำให้มอเตอร์ EV มีขนาดเล็กแต่ทรงพลัง และทำให้กังหันลมผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นแม่เหล็กถาวรชนิดที่แข็งแกร่งที่สุดในเชิงพาณิชย์เท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน
• Lanthanum (La) และ Cerium (Ce) อยู่เบื้องหลังหน้าจอที่คมชัด และกระบวนการผลิตแผงโซลาร์
• Europium (Eu), Terbium (Tb), Praseodymium (Pr) เติมเต็มสีสันให้ LED และจอทีวี
• ขณะที่ในอดีต แบตเตอรี่ NiMH ของรถยนต์ไฮบริดรุ่นแรก ๆ ก็ต้องพึ่ง Rare Earth เช่นกัน
.
มิติด้านความมั่นคง
ความสำคัญของ Rare Earth ไม่ได้จำกัดอยู่ในสินค้าอุปโภคบริโภค แต่ยังลึกไปถึงเทคโนโลยีทางทหาร โดยเครื่องบินรบ F-35 หนึ่งลำใช้แร่หายากกว่าหลายร้อยกิโลกรัม รวมถึงในระบบนำวิถีจรวด เรือดำน้ำ และเรดาร์ ล้วนต้องพึ่ง Rare Earth ทั้งสิ้น 
.
นี่คือเหตุผลที่ ศูนย์ยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษา (CSIS) เคยนิยามว่า Rare Earth เป็น ‘ทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์’ เพราะการครอบครองหรือควบคุมห่วงโซ่อุปทานหมายถึงการได้เปรียบทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง
.
จีน จักรพรรดิแห่ง Rare Earth
หากน้ำมันเคยถูกเรียกว่า ‘อาวุธยุทธศาสตร์’ ของตะวันออกกลาง Rare Earth เองก็เป็น ‘อาวุธเงียบของจีน’ 
• ปี 2024 จีนผลิต Rare Earth คิดเป็น เกือบ 70% ของโลก (ประมาณ 270,000 ตัน)
• มีปริมาณสำรองราว 34% ของโลก (ประมาณ 44 ล้านตัน)
• และที่สำคัญที่สุดคือ เกือบ 100% ของการแปรรูป Rare Earth หนักเกิดขึ้นในจีน
.
นั่นหมายความว่า ต่อให้ประเทศอื่นมีแร่ในดิน แต่ก็ยังต้องพึ่งจีนในขั้นตอนการสกัดและทำให้บริสุทธิ์
จีนยังเดินเกมครบวงจร ตั้งแต่เหมืองยักษ์ ไป๋หยันโอโบ (Baiyun Obo) การควบคุมโควตาการผลิต ปราบเหมืองเถื่อน ไปจนถึงการตั้งคลังสำรอง Rare Earth แบบเดียวกับที่โลกเคยเห็นในยุทธศาสตร์น้ำมัน
.
นี่คือเหตุผลที่ Rare Earth ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบ แต่เป็นเครื่องมือเจรจาในเกมภูมิรัฐศาสตร์ ที่จีนสามารถเปิด-ปิดก๊อกได้ตามสถานการณ์ จึงไม่แปลกที่สหรัฐฯ และยุโรปต่างกังวล และพยายามสร้างห่วงโซ่ทางเลือก
.
ประเทศอื่น ๆ พยายามไล่ตาม
