Saturday, 6 June 2026
ภาษีทรัมป์

สหรัฐฯ ยกเลิกสิทธิยกเว้นภาษีพัสดุนำเข้า ต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ มีผล 30 ส.ค. นี้!! หลังใช้มาตรการดังกล่าวมายาวนานกว่า 80 ปี

(29 ส.ค. 68) สหรัฐฯ ประกาศยกเลิกการยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับพัสดุมูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ มีผลตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคมนี้ หลังใช้นโยบายมานานกว่า 80 ปี โดยในช่วงเปลี่ยนผ่าน 6 เดือนแรก ผู้ให้บริการไปรษณีย์ต่างประเทศสามารถเลือกจ่ายภาษีแบบเหมาจ่าย 80–200 ดอลลาร์ต่อพัสดุ ขึ้นอยู่กับประเทศต้นทาง ก่อนที่จะต้องเก็บภาษีตามมูลค่าจริงทั้งหมดตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2026 เป็นต้นไป

ทำเนียบขาวระบุว่า การยกเลิกช่องโหว่นี้จะช่วยป้องกันการลักลอบนำเข้ายาเสพติด เช่น เฟนทานิล และเพิ่มรายได้จากภาษีศุลกากรอีกกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดย ปีเตอร์ นาวาร์โร (Peter Navarro) ที่ปรึกษาด้านการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่านี่คือ “การเปลี่ยนแปลงถาวร” และไม่เปิดทางให้ประเทศคู่ค้ารายใดกลับมาได้สิทธิยกเว้นอีก

ที่ผ่านมาพัสดุนำเข้าภายใต้นโยบาย de minimis เพิ่มจาก 139 ล้านชิ้นในปีงบประมาณ 2015 เป็นกว่า 1.36 พันล้านชิ้นในปี 2024 ส่วนใหญ่เป็นสินค้าจากจีน ซึ่งได้รับความนิยมสูงจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shein และ Temu ที่ส่งตรงถึงผู้บริโภคโดยไม่ต้องเสียภาษีเต็มจำนวน

สำหรับอัตราใหม่ พัสดุจากประเทศที่สหรัฐฯ เก็บภาษีต่ำกว่า 16% เช่น สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป จะถูกเก็บ 80 ดอลลาร์ต่อชิ้น ประเทศที่อยู่ระหว่าง 16–25% เช่น อินโดนีเซียและเวียดนาม เสีย 160 ดอลลาร์ ส่วนประเทศที่เกิน 25% เช่น จีน บราซิล อินเดีย และแคนาดา จะเสียสูงสุด 200 ดอลลาร์ต่อชิ้น ขณะที่ผู้ให้บริการขนส่งรายใหญ่ทั้ง FedEx, UPS และ DHL ต้องดำเนินการเก็บภาษีและจัดการเอกสารแทนผู้นำเข้าเต็มรูปแบบ

‘อรรถวิชช์’ เผยปม ‘พีระพันธุ์ - รทสช.’ ยังหนุนเพื่อไทย เหตุต้องมีรบ. เจรจาภาษีทรัมป์ – ยัน ‘พีระพันธุ์’ ไม่หวังนั่งนายกฯ เอง

‘อรรถวิชช์’ เผยเบื้องหลัง เหตุผลที่ รทสช. ยังจับมือร่วมรัฐบาลเพื่อไทย หลังเกิดกรณีคลิปเสียง 'นายกฯอิ๊งค์' หลุด ทั้งที่ สส.เขตส่วนใหญ่ให้ถอนตัว เหตุต้องมีรัฐบาลเจรจาภาษีทรัมป์ พร้อมย้ำ ‘พีระพันธุ์’ ทำแต่งานไม่ได้หวังตำแหน่งนายกฯ และเป็นรัฐมนตรีพลังงานที่ดีที่สุดตั้งแต่เคยมีมา

(17 ก.ย. 68) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต สส. กรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงเบื้องลึกและเบื้องหลังกรณีพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) สนับสนุนรัฐบาลเพื่อไทยต่อ แม้ว่า สส.เขตส่วนใหญ่ของพรรค เรียกร้องให้ถอนตัวจากรัฐบาล หลังจากมีกรณีคลิปเสียง ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เจรจากับ ฮุน เซน 

