Friday, 5 June 2026
ยูเครน

รัสเซียเดินหน้าไม่สนคำขู่ ‘ทรัมป์’ และชาติตะวันตก ลั่น!! บุกถล่มต่อจนกว่ายูเครนจะยอมรับเงื่อนไข

(16 ก.ค. 68) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดทำเนียบเครมลินว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน จะเดินหน้าปฏิบัติการพิเศษทางทหาร (SMO) ในยูเครนต่อไป จนกว่าชาติตะวันตกและยูเครนจะยอมเจรจาบนเงื่อนไขของรัสเซีย ซึ่งเคยเสนอไว้ตั้งแต่ต้นปี 2022 ที่อิสตันบูล โดยรวมถึงการยอมรับดินแดนที่รัสเซียยึดครอง และการรับประกันว่ายูเครนจะไม่เข้าร่วม NATO

รายงานระบุว่า แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะขู่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรและตั้งเส้นตาย 50 วันให้ปูตินเจรจาสันติภาพ แต่ผู้นำรัสเซียกลับไม่ได้แสดงท่าทีหวั่นไหว หรือมีแนวโน้มยอมถอย โดยแหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวว่า “ปูตินจะไม่หยุดเพียงเพราะถูกกดดันจากตะวันตก” และเชื่อว่ารัสเซียสามารถรับมือกับมาตรการทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ได้

แหล่งข่าวอีกคนเสริมว่า ปูตินมองตะวันตกยังไม่เคยยื่นข้อเสนอเจรจาสันติภาพอย่างจริงจัง แม้จะมีการพูดคุยกับทรัมป์หลายครั้ง และส่งทูตพิเศษเข้ารัสเซีย เช่น สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steven Witkoff) โดยชี้ว่า “แม้ปูตินจะให้คุณค่ากับการพูดคุยกับทรัมป์ แต่ผลประโยชน์ของรัสเซียมาก่อนเสมอ”

ขณะเดียวกัน รัสเซียยังคงรุกคืบในสนามรบ โดยควบคุมพื้นที่กว่า 20% ของยูเครน และมีขีดความสามารถในการผลิตอาวุธหลัก เช่น กระสุนปืนใหญ่ สูงกว่าชาติ NATO หลายประเทศ รวมถึงมีแผนขยายพื้นที่ยึดครองเพิ่มเติม โดยเฉพาะในภูมิภาค ดนีโปรเปตรอฟสค์, ซูมี และ คาร์คิฟ

แม้ทรัมป์จะยังเปิดช่องว่าสำหรับการเจรจาสันติภาพ แต่หลายฝ่ายกังวลว่า ความขัดแย้งอาจยืดเยื้อและลุกลาม ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่าง 2 ชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์ของโลก ขณะที่เศรษฐกิจรัสเซีย แม้เผชิญมาตรการคว่ำบาตร ยังเติบโตเกินคาด โดยรัฐบาลรัสเซียประเมินว่า GDP จะขยายตัว 2.5% ในปี 2025

ยูเครนเดินเกมถล่มรัว!! ส่งโดรนโจมตีหลายเมืองใหญ่ในรัสเซีย กระทบ 4 สนามบินต้องปิดชั่วคราว เที่ยวบิน 140 ไฟลต์ถูกยกเลิก

(21 ก.ค. 68) สนามบินใหญ่ในกรุงมอสโก 4 แห่ง ได้แก่ เชเรเมเตียโว (Sheremetyevo), โดโมเดโดโว (Domodedovo), วนูกอวอ (Vnukovo) และซูโคฟสกี (Zhukovsky) ต้องปิดชั่วคราว หลังรัสเซียถูกโจมตีด้วยโดรนจากยูเครนอย่างต่อเนื่อง มีโดรนกว่า 230 ลำถูกสกัดทั่วประเทศ รวมถึง 27 ลำเหนือกรุงมอสโก ส่งผลให้เที่ยวบินกว่า 140 ไฟลต์ถูกยกเลิก และกว่า 130 ไฟลต์ต้องเปลี่ยนเส้นทาง

นอกจากมอสโก สนามบินในแคว้นคาลูกาทางตะวันตกเฉียงใต้ก็ได้รับผลกระทบ โดยกระทรวงกลาโหมรัสเซียเผยว่าสกัดโดรนได้ 45 ลำในพื้นที่นี้ ขณะที่โดรนจากยูเครนยังถูกสอยในเมืองชายแดนอย่างรอสตอฟ บรียานสก์ และเหนือน่านน้ำทะเลดำ