• สหรัฐฯ มีเหมือง Mountain Pass ในแคลิฟอร์เนียเป็นหัวหอก ผลิตได้ราว 45,000 ตันต่อปี ครองตำแหน่งผู้ผลิตอันดับ 2 ของโลก และกำลังเร่งลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปเพื่อลดการพึ่งพาจีน โดยมีนโยบายเชิงรุกอย่างการตั้งกำแพงภาษี 25% กับแม่เหล็กแรร์เอิร์ธจากจีน (มีผลปี 2026) และท่าทีแข็งกร้าวของรัฐบาลใหม่ที่ต้องการความมั่นคงของแร่ธาตุสำคัญ
• เมียนมา ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตอันดับ 3 ของโลกด้วยกำลังการผลิต 31,000 ตันต่อปี และเป็นแหล่งสำคัญของ “แรร์เอิร์ธหนัก” (Heavy Rare Earths) ที่จีนต้องพึ่งพาถึง 70% อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมในเมียนมามีความเปราะบางสูงจากปัญหาเหมืองนอกระบบ และความไม่สงบทางการเมืองล่าสุดที่กองกำลังอิสระเข้ายึดพื้นที่เหมืองสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานของจีน
.
ออสเตรเลีย, ไทย และไนจีเรีย เป็นกลุ่มประเทศผู้ผลิตระดับกลางที่มีบทบาทน่าสนใจ ด้วยกำลังการผลิตเท่ากันที่ 13,000 ตันต่อปี
• ออสเตรเลีย เดินเกมผ่านบริษัท Lynas และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังมีปริมาณสำรองในประเทศสูงเป็นอันดับ 4 ของโลกที่ 5.7 ล้านตัน
• ไทย มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด และกำลังตอกย้ำบทบาทการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่สำคัญจากการลงทุนของ BYD และมีโรงงานแปรรูปแม่เหล็กอยู่แล้ว
• ไนจีเรีย กลายเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ที่น่าจับตาจากแอฟริกา และเพิ่งลงนามความร่วมมือกับฝรั่งเศสเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญ
.
กลุ่มยักษ์หลับ ประเทศที่มีปริมาณสำรองมหาศาล แต่ยังคงมีกำลังการผลิตในระดับต่ำด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน
• รัสเซีย แม้จะมีแร่สำรองมากเป็นอันดับ 5 แต่ผลิตได้เพียง 2,500 ตัน และกำลังพยายามหาทางร่วมมือกับชาติตะวันตกเพื่อพัฒนาโครงการที่ล่าช้า
• อินเดีย มีศักยภาพสูงจากแร่ชายหาด แต่ผลิตได้ 2,900 ตัน และกำลังพยายามยกระดับอุตสาหกรรมผ่านการเข้าร่วมกลุ่ม Minerals Security Partnership (MSP) ที่นำโดยสหรัฐฯ
• เวียดนาม มีปริมาณสำรองอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ผลิตได้เพียง 300 ตัน เนื่องจากอุตสาหกรรมหยุดชะงักจากปัญหาคอร์รัปชันครั้งใหญ่ที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอแผน

