Friday, 5 June 2026
ภาษีทรัมป์

ทรัมป์เลื่อนใช้ภาษีนำเข้าใหม่ เริ่มใช้ 1 ส.ค. ลั่น!! เก็บภาษีเพิ่ม 10% กับประเทศพันธมิตร BRICS

(7 ก.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า สหรัฐฯ เตรียมส่งจดหมายแจ้งอัตราภาษีนำเข้าใหม่ให้ประเทศคู่ค้า โดยจะมีผลในวันที่ 1 สิงหาคม แทนที่จะเป็นสัปดาห์นี้ตามกำหนดเดิมที่สิ้นสุดในวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งท่าทีดังกล่าวสร้างความสับสนต่อทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และทำให้ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลดลงทันที

รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ ฮาเวิร์ด ลัทนิค (Howard William Lutnick) ยืนยันว่า ภาษีนำเข้าใหม่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม แม้ทรัมป์จะพูดไม่ชัดเรื่องกำหนดเวลา แต่เขายืนยันว่า สหรัฐฯ ได้เตรียมทั้งจดหมายแจ้งอัตราภาษี และทำข้อตกลงกับบางประเทศไปแล้ว พร้อมเตือนว่า หากประเทศใดสนับสนุนกลุ่ม BRICS จะถูกเก็บภาษีเพิ่มอีก 10% โดยไม่มีข้อยกเว้น

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยประกาศเก็บภาษีนำเข้าขั้นต่ำ 10% และอาจสูงสุดถึง 50% กับหลายประเทศ แต่ได้เลื่อนการเริ่มใช้จริงมาหลายครั้ง ล่าสุดเขาให้เวลาประเทศต่าง ๆ เจรจาเพิ่มเติมอีก 3 สัปดาห์ ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า ทรัมป์เตรียมส่งจดหมายถึงกว่า 100 ประเทศที่ยังไม่มีความคืบหน้าในการเจรจา หากยังไม่ดำเนินการใด ๆ จะถูกเรียกเก็บภาษีตามอัตราเดิมที่เคยกำหนดไว้เมื่อ 2 เมษายน

ทั้งนี้ การประกาศของทรัมป์มีขึ้นหลังการประชุมผู้นำกลุ่ม BRICS ที่ประเทศบราซิล ซึ่งผู้นำกลุ่มได้ออกแถลงการณ์ร่วม แสดงความกังวลต่อการที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีฝ่ายเดียว เพราะอาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโลก 

ด้านทำเนียบขาวระบุว่า ยังมีโอกาสผ่อนปรนให้ประเทศที่แสดงความจริงใจในการเจรจา และทรัมป์จะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะขยายเส้นตายออกไปหรือไม่

‘ดร.กอบศักดิ์’ เร่งรัฐแก้เกม ‘ภาษีทรัมป์’ หลังไทยโดน 36% เสียเปรียบเวียดนาม-มาเลเซีย

(8 ก.ค.68) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการ ธนาคารกรุงเทพ และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่ถูกสหรัฐส่งจดหมายแจ้งเมื่อคืนนี้ว่าจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.นี้ โดยกำหนดอัตราสำหรับประเทศไทยที่ 36% เท่ากับรอบแรก เป็นคำเตือนว่าที่เสนอมา ยังไม่พอ ไม่โดนใจ ยังไม่ใช่ Good Deal ต้องทำการบ้านเพิ่มแล้วกลับมาต่อรองอีกรอบไม่เช่นนั้น “จบที่เดิม” ที่เคยประกาศไว้ที่ 2 เมษายน

ในรอบนี้ สหรัฐอาจจะไม่ถอย เพราะตลาดได้รับรู้ตัวเลขเหล่านี้ไปแล้วครั้งหนึ่ง ผู้ประกอบการสหรัฐมีเวลาปรับตัวมา 90 วัน ถ้าตลาดหุ้นสหรัฐลงไม่มากในช่วง 2-3 วันข้างหน้า ลงไม่ถล่มทลายเหมือนต้นเมษายน ก็ยากที่จะมีใครมาเปลี่ยนใจประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้

