Thursday, 4 June 2026
พีระพันธุ์

‘อรรถวิชช์’ ชี้ นโยบาย ‘พีระพันธุ์’ ทั้งเปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์ – แก้กฎหมายเรื่องน้ำมัน กระทบนายทุนเต็ม ๆ

‘อรรถวิชช์’ ชี้ นโยบาย ‘พีระพันธุ์’ ทั้งเปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์ – แก้กฎหมายเรื่องน้ำมัน กระทบนายทุนเต็ม ๆ 

‘ชื่นชอบ’ ย้ำชัด ‘พีระพันธุ์’ ไม่เคยต่อรองเก้าอี้นายกฯ ซัด บางคนสร้างภาพพูดจาดี แท้จริงคือผู้ร้ายใส่สูท

(22 ก.ย. 68) นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า ขออนุญาตใช้คำว่า"ไม่จริง" (ตัวโต ๆ) ครับ ผมในฐานะรองหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ขอยืนยันว่าเรื่องพรรคเพื่อไทยเสนอให้หัวหน้าพีระพันธุ์เป็นนายกฯ ไม่เป็นความจริงครับ และหัวหน้าพีระพันธุ์พูดเสมอว่าไม่เคยสนใจการได้ตำแหน่งใดๆ ผมไม่เคยเห็นหัวหน้าพีระพันธุ์เรียกร้อง ไขว่คว้า หรือขายอุดมการณ์เพื่อให้ได้ตำแหน่งใดๆครับ

ทางการเมืองหัวหน้าพีระพันธุ์พูดเสมอว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่พรรคเพื่อไทยจะเสนอคนจากพรรคอื่นที่เสียงน้อยกว่าเป็นนายกฯ ครับ เพราะนั้นคือการฆ่าตัวตายทางการเมือง 

การโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งล่าสุดกรรมการบริหารพรรคส่วนใหญ่เห็นว่าทางพรรคไม่ควรสนับสนุนข้อเสนอของพรรคประชาชนที่เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับซึ่งไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่แก้ไขหมวด 1และหมวด 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติ  

เนื่องจากพรรครวมไทยสร้างชาติมีความเป็นประชาธิปไตยครับ หัวหน้าพีระพันธุ์ให้การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นเอกสิทธิ์ของส.ส.โดยอธิบายข้อเสนอแนะต่างๆที่กรรมการบริหารสรุปในที่ประชุมให้ส.ส.ทราบครับ

ผมรู้ข้อเท็จจริงทุกประการครับแต่คงไม่เหมาะที่จะพูดเพราะมันก็เป็นการสาวไส้ให้กากิน ทุกคนก็พยายามสร้างภาพให้ตัวเองดูดีในสายตาคนอื่น บางคนเป็นผู้ร้ายใส่สูท พูดจาดีคนก็เชื่อว่าเขาคนนั้นเป็นคนดี ก็ไม่เป็นไรครับสักวันหนึ่งพี่น้องประชาชนก็จะเห็นว่าใครของจริง

ใครอยากออกก็คงห้ามเขาไม่ได้ครับ ผมเชื่อในหลักธรรมชาติคัดสรร หัวหน้าเป็นสุภาพบุรุษไม่พูดจาให้ร้ายใครแม้ตัวเองจะถูกกระทำก็ตามครับ ผมพูดได้เท่านี้

‘อรรถวิชช์’ ฝากรัฐบาลใหม่ดัน “พรบ. เสรีโซลาร์” ต่อ หลัง 'พีระพันธุ์' เริ่มต้นไว้แล้วแต่ถูกกฤษฎีกาติตก

‘อรรถวิชช์’ เสียดาย! กฤษฎีกาตีตกทันที 'พรบ.เสรีโซลาร์' หลัง ‘พีระพันธุ์’ พ้นตำแหน่งรมว.พลังงาน เพียงไม่กี่วัน หวังรัฐบาลใหม่สานต่องาน

เมื่อวันที่ (30 ก.ย. 68) ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ผู้ยกร่างกฎหมายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เปิดเผยว่า หลังจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงาน เพียงไม่กี่วันมีหนังสือจากเลขาธิการกฤษฎีกาถึงคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ก.ย.68 ซึ่งมีสาระสำคัญไม่เห็นชอบในการออกกฎหมายเสรีโซลาร์ โดยอ้างว่าหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถมีนโยบายออกเป็นประกาศได้อยู่แล้ว ไม่ต้องยกร่างเป็นพระราชบัญญัติ  ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้ผ่านอนุมัติหลักการจาก ครม.ชุดก่อนมาแล้วและไม่เคยมีกฎหมายลักษณะส่งเสริมมาก่อน มีแต่กฎหมายให้อำนาจรัฐยืนบังแดดประชาชนเท่านั้น