MG–BYD–Polestar โตแรงต่อเนื่อง ตอบโจทย์ความคุ้มค่า–เทคโนโลยีสุดล้ำ และราคาจับต้องได้ (20,000–40,000 ยูโร) คาดปี 2025 สัดส่วนจดทะเบียนใหม่เพิ่ม 34-36%

(18 พ.ย. 68) ฟินแลนด์กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง และในกระแสนี้ “รถยนต์แบรนด์จีน” เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ส่วนแบ่งตลาดยังราว ๆ 4% ของยอดขายรถใหม่ แต่ผู้เชี่ยวชาญในวงการรถยนต์ฟันธงว่า ตัวเลขนี้มีโอกาสเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน เพราะตลาดรถไฟฟ้าในฟินแลนด์กำลังโตแรง คาดว่าปี 2025 รถไฟฟ้าล้วนจะมีสัดส่วนจดทะเบียนใหม่ถึงราว 34-36% มากกว่าปี 2024 ที่ยังไม่ถึง 30%

ชื่อที่เริ่มคุ้นหูคนฟินแลนด์มากขึ้น ได้แก่ MG, BYD และ Polestar ซึ่งแม้ยอดรวมยังไม่เท่าบรนด์ยุโรปเจ้าใหญ่ แต่มีอัตราโตโดดเด่น ข้อมูลจากหน่วยงานด้านขนส่งของฟินแลนด์ระบุว่า ยอดขาย MG ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025 เพิ่มขึ้นถึง 475% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ Polestar โต 105% และ BYD ก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในกลุ่มรถไฟฟ้าล้วน Polestar ติดอันดับ 8 ของตลาด ส่วน BYD และ MG ก็เริ่มมีส่วนแบ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้รถจีนเริ่มเข้าไปนั่งในใจคนฟินแลนด์ คือ คนที่นั่น “ชอบลองของใหม่ แต่ก็คิดเป็น” สื่อท้องถิ่นมักทำรีวิวรถรุ่นใหม่จากจีนแบบละเอียด ช่วยให้ผู้บริโภคเห็นข้อดีข้อเสียจริง ไม่ได้ตัดสินจากภาพลักษณ์ประเทศผู้ผลิตอย่างเดียว ชาวฟินแลนด์ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรักความคุ้มค่า จึงให้ความสำคัญกับเรื่องความเร็วในการชาร์จไฟ ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และเงื่อนไขการรับประกัน ซึ่งเป็นจุดที่รถจีนพยายามพัฒนามาแข่งโดยตรง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า “เลนทองคำ” ของรถจีนในฟินแลนด์ คือ กลุ่มรถไฟฟ้าราคากลาง ราว 20,000–40,000 ยูโร (ราว 750,000 - 1,500,000 บาท) เพราะเป็นระดับราคาที่ผู้บริโภคทั่วไปเอื้อมถึง และยังสอดคล้องกับมาตรการสนับสนุนรถไฟฟ้าในประเทศ ถ้าแบรนด์จีนส่งรุ่นที่สเปกดี ราคาไม่แรง และอะไหล่–ศูนย์บริการครอบคลุมมากขึ้น ความสนใจจากผู้บริโภคก็มีสิทธิ์พุ่งต่อเนื่อง แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องสร้างเครือข่ายผู้นำเข้าและดีลเลอร์ท้องถิ่นที่พร้อมดูแลลูกค้าแบบระยะยาว

ในภาพรวมยุโรป ข้อมูลจากบริษัทวิจัย JATO Dynamics ระบุว่า รถแบรนด์จีนเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในยุโรปช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ขึ้นมาที่ 5.1% และอาจขยับใกล้ 10% ภายในปี 2030 ฟินแลนด์ก็ถูกคาดหมายว่าจะเดินตามแนวโน้มเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อมีรถรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาให้เข้ากับมาตรฐานและความต้องการของผู้ใช้ในยุโรปมากขึ้น หากจีนผสาน “เทคโนโลยี + ราคา + บริการหลังการขาย” ได้ลงตัว ก็มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของตลาดรถยนต์ฟินแลนด์ในอนาคตไม่ไกลจากนี้

เซินเจิ้นหัวจักรการค้าใต้ ดันมูลค่าซื้อขาย ‘จีน–ไทย’ พุ่งเกือบแสนล้านหยวน รถยนต์ไฟฟ้า–อุปกรณ์ไฮเทควิ่งนำขบวนส่งออก มะพร้าว–ทุเรียนไทยทะลุขึ้นหิ้งซูเปอร์มาร์เก็ตจีน รับอานิสงส์ FTA–RCEP–AEO ลดต้นทุนทั้งสองฝั่ง

(21 พ.ย. 68) ท่าเรือเส้อโข่วในนครเซินเจิ้นตอนใต้ของจีนกำลังกลายเป็น “ประตูการค้า” สำคัญระหว่างจีนกับไทย ภาพมะพร้าวอ่อนจากไทยถูกขนลงตู้คอนเทนเนอร์ เคลียร์ศุลกากรแบบรวดเร็ว ก่อนกระจายสู่ซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วเขตอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า เกิดขึ้นเคียงคู่กับสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (NEV) ของ BYD ที่ใช้แขนกลประกอบชิ้นส่วนขั้นสุดท้าย เพื่อส่งตรงสู่ถนนกรุงเทพฯ ทั้งหมดนี้สะท้อนความสัมพันธ์การค้าที่แน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างเสิ่นเจิ้นและไทย