ทั้งนี้ สำหรับไทย ถ้าเวียดนาม 20% มาเลเซีย 25% เราจะอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ 10-16% จะมีนัยสำคัญอย่างยิ่งกับผู้ส่งออก ทำไมจะต้องซื้อสินค้าจากไทย ถ้าซื้อจากคู่แข่งถูกกว่ายิ่งไปกว่านั้น มีนัยกับคนที่คิดจะมาลงทุนจะมาสร้างโรงงาน เพราะถ้าสร้างเสร็จแล้ว ต้นทุนภาษีแพงกว่าคู่แข่งส่งไปก็สู้ไม่ได้ไปสร้างที่เวียดนามเลยดีกว่าไหม

“เราคงต้องคิดเพิ่มว่าในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้าประเทศไทยจะเสนออะไรกลับไปอีกรอบเพื่อให้พ้นจากจุดนี้ เพราะจากที่เวียดนามเจรจาลดลงมาได้ 46% เหลือ 20% แสดงว่าต้องมีหนทางเป็นกำลังใจให้กับทีมเจรจาครับ” นายกอบศักดิ์ ระบุ

‘มือเศรษฐกิจจุลภาค’ ชี้เจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ไม่ง่าย เพราะการเมืองไทยไม่นิ่ง และยังไม่มีข้อเสนอที่ดึงดูดพอ

(8 ก.ค. 68) นายพลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ มือเศรษฐกิจจุลภาค อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Ta Plus Sirikulpisut' ในหัวข้อ ‘การเจรจา ภาษีของสหรัฐยากมาก’

สาเหตุคือ สหรัฐมีหนี้มหาศาล ต้องมีภาระจัดการหนี้12-15% ของงบประมาณ และหากปล่อยเป็นธรรมชาติ ปี 2570 การจัดการหนี้ต่อปีจะเป็น 20% ของงบประมาณ และไม่นานจะเกิด Debt spiral จะทำให้สหรัฐกู้เงินยาก และค่าเงิน USD เสื่อมค่า

การแก้ปัญหาดังกล่าว ต้องลดงบประมาณ ซึ่งทรัมป์ทำอย่างเข้มข้นแล้ว งบ NGO ตัดหมด ฯลฯ
ถัดไปคือเพิ่มรายได้ ภาษีสหรัฐเยอะมาก ทางเลือกถัดไปคือ รายได้จากศุลกากร ซึ่งสหรัฐขาดดุลการค้าเยอะมาก ต้องเพิ่มรายได้+ลดขาดดุลการค้าไปพร้อมกัน

การใช้ Data analysis เข้ามารายงานประเทศที่ได้ดุลการค้าเยอะ แถมเพิ่มปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์เข้าไป เวียดนามโยนไพ่ตาย ลดภาษีให้สหรัฐหมดเลย แต่ได้กลับมา 20% สหรัฐยิ้มหวาน เพราะได้อย่างที่ต้องการ คู่ค้ารายอื่นต้องเสนอตัวเลขที่ใกล้เคียงหรือดีกว่า

แต่สินค้าส่งออกไทยไปสหรัฐส่วนมากจะเป็นภาคอุตสาหกรรม และเป็นเงินลงทุนจากต่างชาติของสหรัฐเองก็ไม่น้อย

เราเคยชี้แจงไปแล้ว แต่ สหรัฐเข้าตาจนด้านการคลัง อยากให้ไทยเสนอให้ดีกว่านี้ และเมื่อเทียบกับ Asean แล้ว Malay ก็ดีกว่า แถมการเมืองบ้านเรายังไม่นิ่ง โจทย์ยากสุด ๆ ครับ

สภาอุตฯ เรียกถกด่วน 47 กลุ่มอุตสาหกรรม รับมือภาษีทรัมป์ 36% คาดไทยเสียหาย 8-9 แสนล้าน