นอกจากนี้ รัสเซียยังคงโจมตียูเครนทางอากาศต่อเนื่อง โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 รายในหลายภูมิภาค รวมถึงโดเนตสค์ ซูมี คาร์คิฟ และดนีโปรเปตรอฟสค์ ด้านยูเครนระบุว่าสามารถยิงโดรนของรัสเซียตกได้ 18 จากทั้งหมด 57 ลำในคืนวันเสาร์

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เสนอเปิดการเจรจารอบใหม่กับรัสเซีย พร้อมแสดงความพร้อมพบปูตินแบบตัวต่อตัว ด้านโฆษกเครมลินย้ำว่ารัสเซียยังต้องการสันติภาพ แต่จะไม่หยุดยั้งจนกว่า “เป้าหมาย” จะบรรลุ ขณะที่ทรัมป์ประกาศส่งอาวุธขั้นสูงให้ยูเครน และขู่เก็บภาษีรัสเซียหากไร้ข้อตกลงภายใน 50 วัน

หน้าฉากเล่นบท ‘พระเอก’ เคยช่วยสอนยูเครนกู้ระเบิด สวมวิญญาณผู้รักสันติภาพแต่แอบลอบวางกับระเบิดเสียเอง

(21 ก.ค. 68) ระเบิดจำนวนกว่า 300 ลูกที่เพิ่งถูกพบวางอยู่ในเขตชายแดนไทยบริเวณช่องบก จังหวัดสุรินทร์ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่ควรถูกมองข้ามไปเฉยๆ เพราะพื้นที่ดังกล่าวเคยถูกหน่วยงานของไทยเคลียร์สนามทุ่นระเบิดจนปลอดภัยและส่งมอบให้ฝ่ายปกครองไปแล้วตั้งแต่ปี 2564 แล้วจู่ ๆ กับระเบิดใหม่จึงกลับมาปรากฏในจุดเดิมอีกครั้ง ทั้งหมดนี้ทำให้ข้าพเจ้าตั้งข้อสังเกตว่า ระเบิดเหล่านี้ไม่ได้หลงเหลือจากยุคเก่า แต่น่าจะเป็นของใหม่ที่ถูกนำมาวางจงใจ

และคำถามสำคัญที่สังคมไทยและประชาคมโลกควรถามในเวลานี้ก็คือ ระเบิดเหล่านี้ กัมพูชาเอามาจากไหน?

เมื่อย้อนกลับไปกลางปี 2023 สื่อ VOA News รายงานว่า เจ้าหน้าที่จากกัมพูชาได้ถูกส่งไปยังโปแลนด์เพื่อฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ยูเครนให้สามารถเก็บกู้ระเบิดจากสนามรบได้ ข้าพเจ้าตั้งข้อสังเกตว่า ความเชี่ยวชาญที่กัมพูชาอ้างว่าสั่งสมมานั้น ไม่ได้มาจากจิตวิญญาณของผู้รักสันติภาพ แต่มาจากประสบการณ์ตรงในการวางกับระเบิดและใช้อาวุธสงครามในพื้นที่ของผู้อื่น

ในเมื่อระเบิดในสนามรบยูเครนจำนวนมากเป็นของรัสเซีย และกัมพูชาได้เข้าไปมีบทบาทในกระบวนการเก็บกู้ มีหรือที่สิ่งเหล่านี้จะไม่มีการเล็ดลอด การขนย้าย หรือการนำกลับมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่น โดยเฉพาะบริเวณชายแดนที่ยังเป็นจุดพิพาท ข้าพเจ้าตั้งข้อสังเกตว่า ระเบิดบางส่วนอาจไม่ได้ถูกทำลาย หากแต่ถูกสงวนไว้เพื่อภารกิจอื่นที่ไม่เปิดเผย

สิ่งที่ย้อนแย้งที่สุดในสถานการณ์นี้ก็คือ กัมพูชาที่สวมหน้ากาก "พระเอกผู้ช่วยยูเครน" กลับอาจเป็นผู้วางกับระเบิดใกล้บ้านเราเสียเอง