ตัวเลขมูลค่าการค้ารวมระหว่างเซินเจิ้นกับไทยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025 สูงถึง 92.82 พันล้านหยวน (ราว 4.24 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 4.4% จากปีก่อน ส่งให้เซินเจิ้นครองตำแหน่งเมืองจีนที่ทำการค้ากับไทยมากที่สุด ขณะที่ภาคยานยนต์ไฟฟ้าถือเป็นดาวเด่นของการส่งออก 

“ตั้งแต่ต้นปี เราส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ไปไทยแล้ว 11,000 คัน เพิ่มขึ้นกว่าครึ่งจากปีก่อน และกระแสตอบรับจากตลาดดีมาก” หลิว เฟิง ผู้จัดการฝ่ายศุลกากรของ BYD ระบุ

ด้านข้อตกลงการค้าเสรีจีน–อาเซียน และกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ช่วยเร่งเครื่องการเติบโตนี้อย่างชัดเจน เซินเจิ้นศุลกากรออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าให้การส่งออกของ BYD ไปไทยแล้วกว่า 700 ฉบับ ครอบคลุมมูลค่าสินค้าราว 690 ล้านหยวน ช่วยประหยัดภาษีนำเข้าให้บริษัทมากกว่า 30 ล้านหยวน ส่งผลให้มูลค่าส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าจากเซินเจิ้นไปไทยช่วงมกราคม–ตุลาคม ทะยานขึ้นถึง 99.1% แตะระดับ 1.28 พันล้านหยวน ขณะเดียวกัน สินค้าไฮเทคอย่างอุปกรณ์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ก็โตแรงเช่นกัน โดยยอดส่งออกไปไทยเพิ่มขึ้น 25.3% และ 63.1% ตามลำดับ

ด้านการนำเข้า เกษตรผลไม้ไทยยังครองใจผู้บริโภคจีนอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะ “มะพร้าวอ่อน” ที่ต้องพึ่งความเร็วของระบบศุลกากร “มะพร้าวอ่อนเสียได้ง่าย ต้องเคลียร์ด่านเร็วมาก” หวัง คง ผู้ดูแลศุลกากรของบริษัทผู้นำเข้า–ส่งออกแห่งหนึ่งอธิบาย พร้อมย้ำว่าช่องทางพิเศษ (Green Channel) สำหรับสินค้าเกษตรสดของเสิ่นเจิ้นศุลกากร ทำให้มูลค่านำเข้าผลไม้ของบริษัทเพิ่มขึ้น 15% ในปีนี้ ขณะที่ทุเรียนไทยก็ใช้เวลาเพียงวันเดียวจากด่านเซินเจิ้นไปถึงชั้นวางในร้านผลไม้ทั่วจีน

อีกแรงหนุนสำคัญคือการที่ศุลกากรจีน–ไทย รับรองระบบผู้ประกอบการเศรษฐกิจที่ได้รับสิทธิพิเศษร่วมกัน (AEO Mutual Recognition) ทำให้บริษัทที่ผ่านเกณฑ์ได้รับสิทธิ์ตรวจน้อยลงและผ่านด่านเร็วขึ้น “นี่คือ ‘ป้ายทอง’ ที่คู่ค้าจากไทยให้ความสำคัญมาก” หลี่ หยาน ผู้อำนวยการฝ่ายศุลกากรของบริษัทเทคโนโลยีผลไม้รายหนึ่งเผย โดยบริษัทของเธอเห็นการนำเข้าผลไม้จากไทยเพิ่มขึ้น 15% หลังระบบนี้มีผลบังคับใช้ 

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมระหว่าง “นวัตกรรมและอุตสาหกรรมเขียว” ของเซินเจิ้น กับ “ทรัพยากรเกษตรและตลาดกำลังซื้อ” ของไทย จะยิ่งทำให้การค้าจีน–ไทยแข็งแรงขึ้น และช่วยผลักดันการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาคให้แน่นแฟ้นกว่าเดิม

วิกฤตพลังงานโลก!! เขย่าพฤติกรรมผู้บริโภคไทย ปรับตัวสู่ยุคประหยัดพลังงาน เร่งคนไทยหันหา EV สถาบันการเงินส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว

วิกฤตพลังงานโลก กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไทย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “พลังงาน” กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของราคาน้ำมัน ความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์ หรือการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สำหรับประเทศไทย ผลกระทบที่ผู้บริโภครู้สึกได้ชัดที่สุดคือ ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ทั้งในรูปของราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และค่าครองชีพที่ผูกโยงกับต้นทุนพลังงานในระบบเศรษฐกิจ สถานการณ์นี้ทำให้คำว่า “Energy Transition” หรือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้บริโภคต้องปรับตัวไปพร้อมกัน

ราคาน้ำมัน: ตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจและค่าครองชีพ
แม้โลกจะพูดถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง น้ำมันยังคงเป็นพลังงานหลักของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในภาคการขนส่ง โลจิสติกส์และอุตสาหกรรม ประเทศไทยเองยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นสัดส่วนสูง เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น ผลกระทบจึงสะท้อนมายังต้นทุนการขนส่งและค่าครองชีพของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากช่วงที่ผ่านมา ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงคราม ความตึงเครียดด้านพลังงาน และการปรับโครงสร้างพลังงานของหลายประเทศ ทำให้ราคาพลังงานกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจโลก

ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคธุรกิจ แต่กำลังสะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้พลังงานของผู้บริโภค เมื่อพลังงานแพงขึ้น ผู้บริโภคก็เริ่มปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานในช่วงที่ผ่านมา โดยเริ่มตระหนักถึงต้นทุนด้านพลังงานมากขึ้น รวมถึงมีการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตในหลายมิติ ตัวอย่างเช่น การเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถ Hybrid มากขึ้น การใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมัน และการมองหาเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดพลังงานในครัวเรือน แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นว่า พลังงานไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน

การเปลี่ยนผ่านสู่ EV กำลังเร่งตัวในไทย
ข้อมูลจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปี 2568 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ด้วยยอดการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 100% (Battery Electric Vehicle-BEV) ป้ายแดงสูงถึง 147,522 คัน มีการเติบโต 74.70% ทั้งนี้ รัฐบาลไทยยังวางเป้าหมายสำคัญ คือ การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2573 ซึ่งสะท้อนว่าการใช้พลังงานไฟฟ้าในภาคขนส่งจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต

บัตรเครดิตกับเศรษฐกิจสีเขียว
ในอดีตบัตรเครดิตอาจถูกมองว่าเป็นเพียงแค่เครื่องมือในการใช้จ่าย แต่ปัจจุบันบัตรเครดิตกำลังกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยสนับสนุนการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน หลายสถาบันการเงินทั่วโลกเริ่มพัฒนา Green Finance ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สำหรับประเทศไทย แนวคิดนี้กำลังเริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

เคทีซีได้พัฒนาและต่อยอดแนวทางในการสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนผ่านสิทธิประโยชน์ของบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลอย่างบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” เพื่อช่วยให้สมาชิกสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และส่งเสริมพฤติกรรมที่ตระหนักถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม

สิ่งนี้สะท้อนบทบาทใหม่ของสถาบันการเงิน ที่มิใช่เป็นเพียงผู้ให้บริการด้านการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมเศรษฐกิจสีเขียว ด้วยเหตุว่าในอนาคต การใช้จ่ายของผู้บริโภคอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของความสะดวก แต่เป็นการเลือกวิถีชีวิตที่ส่งผลต่อโลกใบนี้ด้วย
ออกข่าวในนาม: ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

Honda ลุยฟื้นยุทธศาสตร์!! ยกเลิกโครงการรถไฟฟ้า ยอมรับสู้จีนไม่ไหว เร่งเพิ่มทักษะและประสิทธิภาพ ขีดความสามารถต้องกลับมา


