Thursday, 4 June 2026
พีระพันธุ์

‘พงศ์พรหม’ หนุน ‘พีระพันธุ์-เอกนัฏ’ ได้ทำงานต่อ สุดอึ้ง!! คนทำดีมีผลงานแต่กลับถูกบี้ให้พ้นตำแหน่ง

(4 มิ.ย. 68) นายพงศ์พรหม ยามะรัต อดีตรองหัวหน้าพรรคกล้า โพสต์เฟซบุ๊กว่า...เห็น 2 ข่าวนี้ นึกว่าฝัน
กลุ่มคนที่กำลังไล่ปราบทุนเทา กำลังโดนบี้ออกจากตำแหน่งอย่างเปิดเผย ไม่อายฟ้าดิน
ไม่อายประชาชน
ไม่อายในหลวง

ขอพูดเรื่องนี้อย่างสบายใจหน่อยนะครับ
1. ปี 66 ผมไม่ได้เลือกพรรค รทสช.
2. ผมไม่เคยรู้จัก เจอ คุย กับคุณพีระพันธุ์และคุณเอกนัฏ เป็นการส่วนตัว
ในขณะที่รัฐบาลนี้ไร้ผลงานมาตลอด 2 ปี
ประชาชนเราเห็นแต่ผลงานคนแค่ 2 กลุ่ม

กลุ่มแรกคือกระทรวงพลังงาน ผลงานมากน้อยกว่ากัน แต่มีให้จับต้องมากกว่ากระทรวงต่างๆอีก 80% ที่เหลือ
แต่กำลังจะโดนบีบยึดกระทรวง เหมือนยุค 4 กุมารโดนเด้ะ

กลุ่มสองคือกระทรวงอุตสาหกรรม
คือทีมสุดซอยนั่นแหละครับ
ทีมนี้ผลงานน่าจะเด่นสุดในรัฐบาลนี้แล้ว
ตอนนี้ทีมสุดซอยกำลังโดนเล่น
คนที่เล่นทีมสุดซอย เริ่มเปิดหน้าตัวเองมาเรื่อย ๆ
ผมเดานะ
เดาล้วน ๆ 

ทีมสุดซอยกำลังไล่ปราบคอร์รัปชัน คงไปเหยียบเท้าทุนเทาเข้า
จึงกำลังโดนเล่น

ฝากประชาชนครับ
คุณจะเหลือง หรือแดง หรือส้ม
เราต้องยืนฝั่งคนทำงานดีเพื่อสังคม

ผมประกาศสนับสนุนคุณเอกนัฏและทีมสุดซอยครับ
แม้ผมไม่ได้เลือกเขา
ถึงเวลาประชาชนต้องแสดงจุดยืน ไม่ยอมนักการเมืองเลวๆอีกต่อไป
ไม่ใช่คนที่ไล่จับมาเฟียเทา ทั้งเหล็กปลอม โรงงานปลอม โรงงานขยะพิษ ทำดีแสนดี
แต่กำลังโดนไล่บี้ให้หลุดตำแหน่ง
ผมไม่ได้พูดถึงใครเฉพาะเจาะจงนะครับ

ยุคนี้
มาเฟีย กล้าไล่กระทืบคนดีออกสื่อ
พรรคประชาชนที่ตรวจสอบ สตง.
ตรวจสอบตึก SK__
ก็กำลังโดนฟ้อง

ผมถึงบอกว่า
กลียุคครองเมือง
เมืองจึงเป็น Fail state
ประชาชนจึงยากลำบากแบบนี้ไงครับ

‘ถนอม’ ยก ‘พีระพันธุ์’ นักการเมืองที่ควรอนุรักษ์ ชี้รทสช.วุ่น เหตุคนกลุ่มหนึ่งพลาดเงินหนุนกลุ่มทุนพลังงาน

นายถนอม อ่อนเกตพล ผู้จัดรายการ 'ฟังชัด ๆ ถนอมจัดให้' โพสต์เฟซบุ๊กถึงนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน รวมถึงความขัดแย้งภายในพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ว่า ...

'พีระพันธุ์' นักการเมืองที่ไม่น่ารัก แต่ควรอนุรักษ์

ข่าว สส.พรรค รทสช.เคลื่อนไหวปลดคุณพีระพันธุ์ ออกจากหัวหน้าพรรค และรัฐมนตรีพลังงาน เสมือนหนึ่งว่า คุณพีระพันธุ์เป็นคนไม่ดี เป็นอันตรายต่อประเทศประชาชนที่ต้องกำจัดให้พ้นไปจากวิถีการเมืองน้ำเน่า

'พีระพันธุ์' ที่ผมรู้จักเป็นคนอย่างไร 

1.คุณพ่อเป็นทหารเคยดูแลพลังงานของประเทศ อยากเป็นนักบินแต่มีปัญหาเรื่องสายตาจึงมาเรียนนิติศาสตร์เป็นผู้พิพากษา เหล่านี้ อาจจะหล่อหลอมให้คุณพีระพันธุ์เป็นคนที่มีทั้งระเบียบ วินัย และเคร่งครัดในกฎระเบียบ ตรงไปตรงมา ค่อนข้างจะขวานผ่าซาก 

2.คุณพีระพันธุ์ เป็นกรรมาธิการงบประมาณที่ทหารทุกเหล่าทัพต้องระมัดระวังในการชี้แจง เพราะเป็นคนที่รู้เรื่องกองทัพจริงคนหนึ่ง   

3.ครอบครัวคุณพีระพันธุ์ เป็นครอบครัวที่มีเงิน มีทรัพย์สินมั่งคั่งมากพอที่จะเลี้ยงดู สส.ในสังกัดให้พอใจอยู่ด้วยได้ แต่ไม่ทำ

4. คุณพีระพันธุ์ มีความเป็นตัวตนแบบเฉพาะตัวที่มีจุดยืนและเป้าหมายในการทำงานการเมืองในรูปแบบที่ตนเองต้องการตามอุดมการณ์คิดของตัวเอง จึงมาร่วมมือกับลุงตู่ สร้างพรรคในอุดมการณ์ 