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า ผมในฐานะผู้ร่างกฎหมายฉบับนี้  ได้อ่านจดหมายของเลขาธิการกฤษฎีกาแล้ว 'เสียดาย' กฤษฎีกาน่าจะทราบดีว่าการเปิดเสรีโซลาร์ได้ ต้องตั้งเรื่องจากหลายหน่วยงานต่างสังกัดกันและมีกฎหมายเกี่ยวข้องกว่า 6 ฉบับ

1. พ.ร.บ.โรงงาน โดย กรมโรงงานอุตสาหกรรม
2. พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน โดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
3. พ.ร.บ.ผังเมือง โดย กรมโยธาธิการและผังเมือง
4. พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร โดย สำนักงานเขต/องค์การบริหารส่วนตำบล
5. พ.ร.บ.พัฒนาและส่งเสริมพลังงาน โดย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
6. ระเบียบของการไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 

กฤษฎีกามีข้อเสนอแนะให้แต่ละหน่วยไปออกกฎหมายลูกปลดล็อกเปิดเสรีโซลาร์โดยที่ไม่ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ ผมถามจริงๆ ทำได้จริงเหรอ กี่ปีครับ หน่วยงานจะยอมหรือไม่ ประชาชนสามารถแปลงแสงอาทิตย์มาเป็นไฟฟ้าได้ฟรี รายได้และค่าธรรมเนียมต่างๆ ลดหายไป หน่วยงานต่างๆ จึงดึงเรื่องมาถึงวันนี้ เขาตั้งใจขวางทางครับ ถ้าเขาอยากทำ เขาทำได้ไปนานแล้ว พ.ร.บ.เสรีโซลาร์ที่ผมร่างมีแค่ 32 มาตรา หากได้เข้าสภากฎหมายจะมีผลทันก่อนยุบสภา ส่วนอุปกรณ์โซลาร์ราคาประหยัดฝีมือคนไทยโดยกระทรวงพลังงานก็ผ่านการทดสอบด้านคุณภาพแล้วพร้อมผลิตได้ เสียดายมากถ้าไม่ได้ทำต่อ 

"ผมอยากเห็นนายกฯอนุทินสานต่อนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเรื่องนี้พรรคภูมิใจไทยก็เคยหาเสียงไว้และให้ความสำคัญไว้เช่นกัน"

‘พีระพันธุ์’ เคลียร์ทุกข้อสงสัยปม “กฎหมายโซลาร์เสรี” ถูกตีตก ชี้ ไม่ซ้ำซ้อน–ไม่กระทบสิทธิประชาชน แต่กลุ่มทุนเสียประโยชน์

‘พีระพันธุ์’ เคลียร์ทุกประเด็น โต้ข้ออ้างกฤษฎีกาตีตก ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ย้ำกฎหมายไม่ซ้ำซ้อน ไม่กระทบสิทธิประชาชน แต่กลุ่มทุนเอกชนจะเสียประโยชน์มหาศาล ลั่นพร้อม “สู้ต่อ!”

(6 ต.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ชี้แจงถึงกรณีที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ที่ตนเป็นผู้เสนอในนามกระทรวงพลังงานและผ่านความเห็นชอบแล้วจากคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดที่ผ่านมาว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่มีอำนาจหน้าที่ปัดตกร่างกฎหมายที่ได้ผ่านการอนุมัติจาก ครม. แล้ว เพราะหน้าที่หลัก ๆ ของคณะกรรมการกฤษฎีกามีอยู่ 2 ส่วน คือ การให้ความเห็นปรับปรุงร่างกฎหมายตามมติ ครม. เพื่อให้กฎหมายสมบูรณ์มากขึ้น และการเสนอแก้ไขกฎหมายเก่าที่มีอยู่หรือเสนอยกร่างกฎหมายใหม่เพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน ดังนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาจึงไม่มีอำนาจในการล้มล้างร่าง พ.ร.บ.ที่ผ่านมติ ครม. แล้วเว้นแต่ ครม.ชุดใหม่ จะมีมติใหม่เพื่อยกเลิกร่างกฎหมายดังกล่าว แต่ตนอยากเรียกร้องให้รัฐบาลปัจจุบันสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อประโยชน์ของประชาชน