โดยนายอรรถวิชช์ ซึ่งอยู่ในที่ประชุม สส. ของพรรครวมไทยสร้างชาติด้วย ระบุว่า สส. เขตจำนวนมากเรียกร้องให้พรรคถอนตัวจากรัฐบาลทันที เนื่องจากเสียงสะท้อนจากพื้นที่ไม่ดีนัก โดยมอบหมายให้คุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะหัวหน้าพรรค รับข้อเสนอไปเจรจา และได้ดำเนินการตามนั้น ซึ่งทราบมาว่าทางคุณพีระพันธุ์ ได้เข้าไปเจรจากับคุณทักษิณ และ นายกฯอิ๊งค์ พร้อมกับแจ้งว่าจะขอถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล

แต่อย่างไรก็ตาม การถอนตัวก็ไม่เกิดขึ้น เนื่องจากถูกร้องขอให้ดำเนินการใน 2 เรื่องสำคัญก่อน นั่นคือ การเจรจาทางเศรษฐกิจกับรัฐบาลสหรัฐฯ เรื่อง “ภาษีทรัมป์” ซึ่งหากไม่มีนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลกลายเป็นรัฐบาลรักษาการ การเจรจาจะต้องสิ้นสุดลงทันที เป็นข้อเท็จจริงตามกฎหมาย และอัตราภาษีอาจพุ่งขึ้นเกิน 30% จะไม่ใช่อัตราเช่นทุกวันนี้

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งในช่วงเวลานั้น ทหารไม่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีลาออก เพราะจะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและการเจรจาระหว่างประเทศ

นายอรรถวิชช์ ยังกล่าวด้วยว่า ด้วยลักษณะส่วนตัวของคุณพีระพันธุ์ เป็นบุคคลที่ไม่ชอบพูดต่อสาธารณะ แม้จะถูกนักข่าวถามหลายครั้งก็ยังไม่ให้คำตอบชัดเจน ซึ่งอาจจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ส่งผลทำให้เกิดความอึดอัดใจในหมู่ผู้สนับสนุน และนำไปสู่การตีความหลากหลาย จนเกิดความแตกแยกในแนวคิดภายในพรรค

ในขณะที่ภาพ “จับมือ” ที่ปรากฏในช่วงก่อนการโหวตนายกรัฐมนตรี ก็กลายเป็นอีกหนึ่งจุดที่ถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงเกิดขึ้น ต้องย้อนกลับไปดูไทม์ไลน์ในช่วงนั้น ซึ่งคุณภูมิธรรม ไม่ได้บอกอย่างชัดเจนว่า จะสนับสนุนคุณชัยเกษม แต่หลังจากนั้นทางเพื่อไทยได้แสดงท่าทีว่าจะเดินหน้ายื่นยุบสภา ทำให้พรรครวมไทยสร้างชาติตัดสินใจฟรีโหวต ซึ่งผลออกมาคือ “คุณอนุทิน ชาญวีรกูล” ได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรครวมไทยสร้างชาติ 33 เสียงจาก 36 เสียง โดยมี 3 คนงดออกเสียง และไม่มีใครโหวตให้คุณชัยเกษมเลยแม้แต่คนเดียว

นายอรรถวิชช์ ยังย้ำหนักแน่นว่า “คุณพีระพันธุ์ทำแต่งานไม่ได้หวังตำแหน่งนายกฯ ท่านเป็นรัฐมนตรีพลังงานที่ดีที่สุดตั้งแต่ผมเคยเห็นมา โหวตนายกฯล่าสุด รทสช.ก็ไม่ได้โหวตให้เพื่อไทยเลย แม้แต่เสียงเดียว และตอนจับมือกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ก็ยังไม่มีการเสนอชื่อคุณชัยเกษมเป็นนายกฯ ซึ่งรายชื่อในบัญชีนายกฯของทุกพรรคก็อาจเป็นนายกฯได้ทั้งนั้น คุณพีระพันธุ์เองก็มีโอกาสเป็นนายกฯได้ แต่ผมยืนยันได้ว่า คุณพีระพันธุ์พูดในที่ประชุม รทสช.ว่า คุณพีระพันธุ์ไม่ได้ต้องการเป็นนายกฯเอง"

‘อนุทิน’ แจงเซ็น MOU แร่หายาก ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ย้ำทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎหมายไทย เผยขอ ‘ทรัมป์’ ช่วยพิจารณาลดภาษีเพิ่มเติม

(27 ต.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา เรื่องความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญระดับโลก และส่งเสริมการลงทุน เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคี

นายอนุทิน ชี้แจงว่า MOU แรร์เอิร์ธ หมายถึงแร่ธาตุที่หายาก แต่ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวล เพราะเป็นการร่วมมือด้านเทคโนโลยีและการลงทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อสินค้าต่าง ๆ ของไทย โดยทุกกิจกรรมจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย หลักธรรมาภิบาล และรัฐธรรมนูญ ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมายที่บังคับให้ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง

นายกรัฐมนตรีระบุว่า MOU เป็นเพียงบันทึกความเข้าใจ ไม่ใช่สนธิสัญญาที่ผูกมัด หากฝ่ายใดไม่ต้องการทำต่อสามารถยกเลิกได้ทันที จุดประสงค์หลักคือสร้างความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างสองประเทศ เปิดโอกาสให้มีการพูดคุยเรื่องอื่น ๆ ในอนาคต โดยไม่จำกัดการร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ

นอกจากนี้ นายอนุทินเผยอีกว่า หลังลงนามได้หารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องการลดภาษี (Tariff) เพื่อสนับสนุนการค้าไทย-สหรัฐ ซึ่งถือเป็นโอกาสสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและส่งเสริมประโยชน์ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน โดยเน้นย้ำว่าการลงนาม MOU ครั้งนี้ไม่มีผลเสียต่อประเทศ แต่เป็นการจุดประกายความร่วมมือในระยะยาว

 

‘ทรัมป์–สี จิ้นผิง’ พบกันในรอบ 6 ปี จับตารีเซ็ตสัมพันธ์สองมหาอำนาจโลก ถกหนักสงครามการค้า–เทคโนโลยี–ไต้หวัน โลกรอดูจะจับมือจริงหรือแค่ภาพสวย

(30 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง พบกันครั้งแรกในรอบ 6 ปี ที่ฐานทัพอากาศคิมแฮ เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ท่ามกลางความคาดหวังจากทั่วโลกว่า การพูดคุยครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์สองมหาอำนาจเศรษฐกิจที่ตึงเครียดมานานจากสงครามการค้าและข้อพิพาททางเทคโนโลยี

ผู้นำทั้งสองเริ่มต้นด้วยท่าทีเป็นมิตร ทรัมป์กล่าวชื่นชมสีจิ้นผิงว่าเป็น “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของประเทศที่ยิ่งใหญ่” พร้อมระบุว่าต้องการให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปในทางที่ดี ขณะที่สีตอบว่า “เป็นเกียรติที่ได้พบกันอีกครั้ง” และยอมรับว่าแม้สองประเทศจะมีความเห็นต่าง แต่ก็สามารถ “รุ่งเรืองไปด้วยกันได้” หากร่วมกันกำหนดทิศทางที่ถูกต้อง

การเจรจาครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นหลากหลาย ทั้งภาษี การเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน มาตรการคุมเข้มสินค้าส่งออกอย่างแร่แรร์เอิร์ธ ปัญหายาเฟนทานิล การซื้อถั่วเหลืองของสหรัฐฯ รวมถึงประเด็น TikTok ยูเครน และไต้หวัน ซึ่งล้วนเป็นจุดอ่อนไหวในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ด้าน นักวิเคราะห์มองว่า การพบกันของทรัมป์และสีจิ้นผิงในครั้งนี้ แม้อาจยังไม่ถึงขั้นบรรลุข้อตกลงใหญ่ แต่ถือเป็นก้าวสำคัญในการ “รีเซ็ต” ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ–จีน ที่ผันผวนมานาน หากสามารถสร้างกรอบความร่วมมือใหม่ได้ ก็จะเป็นผลดีทั้งต่อทรัมป์ที่ต้องการคะแนนจากนโยบายต่างประเทศ และต่อจีนที่อยากลดแรงกดดันในช่วงเร่งพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง

‘ทรัมป์’ เผยสหรัฐอเมริกา อาจกลายเป็นประเทศ ‘โลกที่สาม’ หากศาลสูงสุดตัดสินประธานาธิบดี ไม่มีอำนาจใช้มาตรการรีดภาษี

(3 พ.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ใน Truth Social เตือนว่า “สหรัฐอเมริกาอาจตกต่ำจนกลายเป็นประเทศโลกที่สาม” หากศาลสูงสุดตัดสินว่า ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจใช้มาตรการภาษีศุลกากรได้โดยตรง โดยคดีดังกล่าวจะเริ่มพิจารณาในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ ทรัมป์ระบุว่าเป็น “หนึ่งในคดีที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ”