ด้วยคุณสมบัติ 4 ข้อดังกล่าว จึงทำให้นักการเมืองจำนวนหนึ่งเข้ามาร่วมสังกัด อาศัยบารมีลุงตู่และคุณพีระพันธุ์เข้าสภากันหลายคน 

โดยจำนวนหนึ่งคาดหวังจะได้รับการสนับสนุนเงินจากทุนพลังงาน แต่พอถึงเวลาไม่ได้มีเงินจากทุนพลังงานทั้งช่วงเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง จึงทำให้นักการเมืองกลุ่มหนึ่งผิดหวัง  

ต่อเมื่อมีคนบางคนตั้งโต๊ะเป็นเจ้ามือคอยดูแล และมีกลุ่มทุนพลังงานเดิมจะเข้ามาหนุนในนามพรรคการเมืองใหม่ที่จัดตั้งขึ้นมา จึงพากันเอาใจออกห่าง 

ปัญหาของคุณพีระพันธุ์เวลานี้ คือ 
1. ไม่เอาใจทุนพลังงาน ซึ่งมีผลประโยชน์มหาศาล 
2. ไม่เอาใจเลี้ยงดู สส. เหมือนเจ้ามือบางคน 
3. ขออะไรส่วนตัวก็ไม่ได้  

ทั้งหมดนี้ จึงเป็นอุปสรรคในการทำงานการเมืองของนักการเมืองบางคน 
จึงหาทางออกจากพรรค 

ตรงกันข้ามกับคุณชัชวาล คงอุดม หรือ 'ชัช เตาปูน' และลูกชาย ชื่นชอม คงอุดม คนที่มีความมั่งคั่งเหลือพอที่จะให้การช่วยเหลือคน โดยไม่ต้องขอใครกิน ยังให้การสนับสนุนคุณพีระพันธุ์อย่างเต็มที่ 

คุณชัชวาล เล่าให้คุณต้นทางท็อบนิวส์ฟังว่า....ตอนคุณพีระพันธุ์สู้คดีค่าโง่โฮปเวลที่ศาลปกครองตัดสินแล้วให้ การรถไฟ กระทรวงคมนาคม ชดใช้ค่าโง่กว่า 2 หมื่นล้านพร้อมดอกเบี้ยในสมัยลุงตู่ มีคนเสนอให้คุณพีระพันธุ์ 1 หมื่นล้าน ให้หยุดทำเรื่องนี้ แต่คุณพีระพันธุ์ไม่หยุด สู้คดีจนชนะคนไทยไม่ต้องจ่ายค่าโง่ที่นักการเมืองคนหนึ่งก่อไว้แม้แต่บาทเดียว 

นักการเมืองแบบนี้ ถ้าคนไทยไม่อนุรักษ์พีระพันธุ์ไว้ แล้วเราจะให้มีนักการเมืองพันธุ์ไหนมาบริหารประเทศ 

ผมไม่ได้รู้จักคุณพีระพันธุ์ส่วนตัว แต่ผมแน่ใจว่า ... 

ถ้าผมจะไปขอผลประโยชน์สนับสนุนส่วนตัวจากคุณพีระพันธุ์บ้างก็คงไม่ได้ และบอกเลยว่าอย่าแม้จะคิด แต่ถ้าเป็นประโยชน์เพื่อชาวบ้าน ผมแน่ใจว่า คุณพีระพันธุ์ ไม่ละเลย อย่างเช่น 'ชุดสุดซอย' ที่นำโดยคุณโอ๋ ฐิติภัสร์ 

ถ้าพีระพันธุ์ไม่ใช่ของแท้ ลุงตู่คงไม่เอามาเป็นที่ปรึกษาและมาเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีใกล้ชิดติดตัว ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน    

ดังนั้น สิ่งที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ประสงค์จะให้ใครเห็นด้วย ไม่ประสงค์จะยกย่องใครและทับถมใครเป็นการส่วนตัว แต่หากผมไม่ปกป้องคนที่ทำประโยชน์ส่วนรวมให้ประเทศชาติแล้ว แล้วเราจะปกป้องประเทศชาติไปทำไม ปล่อยให้เขมรมันยึดไปเลย 

และถ้าเราไม่ปกป้องนักการเมืองดี ๆ ไว้ แล้วเราจะมีคนดีๆที่ไหนเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อประชาชน และถ้าเราไม่รักษานักการเมืองดี ๆ ไว้ ก็เท่ากับเราทำลายคนดี ๆ และทำลายตัวเองไปพร้อม ๆ กัน

‘ถนอม’ โพสต์ฟางเส้นสุดท้าย ‘คลิปเสียงลุง-หลาน’ สะเทือนเก้าอี้นายกฯ ภท.ถอนตัว รทสช.ถึงจุดเลือกข้าง

นายถนอม อ่อนเกตพล ผู้จัดรายการ 'ฟังชัด ๆ ถนอมจัดให้' โพสต์เฟซบุ๊ก ถ้าไม่ถอน อย่าพึ่งโกน! ฟางเส้นสุดท้าย คือ คลิปเสียงคุย 'ลุง-หลาน' ทำให้เกิดกระแสไม่พอใจท่าทีนายกฯ อย่างกว้างขวาง จากที่จะถูกยึดเก้าอี้ มท.1 กลายเป็นการถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลอย่างเท่ห์ ๆ ของ ภท.