นี่ไม่ใช่เพียงความหน้าด้านทางการทูต หากแต่คือการใช้เวทีโลกสร้างภาพลวงตาให้คนทั่วไปหลงเชื่อว่าตนคือผู้เชี่ยวชาญด้านสันติภาพ ขณะเดียวกันก็ยังละเมิดอนุสัญญาออตตาวา วางกับระเบิดใหม่ในพื้นที่เพื่อนบ้าน และไม่เคยแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทหารไทยเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเปิดโปงพฤติกรรมย้อนแย้งนี้ให้ประชาคมโลกได้รับรู้ กัมพูชาไม่ควรได้รับเสียงปรบมือจากเวทีโลก ตราบใดที่ยังใช้ระเบิดเป็นเครื่องมือทางการเมืองและความมั่นคงกับประเทศที่อยู่ใกล้ชิดที่สุด

ยูเครนเปิดเงื่อนไขจ่ายเงินเดือนทหารเป็นเชลย และสูญหาย ยืนยันจ่ายต่อเนื่อง!! หากไม่ ‘ทรยศ’ หรือ ‘มอบตัว’ โดยสมัครใจ

(21 ก.ค. 68) กระทรวงกลาโหมยูเครนยืนยันว่า รัฐยังคงจ่ายเงินเดือนให้กับทหารที่ถูกจับเป็นเชลยหรือสูญหาย โดยจะคิดตามตำแหน่งสุดท้ายที่ประจำอยู่ก่อนหายตัว โดยเงินจะจ่ายต่อเนื่องตลอดช่วงที่ยังอยู่ในสถานะเชลยหรือไม่ทราบชะตากรรม แม้ตัวทหารจะอยู่ต่างประเทศก็ตาม

อย่างไรก็ตาม หากภายหลังพบว่าเป็นการยอมมอบตัวโดยสมัครใจ หนีทัพ หรือทิ้งหน่วยโดยไม่มีเหตุอันควร การจ่ายเงินจะยุติลงหลังการสอบสวนเป็นทางการ และถือว่าเป็นการผิดหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งจะถูกตัดสิทธิ์การรับเงินช่วยเหลือทันที

ตามกฎหมายแล้วทหารสามารถระบุล่วงหน้าว่า จะให้ใครในครอบครัวเป็นผู้รับเงินแทนได้ เช่น คู่สมรส บุตร หรือพ่อแม่ โดยต้องมีเอกสารยืนยันผ่านผู้บังคับบัญชาหรือรับรองโดยทนาย หากไม่ระบุไว้ ระบบจะใช้ลำดับอัตโนมัติคือ คู่สมรส บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ บุตรพิการ และพ่อแม่ตามลำดับ

ขณะที่ กลุ่มที่ไม่มีสิทธิรับเงิน ได้แก่ ทหารที่ถูกตัดสินว่าทรยศ ร่วมมือกับศัตรู หรือเป็นชาวรัสเซียและเบลารุส (หรืออาศัยใน 2 ประเทศนี้อย่างถาวร) โดยครอบครัวต้องยื่นคำร้องและเอกสารต่อศูนย์สนับสนุนสังคมของกองทัพในพื้นที่ใดก็ได้ ไม่จำกัดเขตทะเบียนทหาร พร้อมแนบเอกสารระบุตัวตน เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และหลักฐานความสัมพันธ์ในครอบครัวประกอบการพิจารณา 

ยูเครนขอเงินพันธมิตร NATO-EU เพิ่มงบกลาโหม 120,000 ล้านดอลล์!! ในปี 2026 มาเสริมทัพสู้สงครามรัสเซีย

(23 ก.ค. 68) รัฐมนตรีกลาโหมยูเครน เดนิส ชมีฮาล (Denys Shmyhal) เปิดเผยว่า ยูเครนจำเป็นต้องใช้งบประมาณด้านการป้องกันประเทศอย่างน้อย 120,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 4.38 ล้านล้านบาท) ในปี 2026 โดยตั้งเป้าหาเงินครึ่งหนึ่งจากความช่วยเหลือของพันธมิตรต่างชาติ ทั้งจากชาติสมาชิก NATO และสหภาพยุโรป