(8 ก.ค. 68) จากกรณีที่สหรัฐอเมริกาได้แจ้งอย่างเป็นทางการว่าจะเริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยในอัตราสูงถึง 36% ครอบคลุมสินค้าทุกประเภท ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งถือเป็นอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดที่สูงกว่าที่ภาคเอกชนประเมินไว้ และสูงกว่าหลายประเทศคู่แข่งในภูมิภาค อาทิ เวียดนาม (20%) อินโดนีเซีย (32%) และมาเลเซีย (25%) ซึ่งสะท้อนว่าไทยกำลังเสียเปรียบในเชิงการแข่งขัน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การตัดสินใจของสหรัฐฯ ในเบื้องต้น อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกไทยโดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีสหรัฐฯ เป็นคู่ค้าหลัก เช่น อาหารแปรรูป สินค้าเกษตร ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ อัญมณี เหล็กและอะลูมิเนียม ซึ่งคาดว่ามูลค่าความเสียหายต่อการส่งออกไทยอาจอยู่ที่ประมาณ 8-9 แสนล้านบาท

“แม้ว่าข้อเสนอแรกของไทยจะถูกส่งไปเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมและมีการลงนามในเช้าวันที่ 7 กรกฎาคม ซึ่งอาจสวนทางกับประกาศของสหรัฐฯ ที่แจ้งมา ขณะนี้ ไทยได้ส่งข้อเสนอที่ 2 ไปแล้ว ซึ่งมีความแตกต่างจากข้อเสนอแรก โดยเฉพาะในเรื่องจำนวนรายการสินค้าที่จะลดภาษีให้เป็น 0% ซึ่งมีจำนวนหลายพันรายการ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เราส่งข้อเสนอเพิ่มเติมไปนั้น ยังไม่มีการตอบกลับมา แต่เชื่อว่า หากสหรัฐฯ ได้พิจารณาอีกครั้งในข้อเสนอเพิ่มเติมใหม่นี้ น่าจะมีผลไปในทิศทางบวก” นายเกรียงไกร กล่าวเสริม

สถานการณ์ที่ยังไม่แน่นอนเช่นนี้ ส.อ.ท. จึงจะมีการประชุมเร่งด่วนภายในร่วมกับ 47 กลุ่มอุตสาหกรรม 11 คลัสเตอร์ก่อน เพื่อประเมินผลกระทบเป็นรายกลุ่ม และจัดทำมาตรการรองรับที่เหมาะสม หลังจากนั้น ในนามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จะรีบเร่งประชุมร่วมกับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหามาตรการตั้งรับต่อไป

ทรัมป์ย้ำเส้นตาย!! ขึ้นภาษีนำเข้า 1 ส.ค. ส่งผลกระทบไทย โดนภาษีสหรัฐฯ 36%

(9 ก.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันอังคารว่า จะไม่มีการขยายเส้นตายวันที่ 1 สิงหาคมนี้ สำหรับการบังคับใช้ภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นกับหลายประเทศ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยแสดงท่าทีว่าจะมีความยืดหยุ่นในกำหนดการดังกล่าว

ตั้งแต่เดือนเมษายน สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้าในอัตรา 10% กับหลายประเทศ แต่มีบางประเทศที่ถูกกำหนดให้เสียภาษีเพิ่มเป็นพิเศษ ซึ่งถูกเลื่อนมาแล้วหลายรอบ แต่ล่าสุดทรัมป์ยืนยันว่าจะเริ่มเก็บจริงวันที่ 1 สิงหาคมนี้ และจะไม่เลื่อนอีกแล้ว

ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ว่า “จะไม่มีการต่อเวลาอีก” และระบุว่าประเทศต่าง ๆ จะเริ่มจ่ายภาษีตามหนังสือแจ้งเตือนที่รัฐบาลส่งออกไป โดยบางประเทศจะถูกเก็บภาษีในอัตราสูงถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์ เช่น อินโดนีเซีย บังกลาเทศ ไทย และมาเลเซีย ส่วนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จะถูกเก็บในอัตรา 25%