ชาวบ้าน ก็เรียกร้องกันเซ็งแซ่ผ่านออนไลน์ ส่วนหนึ่งก็พากันลงถนน ส่วนหนึ่งก็ไปร้อง กกต. แจ้งความ ร้องศาล ดำเนินคดีกับนายกฯ เป้าหมายกดดันให้นายกฯลาออก หรือ ยุบสภา

พรรคร่วม 3 พรรคที่ถูกจับตามองว่าเอาอย่างไร หลัง ภท.ถอนตัวแล้ว คือ

1.ปชป. ประชุมแล้วไม่ถอน แต่อาจจะขอเก้าอี้เพิ่มหรือไม่ก็ขอเปลี่ยน รมช.สธ.เป็น กระทรวงใหญ่ขึ้น อันนี้ตามคาด

2.ชายไทยพัฒนา หลังจากที่ช่วงเช้าพี่สาวหนูนา บอกว่า น้องชายคงตัดสินใจในที่สิ่งที่ถูกต้อง ตกตอนเย็นประชุมพรรค 'ท็อป วราวุธ' หน.พรรค บอกว่า ข้อมูลยังไม่เพียงพอขอคุยกับนายกฯ ก่อน เรียกว่า มีเชิง ชั้น สมลูกพ่อบรรหาร

3.รวมไทยสร้างชาติ พรรคอกแตก ถูกกดดันจากแฟนคลับและไม่ใช่แฟนคลับ แต่ไม่พอใจนายกฯอย่างหนักให้ 'พีระพันธุ์' ถอนตัวเพื่อกดดันให้นายกฯ ลาออก หรือ ยุบสภา แต่สุดท้ายเซียนเหนือเซียน 'พีระพันธุ์' ไม่ตื่นเต้น ไม่ตกใจ ฝ่าวงล้อมนักข่าวไปว่า มติพรรคให้ไปคุยกับนายกฯ ก่อน

ท่ามกลางความเงียบ ก็มีข่าวปล่อยจากที่ประชุม รทสช.ว่า พีระพันธุ์เสนอเปลี่ยนตัวนายกฯเป็น "ชัยเกษม" เพราะถ้ายุบสภา หวยจะไปออกที่ 'เท้ง' พรรคประชาชน ที่เป็นพรรคเดียวที่แถลงเรียกร้องให้นายกฯยุบสภาเซ่นคลิปฮุนเซน โดยประกาศก้องว่า พร้อมเลือกตั้ง

ในขณะที่เสี่ยงก่นปนด่าพีระพันธุ์เกาะเก้าอี้ดังทั้งคืนที่ไม่ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ถึงขนาดว่า เพจเอฟซีคนสำคัญที่ปกป้องทั้งลุงตู่ลุงพีร์มาตลอด บอกว่า "ถ้าไม่ถอน จะโกนไม่ให้เหลือตอ"
ใจเย็น ๆ ครับ ......ทางออกตอนนี้ มี 3 ทางคือ

1.นายกฯ อยู่ต่อ โดยมีพรรคร่วมเหมือนเดิมขาดแต่ ภท.ทำให้เสียงปริ่มน้ำ อยู่ได้ แต่บริหารและผ่านกฎหมายได้อยาก อยู่แค่เพียงประคับประคองรักษาแผลนกปีกหัก บินได้ แต่ไม่ไกล ซึ่งแนวทางนี้ วี 1 วี 2. วี 3. ต้องการให้เป็นไปในแนวทางนี้ แต่

'ลุงพีร์' ต้องการเปลี่ยนนายกฯ เป็น ชัยเกษม ของ พท. เพื่อเป็นข้ออ้างให้กับสมาชิกและผู้สนับสนุนพรรค เพื่อได้ทำงานผ่านกฎหมายลดค่าไฟ ค่าน้ำมัน สู้กับทุนพลังงานที่ต้องการคว่ำลุงพีร์ รวมทั้ง ชุดสุดซอย ของคุณโอ๋ ฐิติภัสร์ และคุณเอกนัฎ ที่กำลังกวาดล้างจับกุมทุ่นเถื่อน อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญอย่างได้ผล ไปต่อ

แนวทางนี้ นายกฯ อิ้งลาออก โดยบอกว่ายังมีโอกาสกลับมาเป็นนายกฯได้อนาคตอีกยาวไกล หากขืนเดินหน้าคำร้องมีผลต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะจริยธรรม จะซ้ำรอยคุณเศรษฐาที่ไม่อาจจะกลับมาทางการเมืองได้อีกเลยตลอดชีวิต

บนพื้นฐานข้อต่อรองเปลี่ยนตัวนายกฯ วี 1 ต้องตัดสินใจแล้วบอกว่า ไม่รับข้อเสนอ นายกฯ อิ้งต้องไปต่อ

ถึงตอนนี้ ถ้าวี 1 ไม่ยอมลุงพีร์ ก็คงมีคำตอบเดียว คือ ถอนตัวเป็นคำตอบสุดท้าย สมาชิกพรรค เอฟซี ต้มน้ำรอจะลวกน้ำร้อนถอนขน แถมจะโกนจนไม่เหลือตออีกด้วย

วี 1 ต้องตัดสินใจเลือก 3 ทาง คือ ยุบสภา ลาออก หรือ อยู่ต่อ โดยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยโดยไม่มี รทสช.แล้วไปตายเอาดาบหน้า ยืดเวลารักษาปีกที่หักเพื่อบินต่อ แล้วค่อยยุบสภาก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ข้อเสนอเปลี่ยนตัวนายกฯ เอาชัยเกษม ถ้า วี 1 รับเงื่อนไขนี้ ก็ไปลุ้นกันต่อว่า เมื่อนายกฯ ลาออกแล้ว สภาผู้แทนฯจะโหวตให้ชัยเกษมหรือไม่ ซึ่งมีทั้งเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ 

ถ้าไม่ได้ พรรคประชาชนก็อาจจะเป็นกองหนุนช่วยโหวตให้ชัยเกษม ปิดทางลุงพีร์ ลุงตู่ หรือคนนอก ที่อาจจะได้รับการโหวตไม้ต่อไปก็เป็นได้ ...ในขณะเดียวกันก็อาจจะไม่มีชื่อชัยเกษมเลยก็เป็นไปได้...เพราะนาทีนี้ พรรคเล็กเป็นต่อ พรรคใหญ่เป็นรอง และอย่าลืมภูมิใจไทยก็ยังเป็นตัวแปรที่สำคัญ ดังนั้น การเมืองเวลานี้

การถอนตัว ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย การลาออก คือ เป้าหมายและทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะหากยุบสภา ว่ากันคือโอกาสของพรรคประชาชนที่รอคอยด้วยความมั่นใจว่าชนะเลือกตั้งครั้งใหม่แน่

คอยดูกันต่อไปครับ การเมืองไม่มีสูตรสำเร็จ การเคลื่อนไหว กดดัน อาจจะหลงทิศหลงทาง ตาอิน ตานา สุดท้าย ตาอยู่คว้าพุงไปกิน หมาน้อยได้แต่ยืนเลียปากแผลบ ๆ ต่อไป...และทั้งหมดนี้คือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตามวิถีทางประชาธิปไตย

ตรวจการบ้าน ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ จาก 22 เดือนในตำแหน่ง รมว.พลังงาน

หลังจากที่ 'พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค' ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2566 ก็ได้ทำการสังคายนาโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ อันเป็นการพลิกโฉมพลังงานไทยในภาพรวมทั้งระบบเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับพี่น้องประชาชนคนไทย โดยมีการช่วยเหลือประชาชนโดยการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ค่าก๊าซหุงต้ม รวมทั้งการกำกับการบริหารจัดการแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยให้สามารถดำเนินการได้ตามแผนการผลิต นอกจากนั้นแล้ว มีการบริหารให้โรงแยกก๊าซธรรมชาติใช้ก๊าซในราคา Pool Gas (ราคาเฉลี่ยจากทุกแหล่งที่มา) ซึ่งได้ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสามารถลดลงได้ มีการออกแบบนโยบายและนำไปสู่การปฏิบัติด้วยแนวทาง 'รื้อ-ลด-ปลด-สร้าง' เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่ความยั่งยืน อันเป็นการสร้างระบบราคาเชื้อเพลิงพลังงานที่เป็นธรรมให้พี่น้องประชาชนคนไทย โดยแนวทางดังกล่าวมีนิยามพอสังเขปดังนี้ :

- รื้อ : รื้อ...ระบบการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันต้องแจ้ง 'ต้นทุน' ให้กับหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแล
- ลด : ลด...ภาระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงรายวัน โดยกำหนดราคาขายปลีกให้สอดคล้องและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง 
- ปลด : ปลด...พันธนาการ 'น้ำมันแพง' ที่ประชาชนต้องแบกรับจากภาวะขึ้นลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก
- สร้าง : สร้าง...ระบบราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นธรรมและยั่งยืน ส่วนหนึ่งคือการสร้างกลไกที่เรียกว่า SPR (Strategic Petroleum Reserve หมายถึง ระบบสำรองน้ำมันและก๊าซเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานและสร้าง เสถียรภาพราคาเชื้อเพลิง)

แนวทาง 'รื้อ-ลด-ปลด-สร้าง' ขับเคลื่อนด้วยกระบวนการบันได 5 ขั้น ซึ่งเริ่มขึ้นแล้ว อันได้แก่ :

ขั้นที่ 1 ดำเนินการสำเร็จแล้ว ‘ตรึงราคาพลังงาน’ : ใน 6 เดือนแรกของการกำกับดูแลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน “พีระพันธุ์” ได้สั่งการให้เร่งรัดเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ด้วยการตรึงราคาพลังงานเชื้อเพลิง ทั้งค่าไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซหุงต้ม พร้อมทั้งหาช่องทางในการปรับรื้อระบบเพื่อแก้ไขปัญหาที่หมักหมมมานานไม่ต่ำกว่า 40 ปี โดยเฉพาะปัญหาเรื่องราคาน้ำมัน โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนแรก ในการศึกษาปัญหาและค้นหาวิธีการที่จะรู้ต้นทุนราคาน้ำมันที่กระทรวงพลังงานไม่เคยรู้ และทุกฝ่ายบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีทางทำได้! เพราะไม่มีอํานาจ และจะมีอํานาจได้ก็ต้องแก้ไขกฎหมายหลายฉบับเพื่อให้รู้ต้นทุนราคาน้ำมันที่แท้จริงของผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง 

ขั้นที่ 2 ดำเนินการสำเร็จแล้ว “แก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง” : หลังจากได้ศึกษากฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้งหมด เพื่อให้รู้ต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง จนพบช่องทางที่แฝงอยู่ในกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในปัจจุบัน นำมาสู่การดำเนินงาน 'บันไดขั้นที่ 2' โดย 'พีระพันธุ์' ได้ลงนามประกาศกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2567 'รื้อ' ระบบการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันต้องแจ้งต้นทุนให้กับหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลทุกวันที่ 15 ของเดือน ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 51 ปี มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 14 มีนาคม พ.ศ. 2567 จึงทำให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 15 เมษายน พ.ศ. 2567 เป็นต้นมา

ขั้นที่ 3 อยู่ในระหว่างการดำเนินการ 'รื้อระบบการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง' โดย 'พีระพันธุ์' ได้สั่งให้มีการ “รื้อระบบการปรับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง” โดยผู้ค้าต้องแจ้งให้กระทรวงพลังงานทราบก่อน และให้ผู้ค้าปรับราคาขายปลีกน้ำมันได้เพียงเดือนละหนึ่งครั้ง ไม่ใช่ปรับราคากันทุกวันเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  โดยจะนำระบบ Cost Plus ซึ่งเป็นระบบที่คิดราคาตามต้นทุนที่แท้จริง เข้ามาใช้แทนการอ้างอิงราคาน้ำมันต่างประเทศ และมีอีกหลายเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประชาชน รวมไปถึงเรื่องของการจำหน่ายก๊าซหุงต้มด้วย ให้ปรับราคาได้ตามความเป็นจริงตามที่ราคาตลาดโลกสูงกว่าราคาต้นทุนเฉลี่ยของผู้ค้าน้ำมันในงวดเดือนนั้น ๆ  ณ วันที่มีการปรับราคานั้น เพื่อ 'ลด' ภาระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงรายวันที่ไม่มีความเสถียรแน่นอนเป็นการกำหนดราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงให้สอดคล้องและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงให้พี่น้องประชาชนคนไทยได้บริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ให้บริการสาธารณะกุศล รวมไปถึงสหกรณ์การเกษตร การประมง สามารถจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงมาใช้ได้เอง