ชมีฮาลระบุว่า เป้าหมายสำคัญของกองทัพคือเพิ่มการจัดซื้ออาวุธจากผู้ผลิตในยูเครนให้ได้ครึ่งหนึ่งของทั้งหมด พร้อมส่งเสริมให้บริษัทต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุน ตั้งโรงงาน และถ่ายทอดเทคโนโลยีในยูเครน รวมถึงขอความร่วมมือด้านยุทโธปกรณ์จากประเทศเป็นกลาง โดยเฉพาะระบบป้องกันภัยทางอากาศที่สามารถสกัดขีปนาวุธได้

ยูเครนต้องการเงินเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมกลาโหม โดยเน้นผลิตโดรน FPV, โดรนระยะไกล และอาวุธดักสกัด ‘ชมีฮาล’ ระบุเพิ่มเติมว่ายูเครนพร้อมแบ่งปันประสบการณ์และเทคโนโลยีทางทหารให้กับพันธมิตรเพื่อสร้างความร่วมมือในระยะยาว

ทั้งนี้ รัฐบาลยูเครนยังคาดการณ์ว่า งบความมั่นคงจะยังคงเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยปี 2026 จะใช้งบ 1.817 ล้านล้านฮริฟเนีย หรือประมาณ 1.78 ล้านล้านบาท แต่จะลดลงในปี 2027 และ 2028 ตามสถานการณ์ความมั่นคงที่คาดว่าจะคลี่คลายลง

ชาวยูเครนลุกฮือ!! ออกมาชุมนุมประท้วงกลางกรุงเคียฟ หลัง ‘เซเลนสกี’ เซ็นรับรองกฎหมายควบคุมหน่วยงานต้านโกง

(23 ก.ค. 68) ประชาชนหลายร้อยคนออกมาชุมนุมประท้วงกลางกรุงเคียฟ หลังประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ลงนามรับรองกฎหมายฉบับใหม่ที่เพิกถอนความเป็นอิสระของหน่วยงานต่อต้านการทุจริตหลักของประเทศ 2 แห่ง ได้แก่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (NABU) และสำนักงานอัยการพิเศษปราบปรามการทุจริต (SAPO)

กฎหมายใหม่นี้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาด้วยคะแนน 263 ต่อ 13 เสียง โดยส่วนใหญ่เป็นเสียงจากพรรครัฐบาล และจะทำให้หน่วยงานต่อต้านการทุจริตทั้งสองแห่งอยู่ภายใต้การควบคุมของอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งโดยตรง

แม้เซเลนสกียืนยันว่า การปรับโครงสร้างดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้การปราบปรามคอร์รัปชันมีประสิทธิภาพมากขึ้น และปลอดอิทธิพลจากรัสเซีย แต่หลายฝ่ายมองว่าเป็นความพยายามรวมศูนย์อำนาจ และอาจใช้เพื่อแทรกแซงการสอบสวนคดีของคนใกล้ชิดรัฐบาล

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันในยูเครนเตือนว่า กฎหมายนี้อาจทำให้หน่วยงานอิสระกลายเป็นเพียงเครื่องมือของรัฐบาล ขณะที่ผู้ประท้วงบางคนชี้ว่า ร่างกฎหมายถูกรีบผลักดันโดยไม่มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างโปร่งใส

ด้านสหภาพยุโรป (EU) แสดงความกังวลต่อกฎหมายฉบับนี้ พร้อมระบุว่าเป็น “ก้าวถอยหลังที่ร้ายแรง” ในช่วงเวลาที่ยูเครนยังต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากต่างประเทศ ทั้งในด้านการเงินและการเมือง ท่ามกลางสงครามที่ยังไม่ยุติลง

‘รัสเซีย-ยูเครน’ ถกสันติภาพรอบ 3 ยังไร้ข้อสรุป แต่เห็นพ้องแลกตัวเชลย-หารือช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

(24 ก.ค. 68) เจ้าหน้าที่รัสเซียและยูเครนพบกันอีกครั้งที่นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อวันพุธ (23 ก.ค.) ภายใต้การประสานของสหรัฐฯ เพื่อเจรจายุติสงคราม การเจรจาครั้งนี้ใช้เวลาเพียง 40 นาที และไม่มีความคืบหน้าในเรื่องสำคัญ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายตกลงจะเปิดช่องทางพูดคุยแบบไม่เป็นทางการเพิ่มขึ้น และยังพร้อมร่วมมือกันในประเด็นด้านมนุษยธรรม เช่น การแลกเปลี่ยนเชลยและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสงคราม

ยูเครนย้ำต้องมีการ 'หยุดยิงก่อน' จึงพร้อมหารือสันติภาพ แต่รัสเซียกลับต้องการ “ตกลงเงื่อนไขสันติภาพก่อน” จึงจะยอมหยุดยิง ความขัดแย้งพื้นฐานนี้ทำให้สองฝ่ายยังคงอยู่ห่างไกลจากข้อตกลงใหญ่ และยูเครนยังคงเสนอให้ผู้นำทั้งสองพบกันโดยตรง แต่รัสเซียปฏิเสธ โดยเสนอจัดตั้งคณะทำงานย่อยด้านการเมือง มนุษยธรรม และการทหารแทน

อย่างไรก็ตาม มีความคืบหน้าบางประการในประเด็นด้านมนุษยธรรม รัสเซียยอมส่งตัวนักโทษสงครามยูเครน 1,200 คน และศพทหารยูเครนอีก 3,000 นายกลับประเทศ พร้อมเตรียมพิจารณาคืนเด็กยูเครนที่ถูกพาตัวจากดินแดนยึดครอง 339 คน ตามคำร้องขอของยูเครน

ท่าทีของทั้งสองฝ่ายยังต่างกันชัดเจน ปูตินยืนยันไม่ยอมเสียเปรียบทางทหารและไม่แลกกับเงื่อนไขสันติภาพ ขณะที่เซเลนสกีระบุจะไม่มีวันยอมจำกัดสิทธิอธิปไตย หรือรับรองการผนวกดินแดนกับรัสเซีย

แม้เจรจายังไร้ผล แต่แรงกดดันจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ต้องการยุติสงครามนี้ กลายเป็นแรงผลักให้ทั้งสองฝ่ายยังไม่กล้าทำให้การพูดคุยล่มอย่างเป็นทางการ เพราะต่างก็ไม่อยากให้ทรัมป์หันไปหนุนฝ่ายตรงข้ามอย่างเปิดเผยในอนาคต

อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย เตือน “เส้นตายใหม่” ของทรัมป์ ชี้เป็นการก้าวสู่สงคราม ไม่ใช่สันติภาพ

(29 ก.ค. 68) ดมิทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย และรองประธานคณะมนตรีความมั่นคงรัสเซีย ออกโรงเตือนว่า เส้นตายใหม่ที่โดนัลด์ ทรัมป์ กำหนดให้รัสเซียยุติสงครามในยูเครนภายใน 10-12 วัน เป็น “อีกก้าวสู่สงคราม” มากกว่าทางออกสู่สันติภาพ

ทรัมป์ซึ่งอยู่ที่สกอตแลนด์ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันจันทร์ (28 ก.ค.) ว่า การรอ 50 วันตามที่เคยประกาศไปก่อนหน้านั้น “ไม่มีความหมายอีกแล้ว” เพราะไม่เห็นความคืบหน้าใด ๆ จากรัสเซีย พร้อมหั่นเวลาลงเหลือแค่ “10 ถึง 12 วัน” เพื่อบีบให้รัสเซียยุติสงครามกับยูเครน

เมดเวเดฟโพสต์ข้อความลง X ว่า “ทรัมป์กำลังเล่นเกมคำขาดกับรัสเซีย ควรจำไว้ว่า รัสเซียไม่ใช่อิสราเอล และไม่ใช่อิหร่าน ทุกคำขาดคือการข่มขู่ และนำไปสู่สงคราม ไม่ใช่แค่กับยูเครน แต่กับสหรัฐฯ เอง” พร้อมเตือนว่า “อย่าเดินซ้ำรอยโจ ไบเดน”

ด้านประธานาธิบดียูเครน โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ขอบคุณทรัมป์ที่แสดงจุดยืนชัดเจนและจริงจังในการพยายามยุติสงคราม พร้อมระบุว่า ยูเครนยังคงมุ่งมั่นในแนวทางสันติภาพ และจะร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของทั้งสองประเทศ

ประธานสภาฯ เยอรมนี เตือนรัฐบาล!! อาจขาดดุล 6.7 ล้านล้านบาท เพราะส่งอาวุธให้ยูเครน..ชี้นำเงินไปพัฒนาสาธารณูปโภคในประเทศดีกว่า