Honda ดูจะอยู่ในสภาวะเมาหมัด หลังประกาศยกเลิกโครงการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง แม้จะเริ่มดำเนินงานมาระยะหนึ่งแล้ว โดยมี Honda 0 Series ครอบคลุมตัวถัง SUV และ Sedan รวมไปถึง Afeela ที่พัฒนาร่วมกับ Sony ด้วย ซึ่งมีการประมาณการว่า นี่ทำให้เกิดความเสียหายมูลค่า 15,800 ล้าน USD (ราว 505,000 ล้านบาท) Honda จึงอยู่ระหว่างการตั้งตัวใหม่ และดูเหมือนว่าหนึ่งในสิ่งที่ทำคือ การไปดูงานจากวงการยานยนต์ของจีน และสิ่งที่พวกเขาพบ ถึงกับทำให้ CEO ของ Honda กล่าวว่า ‘เราสู้เขาไม่ได้เลย’

Nikkei Asia รายงานว่า Toshihiro Mibe ตำแหน่ง President และ CEO ของ Honda ประเทศญี่ปุ่น ได้เดินทางไปยังประเทศจีน เพื่อศึกษาดูงานจากโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในเซี่ยงไฮ้ โดยเขาพบว่าโรงงานเหล่านั้นไม่มีมนุษย์ในส่วนการผลิตเลย ทั้งยังสามารถดำเนินงานได้รวดเร็วและใช้ต้นทุนต่ำ พร้อมทั้งสร้างชิ้นงานที่มีคุณภาพ จนเขาถึงกับเอ่ยออกมาว่า ‘เราไม่มีโอกาสที่จะเอาชนะสิ่งนี้ได้เลย’ (We have no chance against this.)

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่การประกาศยอมแพ้ของ Honda เพราะสิ่งที่ Mibe ทำหลังกลับจากดูงาน คือการออกคำสั่งให้บริษัทและผู้ผลิตชิ้นส่วน ปรับปรุงทักษะและเพิ่มความเร็วในการทำงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมทั้งย้ายโอนฝ่ายวิจัยและพัฒนาหรือ R&D กลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของส่วนกลาง เฉกเช่นดังที่เคยเป็นมาในอดีต ซึ่งเชื่อว่านั่นจะทำให้ดำเนินงานได้รวดเร็วขึ้น และสามารถสรรสร้างนวัตกรรมที่มีชื่อเสียงก้องโลกได้อีกครั้ง อย่างที่เคยทำมาแล้วกับเครื่องยนต์ CVCC และระบบ VTEC

อนาคตของ Honda นับจากนี้จึงน่าติดตามว่า จะสามารถพลิกฟื้นกลับมาต่อสู้กับคู่แข่งจากจีนได้หรือไม่ ซึ่งไม่ใช่แค่ในตลาดโลกเท่านั้น แต่ยังมีตลาดจีนด้วยที่ Honda ยอดขายตก 5 ปีซ้อน จากเดิมที่เคยมียอดขายสูงถึง 1.62 ล้านคัน ในปี 2020 ก่อนที่จะยอดจะลดลงเหลือ 640,000 คัน ในปี 2025 และคาดว่าจะลดเหลือไม่ถึง 600,00 คันในปี 2026 ทำให้ Honda ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายโรงงานผลิตรถยนต์ เพราะดำเนินการผลิตแค่ครึ่งหนึ่งของกำลังสูงสุด ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของการทำผลกำไรคือต้องผลิตให้ได้ 70 – 80% ของกำลังผลิตสูงสุด

ต้องยอมรับว่าธุรกิจยานยนต์จากจีนนั้นได้รุดหน้าไวมาก จนกลายเป็นภัยคุกคามในสายตาของผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอื่น เพราะร่นระยะเวลาการพัฒนาได้ไวกว่าวัฎจักรทั่วไปถึงครึ่งหนึ่ง ซึ่งผู้บริหารค่ายอื่นเคยแสดงความกังวลเช่นกันอย่าง Jim Farley ตำแหน่ง CEO ของ Ford ระบุว่า ‘พวกเขามีกำลังการผลิตในจีนสูงพอที่จะกินตลาดอเมริกาเหนือทั้งตลาด และทำให้เราเจ๊งได้เลย’ แม้แต่ Koji Sato อดีต CEO ของ Toyota ยังกล่าวว่า ‘เราไม่รอดแน่นอน ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมอยากให้ทุกคนรับรู้ถึงวิกฤตในครั้งนี้’