ในจดหมายถึงผู้นำประเทศต่าง ๆ ทรัมป์เตือนว่า หากมีการตอบโต้ สหรัฐฯ อาจตอบกลับด้วยมาตรการภาษีที่รุนแรงขึ้น แต่ก็เปิดช่องให้ต่อรอง โดยระบุว่า หากประเทศใดพร้อมปรับนโยบายการค้า สหรัฐฯ “อาจพิจารณาปรับแก้จดหมายนี้”

จนถึงตอนนี้ สหรัฐฯ มีข้อตกลงเกิดขึ้นเพียงกับไม่กี่ประเทศ เช่น อังกฤษ เวียดนาม และการลดภาษีตอบโต้กับจีน โดยทรัมป์ย้ำว่า มาตรการขึ้นภาษีนี้มีเป้าหมายเพื่อให้การค้าระหว่างประเทศเป็นธรรมกับสหรัฐฯ มากขึ้น

ทรัมป์ลั่น ‘ดอลลาร์คือราชา’ ขู่กลุ่ม BRICS ท้าทายเงินดอลล์!! เตรียมขึ้นภาษีอีก 10%

(9 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แถลงในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคาร ยืนยันว่าดอลลาร์สหรัฐฯ ต้องคงสถานะสกุลเงินหลักของโลก พร้อมขู่ว่าหากประเทศใดพยายามลดบทบาทของดอลลาร์ จะถือเป็นภัยร้ายแรงระดับ "สงครามโลก" และสหรัฐฯ จะไม่ยอมให้เกิดขึ้น

ทรัมป์ระบุชัดว่า หากประเทศใดพยายามหาทางเลี่ยงการใช้ดอลลาร์ในระบบการค้าโลก เช่นกลุ่ม BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) ที่เคยพูดถึงการสร้างระบบเงินใหม่ เขาพร้อมจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มอีก 10% กับประเทศเหล่านั้น

“ถ้าใครอยากท้าทายดอลลาร์ก็ลองดู แต่ต้องจ่ายราคาแพง และผมไม่คิดว่าจะมีใครกล้าจ่าย” ทรัมป์กล่าว พร้อมเหน็บอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ผ่านมาว่า “ถ้าอเมริกามีผู้นำโง่ ๆ เหมือนที่ผ่านมา เราก็คงเสียสถานะดอลลาร์ไปแล้ว เหมือนแพ้สงคราม”

ทรัมป์ยืนยันแนวทางเศรษฐกิจว่า “ดอลลาร์คือราชา และเราจะทำให้มันเป็นแบบนั้นต่อไป” พร้อมพูดถึงเส้นตายวันที่ 1 สิงหาคม ที่จะเริ่มบังคับใช้ภาษีนำเข้าชุดใหม่กับหลายประเทศ โดยบอกว่าหลายชาติต่างยอมอ่อนข้อให้สหรัฐฯ หลังจากถูกกดดันหนัก

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เพิ่งประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ 25% และเตรียมเก็บภาษีใหม่กับอีกกว่า 10 ประเทศภายในต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในมาตรการกดดันการค้าครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีของสหรัฐฯ

‘ดร.อักษรศรี’ ชี้เหตุผล เวียดนาม ไม่กลัวภาษีทรัมป์ เพราะรู้ว่า ตัวเองมีเสน่ห์อะไร พร้อมทั้งกล้าตั้งเป้า GDP ปีนี้โตถึง 8%

(10 ก.ค. 68) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn ว่า  เวียดนาม ไม่กลัวภาษีทรัมป์ + รู้ว่า ตัวเองมีเสน่ห์อะไร นายกฯ ฟ่าม ยังเดินหน้ากล้าตั้งเป้า GDP ปีนี้โต 8 % ส่วนแถวนี้ ยังลุ้นระทึกจะโต 1% ได้ไหวมั้ย”

พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า ส่วนแถวนี้ รอลุ้นอย่างสิ้นหวังค่ะ ไทยแลนด์ไร้เสน่ห์ ในสายตาทรัมป์ เดี๋ยว 1 ส.ค. ภาษีทรัมป์เริ่มถล่มเศรษฐกิจไทย น่าจะน่วมหนัก หลายสำนักคาดการณ์ GDP ไทยจะโตไม่ถึง 1% (บางค่ายบอกว่า อาจจะติดลบ) ไทยโตต่ำสุดในอาเซียน !!