ขั้นที่ 4 อยู่ระหว่างการเตรียมดำเนินการ 'ปรับระบบสำรองน้ำมัน' โดย 'พีระพันธุ์' ได้สั่งให้มีการศึกษาข้อมูลของประเทศต่าง ๆ เพื่อเตรียมจัดทำระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงของประเทศ หรือ SPR อย่างเร่งด่วน โดยจะนำระบบนี้มารักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับที่รัฐบาลสามารถควบคุมราคาได้เอง เพราะ SPR จะช่วยให้ไทยมีความมั่นคงทางพลังงานน้ำมันเชื้อเพลิงมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในระยะสั้นจากปัจจุบันผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นผู้จัดเก็บน้ำมันสำรองเพื่อการพานิชย์ซึ่งปริมาณที่จัดเก็บสามารถรองรับการใช้งานในประเทศเพียงไม่เกิน 30 วันเท่านั้น กรณีฉุกเฉินหรือเกิดวิกฤตน้ำมันเชื้อเพลิง เช่นกรณีหากเกิดสงครามระหว่างอิสราเอล-อิหร่านขึ้นจะไม่ทำให้มีผลกระทบกับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งราคาและ Supply น้ำมัน และระบบ SPR นี้สามารถใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับที่รัฐบาลกำหนดได้เองโดยไม่กระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลก (ทำให้ปัญหาการขึ้นลงของราคาน้ำมันในตลาดโลกเป็นเรื่องระหว่างรัฐกับผู้ค้าน้ำมัน โดยประชาชนผู้บริโภคไม่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง) รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานจะเป็นผู้ถือครองน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองให้เพียงพอต่อการใช้งานได้นานขึ้นเป็น 50-90 วันเป็นไปตามมาตรฐานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ทั้งยังเป็นการ ‘ปลด’ พันธนาการชีวิตของพี่น้องประชาชนคนไทยที่ต้องรับผลกระทบจากภาวะขึ้นลงของราคาน้ำมันในตลาดโลกได้อย่างสิ้นเชิง เป็นการเปลี่ยนกองทุนน้ำมันฯ ที่ใช้เงินและสร้างหนี้สาธารณะ ให้กลายเป็นน้ำมันสํารองซึ่งเป็นทรัพย์สินของประเทศแทน

ขั้นที่ 5 อยู่ในระหว่างการเตรียมดำเนินการ 'สร้างพลังงานยุคใหม่' โดย 'พีระพันธุ์' ได้สั่งให้มีการศึกษาข้อมูลของประเทศต่าง ๆ เพื่อเตรียม 'สร้าง' ระบบราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นธรรมและยั่งยืนเพื่อพี่น้องประชาชนคนไทย ด้วยการนำผลสรุปการศึกษารวบรวมมาพิจารณาในการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงใหม่ทั้งหมด โดยประกอบด้วย กฎหมายสร้างระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงของประเทศ และกฎหมายกำกับกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งเพิ่มกฎหมายอีกหนึ่งฉบับคือกฎหมายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ประชาชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้สามารถดำเนินการตามขั้นตอนที่ 3 และ 4 ให้สำเร็จลุล่วงอย่างมั่นคงและมีต่อเนื่องความยั่งยืน

ณ วันนี้ แนวทาง รื้อ-ลด-ปลด-สร้าง ระบบพลังงาน ตามเป้าหมายบันได 5 ขั้นของ 'พีระพันธุ์' ได้ดำเนินการผ่านมาแล้ว 2 ขั้น และกำลังเร่งดำเนินการในขั้นที่ 3 (ซึ่งกำลังใกล้จะสำเร็จแล้ว) และขั้นที่ 4 ได้ดำเนินการไปพร้อมกับการเตรียมการในขั้นที่ 5 เพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านพลังงาน  และเพื่อให้พี่น้องประชาชนคนไทยได้ใช้พลังงานเชื้อเพลิงในราคาที่เป็นธรรม ไม่ต้องแบกภาระความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก ในขณะที่ผู้ประกอบธุรกิจน้ำมันก็จะได้รับการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม สร้างความเป็นธรรมเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย

ดังนั้น สิ่งต่าง ๆ ที่ 'พีระพันธุ์' ทำมาเป็นประโยชน์อย่างมากมายกับ “ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนคนไทย” แต่เป็นเรื่องที่ขัดผลประโยชน์ของ “กลุ่มทุนพลังงาน” จนทำให้ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ต้องแตกเป็นก๊ก แบ่งเป็นฝ่าย ซึ่งพี่น้องประชาชนคนไทยหากได้คิดพิจารณา ใคร่ครวญ อย่างละเอียดและถี่ถ้วนแล้ว น่าจะได้สังเกตเห็นและมองออกว่า 'พีระพันธุ์' ในตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน” นั้นทำเพื่อ “ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนคนไทย” อย่างเต็มที่ และเป็นโอกาสเดียว ด้วยเหตุที่ไม่เคยมี “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน” ได้พยายาม “คิดและทำ” แบบนี้มาก่อนเลย หากภารกิจเพื่อ “ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนคนไทย” ของ 'พีระพันธุ์' ไม่สำเร็จเสร็จสิ้นในรัฐบาลชุดนี้แล้ว “ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนคนไทย” ก็จะตกเป็น “เบี้ยล่าง” ของ “กลุ่มทุนพลังงาน” ตลอดไป

‘พีระพันธุ์’ เดินหน้าปลดล็อกโซลาร์-ปลดภาระค่าไฟ เตรียมชงร่างกม. ส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์เข้าครม. เดือนนี้

‘พีระพันธุ์’ พร้อมปลดล็อก ‘โซลาร์รูฟท็อป’ ชงร่างกฎหมายส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เข้า ครม. เดือนนี้ เตรียมจำหน่ายอินเวอร์เตอร์ราคาถูกฝีมือคนไทย มั่นใจลดค่าไฟได้เห็นผล!