ที่มา: carbuzz, motor1

 

“Maxim” ช่วยคนขับ รับมือราคาน้ำมันพุ่ง เร่งแพ็กเกจช่วยรายได้คนขับ ดันรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มออเดอร์ รักษาสมดุลผู้โดยสารและรายได้

Maxim ประเทศไทย เร่งช่วยเหลือคนขับ ท่ามกลางราคาน้ำมันพุ่ง พร้อมผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

กรุงเทพฯ — ในปี 2569 ประเทศไทยได้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 40% และดีเซลเพิ่มขึ้น 50% ภายในระยะเวลาอันสั้น สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อคนขับและไรเดอร์ที่มีรายได้แปรผันตามระยะทาง

Maxim ประเทศไทย เร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ทั้งแพ็กเกจฟรีค่าคอมมิชชัน แพ็กเกจค่าคอมมิชชันแบบเหมาจ่าย โบนัสรายวันสำหรับคนขับที่มีใบอนุญาต รย.17 และ รย.18 การสนับสนุนทางการเงินช่วงสงกรานต์ แคชแบ็กสำหรับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป และแคมเปญฟรีค่าคอมมิชชันสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ส่งผลให้จำนวนออเดอร์ยังคงเติบโตต่อเนื่อง แม้ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมัน
แพ็กเกจฟรีค่าคอมมิชชันสำหรับการเดินทางระยะสั้น ได้ช่วยเหลือคนขับแล้วกว่า 3,000 ราย ขณะที่โบนัสรายวันช่วยเพิ่มรายได้ราว 20% ต่อรอบงาน นอกจากนี้ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แพลตฟอร์มยังมอบเงินสนับสนุนเฉพาะกิจให้แก่คนขับที่ให้บริการในช่วงดังกล่าว เพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่มีความต้องการใช้บริการสูง

หนึ่งในมาตรการสำคัญของกลยุทธ์ คือ การเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แพลตฟอร์มได้เปิดให้บริการฟรีค่าคอมมิชชันใน 7 จังหวัด ส่งผลให้คนขับ EV สามารถรับรายได้แบบเต็มจำนวน 100% จากค่าโดยสาร โดยในสัปดาห์แรก จำนวนออเดอร์ของคนขับ EV เพิ่มขึ้น 9.8% ขณะที่จำนวนออเดอร์รวมบนแพลตฟอร์มยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงภาวะวิกฤต

ปัจจุบัน สัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าบนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นเป็น 14.6% โดยมีการเติบโตโดดเด่นในจังหวัดเชียงใหม่ เพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 11.2% รองลงมาคือกรุงเทพมหานครที่ 8.3% และหาดใหญ่ที่ 7.7% นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรสถานีชาร์จ เพื่อสนับสนุนการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของคนขับพาร์ตเนอร์ ผ่านสิทธิประโยชน์ด้านส่วนลดค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟ

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการสนับสนุนผู้โดยสาร โดยแพลตฟอร์มมุ่งรักษาสมดุลระหว่างการเข้าถึงบริการในราคาที่เหมาะสมของผู้โดยสาร และรายได้ของคนขับ ภายใต้ขีดความสามารถของแพลตฟอร์ม ส่งผลให้ผู้โดยสารยังคงเข้าถึงบริการในราคาเดิม แม้ต้นทุนการดำเนินงานจะปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์มีความท้าทายมากขึ้น แพลตฟอร์มพร้อมพิจารณามาตรการทางเลือก เพื่อให้ผู้โดยสารยังสามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง และคนขับยังคงมีโอกาสในการสร้างรายได้ แม้อาจมีการปรับราคาในบางกรณี ทั้งนี้ Maxim ยังคงให้ความสำคัญกับทั้งสองฝ่าย เพื่อสนับสนุนการเดินทางในเมืองและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นายพงศ์พัฒน์ อักษราวรกานต์ กรรมการผู้จัดการ Maxim ประเทศไทย กล่าวว่า “วิกฤตราคาน้ำมันส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของคนขับ เราจึงออกมาตรการช่วยเหลือหลายด้านควบคู่กัน ตั้งแต่แคชแบ็กสำหรับคนขับรถสันดาป ไปจนถึงกะวิ่งงานแบบไม่หักค่าคอมมิชชันสำหรับคนขับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ ที่ทั้งปริมาณออเดอร์และเสถียรภาพรายได้ของคนขับขยายตัวต่อเนื่อง”