ในส่วนข้อกล่าวอ้างของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้ว ก็ไม่เป็นความจริงและเป็นความเข้าใจผิด โดยนายพีระพันธุ์ย้ำว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังเคยไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้พลังงานอาทิตย์เป็นการเฉพาะ และร่างกฎหมายฉบับนี้ยังมีหลักการและเจตนารมณ์ที่แตกต่างจากกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันทั้ง 6 ฉบับ ไม่ว่าจะเป็น 1) พ.ร.บ.โรงงาน โดย กรมโรงงานอุตสาหกรรม 2) พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน โดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน 3) พ.ร.บ.ผังเมือง โดย กรมโยธาธิการและผังเมือง 4) พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร โดย สำนักงานเขต/องค์การบริหารส่วนตำบล 5) พ.ร.บ.พัฒนาและส่งเสริมพลังงาน โดย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน 6) ระเบียบของการไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

นายพีระพันธุ์ระบุว่า กฎหมายทั้ง 6 ฉบับนี้ มีหลักการที่แตกต่างกันและอยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานที่ต่างกัน อีกทั้งยังเน้นการ “ควบคุม” ไม่ใช่การ “ส่งเสริม” ดังนั้น การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่เพื่อรองรับหลักการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ จึงไม่สามารถทำได้เพราะกฎหมายเหล่านั้นไม่ได้เจาะจงเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์โดยเฉพาะ และจำเป็นต้องออกเป็นกฎหมายใหม่แทนการแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่แล้วทีละฉบับ เพราะกลไกตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ไม่เพียงพอและไม่ตอบโจทย์การส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับมาตรฐานการพิจารณาให้ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า ร่างกฎหมายฉบับอื่นๆ ซึ่งเป็นการออกกฎหมายใหม่เพิ่มเติมจากกฎหมายเดิมที่มีอยู่เพื่อให้เกิดความคล่องตัวรวดเร็ว เช่น ร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงิน กลับไม่โดนปัดตกจากคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วยข้ออ้างเกี่ยวกับความซ้ำซ้อน ทั้ง ๆ ที่มีกฎหมายด้านสถาบันการเงินมากมายบังคับใช้อยู่แล้ว หรือ กรณีของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ทำไมจึงออกเป็นกฎหมายใหม่ได้ ทั้ง ๆ ที่กฎหมายอาญาก็สามารถยึดเงินที่ผิดกฎหมายได้เช่นกัน ทำไมไม่เสนอให้ปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วโดยไม่ต้องออกกฎหมาย ปปง. แบบเดียวกันกับที่ยกมาเป็นข้ออ้างในกรณี ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ซึ่งแสดงให้เห็นถึง "มาตรฐานที่ต่างกัน" ในการพิจารณา

สำหรับข้อกล่าวอ้างที่ว่า ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี กระทบสิทธิเสรีภาพประชาชนก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน แต่ในทางกลับกัน ร่างกฎหมายนี้กลับให้สิทธิและโอกาสแก่ประชาชนเข้าถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น สะดวกขึ้น และรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากระบบ “ขออนุญาต” ติดตั้งโซลาร์เซลล์  ที่ปัจจุบันต้องขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐถึง 5 หน่วยงาน มาเป็นระบบ “แจ้งติดตั้ง” เพื่ออำนวยความสะดวกและส่งเสริมให้ประชาชนได้มีทางเลือกในการใช้พลังงานมากขึ้น  พร้อมย้ำว่าแสงแดดเป็นเรื่องของธรรมชาติที่ทุกคนมีสิทธิใช้ได้ มีสิทธิเข้าถึง โดยไม่ควรมีการจำกัด หรือต้อง “ขออนุญาต”

ส่วนประเด็นที่ว่า ร่างกฎหมายนี้จะสร้างภาระให้ประชาชนเกินความจำเป็น นายพีระพันธุ์ชี้แจงว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะช่วยลดภาระให้ประชาชนมากกว่าสร้างภาระ เพราะประชาชนจะได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลงจากการผลิตไฟใช้เอง ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์เซลล์ อีกทั้งยังมีมาตรการสร้างแรงจูงใจทางภาษีให้กับผู้ติดตั้ง จึงไม่มีส่วนใดที่สร้างภาระให้ประชาชนตามที่กล่าวอ้าง