ส่วนทาง เวียดนาม ไม่กลัวภาษีทรัมป์ + รู้ว่า ตัวเองมีเสน่ห์อะไร นายกฯ ฟ่ามยังเดินหน้ากล้าตั้งเป้าโตปีนี้ 8 % นะคะ

ทั้งนี้ สองไตรมาสแรกของปี 2025 นี้ ในยุคทรัมป์ป่วนโลก เวียดนามก็โตต่อไป ตัวเลขครึ่งแรกของปีนี้ ยังโตได้ 7.52% !!

'เศรษฐา' เชื่อมือ ‘ทีมไทยแลนด์’ เจรจาภาษีทรัมป์ หวังสหรัฐฯ เคาะภาษีได้ 20% เท่าเวียดนาม

‘เศรษฐา’ เชื่อมือทีมไทยแลนด์ เจรจาภาษีทรัมป์ หวังลดอัตราภาษี 20% เท่าเวียดนาม ชี้หน่วยงานรัฐต้องจับมือเดินไปทิศทางเดียวกัน มั่นใจไทยมีระบบดูแลนักลงทุนอย่างเป็นธรรม

(10 ก.ค.68) เมื่อเวลา 12.00 น. ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสหรัฐอเมริกาขยายเวลาเจรจาภาษีครั้งสุดท้ายเป็นวันที่ 1 ส.ค.นี้ ไทยจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 36% หรือไม่ว่า ขณะนี้ไทยมีเวลาถึง 1 ส.ค. ส่วนตัวเชื่อว่านายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และรมว.คลัง พร้อมทีมไทยแลนด์ จะต้องมีการหารือกันอย่างขะมักเขม้น เพื่อให้ไทยได้อัตราภาษีที่ดีขึ้น ซึ่งส่วนตัวได้มีการพบเจอกับปลัดกระทรวงพาณิชย์ และได้รับคำยืนยันว่าสู้อย่างเต็มที่

นายเศรษฐา กล่าวต่อว่า ส่วนตัวเชื่อว่ายังมีความหวัง เพราะไทยยังมีหลายอย่างที่ต้องให้กับทางสหรัฐฯ ได้อยู่ สิ่งที่ไทยมีแต้มต่อในการต่อรองลดภาษีนั้น จะต้องดูรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง จำนวนสินค้าในหมวดต่างๆ ตรงไหนที่ให้สหรัฐฯ แล้วไม่ต้องเสียภาษีที่มากมาย แต่สำคัญที่สุดทีมงานทุกกระทรวงไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ BOI จะต้องมานั่งพูดคุยกัน มีสิ่งไหนที่เกี่ยวข้อง เสียงจะต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อย่าให้เสียงแตกเพื่อให้สหรัฐฯ พอใจ 

นายเศรษฐา กล่าวว่า รวมทั้งยังมีอีกหลายเรื่อง เช่น นอนคาร์ริค (การหลีกเลี่ยงภาษี) ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคาร์ริค (การเสียภาษีเงินได้) ขั้นตอนของศุลกากรที่ยังคงมีปัญหา การสวมสิทธิ์ต่างๆ เป็นเรื่องที่ไทยต้องให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐฯ ยังคงจัดเก็บภาษีไทยอยู่ที่ร้อยละ 36 สิ่งที่จะกระทบตามมาก็คือกลุ่มเป้าหมาย ที่อย่างน้อยอาจหารเข้าเวียดนามอย่างน้อยร้อยละ 20 และสหรัฐฯ จัดเก็บในอัตราที่สูงย่อมจะส่งปัญหา เพราะหลายอุตสาหกรรมที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาในประเทศไทย ก็หวังว่าไทยจะไม่เสียเปรียบเพื่อนบ้าน แต่แน่นอนว่าไทยยังมีข้อได้เปรียบอีกหลายข้อ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตที่ปลอดภัยและต้นทุนต่ำ หรือ low cost save living มีระบบภาษีที่ชัดเจนกว่า และมีระบบราชการที่ดูแลนักลงทุนอย่างเป็นธรรม ดังนั้นส่วนตัวเชื่อว่ามีหลายประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเลข แต่แน่นอนว่าตัวเลขต้องใกล้เคียงกันถึงจะมาพูดคุยกันได้ 