(29 ก.ค. 68) ราล์ฟ นีไมเออร์ (Ralf Niemeyer) ประธานสภารัฐธรรมนูญและอธิปไตยของเยอรมนี เตือนว่าการส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออต (Patriot) ให้ยูเครน อาจทำให้เยอรมนีกลายเป็นเป้าหมายของรัสเซีย และยังส่งผลกระทบหนักต่อภาษีประชาชน

เขาระบุว่า เยอรมนีกำลังขาดแคลนงบประมาณที่จำเป็นสำหรับพัฒนาสาธารณูปโภค เช่น ถนน สะพาน และโรงเรียน ขณะที่รัฐบาลกลับนำเงินไปจัดซื้ออาวุธ ทำให้ประเทศเสี่ยงยากจนลง โดยสื่อเยอรมนีรายงานว่า ประเทศอาจเผชิญภาวะขาดดุลสูงถึง 172,000 ล้านยูโร (ราว 6.7 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2029

ก่อนหน้านี้ เบอร์ลินได้ส่งแพทริออต ให้ยูเครนแล้ว 3 ระบบ และกำลังเจรจากับวอชิงตันเพื่อส่งเพิ่ม โดยเยอรมนีจะเป็นฝ่ายจัดหาทดแทนเองทั้งหมด อย่างไรก็ตาม 'แพทริออต' ไม่ใช่อาวุธวิเศษ เพราะเคยถูกโจมตีทะลวงมาแล้วโดยอาวุธรัสเซีย

รัสเซียเตือนว่าการส่งอาวุธให้ยูเครนเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการสันติภาพ และถือว่าเป็นเป้าหมายชอบธรรมทางทหาร ขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำว่า สหรัฐฯ จะได้รับเงินคืนเต็มจำนวนจากเยอรมนีสำหรับข้อตกลงนี้

กองทัพรัสเซียยึด ‘เมืองชาซอฟยาร์’ สำเร็จ หนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญฝั่งตะวันออกของ ‘ยูเครน’

(31 ก.ค. 68) กระทรวงกลาโหมรัสเซียประกาศว่า กองทัพรัสเซียสามารถควบคุมเมืองชาซอฟยาร์ (Chasov Yar) ในสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์ (DPR) ได้แล้ว หลังจากปฏิบัติการรุกโดยกองกำลังยูกรุ๊ป (Yug group) ซึ่งถือเป็นชัยชนะสำคัญต่อเนื่องจากการยึดเมืองบัคมุตเมื่อปี 2023

สำหรับเมืองชาซอฟยาร์ตั้งอยู่บนเนินเขาทางตะวันตกของเมืองบัคมุตประมาณ 15 กิโลเมตร มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์เนื่องจากมองเห็นพื้นที่โดยรอบได้ไกลหลายกิโลเมตร อีกทั้งมีทางหลวง O-0506, คลอง Seversky Donets-Donbass, และทางรถไฟผ่าน ทำให้พื้นที่นี้ถูกใช้เป็นศูนย์กลางการขนส่งและเสริมกำลังโดยกองทัพยูเครน

ก่อนหน้านี้ ยูเครนได้เปลี่ยนเมืองชาซอฟยาร์ให้กลายเป็นเขตป้องกันแนวหน้า ด้วยการสร้างป้อมปราการและศูนย์ส่งกำลังตั้งแต่กลางปี 2022 เพื่อสนับสนุนการรบในพื้นที่บัคมุต-โซเลดาร์ การที่รัสเซียสามารถยึดพื้นที่นี้ได้ จึงนับเป็นการตัดเส้นทางลำเลียงของฝ่ายยูเครนที่สำคัญ

การยึดครองชาซอฟยาร์เปิดทางให้รัสเซียสามารถเคลื่อนทัพเข้าสู่กลุ่มเมืองสำคัญทางตะวันออกอย่างคาร์มาโตรสก์, สลาวียันสก์ และคอนสแตนติโนฟกา ซึ่งเป็นศูนย์กลางขนส่งและการป้องกันของยูเครนในภูมิภาคโดเนตสก์ ชัยชนะนี้ยังถูกมองว่าเป็นอีกก้าวในการ 'ปลดปล่อย' ดินแดน DPR ตามคำกล่าวอ้างของรัสเซียจากรัฐบาลยูเครนที่มอสโกเรียกว่า 'ระบอบนีโอนาซี' 
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top