สำหรับข้ออ้างที่ว่า การส่งเสริมการใช้พลังงานไม่ควรตราเป็นกฎหมาย เพราะธรรมชาติของกฎหมายคือการ “จำกัดสิทธิ” ไม่ใช่การส่งเสริมกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง ก็เป็นความเห็นที่ไม่ถูกต้อง โดยนายพีระพันธุ์กล่าวแย้งว่า กฎหมายทุกฉบับต้องออกภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหลักการไม่ให้จำกัดสิทธิของประชาชน เว้นแต่มีความจำเป็นที่ชัดเจน ดังนั้น ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์จึงสอดคล้องกับหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยการไม่จำกัดสิทธิประชาชน  และเป็นการให้สิทธิแก่ประชาชนในการติดตั้งระบบโซลาร์อย่างเสรี

ในประเด็นเกี่ยวกับบทลงโทษนั้น นายพีระพันธุ์ชี้แจงถึงความจำเป็นที่ต้องมีบทลงโทษว่า หากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแนะนำให้ดำเนินการแก้ไขเพื่อความปลอดภัยของผู้ติดตั้งและผู้อื่นที่อาจได้รับอันตราย แล้วผู้ติดตั้งไม่ยอมแก้ไข ก็จำเป็นต้องมีบทลงโทษให้แก้ไขเพื่อความปลอดภัยของผู้ติดตั้งเองและผู้อื่นที่อาจจะได้รับผลกระทบ โดยบทลงโทษในร่างสุดท้ายก็ได้มีการปรับลดความรุนแรงลงแล้ว

นายพีระพันธุ์เปิดเผยอีกว่า ผลจากกฎหมายฉบับนี้จะทำให้เอกชนบางกลุ่มเสียผลประโยชน์มหาศาล เพราะการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาผลิตไฟฟ้าใช้เอง จะทำให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนลดลง โดย ณ สิ้นปี 2567 กฟผ. มีภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อไฟจากโรงไฟฟ้าเอกชนรวมทั้งสิ้นกว่า 4 แสนล้านบาท

“หากผมยังอยู่ในรัฐบาล จะไม่ยอมให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเด็ดขาด และจะสู้ให้ถึงที่สุด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี ผมไม่ได้ท้อหรือหมดหวังในการเดินหน้าทำงานการเมือง ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นว่า ผมและพรรครวมไทยสร้างชาติจะ ‘สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง’ เพื่อทำงานรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนต่อไป” นายพีระพันธุ์ กล่าวทิ้งท้าย

‘พีระพันธุ์’ รับมอบสิ่งของ บริจาคจาก ‘กลุ่มเพื่อนตุ้ม’ เร่งส่งต่อความช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน แก่ผู้ประสบอุทกภัย

รวมใจ รวมไทยสร้างชาติ ‘พีระพันธุ์’ รับมอบสิ่งของบริจาค ‘กลุ่มเพื่อนตุ้ม’ เร่งส่งต่อความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) รับมอบสิ่งของบริจาคจาก นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะตัวแทนของ ‘กลุ่มเพื่อนตุ้ม’ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชนที่กำลังประสบอุทกภัย

นายพีระพันธุ์  กล่าวว่า วันนี้ต้องขอขอบคุณ นายนราพัฒน์ แก้วทอง (ตุ้ม) และ ‘กลุ่มเพื่อนตุ้ม’ ที่ได้รวบรวมสิ่งของและเงินสมทบทุนมาร่วมบริจาค ตนในฐานะหัวหน้าพรรคและคณะผู้บริหารพรรครวมไทยสร้างชาติ มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนและตัวแทนของพรรคได้ลงพื้นที่ไปติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด โดยเมื่อวานนี้ นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรคฯ ได้ลงพื้นที่หาดใหญ่แล้ว และในวันนี้ยังได้รับความช่วยเหลือที่นายนราพัฒน์ช่วยประสานระดมสิ่งของจากกลุ่มเพื่อนและคนใกล้ชิดเข้ามาอีกแรง ต้องขอขอบคุณแทนพี่น้องผู้ประสบภัย ซึ่งทางพรรคจะเร่งนำสิ่งของเหล่านี้ส่งไปให้ถึงมือผู้ประสบภัยให้เร็วที่สุด