เมื่อถามว่าต้องมีการส่งเสริมกลุ่ม SME ซึ่งได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีของทรัมป์โดยตรงใช่หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ หากนโยบายภาษีของทรัมป์ถ้าไม่ได้รับการผ่อนปรน ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องมีการช่วยเหลือกัน เชื่อว่าทีมงานจะศึกษาและดูแลเรื่องนี้อยู่ แต่สิ่งสำคัญคือตัวภาษี ที่จะต้องมีการลดให้เทียบเท่ากับเวียดนามเสียก่อน แต่ส่วนตัวเชื่อว่าไทยจะมีมาตรการอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อพิเศษดอกเบี้ยต่ำ 

เมื่อถามว่าหลายฝ่ายวิจารณ์ว่าการรับมือของรัฐบาลเกิดความล่าช้า นายเศรษฐา กล่าวว่า วันนี้ต้องรวมใจกันและเจรจาในวันที่ 1 ส.ค.นี้ ให้มีการลดภาษีลงให้ได้ อย่างน้อยให้ลดเหลือร้อยละ 20 เทียบเท่าเวียดนาม ส่วนตัวเชื่อว่าเป็นประเด็นที่อยู่ในใจทุกๆคนอยู่ ส่วนแผนงานรองรับอื่นๆ ก็ต้องตามมา อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้หากการเจรจาเป็นไปในเชิงบวก จะเป็นประเด็นที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ หากไม่เป็นไปตามที่หวังไว้ จะต้องมีการทำโรดโชว์ต่างๆ นำข้อดีของประเทศไทยไปเสนอต่างชาติ ช่วงที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปพบปะกับผู้ประกอบการ SME ซึ่งส่วนมากก็จะสะท้อนเรื่องของนักท่องเที่ยว แน่นอนว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ตกลงไป ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัย และนักท่องเที่ยวจะต้องได้รับการดูแลและความเป็นธรรม ส่วนมาตรการกระตุ้นถือเป็นขั้นตอนต่อไปที่จะต้องทำให้ดีขึ้น 

เมื่อถามถึงข้อมูลที่ระบุว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะของจีนที่ลดลงไปมากนั้น นายเศรษฐา กล่าวว่า ก็ต้องเอาไปเปรียบเทียบกับเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ก็ยังยืนยันว่าใกล้เคียงกัน แต่ถ้าเปรียบเทียบกับช่วงไฮซีซั่น ยอมรับว่าก็ตกลงไปพอสมควร

ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 35% สินค้าจากแคนาดา โยงปัญหาเฟนทานิล!! ขู่เก็บเพิ่มอีกหากเจรจาไม่คืบ

(11 ก.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศผ่าน Truth Social ว่าจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาสูงถึง 35% เริ่ม 1 สิงหาคมนี้ พร้อมขู่ใช้มาตรการภาษีเพิ่มเติมอีก 15-20% กับประเทศคู่ค้าอื่น ๆ หากไม่มีความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงการค้าใหม่ ซึ่งมีกำหนดเส้นตายวันที่ 21 กรกฎาคม

นายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) ตอบโต้ผ่านแพลตฟอร์ม X โดยระบุว่ารัฐบาลจะปกป้องแรงงานและธุรกิจของแคนาดาอย่างเต็มที่ พร้อมเดินหน้าหารือกับสหรัฐฯ เพื่อหาทางออกก่อนถึงเส้นตาย ขณะเดียวกัน แคนาดาก็เริ่มใช้มาตรการตอบโต้ เช่น การยกเลิกภาษีเทคโนโลยีสหรัฐฯ เพื่อประคองการเจรจา