Maxim ประเทศไทย จะยังคงติดตามแนวโน้มตลาดอย่างใกล้ชิด พร้อมรักษาสมดุลระหว่างค่าโดยสารที่เหมาะสมและรายได้ของพาร์ทเนอร์อย่างต่อเนื่อง

EVIVA เปิดสถานีชาร์จเร็ว ตึกออลซีซั่นเพลส!! แบรนด์จีนลุยตลาดไทย ตั้งสถานีชาร์จเร็วพิเศษ รองรับชาร์จ 40 ช่องทั่วกรุงเทพฯ ร่วมมือ CP Group พัฒนาใหญ่

EVIVA สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์จีน เปิดสถานีชาร์จเร็วพิเศษแห่งแรกในไทย

กรุงเทพฯ, 22 พ.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (19 พ.ค.) บริษัท ไชน่า รีซอร์ส หลงตี้ จำกัด (China Resources Longdation) และบริษัท ไชน่า รีซอร์ส แก๊ส จำกัด (China Resources Gas) ร่วมเปิดตัวแบรนด์สถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบบเร็วพิเศษในกรุงเทพฯ ภายใต้ชื่อ "อีวีว่า" (EVIVA) โดยมีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วม อาทิ โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภาไทยและนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ผู้แทนคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไทยและโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หยางผิง ประธานไชน่า รีซอร์ส แก๊ส และจางเหว่ย ประธานไชน่า รีซอร์ส หลงตี้

สถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าแบบเร็วพิเศษแห่งนี้ตั้งอยู่ที่อาคารออล ซีซั่นส์ เพลส ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานของไชน่า รีซอร์ส หลงตี้ และถือเป็นสถานีชาร์จแบบเร็วพิเศษที่ระบายความร้อนด้วยของเหลวแห่งแรกในย่านใจกลางกรุงเทพฯ ประกอบด้วยช่องชาร์จทั้งหมด 40 ช่อง แบ่งเป็นช่องชาร์จกระแสไฟฟ้าตรง (DC) จำนวน 10 ช่อง และช่องชาร์จกระแสไฟฟ้าสลับ (AC) จำนวน 30 ช่อง โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าการชาร์จเพียง 1 วินาทีสามารถเพิ่มระยะทางวิ่งได้ 1 กิโลเมตรภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม ปกติใช้เวลาไม่เกิน 30 นาทีในการชาร์จจนเกือบเต็ม ทำให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสประสบการณ์ "ดื่มกาแฟสักแก้ว แบตเตอรี่ชาร์จเต็ม"

ทั้งนี้ มีการใช้เทคโนโลยีชาร์จแบบเร็วพิเศษที่ระบายความร้อนด้วยของเหลว รวมถึงปรับแต่งอุปกรณ์ต่างๆ ให้เข้ากับสภาพอากาศร้อนของไทย เพื่อรับประกันการทำงานอย่างเสถียรในสภาพแวดล้อมอุณหภูมิอากาศสูงตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมระบบจัดการการชาร์จแบบดิจิทัลและสารพัดสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งร้านค้าปลีกและร้านอาหาร รวมถึงการจอดรถฟรี 1 ชั่วโมงระหว่างชาร์จ

เมื่อวันพุธ (20 พ.ค.) แบรนด์อีวีว่าได้ลงนามบันทึกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับอัลเตอร์วิม (Altervim) บริษัทพลังงานใหม่ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) เพื่อร่วมกันพัฒนาและก่อสร้างสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าในไทยภายใต้โมเดล "การชาร์จ+การค้าปลีก" และการบริการพลังงานสีเขียว

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top