พร้อมกันนี้ นายพีระพันธุ์ ได้ฝากความห่วงใยถึงประชาชนในพื้นที่ว่า “ในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ ผมขอส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวใต้ทุกจังหวัดที่กำลังเผชิญอุทกภัยอย่างรุนแรงในครั้งนี้ ทุกปัญหามีเข้ามาแล้วก็จะผ่านไป ชีวิตยังต้องเดินหน้าต่อ ผมขอยืนยันว่าพวกเราไม่เคยทิ้งกัน ในฐานะผู้แทนของประชาชน ผมพร้อมที่จะทำหน้าที่ดูแลและช่วยเหลือพี่น้องอย่างเต็มที่ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยเร็ว เพื่อที่เราจะได้กลับมาเริ่มต้นใหม่ด้วยกันอีกครั้งครับ”

พลังงานเป็นธรรม ถ้ารวมไทยสร้างชาติ ไม่เกาะ "พลังงาน" พรรคนี้ไม่มีวันดัง!!

‘พีระพันธุ์’ การันตี!!
ไฟฟ้าถูก–พลังงานเป็นธรรม
ปี 2568 เป็นปีแห่งการลดค่าไฟทั้งระบบ
ชูโซลาร์ราคาถูก 1 หมื่นชุด ช่วยคนตัวเล็ก
เดินหน้าออกกฎหมายคุมทุนพลังงาน–น้ำมัน–ก๊าซ

พีระพันธุ์ทำไฟฟ้าถูก – ถ้ารวมไทยสร้างชาติไม่เกาะ “พลังงาน” พรรคนี้ไม่มีวันดัง
 
ในวันที่พรรครวมไทยสร้างชาติยังหาพื้นที่ยืนในใจประชาชนไม่ชัดเจน  
“พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ในตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.พลังงาน กลับมี “ของจริง” อยู่ในมือชัดที่สุดเรื่องหนึ่งของการเมืองไทยยุคนี้:  

> ทำให้ค่าไฟ–พลังงาน “ถูกลงอย่างเป็นระบบ” ไม่ใช่แค่แจกครั้งคราว

บทความนี้จะรวบว่าเขาทำอะไรไว้แล้วบ้างในกระทรวงพลังงาน  
และทำไม พรรครวมไทยสร้างชาติควรเอา “ผลงานด้านพลังงานของพีระพันธุ์” มาเป็นจุดหาเสียงหลักเพียงจุดเดียว  
ย้ำมันซ้ำ ๆ จนคนไทยได้ยินปุ๊บ = นึกถึง “ไฟฟ้าถูก–พลังงานเป็นธรรม” โดยอัตโนมัติ
 
1. พีระพันธุ์ในฐานะ รมว.พลังงาน: คนที่กล้าลงไปแก้โครงสร้าง ไม่ใช่แค่กดราคาชั่วคราว

ผลงานที่จับต้องได้มีอย่างน้อย 4 แกนใหญ่ ๆ 👇  
 
1.1 ประกาศ “ปี 2568 คือปีแห่งการลดค่าไฟ”
 
พีระพันธุ์ประกาศกลางวงการพลังงานว่า ปี 2568 จะเป็นปีแห่งการลดค่าไฟ พร้อมเดินหน้า “โครงสร้างพลังงานใหม่” เพื่อให้คนไทยจ่ายค่าไฟน้อยลง และใช้พลังงานใน “ราคาเป็นธรรม” ไม่ใช่ถูกบีบคอด้วยต้นทุนที่อธิบายไม่ได้อีกต่อไป  
 
นี่ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่ตามมาด้วยการคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศลดค่า Ft และทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยช่วงต้นปี 2568 อยู่แถว ๆ 4.15 บาทต่อหน่วย ลงจากงวดก่อนหน้าอย่างเป็นรูปธรรม  
 
1.2 ไอเดีย “Pool Gas” – ลดค่าไฟจากต้นทางก๊าซ
 
หัวใจสำคัญคือแนวคิด “พูลก๊าซ (Pool Gas)”  
เอาก๊าซจากหลายแหล่ง หลายราคา มารวมกันเป็น “ตะกร้าราคาเดียว” ใช้ผลิตไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนทั้งระบบ ไม่ใช่เอาแหล่งแพงสุดมาเป็นฐานคิดค่าไฟแล้วโยนภาระให้ประชาชน  
 
พูดง่าย ๆ คือ  
แทนที่จะเอาเงินภาษีไปโปะค่าไฟ เขาเลือกจะ “ผ่าต้นทุนจริง” ให้มันถูกลงตั้งแต่โรงไฟฟ้า