ทรัมป์ให้เหตุผลว่าภาษีดังกล่าวเป็นผลจาก 'ความล้มเหลวของแคนาดา' ในการหยุดยั้งการลักลอบนำเข้าเฟนทานิล (สารเสพติด) เข้าสหรัฐฯ รวมถึงการตั้งกำแพงภาษีกับสินค้านมสหรัฐฯ และการขาดดุลการค้าระหว่างสองประเทศ แม้ข้อมูลจากศุลกากรสหรัฐฯ จะระบุว่าเฟนทานิลที่จับได้ตามแนวชายแดนแคนาดามีสัดส่วนเพียง 0.2% เท่านั้น

นอกจากมาตรการใหม่ ทรัมป์ยังคงภาษี 25% ที่เคยประกาศใช้กับรถยนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม และสินค้าแคนาดาบางรายการ และเตรียมขึ้นภาษีทองแดงอีกรอบในเดือนหน้า สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบหนักต่อภาคอุตสาหกรรมของแคนาดา ซึ่งพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ กว่า 75% ของการส่งออกทั้งหมด

‘ส.อ.ท.’ ถกฉุกเฉิน 47 กลุ่มอุตฯ รับมือภาษีทรัมป์ 36% สั่งเร่งยื่นคลังเจรจาสหรัฐฯ-เสนอแพ็กเกจช่วยผู้ประกอบการ

(12 ก.ค. 68) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยความกังวลหลังสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตราสูงถึง 36% มีผลบังคับใช้ 1 ส.ค. นี้ ซึ่งสูงกว่าคู่แข่งในอาเซียน เช่น เวียดนาม (20%) อินโดนีเซีย (32%) และมาเลเซีย (25%) โดย ส.อ.ท. อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลจาก 47 กลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อนำเสนอภาครัฐเจรจาลดภาษี

ท่ามกลางการเจรจาการค้ากับประเทศอื่นที่มีความคืบหน้า เช่น เวียดนามและสหราชอาณาจักรที่ได้รับการลดภาษีนำเข้าสหรัฐฯ แล้ว ไทยกลับยังไม่มีข้อตกลงใดๆ จึงเสี่ยงเสียเปรียบในการแข่งขัน ขณะที่จีนอยู่ระหว่างพักชำระภาษีชั่วคราว ซึ่งจะหมดอายุในเดือนสิงหาคมนี้ และอยู่ระหว่างเจรจากับสหรัฐฯ ที่กรุงลอนดอน

ข้อมูลการส่งออกไทยไตรมาสแรก ปี 2568 คิดเป็นกว่า 58% ของ GDP โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม หากภาษียังอยู่ในระดับสูง อาจส่งผลให้ต้นทุนพุ่ง เสียส่วนแบ่งตลาด และกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน คาดว่าความเสียหายต่อภาคส่งออกอาจสูงถึง 8–9 แสนล้านบาท หากไม่มีมาตรการเยียวยา

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เผยว่ากลุ่มอุตสาหกรรมกำลังเจรจาผู้นำเข้าฝั่งสหรัฐฯ แบ่งรับภาระภาษี แต่บางรายไม่ยินยอม พร้อมเสนอให้รัฐเร่งเจรจาลดภาษีศุลกากรตอบโต้เหลือ 0% ในหลายพันรายการ และออกมาตรการเยียวยา เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ลดภาษีนิติบุคคล และหนุนค่าใช้จ่ายด้านธุรกิจ

ทั้งนี้ สินค้าที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ได้แก่ เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้า ยาง เฟอร์นิเจอร์ ชิ้นส่วนรถยนต์ ของเล่น และสินค้าเหล็ก-เซรามิก โดย ส.อ.ท. เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมมือฝ่าวิกฤติภาษีครั้งนี้ และมองว่านี่อาจเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมไทยระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top