ทรัมป์ย้ำว่า มาตรการภาษีศุลกากรในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งช่วยสร้าง “ความมั่งคั่งมหาศาลและความมั่นคงของชาติ” โดยระบุว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคยทำสถิติสูงสุดหลายครั้งในช่วงเวลาสั้น ๆ ของรัฐบาลตน และแทบไม่มีปัญหาเงินเฟ้อ พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จจากการเจรจาการค้ากับจีนและอีกหลายประเทศ ที่เขาเชื่อว่ามาจาก “อำนาจต่อรองด้วยภาษีศุลกากรของรัฐบาลตนเอง”

ทรัมป์เตือนเพิ่มเติมว่า หากประธานาธิบดีไม่สามารถใช้อำนาจด้านภาษีได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น “ประเทศจะไร้การป้องกัน” และอาจนำไปสู่ “ความล่มสลายของชาติ” โดยชี้ว่า ผู้ที่คัดค้านเรื่องนี้มีเพียง “ประเทศที่เคยเอาเปรียบสหรัฐฯ มานาน ผู้ที่เกลียดชังประเทศ และพรรคเดโมแครต”

นอกจากนี้ ทรัมป์ระบุว่าเขาจะไม่เดินทางไปศาลในวันพุธ เพื่อไม่ให้การปรากฏตัวของตนบดบังความสำคัญของคดี พร้อมกล่าวปิดท้ายว่า “หากเราชนะ เราจะเป็นประเทศที่ร่ำรวยและมั่นคงที่สุดในโลก แต่หากเราแพ้ ประเทศของเราอาจตกต่ำ ขอให้พระเจ้าช่วยไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น”

‘ดร.เจษฎ์’ เตือนรัฐบาล!! สัญญาณอันตราย ‘Trump Tax’ ภาค 2 เตรียมรับมือ ก่อนจะสาย!!

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกมาตรการภาษีทรัมป์ทั่วโลก เหตุใช้อำนาจเกินขอบเขต ซึ่งผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ อาจกลายเป็นฝันร้ายครั้งใหม่ของเศรษฐกิจไทย

โดย รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า ในขณะที่เรายังคงจัดการปัญหาเรื่องการเมืองไม่แล้วเสร็จ ภายในประเทศ เรายังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะจบลงอย่างไร? ภายนอกประเทศก็อย่าเพิ่งดีใจ แม้ศาลฎีกาสหรัฐฯ จะมีการสั่งระงับมาตรการบางส่วนภายใต้กฎหมาย Trade Expansion Act 1962 (มาตรา 232) ไปบ้าง แต่นั่นเป็นเพียง "ความสงบก่อนพายุ" เพราะอาวุธหนักที่แท้จริงของ โดนัลด์ ทรัมป์ คือ Trade Act 1974 ที่มีอำนาจทำลายล้างสูงกว่า

"สิ่งที่มีโอกาสจะตามมาอีกก็คือ ทรัมป์จะไปใช้กฎหมายการค้า หรือว่า Trade Act 1974 ซึ่งมี 2 มาตรา 2 ข้อบทกฎหมายภายใต้กฎหมายฉบับนี้ที่อาจจะเป็นภัยต่อเรา มาตรา 122 ให้มีมาตรการชั่วคราวทางการค้าได้ และมาตรา 301 ที่เคยถูกเรียกว่า Super 301 แล้วยังไม่หายไปไหน" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ เผยด้วยว่า ทรัมป์ จะสามารถกำหนดเลย ประเทศไหนถูกจับตามองเป็นพิเศษ Watch List, Priority Watch List แล้วก็มีมาตรการทางภาษี จากทั้งสองมาตรานี้ ภายใต้ Trade Act 1974 หรือกฎหมายการค้า เพิ่มเข้ามาอีกได้

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังกล่าวอีกด้วยว่า รัฐบาลปัจจุบันและรัฐบาลที่กำลังจะก่อตัวใหม่ยังคง "ง่วน" อยู่กับการจัดองคาพยพภายใน จึงอยากฝากคำถามแรง ๆ ถึงผู้มีอำนาจว่า ได้เริ่มวางแผนรับมือเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้วหรือยัง? โดยเฉพาะการจับเข่าคุยกับภาคธุรกิจไทยที่ต้องรับแรงปะทะโดยตรง "ถ้าท่านไม่วางแผนให้ดีพอ ปัญหาที่ตามมามันจะใหญ่หลวง" ถือเป็นคำเตือนท่ามกลางปัญหาชายแดนที่ยังคุกรุ่น และโครงสร้างรัฐบาลที่ยังไม่นิ่ง หากเจอหมัดฮุคจากสหรัฐฯ ซ้ำเติม เศรษฐกิจไทยที่มีรอยร้าวอยู่แล้วอาจจะพลิกผันจนเกินเยียวยา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top