3. สรุปแบบฟันธง: ถ้ารวมไทยสร้างชาติไม่เล่น “การเมืองพลังงาน” อย่างสุดทาง ก็อย่าหวังคะแนน

สั้น ๆ คือ:
 
1. พีระพันธุ์ในกระทรวงพลังงานมีของจริงให้เล่า  
  - ปีแห่งการลดค่าไฟ 2568  
  - นโยบาย Pool Gas ลดค่าไฟจากต้นตอก๊าซ  
  - โซลาร์ราคาถูก 10,000 ชุด และโครงสร้างใหม่ให้คนติดโซลาร์รูฟได้ง่าย  
  - กฎหมายคุมธุรกิจน้ำมัน–ก๊าซ–พลังงานให้โปร่งใสแข่งขันเป็นธรรม  
 
2. คะแนนนิยมส่วนตัวเขายังไม่สูง แต่สนามยังว่าง  
  - นิด้าโพลชี้คนใต้ (ฐานสำคัญ) ส่วนใหญ่ “ยังไม่เห็นใครเหมาะเป็นนายกฯ” และพีระพันธุ์ได้เพียง 2.05%  
  - แปลว่ายังมีพื้นที่ให้สร้างตัวตนใหม่ ถ้าสื่อสารถูกจุด ถูกเรื่อง  
 
3. รวมไทยสร้างชาติไม่มีทางชนะด้วยการเป็น “พรรคทั่วไป” อีกพรรคหนึ่ง  
  - ถ้าพยายามพูดทุกเรื่อง = จะไม่เด่นสักเรื่อง  
  - แต่ถ้ากล้าตัดสินใจเกาะ “พลังงาน–ค่าไฟ–โซลาร์” เป็นแกนหลัก และย้ำมันจนคนไทยจำได้  
    นี่คือ ทางเดียว ที่พรรคจะได้คะแนนจริงจากคนธรรมดาที่ต้องจ่ายค่าไฟทุกเดือน  
 
ดังนั้น ถ้าจะพูดกันแบบแรง ๆ ในสไตล์คอลัมน์การเมืองได้เลยคือ:
 
“รวมไทยสร้างชาติ อยากรอด ต้องเลิกพูดกว้าง ๆ แล้วหันมาขาย ‘พลังงานของพีระพันธุ์’ จุดเดียวให้สุด  
ไม่งั้นก็เตรียมเป็นแค่พรรคประกอบฉากในทุกการเลือกตั้งต่อไป”

ผลักดันคนรุ่นใหม่สานต่อ รทสช. ‘พีระพันธ์’ ผลักดันคนรุ่นใหม่ เปิดทาง ‘อรรถวิชช์’ ทำหน้าที่ในสภา ‘พีระพันธ์’ ยังคงทำหน้าที่หัวหน้าพรรค เดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติคงเดิม

(11 มี.ค. 69) เมื่อวานนี้ ‘พีระพันธุ์’ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ แถลงหลังการหารือร่วมกรรมการบริหารพรรค ว่าพรรคยังได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างมั่นคง พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีบทบาทสำคัญมากขึ้น

‘พีระพันธุ์’ ระบุผ่านโพสต์ว่า "พรรคจึงควรเปิดพื้นที่และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านนโยบายและการสร้างเครือข่ายทางการเมือง" พร้อมอาสาเป็นแกนหลักผลักดันงานนี้อย่างเต็มกำลัง แต่ยอมรับว่าการรับหน้าที่ทั้งหัวหน้าพรรคและ ส.ส. อาจทำให้ขับเคลื่อนไม่เต็มศักยภาพ

ดังนั้นเขาเสนอให้ 'อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี' รองหัวหน้าพรรค เข้าทำหน้าที่ ส.ส.แทน และที่ประชุมเห็นชอบให้ ‘พีระพันธุ์’ ลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อเปิดทางให้มาดำรงตำแหน่งแทน "ผมมั่นใจว่าท่านอรรถวิชช์มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่พร้อมทำงานสภาอย่างดี"

‘พีระพันธุ์’ ยืนยันจะยังทำหน้าที่หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติเต็มที่ พร้อมเดินหน้าทำงานเพื่อพรรคและประเทศอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นพรรคในการปรับตัวและต่อยอดด้วยพลังคนรุ่นใหม่
.
ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=25941266828828886&set=a.249841005064821


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top