(11 ก.ค.68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความก้าวหน้าเกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนว่า ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้ดำเนินการใน 3 แนวทางเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น โดยแนวทางแรก คือ ให้นำค่าใช้จ่ายติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานโซลาร์ไปหักลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา แนวทางที่ 2 คือ การอำนวยความสะดวกในการติดตั้ง 'โซลาร์รูฟท็อป' ภายใต้ร่างกฎหมายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ส่วนแนวทางที่ 3 ก็คือ การจัดหาอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในราคาที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ด้วยการแสวงหาความร่วมมือจากพันธมิตรภาคธุรกิจ รวมทั้งการพัฒนาอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์ราคาถูกฝีมือคนไทย ซึ่งขณะนี้อุปกรณ์ต้นแบบได้ผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการผลิต

นายพีระพันธุ์ได้ระบุถึงสาระสำคัญของร่างกฎหมายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ว่า กฎหมายฉบับนี้จะช่วยอำนวยให้การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาเซลล์ หรือ โซลาร์รูฟท็อป เป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้น โดยเปลี่ยนจากระบบ 'ขออนุญาต' เป็นระบบ 'แจ้งเพื่อทราบ'  

ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถดำเนินการติดตั้งได้เลย โดยปฏิบัติตามระเบียบที่ทางการได้ประกาศไว้ และเมื่อดำเนินการติดตั้งเรียบร้อยแล้วก็แจ้งให้ทางการทราบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐสามารถดำเนินการตรวจสอบได้ในภายหลัง  ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยประหยัดเวลาและความซับซ้อนในการขออนุญาตติดตั้งได้อย่างมาก

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังกล่าวถึงแนวทางการจัดหาอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในราคาถูกกว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตนได้เดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเจรจาขอความร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อนำมาจำหน่ายให้ประชาชนคนไทยในราคาพิเศษ และเพื่อหาโรงงานรองรับการผลิตอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์ฝีมือคนไทย ซึ่งขณะนี้เครื่องต้นแบบได้ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. เรียบร้อยแล้ว และกำลังเข้าสู่ขั้นตอนการผลิตเพื่อจำหน่ายให้ประชาชนในราคาต่ำเมื่อเทียบกับราคาในท้องตลาด

สำหรับอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์ราคาถูกที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพลังงานนี้ เป็นผลงานนวัตกรรมของ ‘ครูน้อย’ หรือ นายทวีชัย ไกรดวง จากจังหวัดสกลนคร ผู้ซึ่งสามารถคิดค้นและพัฒนาอินเวอร์เตอร์ต้นแบบ ที่ใช้ร่วมกับแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าในบ้านได้สำเร็จ โดยอินเวอร์เตอร์รุ่นแรกที่จะผลิตออกจำหน่ายนี้ เป็นระบบ On-Grid ขนาด 5 กิโลวัตต์  ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ไฟในบ้านมาตรฐานทั่วไป และสามารถช่วยลดค่าไฟจากระบบไฟฟ้าปกติอย่างเห็นผล ซึ่งผ่านการทดสอบสำคัญครบ 3 ด้าน ทั้งด้านความปลอดภัยในการเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้า (Grid Code) ด้านการป้องกันฝุ่น น้ำ ความร้อน และไฟฟ้ารั่ว (Safety Test)  และด้านการป้องกันสัญญาณรบกวนที่กระทบอุปกรณ์อื่นในบ้าน (EMC Test)  

“การดำเนินงานของกระทรวงพลังงานครั้งนี้จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น ทั้งในบ้านที่อยู่อาศัย ไปจนถึง บริษัท ห้างร้าน สถานประกอบการ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประชาชนมากขึ้นด้วย” นายพีระพันธุ์กล่าว

‘พีระพันธุ์’ ปะทะคารม ‘เดชอิศม์’ กลางวง ครม.ปมกฎหมายโซลาร์เซลล์ หลังเดชอิศม์มองว่ารวมศูนย์ให้อำนาจกระทรวง - รมว.พลังงานมากเกินไป ‘พีระพันธุ์’ ถามใครเขียนสคริปต์ให้

แหล่งข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เปิดเผยว่าการประชุมครม.เมื่อวานนี้ (29 ก.ค.) ในการพิจารณาวาระ ครม.เรื่องร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. ....ได้มีการถกเถียงกันระหว่างนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และนายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย

โดยเมื่อถึงวาระการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวนายเดชอิศม์ได้กดไมโครโฟนเพื่อพูดว่า กฎหมายนี้ตนเองมีความเห็นว่าประเด็นที่มีการเขียนไว้ในร่างกฎหมายว่าให้อำนาจกับกระทรวงพลังงานเพียงหน่วยงานเดียวในการอนุมัติ อนุญาต การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในบ้านเรือนของประชาชน

รวมทั้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ถือว่าเป็นการรวมศูนย์ เหมือนกับการรวบอำนาจไว้ที่เดียว อาจจะทำให้มีประชาชนกังวลถึงความโปร่งใส และทำให้การตรวจสอบทำได้ยาก

จากนั้นนายพีระพันธุ์ ได้ขอชี้แจงให้ ครม.ฟังว่าร่างกฎหมายฉบับนี้นั้นต้องการให้การอนุมัติอนุญาตการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในบ้านเรือนนั้นสามารถทำได้โดยสะดวก

นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า การตั้งคำถามของนายเดชอิศม์ นั้นฟังดูเหมือนข้อมูลที่ฝ่ายค้านใช้ ซึ่งตนเองก็ไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนเขียนสคริปต์ข้อมูลนี้มาให้

ส่วนในเรื่องที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้อำนาจกับรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ก็ถือเป็นเรื่องปกติเพราะกฎหมายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกระทรวงพลังงาน ถ้าเป็นกฎหมายในเรื่องที่เกี่ยวกับมหาดไทย ก็ต้องให้อำนาจกับรัฐมนตรีมหาดไทยเหมือนกัน

‘พีระพันธุ์’ เคลียร์ชัดปมซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาด ทุกวันนี้ชนทุนพลังงานเพื่อประโยชน์ประชาชน

‘พีระพันธุ์’ เคลียร์ชัดปมซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาด พร้อมสนับสนุนการตรวจสอบทุกขั้นตอน ย้ำไม่ได้มาเล่นการเมือง แต่เน้นทำงานแก้ปัญหาประชาชน หนุนใช้พลังงานทางเลือกสร้างรายได้ให้คนไทย เพิ่มความมั่นคงชุมชน

เมื่อวานนี้ (31 ก.ค.68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตอบกระทู้ถามสดในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับแนวทางการลดค่าไฟ และการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดขนาดกำลังการผลิต 5,200 เมกะวัตต์ และ 3,600 เมกะวัตต์ โดยชี้แจงว่า การรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวทั้ง 2 รอบ ไม่ได้เกิดจากมติของรัฐบาลชุดปัจจุบัน  แต่ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลปัจจุบันกำลังเข้ามาแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ต้องเข้าใจด้วยว่า อำนาจต่าง ๆ ของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งแม้จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานแต่ก็ต้องอาศัยมติและความเห็นจากคณะกรรมการในที่ประชุมซึ่งมีหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมด้วย รวมทั้งตัวแทนจากคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ให้ความเห็นในเชิงกฎหมาย และเมื่อที่ประชุมมีมติแล้ว ก็ต้องดำเนินการไปตามมติดังกล่าว อย่างไรก็ดี แม้ปัญหาไม่ได้เกิดจากรัฐบาลปัจจุบันแต่รัฐบาลปัจจุบันกำลังพยายามแก้ไข โดยมีมติ กพช. ชะลอการลงนามในสัญญารับซื้อไฟฟ้าข้างต้น และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการเจรจาปรับลดราคาการรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าว โดยใช้ราคาล่าสุดของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) เป็นฐานอ้างอิงในการเจรจา 

วันนี้สามการไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) ยังไม่ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพราะต้องปฏิบัติตามมติ กพช. โดยตนยินดีให้มีการตรวจสอบในทุกขั้นตอนและพร้อมที่จะสนับสนุนข้อมูลทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ความจริงให้กระจ่าง และยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้เห็นแก่นายทุนหรือทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ และตลอดเวลาที่ผ่านมาตนก็ได้พยายามแก้ปัญหามาอย่างต่อเนื่อง

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคประชาชน และมาตรการส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดค่าไฟให้พี่น้องประชาชนนั้น นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า การดำเนินการทั้งหมดขึ้นอยู่กับแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้า(PDP) ซึ่งขณะนี้กำลังจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการจัดทำแผน PDP ชุดใหม่ ในแผนดังกล่าวจะให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาดมาเป็นลำดับแรก ซึ่งพลังงานดังกล่าวมาได้จากหลากหลายแห่ง โดยเฉพาะจากเศษวัสดุเหลือใช้ซึ่งตนมุ่งเน้นไปที่การสร้างความรู้ให้ประชาชนนำเศษวัสดุทางการเกษตรหรือวัสดุที่เหลือใช้ในพื้นที่มาผลิตเป็นไฟฟ้า โดยต้องมาคำนวณว่า ในแต่ละปีประเทศไทยสามารถผลิตไฟฟ้าในรูปแบบดังกล่าวได้เท่าใด ส่วนที่เหลือจึงไปใช้ก๊าซในการผลิตไฟฟ้า และนอกจากการมุ่งเน้นการผลิตไฟฟ้าในภาคประชาชนแล้ว ตนยังมุ่งหวังให้มีโรงไฟฟ้าชุมชนขนาดเล็ก ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้พี่น้องประชาชนและช่วยสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าของภาคประชาชนได้ต่อไป

นายพีระพันธุ์ยังกล่าวแสดงความคาดหวังว่า คณะกรรมการจัดทำแผน PDP ชุดใหม่ จะนำแนวนโยบายนี้ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส มีอิสระโดยแท้จริง พร้อมย้ำด้วยว่า ตนไม่ได้เข้ามาเล่นการเมือง แต่เข้ามาเพื่อตั้งใจทำงานและแก้ปัญหาให้คนไทย

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของมติหรือปัญหาด้านพลังงานที่เกิดช่วงก่อนปี 2567 นั้น ตนและพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระทรวงพลังงาน เพราะในขณะนั้นช่วงท้ายรัฐบาลตนดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีภารกิจหน้าที่คนละอย่างกัน และยังไม่มีพรรครวมไทยสร้างชาติร่วมรัฐบาลในขณะนั้นด้วย พร้อมกล่าวว่า ตั้งแต่ที่ตนเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตนได้ดำเนินการทุกอย่าง อย่างตรงไปตรงมา ชัดเจนด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทำให้ไม่ถูกใจนายทุน

ศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกคำร้อง ‘สนธิญา สวัสดี’ ปม ‘พีระพันธุ์-ภรรยา’ ถือครองหุ้นขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

จากกรณี นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เรื่องการถือหุ้นบริษัทเอกชนขณะการดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ล่าสุด วันที่ (10 ก.ย. 68) ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย โดยระบุรายละเอียดว่า

นายสนธิญา สวัสดี (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ (เรื่องพิจารณาที่ ๓๘/๒๕๖๔)

ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (ผู้ถูกร้อง) และภริยาของผู้ถูกร้องถือครองหุ้นในบริษัทอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๗ และเสนอชื่อบุคคลที่เป็นกรรมการในบริษัทของผู้ถูกร้องให้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานที่ผู้ถูกร้องกำกับดูแล ผู้ถูกร้องเป็นผู้ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕) ผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔) และ (๕) และขอให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

ผลการพิจารณา
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า แม้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่เป็นการยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ (๓) มิใช่การยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงจากการกระทำใดของผู้ถูกร้อง และการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ นั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๒๘๒ บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกเพื่อให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้องส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย รวมทั้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิโดยเฉพาะให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้ว

ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๙ (๒) ซึ่งมาตรา ๘ วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

‘ชัช เตาปูน’ พร้อมนั่งเก้าอี้ เลขาฯ รทสช. คนใหม่ หลัง ‘เอกนัฏ’ ไขก๊อก – ยัน ‘พีระพันธุ์’ ไม่ท้อขอสู้ต่อ

‘ชัช เตาปูน’ แบะท่า พร้อมรับเก้าอี้ ‘เลขาฯรทสช.’ คนใหม่ แทน’เอกนัฏ’ ยัน ‘พีระพันธุ์’ ไม่ท้อ สู้ต่อ บอกยังเหลือสมาชิกหลายคนอยู่ช่วยกัน เชื่อพรรคไปต่อได้

เมื่อวันที่ (17 ก.ย. 68) นายชัชวาลล์ คงอุดม สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand โดยยอมรับว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ย.ได้พูดคุยกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยมี นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรค และนายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรค ร่วมด้วย โดยนายพีระพันธุ์ ยืนยันไม่ท้อ จะสู้ต่อ

นายชัชวาลล์ กล่าวว่า สำหรับตนได้พูดกับนายพีระพันธุ์มาตลอดว่ามีเจตนาอยากได้คนดี ซึ่งเห็นว่านายพีระพันธุ์ เป็นคนดี ซื่อสัตย์ เป็นคนตรง จึงอยากให้คนที่รักประเทศ รักประชาชน เข้ามาทำงาน อย่างไรก็ตาม ที่เหลืออยู่ขณะนี้ยังมีอีกหลายคน นอกจากนายพีระพันธุ์และตน ยังมีนายวิทยา , นายจุติ ไกรฤกษ์ รองหัวหน้าพรรค ซึ่งทุกคนที่เหลืออยู่ต้องช่วยกัน ตนยังเชื่อว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะไปได้

เมื่อถามว่า หลังจากนี้ต้องมีการยกเครื่องพรรคใหม่ใช่หรือไม่ เพราะเหลือกันแค่นี้ นายชัชวาลล์ กล่าวว่า ก็คงเป็นอย่างนั้น เมื่อถามว่า การยกเครื่องใหม่ครั้งนี้จะให้ใครเป็นเลขาธิการพรรค เพราะ นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค ก็ไปแล้ว นายชัชวาลล์ กล่าวว่า ตนยังไม่รู้ ก็แล้วแต่หัวหน้าพรรคก็แล้วกัน

เมื่อถามว่านายพีระพันธุ์ อยากให้นายชัชวาลล์ เป็นเลขาธิการพรรค จะเป็นหรือไม่ นายชัชวาลล์ กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดกันเลย แต่ก็ยอมรับว่านายวิทยาก็ได้มาพูดบอกให้ตนเป็น ตนจึงได้บอกไปว่านายวิทยาก็เป็นเลย เพราะถึงอย่างไรตนก็ช่วยอยู่แล้ว แต่นายวิทยาไม่ยอมรับตำแหน่งนี้ ซึ่งตนก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร เพราะยังไม่รู้ว่าเขาจะให้ตนเป็นหรือไม่ เพราะถ้าตนพูดไปก่อนถ้าเขาไม่เอาจะทำอย่างไร แต่ถ้าหัวหน้าให้เป็น ตนก็เป็นได้ ทั้งนี้ สำหรับตนก็เต็มที่ เพราะสิ่งที่นายพีระพันธุ์ได้ทำมา ไม่ว่าจะเป็น การลดราคาน้ำมัน ลดค่าไฟฟ้า ตนอยากให้สำเร็จ เพราะประชาชนได้ประโยชน์

เมื่อถามว่า ได้คุยกับนายพีระพันธุ์ หลายครั้ง เขาได้ขอให้ช่วยเรื่องอะไร ด้านไหน อย่างไรบ้าง นายชัชวาลล์ กล่าวว่า อะไรก็ได้ บังเอิญตนเป็นคนมีพวก ซึ่งหัวหน้าพรรคอาจเห็นว่าตนมีพรรคพวกเยอะ อะไรที่ช่วยกันได้ก็ช่วยกัน

เมื่อถามว่า หัวหน้าขอให้ช่วยจ่ายเงินด้วยหรือไม่ นายชัชวาลล์ กล่าวว่า ไม่หรอก เขาไม่เคยพูดเลย ซึ่งเมื่อวันที่ 16 ก.ย.ก็คุยกัน หัวหน้าบอกว่าอยากสร้างเป็นบรรทัดฐานไว้ว่าจะเล่นการเมือง ไม่ต้องไปใช้เงินเยอะ แต่ว่าใช้ความดีและนโยบายไปสู้ให้ประชาชนเห็น ส่วนค่าใช้จ่ายที่จะใช้ในกิจกรรมของพรรคตนจะหาพรรคพวกที่จะมาช่วยกันได้ ตนได้พูดกับหัวหน้าพรรคไปอย่างนั้น ตนอยากเห็นคนดีทำงาน ใครดี ใครซื่อสัตย์กับประเทศ อยากเห็นตรงนั้น ส่วนตนเป็น สว.มาไม่เคยรับเงินเดือน เป็นสส.ก็เอาเงินเดือนให้คนอื่น เมื่อถามว่า การตัดสินใจช่วยนายพีระพันธุ์ อาจจะต้องมีการควักเงิน เราได้เตรียมเงินไว้กี่ล้าน นายชัชวาลล์ กล่าวว่า อะไรที่จำเป็นก็ต้องควัก

‘พีระพันธุ์’ ย้ำชัด ทำงานการเมืองเพื่อประโยชน์ชาติและประชาชน ไม่เคยดีลขอเป็นนายกฯ

เมื่อวันที่ (17 ก.ย. 68) ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ  นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ  เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอความเห็นทางการเมืองโดยนำชื่อของตนเข้าไปเกี่ยวโยงกับการเลือกนายกรัฐมนตรีจนสร้างความสับสนในสังคมนั้น  ตนขอยืนยันว่า  ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง  และไม่เคยมีการหยิบยกชื่อของตนเข้าสู่การเจรจาใด ๆ  ซึ่งสามารถยืนยันได้จากการหารือร่วมกันกับพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค  

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยอีกว่า ในที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาลที่โรงแรมปริ๊นเซส นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าจะเสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ ให้ที่ประชุมพิจารณา และในทางการเมืองก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเสนอชื่อบุคคลจากพรรคอื่น ในขณะที่พรรคของตนเองยังมีรายชื่ออยู่ในบัญชีนายกรัฐมนตรี เพราะจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อพรรคนั้นเองเป็นอย่างมาก 

ข่าวที่ออกมาจึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง และอาจสร้างความเข้าใจผิดได้ 

“ที่ผ่านมาผมมุ่งทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก ไม่เคยหวังที่จะได้ตำแหน่งอะไร และไม่เคยอยู่ในสมการใด ๆ เกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีเลย” นายพีระพันธุ์กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top